ติดต่อทีมงาน
ภาพประกอบบทความ AI Search คืออะไร คนเดินผ่านห้องสีครีมสว่าง ส่วนศีรษะและไหล่กลายเป็นแสงยาวสีฟ้าอมเขียว ชมพู และเหลืองที่ทอดไปทางซ้ายบน

โดย Mark McDowellเผยแพร่: อัปเดต: อ่าน 21 นาที

AI Search คืออะไร? ทำงานอย่างไร วิธีทำให้ AI แนะนำธุรกิจของคุณ

AI Search คือการค้นหาที่ระบบ AI (Artificial Intelligence) อ่านหน้าเว็บหลายแหล่ง แล้วเขียนคำตอบสรุปพร้อมลิงก์อ้างอิงให้ทันที แทนการแสดงรายการลิงก์ให้ผู้ค้นหาเลือกเอง ในไทยใช้กันบน Google AI Overviews, AI Mode, ChatGPT, Gemini และ Perplexity ระบบเป็นผู้เลือกว่าจะเอ่ยถึงแบรนด์ไหน และอ้างอิงเว็บไซต์อื่นที่พูดถึงแบรนด์บ่อยกว่าเว็บไซต์ของแบรนด์เอง

ประเด็นสำคัญ

  • Google ระบุว่าโหมด AI แบ่งคำถามออกเป็นหัวข้อย่อยแล้วค้นหาแต่ละหัวข้อพร้อมกัน หน้าที่ตอบคำถามย่อยข้อใดข้อหนึ่งได้ชัดจึงถูกเลือกเป็นแหล่งอ้างอิงได้
  • ในคำตอบของ AI 285, 098 คำตอบเกี่ยวกับหมวดสินค้าและบริการของ 171 แบรนด์ ที่ Elevate, Primal's AI Visibility Tracker เก็บในเดือนที่ผ่านมา เว็บไซต์ของแบรนด์ถูกอ้างอิงเพียงราว 1 ใน 5 คำตอบ
  • Facebook อยู่ใน 15 แหล่งที่ AI อ้างอิงบ่อยที่สุดของ 161 จาก 171 แบรนด์ YouTube อยู่ในรายการของราวครึ่งหนึ่ง และ Pantip อยู่ในรายการของ 48 แบรนด์
  • Google ระบุว่าหน้าที่จะเป็นลิงก์ใน AI Overviews หรือ AI Mode ต้องอยู่ในดัชนีของ Google โดยไม่มีข้อกำหนดทางเทคนิคเพิ่มเติม การทำ SEO (Search Engine Optimisation) จึงยังเป็นฐานของ AI Search
  • OpenAI ระบุว่าเว็บไซต์ที่ปิดกั้น OAI-SearchBot จะไม่แสดงในคำตอบของ ChatGPT search ไฟล์ robots.txt ของแบรนด์จึงควรเปิดให้ Crawler ตัวนี้เข้าได้

Key Takeaways

AI Search คือระบบค้นหาข้อมูลยุคใหม่ที่ใช้ AI ทำความเข้าใจความหมายของคำถาม ไม่ใช่แค่จับคู่เว็ปไซต์กับคีย์เวิร์ดเหมือน Search Engine แบบเดิม โดยเบื้องหลัง AI Search อาศัยเทคโนโลยีอย่าง Natural Language Processing (NLP), Machine Learning (ML) และ Large Language Models (LLMs) เพื่อวิเคราะห์ข้อมูล สรุปคำตอบ และอ้างอิงข้อมูลจากแหล่งที่เกี่ยวข้อง


เมื่อก่อนเวลาเราจะค้นหาข้อมูลอะไรบน Google เราก็มักจะพิมพ์คำค้นหาหรือคีย์เวิร์ด (Keyword) ที่ต้องการ จากนั้นระบบก็จะแสดงผลลัพธ์ออกมาบนหน้าSERP (Search Engine Results Page) เป็นรายการลิงก์สีฟ้าเรียงกันยาว ๆ 10 ลิงก์ หรือที่นักการตลาดรู้จักกันว่า10 Blue Links ซึ่งทำให้เราต้องคอยไล่คลิกเข้าเว็บไซต์เพื่อหาคำตอบเอาเอง ซึ่งเป็นที่มาของการทำ SEO หรือ Search Engine Optimisation นั่นเอง

แต่ในยุคนี้ โลกของการค้นหาได้ก้าวเข้าสู่ยุค “Conversational Search” หรือการค้นหาในรูปแบบบทสนทนาอย่างเต็มตัว เพราะการมาของ AI Search เช่น ChatGPT, Perplexity, AI Mode ที่เข้าใจภาษามนุษย์ได้อย่างลึกซึ้ง AI Search คือรูปแบบการค้นหาแบบใหม่ที่เข้ามาเสริมการค้นหาแบบเดิม แทนที่เราจะต้องไล่เปิดอ่านทีละลิงก์เหมือนเมื่อก่อน AI จะไปรวบรวมข้อมูลจากหลาย ๆ แหล่ง แล้วสรุปเป็นคำตอบที่ถูกต้อง แม่นยำ และกระชับมาให้เราอ่านทันที ซึ่งความล้ำของ AI Search ในยุคนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การ “พิมพ์แชต” โต้ตอบเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึง**“Multimodal Search”** หรือการค้นหาด้วยภาพ วิดีโอ หรือแม้กระทั่งการส่งไฟล์ PDF เพื่อให้ AI ช่วยวิเคราะห์ข้อมูล และตอบคำถามผ่านทาง AI Search ต่อเนื่องในรูปแบบแชตได้ทันที

AI Search คืออะไร

AI Search คือ รูปแบบการค้นหาข้อมูลที่ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ Artificial Intelligence (AI) และ Large Language Models (LLMs) ในการประมวลผลคำถาม วิเคราะห์บริบท ทำความเข้าใจเจตนาการค้นหา (User Intent) ในเชิงลึกจากหลายแหล่งข้อมูล เพื่อสร้างคำตอบใหม่ (Generate Answer) ที่ตรงประเด็น กระชับ และพร้อมใช้งานทันที ซึ่งแตกต่างจาก Search Engine แบบเดิมที่แสดงผลเป็นรายการลิงก์เว็บไซต์จากการจับคู่คีย์เวิร์ด (Keyword Matching)

เบื้องหลังความอัจฉริยะของ AI Search คือเทคโนโลยีล้ำสมัยทำงานร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็น NLP (Natural Language Processing) ในการตีความภาษามนุษย์, Machine Learning (ML) ในการเรียนรู้พฤติกรรม และ LLMs (Large Language Models) ในการคิด วิเคราะห์ และเรียบเรียงสรุปคำตอบจากหลากหลายแหล่งบนอินเทอร์เน็ต เพื่อเสิร์ฟข้อมูลที่กระชับ แม่นยำ และตรงประเด็นให้ผู้ใช้ได้อ่านทันทีบนสุดของหน้าจอ พร้อมแนบลิงก์อ้างอิง (Citations) ให้คลิกไปอ่านต่อได้ด้วย

AI Search ทำงานยังไง

AI Search ทำงานผ่านกระบวนการ 4 ขั้นตอนหลัก ที่แตกต่างจาก Search Engine แบบเดิมอย่างสิ้นเชิง:

1. เข้าใจคำถาม (Query Understanding)

สิ่งที่เกิดขึ้น:

  • AI ใช้ NLP (Natural Language Processing) วิเคราะห์ประโยคคำถามของผู้ใช้
  • ทำความเข้าใจ Context, Intent และ Nuance ของภาษา
  • แยกแยะว่าผู้ใช้ต้องการอะไรกันแน่ (ข้อมูล, ซื้อสินค้า, เปรียบเทียบ, แก้ปัญหา)

ตัวอย่าง:

  • User พิมพ์: “แนะนำเอเจนซี่บริการรับทำ AI Search ที่ทีมเยอะและเชี่ยวชาญที่สุดในประเทศไทย
  • Traditional Search:
  1. จับคู่คำ: “เอเจนซี่” + “รับทำ” + “AI Search” + “ประเทศไทย”
  2. แสดง 10 ลิงก์ที่มีคำเหล่านี้
  • AI Search:
  1. วิเคราะห์ Intent: ผู้ใช้ต้องการ จ้างงาน (Transactional) ไม่ใช่หาข้อมูล
  2. เข้าใจ Criteria: “ทีมเยอะ” = มี Capacity, “เชี่ยวชาญที่สุด” = มีผลงานน่าเชื่อถือ
  3. ระบุ Context: ต้องอยู่ในประเทศไทย (Local Business)

2. ค้นหาและรวบรวมข้อมูล (Query Fan-Out & Retrieval)

สิ่งที่เกิดขึ้น:

  • AI ส่งคำถาม (Query) ไปยังหลายแหล่งข้อมูลพร้อมกัน (Query Fan-Out)
  • ดึงข้อมูลจากเว็บไซต์ Database, Social Media, Reviews, Knowledge Graph
  • บางแพลตฟอร์มใช้ External API เพื่อเข้าถึงข้อมูลแบบ Real-time

แหล่งข้อมูลที่ AI ดึง:

  • เว็บไซต์เอเจนซี่: จำนวนทีมงาน, Case Studies, Services
  • Social Media: Facebook Page, LinkedIn (จำนวน Follower, Engagement)
  • รางวัลและการรับรอง: Awards, Certifications, Partnerships
  • รีวิวและคะแนน: Google Reviews, Clutch, Facebook Reviews
  • ข้อมูลธุรกิจ: DBD, จดทะเบียน, ปีที่ก่อตั้ง
  • ข่าวและบทความ: การถูกกล่าวถึงในสื่อ, Guest Posts, Interviews
  • ทีมงาน: LinkedIn Profiles ของทีม, จำนวน Employee, Expertise

3. วิเคราะห์และคัดเลือกข้อมูล (Analysis & Ranking)

สิ่งที่เกิดขึ้น:

  • AI ประเมินความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูล (Authority, Trustworthiness)
  • ใช้ E-E-A-T (Experience, Expertise, Authoritativeness, Trustworthiness) เป็นเกณฑ์ในการคัดข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องหรือไม่น่าเชื่อถือ
  • เลือกข้อมูลที่ดีที่สุดจากหลายแหล่งมาประมวลผลต่อ

ปัจจัยที่ AI ใช้ตัดสิน:

  • เว็บไซต์มีโครงสร้างข้อมูลชัดเจน (Schema Markup, Structured Data)
  • เนื้อหาเป็น Original Content มีเอกลักษณ์
  • ผู้เขียนมีตัวตนและความเชี่ยวชาญ (Author Profile)
  • เว็บไม่ปิดกั้น AI Bot (Robots.txt)
  • มี Multimedia ครบ (Text, Image, Video, Audio)

4. สร้างคำตอบใหม่ (Answer Generation)

สิ่งที่เกิดขึ้น:

  • AI ใช้ Large Language Models (LLMs) สังเคราะห์ข้อมูลจากหลายแหล่ง
  • สร้างคำตอบใหม่ที่กระชับ ตรงประเด็น และอ่านเข้าใจง่าย
  • แสดงผลเป็น AI Overview / Generative Answer พร้อม Citation (แหล่งอ้างอิง)
  • ผู้ใช้สามารถถามต่อ (Follow-up Questions) ได้โดยไม่ต้องเริ่มใหม่

AI Search อ้างอิงข้อมูลจากที่ไหน

AI Search เปลี่ยนว่าใครเป็นผู้เลือก ในการค้นหาแบบเดิม ผู้ค้นหาเลือกเองว่าจะคลิกเว็บไซต์ไหน ใน AI Search ระบบเลือกว่าจะเอ่ยชื่อแบรนด์ไหนและอ้างอิงหน้าไหน ข้อมูลของเราแสดงว่าระบบไม่ค่อยเลือกเว็บไซต์ของแบรนด์เอง ในเดือนที่ผ่านมา Elevate, Primal’s AI Visibility Tracker เก็บคำตอบของ AI ได้ 285,098 คำตอบ จากคำถามที่ลูกค้าในหมวดของ 171 แบรนด์ถาม เว็บไซต์ของแบรนด์ถูกอ้างอิงในราว 1 ใน 5 คำตอบเท่านั้น

AI Search อ้างอิงเว็บไซต์อื่นที่พูดถึงแบรนด์มากกว่าเว็บไซต์ของแบรนด์เอง ในคำตอบชุดเดียวกัน 285,098 คำตอบ เว็บไซต์ของแบรนด์คิดเป็นราว 4 ใน 100 ของการอ้างอิงทั้งหมด เมื่อดูค่ากลางของ 171 แบรนด์ แหล่งที่ถูกอ้างอิงบ่อยกว่าคือโซเชียลมีเดีย เว็บรีวิว เว็บชุมชน และเว็บไซต์ของแบรนด์อื่นในหมวดเดียวกัน

แผนภูมิด้านล่างนับว่าเว็บไซต์แต่ละแห่งอยู่ใน 15 แหล่งที่ AI อ้างอิงบ่อยที่สุดของกี่แบรนด์ Facebook อยู่ในรายการของเกือบทุกแบรนด์ และ YouTube อยู่ในรายการของราวครึ่งหนึ่ง

แผนภูมิแท่งจากข้อมูลของ Primal แสดงจำนวนแบรนด์จาก 171 แบรนด์ที่มีเว็บไซต์นี้อยู่ใน 15 แหล่งที่ AI อ้างอิงบ่อยที่สุด Facebook 161 แบรนด์ YouTube 88 Pantip 48 Instagram 38 Lemon8 33 my-best 23 และ Reddit 22

ผลนี้ตรงกับงานวิจัยที่ Primal นำเสนอในงาน Marketing Oops Summit ซึ่งศึกษาแบรนด์ไทย 128 แบรนด์ในช่วง 90 วัน และพบว่าเว็บไซต์ของแบรนด์คิดเป็นราว 4% ของแหล่งอ้างอิงเช่นกัน

ลูกค้ามักถามเราว่าควรเน้นเว็บไซต์ของตัวเองหรือแพลตฟอร์มอื่น

ควรทำทั้งสองอย่าง โดยเริ่มจากเว็บไซต์ เว็บไซต์เป็นที่เดียวที่แบรนด์กำหนดข้อเท็จจริงได้เอง ทั้งราคา สเปก บริการ และพื้นที่ให้บริการ งานถัดไปคือดูว่าแหล่งไหนถูกอ้างอิงในหมวดของคุณ แล้วให้แบรนด์มีตัวตนบนแหล่งนั้น เช่น เพจ Facebook ที่ตอบคำถามลูกค้า และวิดีโอ YouTube ที่อธิบายสินค้า

มุมมองจาก Mark McDowell

คนไทยส่วนใหญ่ยังใช้ Google คำตอบจาก AI ที่คนเห็นที่นี่คือ AI Overviews และถัดไปคือ AI Mode ซึ่งทั้งคู่ดึงข้อมูลจากดัชนีของ Google ขั้นแรกจึงยังเป็นการติดอันดับ และติดอันดับด้วยภาษาไทย เราเห็นบทความภาษาอังกฤษอยู่นิ่ง ขณะที่บทความเดียวกันเวอร์ชันภาษาไทยติดอันดับแทบจะทันที จากนั้นต้องไปอยู่ทุกที่นอกเว็บตัวเอง เพราะสิ่งที่ AI อ้างอิงส่วนใหญ่คือเพจของบุคคลที่สาม ไม่ใช่เว็บไซต์ของคุณ

แบรนด์จึงต้องมีชื่ออยู่บนหน้าที่ AI อ่าน ทั้งบนเว็บไซต์ของตัวเองและบนเว็บไซต์อื่นในหมวดเดียวกัน ผมสรุปเรื่องนี้บนเวที Marketing Oops Summit ด้วยประโยค “Be the Name, not the Page” ตามที่ Marketing Oops สรุปไว้ แบรนด์ต้องเป็นชื่อที่ AI เห็นซ้ำในหลายแหล่ง มากกว่าการพยายามให้หน้าเว็บหน้าเดียวติดอันดับ

AI Search ต่างจาก Search Engine แบบเดิมอย่างไร

เพื่อเห็นภาพการเปลี่ยนผ่านของการตลาดดิจิทัลที่ชัดเจนที่สุด เรามาเริ่มจากการเปรียบเทียบสองขั้วเทคโนโลยีนี้กันก่อนครับ

การค้นหาแบบดั้งเดิม (Traditional Search) การค้นหาผ่านระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI Search)
รูปแบบคำสั่ง พิมพ์คีย์เวิร์ดสั้น ๆ เช่น ร้านกาแฟ สยาม พิมพ์เป็นประโยคคำถามยาว ๆ เช่น แนะนำร้านกาแฟสยามที่มีปลั๊กไฟ
ผลลัพธ์ที่ได้ ลิงก์เว็บไซต์ 10 อันดับแรก ข้อความสรุปคำตอบพร้อมแหล่งอ้างอิง
สิ่งที่ผู้ใช้งานได้รับ ต้องคลิกอ่านและสรุปข้อมูลเองทีละเว็บ ได้รับข้อมูลที่สรุปและเปรียบเทียบมาให้แล้ว
การใช้งาน ค้นหาใหม่หากได้ผลลัพธ์ไม่ตรงใจ สามารถพิมพ์ถามต่อเนื่องในบริบทเดิมได้

Search Engine (แบบเดิม): คือระบบค้นหาข้อมูลที่ทำหน้าที่เป็น “สารบัญเว็บโลก” โดยเน้นการจับคู่คีย์เวิร์ด (Keyword Matching) และแสดงผลลัพธ์เป็นหน้ารายการลิงก์เว็บไซต์ (SERP) เพื่อให้ผู้ใช้ไล่คลิกเข้าไปอ่านและหาคำตอบด้วยตัวเอง

AI Search (แบบใหม่): คือระบบค้นหาที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ เปลี่ยนบทบาทจากสารบัญมาเป็น “ผู้ช่วยอัจฉริยะ” ที่คอยอ่าน วิเคราะห์ และสรุปข้อมูลจากหลากหลายแหล่ง แล้วเรียบเรียงมาเสิร์ฟเป็นคำตอบที่เสร็จสรรพ พร้อมแนบแหล่งอ้างอิงให้เสร็จในที่เดียว

SEO vs AEO vs GEO

อินโฟกราฟิกเปรียบเทียบ 4 วิธีที่แบรนด์ถูกค้นพบออนไลน์ผ่าน SEO, AEO, GEO และกลยุทธ์ ElevateSEO™ จาก Primal

  • SEO (Search Engine Optimization): กลยุทธ์แบบดั้งเดิมที่เน้นการปรับแต่งเว็บไซต์เพื่อให้ระบบค้นหาแบบเดิม ดันลิงก์เว็บไซต์ของเราให้ไปติดอันดับบนหน้าแรก โดยแข่งกันที่ความหนาแน่นของคีย์เวิร์ด (Keywords) และการทำลิงก์ที่มีคุณภาพ (Backlinks) เพื่อดึงคนให้คลิกเข้าเว็บมากที่สุด
  • AEO (Answer Engine Optimization): การปรับแต่งเว็บไซต์และเนื้อหาคอนเทนต์ เพื่อให้ระบบ Answer Engines หรือ AI Search (เช่น Google AI Overview, ChatGPT, Perplexity)เลือกหยิบข้อมูลบนเว็บของเราไปประมวลผลและแสดงผลเป็น “คำตอบแรก” บนหน้าจอใช้งาน โดยมุ่งเน้นการตอบคำถามที่สั้น กระชับ ตรงประเด็น และจัดโครงสร้างในรูปแบบถาม-ตอบ (Q&A)
  • GEO (Generative Engine Optimization): แนวคิดเชิงกลยุทธ์ในการเพิ่มประสิทธิภาพให้เว็บไซต์ถูกค้นเจอและได้รับการแนะนำ (Optimise) บนระบบค้นหาที่เป็นแบบ Generative AI โดยกลยุทธ์นี้จะไม่มองแค่เรื่องคีย์เวิร์ดหรือการลิงก์ภายในเว็บเป็นหลักอีกต่อไป แต่มันจะทำงานโดยการเข้าไปทำความเข้าใจว่า “Generative AI มีแนวโน้มจะเลือกใช้ภาษา ข้อมูล และแหล่งอ้างอิงแบบไหนในการสร้างคำตอบใหม่ขึ้นมา” จากนั้นจึงปรับแต่งเนื้อหาเว็บของเราให้เข้าทางการคิดวิเคราะห์ของ AI (LLM Reasoning) มากที่สุด

อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความเต็ม : https://www.primal.co.th/th/ai/seo-vs-aeo-vs-geo/

ตัวอย่าง AI Search Platforms ที่นิยมใช้ในประเทศไทย

1. Google AI Overviews (และ AI Mode)

AI Model เบื้องหลัง: Gemini 3 (Custom-tuned for Search)

ฟีเจอร์สรุปคำตอบอัจฉริยะจาก Google (พัฒนาต่อยอดมาจากระบบ SGE) เป็น AI Search Platform ที่เข้ามาปฏิวัติหน้าการค้นหาแบบเดิม ๆ ปัจจุบันมีผู้ใช้งานมากกว่า 2 พันล้านคนต่อเดือนทั่วโลก ระบบจะทำหน้าที่อ่านและดึงข้อมูลจากเว็บไซต์ต่าง ๆ มาประมวลผล แล้วสร้างเป็นข้อความอธิบายแบบรวบรัด แสดงผลเด่นชัดอยู่ตำแหน่งบนสุดของหน้าค้นหา ทำให้ผู้ใช้ได้รับคำตอบทันทีโดยไม่ต้องไล่คลิกทีละลิงก์ และล่าสุด Google ยังยกระดับไปอีกขั้นด้วย AI Mode โหมดค้นหาแบบสนทนาเต็มรูปแบบที่ขับเคลื่อนด้วย Gemini 3 โดยตรง

หลักการทำงานของ Google AI Overviews และ AI Mode :

  • ใช้สถาปัตยกรรม RAG (Retrieval-Augmented Generation) ที่ผสานระหว่าง Gemini LLM กับ Google Search Index
  • ระบบจะแตกคำค้นออกเป็นหลายคำค้นย่อยเพื่อดึงข้อมูลจากหลายแหล่งพร้อมกัน (Query Fan-Out) แล้วให้ Gemini สังเคราะห์เป็นคำตอบเดียว
  • ใช้สัญญาณ E-E-A-T (Experience, Expertise, Authoritativeness, Trustworthiness) ในการคัดเลือกและจัดอันดับแหล่งข้อมูล

AI Model เบื้องหลัง: GPT-5.5 (Instant / Thinking / Pro) จาก OpenAI

โมเดลขวัญใจมหาชนที่ปัจจุบันไม่ได้เก่งแค่การคิดวิเคราะห์หรือเขียนบทความเท่านั้น แต่ ChatGPT AI Search ยังค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตได้แบบ Real-time อย่างไร้รอยต่อ ทำให้ทุกการหาคำตอบหรืออัปเดตเทรนด์ใหม่ ๆ ลื่นไหลผ่านหน้าต่างแชตที่เป็นธรรมชาติ เหมือนมีผู้เชี่ยวชาญส่วนตัวคอยหาคำตอบให้ตลอด 24 ชั่วโมง

หลักการทำงานของ ChatGPT:

  • ใช้ GPT-5.5 Instant เป็นโมเดลหลักสำหรับงานทั่วไป และสลับไปใช้ GPT-5.5 Thinking โดยอัตโนมัติเมื่อเจอคำถามซับซ้อนที่ต้องใช้เหตุผลหลายขั้นตอน (Auto-switching Router)
  • ผสานกับระบบ Web Indexing และ Search Infrastructure เพื่อดึงข้อมูล Real-time
  • ใช้เทคนิค Function Calling / Tool Use เพื่อให้โมเดลตัดสินใจเองว่าเมื่อไหร่ต้องออกไปค้นหาข้อมูลจากภายนอก
  • มีระบบ Citation Generation ที่แนบลิงก์แหล่งอ้างอิงอัตโนมัติจากแหล่งข้อมูลที่ดึงมา
  • รองรับการค้นหาที่เชื่อมโยงกับบริบทส่วนตัว เช่น บทสนทนาเก่าและไฟล์ของผู้ใช้ เพื่อคำตอบที่ Personalized มากขึ้น

3. Perplexity AI

AI Model เบื้องหลัง: Sonar (โมเดลของ Perplexity เอง) + Multi-Model จาก GPT-5.2, Claude Sonnet 4.6, Gemini 3 Pro, Grok 4.1

เครื่องมือค้นหาที่เกิดมาเพื่อเป็น AI Search Engine โดยเฉพาะ และได้รับความนิยมสูงในกลุ่มคนทำงานและนักการตลาดในไทย โดดเด่นที่สุดเรื่องความรวดเร็วในการประมวลผลและการสรุปใจความสำคัญ ที่สำคัญคือความโปร่งใสสูงมาก เพราะระบบจะแนบแหล่งอ้างอิง (Citations) จากเว็บไซต์ต้นทางกำกับไว้ในทุกประโยคคำตอบอย่างชัดเจน

หลักการทำงานของ Perplexity:

  • ใช้ Multi-Model Architecture โดยมี Sonar โมเดล In-house ที่จูนมาเพื่องานค้นหาโดยเฉพาะเป็นแกนหลัก และให้ผู้ใช้ Pro เลือกสลับใช้โมเดลระดับ Frontier ได้ตามประเภทงาน เช่น GPT-5.2 (OpenAI), Claude Sonnet 4.6 (Anthropic), Gemini 3 Pro (Google)
  • ระบบ Pro Search แตกคำถามใหญ่เป็น Sub-queries ย่อย (Query Decomposition) เพื่อค้นหาเชิงลึกจากแหล่งข้อมูลมากกว่าปกติหลายเท่า
  • มีระบบ Citation Tracking ที่ติดตามทุกประโยคกลับไปยังแหล่งข้อมูลต้นทางได้
  • ใช้เทคนิค Answer Grounding บังคับให้ AI ตอบเฉพาะข้อมูลที่มีแหล่งอ้างอิงเท่านั้น เพื่อลดอาการ Hallucination
  • ฟีเจอร์ใหม่ปี 2026 อย่าง Model Council ให้รันคำถามเดียวผ่าน 3 โมเดลพร้อมกันแล้วเปรียบเทียบคำตอบ และ Deep Research ที่ไล่อ่านเว็บนับร้อยหน้าเพื่อสร้างรายงานเชิงลึกพร้อมอ้างอิง

4. Gemini

AI Model เบื้องหลัง: Gemini 3 Pro / Gemini 3 Flash (Google DeepMind)

AI Search Engine คู่หูอัจฉริยะจากบ้าน Google ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อทำงานร่วมกับ Ecosystem ของ Google ได้อย่างทรงพลังและเข้าใจภาษาไทยได้ลึกซึ้ง ความล้ำของ Gemini คือความสามารถรอบด้านแบบ Multimodal โดยกำเนิด สามารถประมวลผลและค้นหาคำตอบร่วมกันได้ทั้งข้อความ ภาพ เสียง ไปจนถึงวิดีโอ ช่วยให้การวิเคราะห์ข้อมูลยาก ๆ หรือการค้นหาสินค้าจากภาพถ่ายกลายเป็นเรื่องง่าย ปัจจุบันแอป Gemini มีผู้ใช้งานมากกว่า 650 ล้านคนต่อเดือน

หลักการทำงานของ Gemini:

  • ใช้ตระกูล Gemini 3 เป็นโมเดลหลัก Gemini 3 Flash เป็นโมเดลเริ่มต้นในแอปที่เน้นความเร็ว ส่วน Gemini 3 Pro และโหมด Deep Think รองรับงานที่ต้องใช้เหตุผลซับซ้อน (Multimodal by Design)
  • มี Context Window ขนาด 1 ล้าน Tokens ทำให้ประมวลผลเอกสารยาว วิดีโอ หรือ Codebase ขนาดใหญ่ได้ในครั้งเดียว
  • ผสานกับ Google Knowledge Graph และ Google Search Index แบบ Native
  • มีระบบ Grounding with Google Search ที่ตรวจสอบคำตอบกับผลการค้นหาจริงก่อนแสดงผล เพื่อความแม่นยำ
  • รองรับ Multimodal Input (Text, Image, Audio, Video, Code) พร้อมกันในคำถามเดียว

AI Search ใช้ภาษาไทยได้หรือไม่

ใช้ได้ หน้าความช่วยเหลือของ Google ระบุว่าโหมด AI เปิดให้ใช้ในประเทศไทยและรองรับภาษาไทย ChatGPT, Gemini และ Perplexity ก็รับคำถามและตอบเป็นภาษาไทยได้ เมื่อถามเป็นภาษาไทย คำตอบอ้างอิงแหล่งที่คนไทยใช้ด้วย ในข้อมูลของเรา Pantip อยู่ใน 15 แหล่งที่ AI อ้างอิงบ่อยที่สุดของ 48 จาก 171 แบรนด์ และ Lemon8 อยู่ในรายการของ 33 แบรนด์

ในกลุ่มแชตบอตที่ส่งผู้ชมเข้าเว็บไซต์ในไทยเมื่อเดือนที่ผ่านมา StatCounter วัดได้ว่า ChatGPT มีสัดส่วนราว 7 ใน 10 และ Gemini ราว 1 ใน 4

บทวิเคราะห์ทำไม AI Search จึงสำคัญกับทุกธุรกิจในยุค AI Era

การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเกิดปรากฏการณ์ Zero-Click Search หรือการได้คำตอบทันทีโดยไม่ต้องคลิกเข้าเว็บไซต์ จนคนทำตลาดเริ่มเห็นกราฟ**“Alligator Mouth” (ปากจระเข้)** ที่ยอด Impressions พุ่งสูงจากการติด AI Overview แต่ยอด Clicks กลับดิ่งลง ซึ่ง Mark McDowell ผู้เชี่ยวชาญด้าน Digital Marketing มองว่านี่ไม่ใช่จุดจบของ SEO แต่คือจุดเริ่มต้นของกลยุทธ์ GEO (Generative Engine Optimization) ที่เปลี่ยน AI จาก AI Search Engine ให้กลายเป็นพนักงานขายคอย “แนะนำ” แบรนด์ของเราให้กับผู้ใช้งานตลอด 24 ชั่วโมง ธุรกิจในยุคนี้จึงต้องเลิกยึดติดกับคีย์เวิร์ดสั้น ๆ แล้วหันมาสร้างคอนเทนต์ในลักษณะ Conversational เพื่อตอบคำถามเชิงลึกที่มีประโยชน์และน่าเชื่อถือที่สุด เพราะในสมรภูมิใหม่นี้ แบรนด์ที่ถูก AI เลือกไปพูดถึงและอ้างอิงบ่อยที่สุด คือผู้ชนะที่จะได้ครอบครองความไว้วางใจและสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจได้อย่างยั่งยืน

AI Search จะมาแทน Google และ SEO หรือไม่

ยังไม่แทน ในไทย AI Search ส่วนใหญ่เกิดใน Google เอง และ AI ของ Google ดึงลิงก์จากดัชนีเดียวกับการค้นหาปกติ การทำ SEO (Search Engine Optimisation) จึงยังเป็นฐานของการถูกอ้างอิงใน AI Overviews และ AI Mode

ข้อมูลของ StatCounter เมื่อเดือนที่ผ่านมาแสดงว่า Google ส่งผู้ชมเข้าเว็บไซต์ในไทยเกือบทั้งหมดเมื่อเทียบกับ ChatGPT โดย ChatGPT มีสัดส่วนไม่ถึง 1 ใน 100

วิธีทำ SEO ให้ติดทั้ง Ranking บน Search Engine และถูก AI Search นำไปเป็นคำตอบด้วยกลยุทธ์ ElevateSEO™

วิธีทำ SEO ให้ติดทั้ง Ranking บน Search Engine และถูก AI Search นำไปเป็นคำตอบด้วยกลยุทธ์ ElevateSEO™

เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมการค้นหาที่เปลี่ยนไปในทุกขั้นตอน Primal จึงได้พัฒนากลยุทธ์ ElevateSEO™ เฟรมเวิร์กหนึ่งเดียวที่ออกแบบมาให้แบรนด์ชนะทั้ง SEO และ AI Search ไปพร้อมกัน จุดประสงค์คือการติดอันดับ Ranking บน Search Engine แบบเดิม และการถูกเลือกไปสร้างคำตอบบน AI Search ผ่าน6 Success Pillars สำคัญดังนี้

1. ElevateTOPICS™ (Topics Authority)

วางกลยุทธ์คอนเทนต์แบบ Topical Authority เพื่อสร้างความเชี่ยวชาญในภาพรวม รองรับกระบวนการ Query Fan-Out ของ AI ที่ชอบแตกคำถามย่อย พร้อมเชื่อมโยงโครงสร้างเนื้อหาด้วย Internal Links เพื่อส่งสัญญาณว่าเว็บของคุณคือตัวจริงที่รู้ลึกทั้งคลัสเตอร์

2. ElevateTECH™ (Technical Architecture & Accessibility)

ปรับแต่งโครงสร้าง Technical SEO เพื่อเปิดทางให้ AI Crawler เข้าถึงเว็บได้ 100% พร้อมฝัง Schema Markup และ Structured Data เพื่อให้ AI เข้าใจและดึงข้อมูลสินค้าหรือบริการไปตอบผู้ใช้ได้อย่างแม่นยำไม่ผิดเพี้ยน

ยกระดับคะแนน E-E-A-T ด้วยการสร้าง Backlink คุณภาพจากสื่อที่มีน้ำหนักความน่าเชื่อถือสูง ควบคู่กับการควบคุมข้อมูลของแบรนด์ให้สม่ำเสมอในทุกแหล่งบนโลกออนไลน์ เพื่อเพิ่มความมั่นใจ ให้ AI กล้าหยิบเว็บเราไปแนะนำ

4. ElevateCOMMUNITY™ (Social Media, UGC & Digital PR)

กระจายการพูดถึงแบรนด์ไปยัง Social Media, รีวิว (UGC) และข่าว PR เพราะ AI ไม่ได้อ่านแค่หน้าเว็บ แต่ยังดึงดาต้าจากชุมชนออนไลน์มาเปรียบเทียบเพื่อตรวจสอบว่าแบรนด์ของคุณมีตัวตนจริงและมีประสบการณ์ (Experience) ที่ผู้ใช้จริงยอมรับ

5. ElevateCONTENT™ (SEO & LLM-Friendly Content)

ผลิตคอนเทนต์ในรูปแบบที่ AI ชอบและหยิบไปอ้างอิงง่าย (Citable Content) เปิดด้วย Key Summary สรุปคำตอบตรงประเด็นตั้งแต่ย่อหน้าแรก จัดโครงสร้างถาม-ตอบ (Q&A) แสดงโปรไฟล์ผู้เชี่ยวชาญ (Author Profile) และเน้นข้อมูลดิบที่เป็น Original Data เพื่อให้เข้าทางระบบ Answer Grounding ของ AI

6. ElevateCONVERSION™ (Conversion Rate Optimisation)

ในยุค Zero-Click Search ที่คลิกเข้าเว็บน้อยลงแต่มีคุณภาพสูงขึ้น เราจึงทำ Conversion Rate Optimisation ด้วยแนวคิด AI-SCXO ออกแบบหน้าเว็บให้ตรงกับ Intent ของผู้ใช้ ให้สามารถปิดการขายได้รวดเร็วทันทีตั้งแต่หน้าแรกที่คลิกเข้ามา

นอกจากนี้ Google เองยังได้ทำการประกาศอัปเดตบริการค้นหาข้อมูล Google Search ครั้งใหญ่ในงาน Google I/O 2026 เพื่อรองรับยุคสมัยแห่ง AI โดยระบุว่าเป็นการปรับปรุงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 25 ปี เพื่อทำให้เครื่องมือค้นหาทำงานร่วมกับเทคโนโลยี AI ได้อย่างลงตัวและตอบสนองพฤติกรรมใหม่ ๆ ของผู้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

ดังนั้น การผสมผสานกลยุทธ์การทำ SEO และ AI SEO เข้าด้วยกัน เพื่อให้แบรนด์ถูกเลือกเป็นคำตอบแรกบนโลกดิจิทัล จึงกลายเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกธุรกิจในยุคนี้ปฏิเสธไม่ได้

แต่ก่อนที่เราจะไปเจาะลึกว่า AI Search คืออะไรอย่างละเอียด Primal อยากพาทุกคนไปดู ตัวอย่าง Case Study การใช้กลยุทธ์ ElevateSEOให้ติด SEO และ AI Search ในทุกๆ AI Platforms ที่พิสูจน์แล้วว่าทำได้จริง และช่วยสร้างความได้เปรียบที่เหนือกว่าให้กับแบรนด์อย่างยั่งยืนครับ

AI Search Case Study: Google & Google AI Overview

ตัวอย่าง Case Study ที่ Primal Digital Agency ถูกแนะนำใน Google AI Overview

AI Search Case Study: AI Mode

ตัวอย่าง Case Study ที่ Primal Digital Agency ถูกแนะนำใน Google AI Mode

AI Search Case Study: ChatGPT

ตัวอย่าง Case Study ที่ ChatGPT แนะนำ Primal Digital Agency เป็นคำตอบ

AI Search Case Study: Perplexity

ตัวอย่าง Case Study การแนะนำ Primal Digital Agency ในผลลัพธ์ AI Search

ตรวจอย่างไรว่า AI Search พูดถึงแบรนด์ของคุณ

เริ่มได้วันนี้ด้วยการถามคำถามที่ลูกค้าถามจริงใน AI Mode, ChatGPT และ Gemini แล้วจดว่าแบรนด์ถูกเอ่ยถึงไหม หน้าไหนถูกอ้างอิง แบรนด์ไหนถูกเอ่ยถึงแทน และข้อมูลราคาหรือสเปกในคำตอบถูกต้องไหม ใช้คำถามชุดเดิมทุกเดือน เพราะคำตอบเปลี่ยนได้ตามวันและตามแพลตฟอร์ม

ฝั่ง Google มีรายงานประสิทธิภาพของ Generative AI ใน Search Console ซึ่งแสดงจำนวนครั้งที่ลิงก์ไปยังเว็บไซต์ของคุณแสดงใน AI Overviews และ AI Mode แยกตามหน้า และตามอุปกรณ์หรือประเทศ วิธีวัดผลแบบละเอียดอยู่ในบทความวัดการมองเห็นบน AI Search

Google Search Central ระบุว่าหน้าที่จะเป็นลิงก์สนับสนุนใน AI Overviews หรือ AI Mode ต้องได้รับการจัดทำดัชนีและแสดงพร้อมข้อมูลโค้ด (Snippet) ได้ โดยไม่มีข้อกำหนดทางเทคนิคเพิ่มเติม ตรวจสถานะได้ใน Google Search Console

หน้าความช่วยเหลือภาษาไทยของ Google อธิบายว่าโหมด AI แบ่งคำถามออกเป็นหัวข้อย่อย แล้วค้นหาแต่ละหัวข้อพร้อมกันในหลายแหล่ง เทคนิคนี้เรียกว่า Query Fan-Out หน้าที่ถูกอ้างอิงจึงไม่จำเป็นต้องติดอันดับแรกของคำค้นหลัก Google Search Central ระบุว่าวิธีนี้ทำให้ AI Overviews และ AI Mode แสดงลิงก์สนับสนุนได้หลากหลายกว่าการค้นหาบนเว็บแบบเดิม หน้าที่ตอบคำค้นย่อยข้อใดข้อหนึ่งได้ชัดจึงมีโอกาสถูกเลือก

เอกสารของ OpenAI ด้านล่างระบุว่าเว็บไซต์ที่ปิดกั้น OAI-SearchBot จะไม่แสดงในคำตอบของ ChatGPT search และหลังแก้ไฟล์ robots.txt ระบบอาจใช้เวลาราว 24 ชั่วโมงกว่าจะปรับตาม

หน้าเอกสาร Overview of OpenAI Crawlers ของ OpenAI อธิบายว่า OAI-SearchBot ใช้แสดงเว็บไซต์ในผลการค้นหาของ ChatGPT และเว็บไซต์ที่ปิดกั้น OAI-SearchBot จะไม่แสดงในคำตอบของ ChatGPT search

เอกสารของ OpenAI ยังแยก GPTBot ซึ่งเก็บข้อมูลไปฝึกโมเดลออกจาก OAI-SearchBot แบรนด์จึงปิดกั้น GPTBot และเปิด OAI-SearchBot ได้ในเวลาเดียวกัน

ถ้าต้องการทีมที่ดูแลงานนี้ต่อเนื่อง บริการ AI SEO ของ Primal เริ่มจากติดตามคำถามที่ลูกค้าของคุณถามใน ChatGPT, Gemini, Perplexity และ Google AI Overviews ด้วย Elevate, Primal’s AI Visibility Tracker แล้ววางงาน SEO, AEO และ GEO ตามสิ่งที่ข้อมูลแสดง ทีมของเราทำงานจากสำนักงานในกรุงเทพฯ กัวลาลัมเปอร์ และสิงคโปร์

คำถาม คำตอบ
AI Search จะกระทบ SEO อย่างไร? AI Search ทำให้เกิด Zero-Click Search มากขึ้น ผู้ใช้ได้คำตอบจบตั้งแต่หน้าค้นหาโดยไม่ต้องคลิกเข้าเว็บ ส่งผลให้ Organic Traffic ลดลงแม้ Impressions จะเพิ่มขึ้น (ปรากฏการณ์ Alligator Mouth Effect) แต่ SEO ไม่ได้ตายไป เพียงเปลี่ยนเป้าหมายจาก “ติดอันดับให้คนคลิก” เป็น “ถูก AI หยิบไปอ้างอิงเป็นคำตอบ” ธุรกิจจึงต้องทำ SEO ควบคู่กับ AEO และ GEO ไปพร้อมกัน
เว็บไซต์แบบไหนที่ AI เลือกอ้างอิง? AI คัดเลือกแหล่งข้อมูลด้วยเกณฑ์ E-E-A-T เป็นหลัก โดยเว็บไซต์ที่ถูกเลือกมักมีคุณสมบัติร่วมกันคือ เนื้อหาตอบคำถามตรงประเด็นและเป็น Original Content, มีโครงสร้างข้อมูลชัดเจน (Schema Markup), แสดงตัวตนผู้เขียนที่เชี่ยวชาญจริง, ไม่ปิดกั้น AI Bot ใน Robots.txt และมีความน่าเชื่อถือยืนยันจากแหล่งภายนอก เช่น Backlink จากเว็บ Authority สูง รีวิว และการถูกกล่าวถึงในสื่อ
ธุรกิจวัดผล AI SEO ได้อย่างไร? วัดผ่านตัวชี้วัดยุคใหม่ 3 กลุ่ม ได้แก่ AI Visibility (แบรนด์ถูกกล่าวถึงหรือถูก Citation ใน AI Overviews, ChatGPT, Gemini และ Perplexity บ่อยแค่ไหน), Share of Voice เทียบคู่แข่งในคำตอบของ AI พร้อม Sentiment ที่ AI พูดถึงแบรนด์ และ Referral Traffic จาก AI Platforms ใน Analytics ควบคู่กับคุณภาพของ Traffic เช่น Conversion Rate ที่มักสูงขึ้นเพราะผู้ใช้ผ่านการอ่านคำตอบจาก AI มาแล้ว

ลูกค้ามักถามเราว่าสั่งให้ AI แก้ข้อมูลที่ผิดเกี่ยวกับสินค้าได้ไหม

ยังไม่มีวิธีสั่งให้ AI แก้คำตอบสำหรับผู้ใช้ทุกคนโดยตรง แบรนด์แก้ได้ที่แหล่งที่ AI อ่าน ใส่ราคาและสเปกของทุกรุ่น รวมถึงรุ่นที่เพิ่งเปิดตัว ไว้บนหน้าเว็บของแบรนด์ให้ชัด แล้วให้เว็บไซต์ภายนอกที่ถูกอ้างอิงบ่อยมีข้อมูลเดียวกัน บน Google ผู้ใช้กดไม่ชอบใต้คำตอบเพื่อแจ้งข้อมูลที่ผิดได้

ลูกค้ามักถามเราว่าต้องใช้เวลานานเท่าไรกว่าแบรนด์จะปรากฏในคำตอบของ AI

ไม่มีระยะเวลาตายตัว เพราะขึ้นกับว่าระบบเก็บและจัดทำดัชนีหน้าใหม่ได้เร็วแค่ไหน และชื่อแบรนด์ปรากฏบนแหล่งอื่นมากน้อยเพียงใด งานเทคนิคอย่างไฟล์ robots.txt มีผลเร็ว OpenAI ระบุว่า ChatGPT search อาจใช้เวลาราว 24 ชั่วโมงในการปรับตาม ส่วนการถูกพูดถึงบนแหล่งอื่นใช้เวลานานกว่า จึงควรวัดผลด้วยคำถามชุดเดิมทุกเดือน

ลูกค้ามักถามเราว่าต้องทำแยกสำหรับ ChatGPT, Gemini และ Perplexity หรือไม่

ทุกแพลตฟอร์มต้องการหน้าเว็บที่ตอบคำถามได้ชัดและชื่อแบรนด์บนแหล่งอื่นเหมือนกัน แต่แต่ละแพลตฟอร์มอ้างอิงเว็บไซต์ต่างกัน งานวิจัยของ Primal ที่นำเสนอในงาน Marketing Oops Summit พบว่าแบรนด์ที่ถูกเอ่ยถึงบ่อยใน Google AI อาจแทบไม่ปรากฏใน ChatGPT จึงควรตรวจแยกทีละแพลตฟอร์ม

คำตอบของ AI Search เชื่อถือได้แค่ไหน

เชื่อได้ในระดับหนึ่ง และควรตรวจซ้ำเมื่อเป็นเรื่องสำคัญ Google เองระบุว่าโหมด AI ไม่ได้ถูกต้องเสมอไป และอาจตีความเนื้อหาเว็บผิดหรือพลาดบริบท Google แนะนำให้ตรวจข้อมูลสำคัญจากแหล่งมากกว่า 1 แห่ง และคลิกลิงก์อ้างอิงเพื่อดูต้นทาง

Mark McDowell

Mark McDowell

Founder and Chief Executive Officer

Mark McDowell เป็นผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ Primal โดยเริ่มต้นบริษัทที่กรุงเทพฯ ในปี 2015 เขาติดอันดับ Forbes 30 Under 30 Asia ปี 2020 และได้รับรางวัล Southeast Asia Young Achiever of the Year จาก Campaign Asia ในปี 2018 เขาเขียนบทความเรื่อง AI Search และการทำ SEO (Search Engine Optimisation)

เกี่ยวกับผู้เขียน

ร่วมกับผู้นำธุรกิจกว่า 20,000 คนที่รับข่าวสาร มุมมอง และเทคนิคการตลาดล่าสุดในยุค AI

คุยกัน 30 นาที

คุยกับเรา

นัดคุยสั้น ๆ เพื่อดูว่าเราช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างไร โดยไม่ต้องเปลี่ยนเอเจนซี่ไปเรื่อย ๆ ไม่ต้องรอให้ถึงปีที่ดีกว่า และไม่ต้องจ้างทีมภายในที่มีค่าใช้จ่ายสูง

  • เราทำความเข้าใจธุรกิจและเป้าหมายของคุณ
  • เราหาว่าการเติบโตของคุณมาจากช่องทางไหนได้บ้าง
  • คุณจะเห็นขั้นตอนถัดไป คือการประชุมวางกลยุทธ์ แล้วจึงเริ่มดำเนินงาน
4.9ลูกค้าของ Primal 4 ท่านที่เขียนรีวิว
บน Google

ติดต่อทีมงาน

กรอกแบบฟอร์มนี้ แล้วผู้เชี่ยวชาญของ Primal จะติดต่อกลับเพื่อทำความเข้าใจแบรนด์และเป้าหมายของคุณ

ทีมของเราจะติดต่อกลับภายใน 24 ชั่วโมง (ในวันทำการ)