SEO กับ SEM สองสิ่งที่แยกจากกันไม่ได้!

การทำธุรกิจในยุคปัจจุบัน “เว็บไซต์” ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่เปรียบเสมือนหน้าร้านบนโลกออนไลน์ ซึ่งการจะโปรโมทเว็บไซต์เพื่อขยายฐานลูกค้านั้นทำได้หลายวิธี แต่แนวทางที่นิยมที่สุดในปัจจุบันคือการทำ SEO กับ SEM ทีนี้ คำถามที่เหล่านักการตลาดไปจนถึงเอเจนซี่ทั้งหลายมักได้รับก็คือ SEO กับ SEM นั้นเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไรและแบบไหนดีกว่ากัน แต่ก่อนที่จะไปดูว่าแบบไหนดีกว่าเราอยากจะให้คุณเข้าใจความหมายระหว่างสองสิ่งนี้ก่อนว่าคืออะไร

SEO กับ SEM คืออะไร

SEO (Search Engine Optimization) คือกระบวนการที่จะช่วยผลักดันให้เว็บไซต์ของคุณขึ้นหน้าแรกของระบบ Search Engine ทั้งหลาย อาทิ Google, Bing, Yahoo เป็นต้น จะใช้คำค้นหาหลัก (Keyword) ที่กำหนดไว้เป็นตัวแปรสำคัญในการขับเคลื่อนลำดับ (Ranking) อย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่ต้องซื้อโฆษณา แต่ต้องอาศัยองค์ประกอบต่างๆ อาทิ “บทความ” ซึ่งก็จะถูกแยกออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ ดังนี้

  1. SEO Onsite, On Page

คือการเพิ่มประสิทธิภาพในส่วนของข้อความทั้งหมดที่เราควบคุมแก้ไขได้บนเว็บไซต์ซึ่งในที่นี้รวมถึงบทความประเภท Blog ด้วย โดยจะต้องมีการแทรกคำค้นหาหลักกระจายอยู่ตามจุดต่างๆ บนเว็บไซต์แต่ละหน้าในปริมาณที่ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป จุดประสงค์เพื่อเป็นการปรับปรุง เตรียมพร้อม จัดระเบียบเว็บไซต์และยังเป็นการเตรียมข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อผู้ที่เข้ามาบนเว็บไซต์ผ่านช่องทางการค้นหาซึ่งจะช่วยให้ Google Bot สามารถตรวจสอบเว็บไซต์เราได้ง่ายขึ้นอันมีผลต่อคะแนนเว็บไซต์ด้วย

  1. SEO Outreach, Off Page, Link Building

คือการนำส่งบทความที่มีการแทรกคำค้นหาหลักพร้อมกับลิงก์ที่ชี้กลับมายังหน้าเว็บไซต์ของเรา (เนื้อหาในบทความจะต้องสอดคล้องหรือเกี่ยวข้องกับหน้าเว็บไซต์ที่จะลิงก์กลับมาด้วย) โดยขั้นตอนนี้จะเป็นการเพิ่มความน่าเชื่อถือจากนอกเว็บไซต์ของเราเพราะ Google มักจะให้คะแนนกับเว็บไซต์ที่มีการเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายอย่างมีประสิทธิภาพไม่ใช่แค่เชื่อมโยงภายในเว็บไซต์เดียวกันเพียงอย่างเดียว

***ความจริงแล้ว SEO ถือเป็นกระบวนการหนึ่งที่อยู่ภายใต้การทำ SEM 

SEM (Search Engine Marketing) เป็นคำเรียกวิธีการทำการตลาดบน Search Engine โดยมี 2 วิธีการหลักๆ นั่นคือ SEO ดังที่กล่าวไปข้างต้นและ PPC หรือ Pay Per Click คือการซื้อโฆษณาโดยมีการเรียกเก็บเงินในรูปแบบจ่ายตามจำนวนคลิก ซึ่งผู้ทำจะต้องประมูล Keyword เพื่อที่จะให้โฆษณาปรากฎเมื่อมีการค้นหาใน Search Engine นั้นๆ โดยโฆณาจะแสดงที่ตำแหน่งใดนั้นจะถูกกำหนดโดยค่าประมูลที่เรียกว่า Max. CPC หรือ Maximum Cost Per Click คือการกำหนดเพดานราคาที่เราจะต้องจ่ายให้กับแพลตฟอร์ม (ในที่นี้คือ Google) ว่าจะต้องจ่ายครั้งละไม่เกินเท่าไหร่ รวมไปถึง Quality Score ที่เป็นอีกหนึ่งปัจจัย หากคำที่ประมูล (Keyword) ตรงกับสิ่งที่โฆษณาและตรงกับหน้าเว็บไซต์ ก็จะได้คะแนนที่สูงกว่า การประมูลคำที่ไม่ตรงกับสิ่งที่จะโฆษณาจึงทำให้ค่า CPC ของแต่ละ Keyword ไม่เท่ากันยิ่ง Keyword ไหนเป็นที่นิยมมีคนค้นหามาก คู่แข่งในการประมูลมาก ราคาประมูลของคำนั้นๆ ก็จะสูงตามไปด้วย

ข้อได้เปรียบของการทำ PPC นั้นคือโฆษณาที่ทำจะเห็นผลได้ทันทีไม่ต้องใช้เวลาเตรียมการนานเท่ากับการทำ SEO ทั้งยังสามารถปรับเพิ่ม Keyword ได้ตลอดเวลา มีเว็บไซต์เพียงหน้าเดียว อาทิ Landing Page ก็สามารถทำได้ เข้าถึงกลุ่มเป้าไม้ได้ทันทีทันใดแต่การซื้อโฆษณาแบบ PPC จะเสียเปรียบ SEO ตรงที่เมื่อหยุดจ่ายเงินโฆษณาก็จะหยุดไปด้วย ต่างจาก SEO ที่เมื่อทำไปแล้วจะเห็นผลในระยะยาวได้ดีกว่าแต่ SEO ก็ไม่สามารถวัดผลออกมาเป็นตัวเลขได้ ต่างจาก PPC ที่สามารถวัดผลเป็นข้อมูลให้คุณได้นำมาวิเคราะห์เพื่อใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพเว็บไซต์ต่อไปได้

SEO กับ SEM สองสิ่งที่ไม่ควรแยกออกจากกัน

อย่างที่กล่าวไปว่า SEO คือส่วนหนึ่งในกระบวนการการทำ SEM ดังนั้นเฉกเช่นเดียวกับการทำการตลาดทุกประเภทนั่นคือคุณไม่ควรเลือกวิธีใดวิธีหนึ่งให้เป็นหนทางแบบเบ็ดเสร็จเพราะคุณจะสูญเสียผลประโยชน์ที่อาจกลายเป็นของคุณไปอย่างน่าเสียดาย ในกรณีนี้คือ SEO กับ PPC ที่มีความแตกต่างกันในเรื่องของกระบวนการและผลลัพธ์บางอย่าง ทำให้เราไม่ควรที่จะตัดสินว่าทำ SEO หรือ PPC อย่างใดอย่างหนึ่งแล้วจะดีกว่าอีกอย่าง

สิ่งที่ควรเป็นก็คือ “ทำทั้งสองอย่างควบคู่กันไป” เหตุผลที่ควรทำไปพร้อมๆ กันก็เพราะว่าการทำ SEO นั้นจะต้องใช้ระยะเวลาค่อนข้างนานกว่าจะเริ่มเห็นผล (อย่างต่ำก็ 6 เดือน) ซึ่งแน่นอนว่าระหว่าง 6 เดือนนั้นคุณคงไม่อยากปล่อยให้ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ ดังนั้น PPC จึงเป็นทางออกที่จะช่วยให้โฆษณาค้นหาของคุณมีประสิทธิภาพและกระจายสู่ลูกค้าเป้าหมายได้ทั้งง่าย สะดวกและระยะเวลาสั้นกว่า ในทางเดียวกันหากคุณเข้าใจเรื่อง SEO กับ PPC และทำไปพร้อมๆ กัน เมื่อเว็บไซต์มีประสิทธิภาพที่ดีจากการทำ SEO จะส่งผลให้ Quality Score ของคำทีประมูลในแคมเปญ PPC ดียิ่งขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย

อยากเพิ่มประสิทธิภาพของเว็บไซต์ต้องทำอย่างไร

สำหรับ SEO นั้นเมื่อคุณเข้าใจองค์ประกอบที่เราได้เขียนไปแล้วข้างต้นก็จะต้องเตรียมสิ่งต่างๆ ให้พร้อมสำหรับการดำเนินการในขั้นถัดไป

โดยลำดับขั้นตอนในการทำ SEO มีดังต่อไปนี้

1. ข้อมูลในทุกๆ หน้าบนเว็บไซต์จะต้องเกี่ยวข้องกับแต่ละ Keyword ที่ใช้อีกทั้งยังเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อผู้อ่าน เป็นข้อมูลที่สร้างหรือดัดแปลงขึ้นมาด้วยตัวเอง (ไม่คัดลอกจากที่อื่นมาโดยเด็ดขาด) 

2. ทำบทความสำหรับส่งออกเป็น Off Page โดยใส่ลิงก์เพื่อให้ผู้อ่านคลิกกลับมาที่หน้าเว็บไซต์ที่เรากำหนดไว้ (เพียงบทความละ 1 ลิงก์ก็เพียงพอแล้ว)

*** เหตุผลที่บทความแบบ Off Page ต้องมีการลิงก์กลับมาที่หน้าเว็บไซต์เพราะระบบอย่าง Google จะให้คะแนนกับเว็บไซต์ที่มีการเชื่อมโยงทั้งภายในเว็บไซต์ของตัวเองและภายนอก ไม่ว่าจะเป็นจากเว็บไซต์อื่นๆ หรือโซเชียลมีเดีย ยิ่งมีการลิงก์กลับมามากเท่าไร (แบบไม่เยอะเกินไปเพราะจะถูกตัดสินว่าเป็น Spam) จะยิ่งทำให้เว็บไซต์ของเรามีความน่าเชื่อถือขึ้น คะแนนคุณภาพของเว็บไซต์เราสูงขึ้นและช่วยให้การทำ SEO มีประสิทธิภาพได้ดียิ่งขึ้นนั่นเอง

3. ปรับปรุงเว็บไซต์ให้เอื้อต่อการเพิ่มประสิทธิภาพด้วย SEO ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบให้ UX&UI ง่ายต่อการใช้งาน เว็บไซต์ดาวน์โหลดรวดเร็ว ภาพสวยคมชัดแต่ขนาดต้องไม่ใหญ่จนเกินไปเพราะจะทำให้เว็บไซต์ดาวน์โหลดช้า ข้อมูลครบถ้วน ลิงก์หน้าเว็บต่างๆ (Slug) ควรมีคำค้นหาหลักซ่อนอยู่ (เป็นการบอกกับระบบตรวจสอบทางอ้อมว่า หน้านั้นๆ นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับอะไร)

ส่วนการทำ PPC นั้นหากคุณต้องการให้โฆษณาของคุณแสดงในตำแหน่งสูงๆ (โฆษณาจะขึ้นแสดงที่หน้าแรกของ Google เป็นปกติอยู่แล้ว) คุณก็จะต้องใส่ราคาประมูล Max. CPC ของแต่ละ Keyword ให้สูงกว่าคู่แข่ง แต่ในระบบของ Google Ads นั้นจะมีค่า Quality Score ที่เป็นตัวแปรสำคัญอีกอย่างที่ใช้กำหนดว่าโฆษณาจะขึ้นไปปรากฎที่ตำแหน่งใดโดยจะคำนวณจากคุณภาพของโฆษณานั้นๆ

อย่างไรก็ตาม บทความนี้น่าจะพอไขความกระจ่างเรื่อง SEO กับ SEM ที่หลายต่อหลายคนยังสับสนว่าแท้จริงแล้วมันคืออะไรกันแน่อยู่ได้ แต่ใจความสำคัญที่เราอยากจะนำเสนอคือการให้คุณทำความเข้าใจถึงวงจรของการทำการตลาดดิจิทัลทั้งหมดว่า ไม่มีวิธีใดที่เป็นหนทางที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการตลาดแบบ Serach หรือ Social Media ดังนั้นการเรียนรู้ที่จะพลิกแพลงเทคนิคต่างๆ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ทางการตลาดให้ดีที่สุดจึงเป็นสิ่งที่นักการตลาดดิจิทัลมืออาชีพควรมี เพราะโลกดิจิทัลนั้นไม่มีกฎตายตัวตราบใดที่แพลตฟอร์มต่างๆ ยังมีการอัปเดตปรับ Algorithm อยู่ตลอดเวลาเฉกเช่นปัจจุบัน