ติดต่อทีมงาน
ภาพประกอบบทความ Gemini SEO คืออะไร ดวงแสงเรืองแสงสีฟ้าอมเขียว สีชมพู และสีเหลือง 3 ดวงลอยห่างกันทางขวาบนของพื้นสีครีมอ่อน แต่ละดวงมีหางแสงจาง และมีเส้นวงกลมบางๆ อยู่ด้านหลัง

โดย Mark McDowellเผยแพร่: อัปเดต: อ่าน 13 นาที

Gemini SEO คืออะไร และทำอย่างไรให้ Gemini แนะนำแบรนด์

Gemini SEO คือการทำให้ Gemini ของ Google เลือกหน้าเว็บหรือชื่อแบรนด์ของคุณไปใช้ในคำตอบ ทั้งในแอป Gemini และใน AI Overviews กับ AI Mode บน Google Search เมื่อคำถามต้องใช้ข้อมูลจากเว็บ Gemini จะค้นจากดัชนีของ Google แล้วอ้างอิงหน้าที่ใช้ตอบ หน้าเว็บจึงต้องอยู่ในดัชนีของ Google ติดอันดับสำหรับคำค้นที่ Gemini เขียนขึ้น และเปิด Google-Extended ไว้ถ้าต้องการให้แอป Gemini ใช้ได้

ประเด็นสำคัญ

  • จาก 995 คีย์เวิร์ดในข้อมูลการติดตามอันดับของ Primal สำหรับลูกค้า 17 แบรนด์ หน้าผลการค้นหาของ Google แสดง AI Overview ซึ่งทำงานด้วยโมเดล Gemini ที่ Google ปรับแต่งสำหรับการค้นหา ใน 859 คีย์เวิร์ด
  • เอกสารของ Google ระบุว่า Gemini พิจารณาก่อนว่าการค้นหาบน Google จะช่วยให้คำตอบดีขึ้นหรือไม่ แล้วเขียนคำค้นเอง หน้าที่ถูกอ้างอิงจึงต้องติดอันดับสำหรับคำค้นย่อยเหล่านั้น
  • การปิดกั้น Google-Extended ในไฟล์ robots.txt ทำให้แอป Gemini ไม่ใช้หน้าเว็บของคุณเป็นแหล่งข้อมูล และ Google ระบุว่าไม่มีผลต่อการแสดงผลหรืออันดับบน Google Search
  • ลิงก์ของเว็บไซต์ใน AI Overviews และ AI Mode ดูได้ในรายงาน Generative AI ของ Search Console ส่วนการเข้าชมจากแอป Gemini อยู่ในช่องผู้ช่วย AI ของ Google Analytics 4
  • ข้อมูลของ SimilarWeb สำหรับประเทศไทยในเดือน 2026-04 ระบุว่าการเข้าชมด้านการค้นหาและ AI ในไทยราว 96% อยู่ในระบบของ Google ซึ่งรวม Google Search, AI Overviews และ Gemini

Gemini SEO คืออะไร

Gemini SEO คือการทำ SEO (Search Engine Optimisation) ให้ Gemini ซึ่งเป็น AI (Artificial Intelligence) ของ Google เลือกหน้าเว็บหรือชื่อแบรนด์ของคุณไปใช้ในคำตอบ คำตอบของ Gemini ปรากฏใน 3 ที่ คือแอป Gemini, AI Overviews และ AI Mode บน Google Search เพราะ Google ใช้โมเดล Gemini ที่ปรับแต่งสำหรับการค้นหาใน 2 ฟีเจอร์หลัง

ลูกค้าของแบรนด์จึงเห็นคำตอบจาก Gemini บนหน้าผลการค้นหาของ Google เป็นประจำ จาก 995 คีย์เวิร์ดในข้อมูลการติดตามอันดับของ Primal สำหรับลูกค้า 17 แบรนด์ หน้าผลการค้นหาแสดง AI Overview ใน 859 คีย์เวิร์ด หรือราว 86%

แผนภูมิด้านล่างแยก 17 แบรนด์ตามสัดส่วนคีย์เวิร์ดที่มี AI Overview ขึ้น 13 แบรนด์มี AI Overview ในอย่างน้อย 8 ใน 10 ของคีย์เวิร์ด

แผนภูมิแท่งจากข้อมูลของ Primal แสดงจำนวนแบรนด์จาก 17 แบรนด์ แยกตามสัดส่วนคีย์เวิร์ดของแบรนด์ที่หน้าผลการค้นหา Google แสดง AI Overview 90% ถึง 100% ของคีย์เวิร์ด 7 แบรนด์ 80% ถึง 89% 6 แบรนด์ 50% ถึง 79% 2 แบรนด์ และต่ำกว่า 50% 2 แบรนด์

ผลนี้ไปทางเดียวกับข้อมูลของ SimilarWeb สำหรับประเทศไทยในเดือน 2026-04 ซึ่งระบุว่าการเข้าชมด้านการค้นหาและ AI ในไทยราว 96% อยู่ในระบบของ Google ทั้ง Google Search, AI Overviews และ Gemini

แอป Gemini และฟีเจอร์ AI บน Google Search หยิบหน้าเว็บจากดัชนีเดียวกันของ Google งาน Gemini SEO จึงเริ่มจากหน้าเว็บที่ Google จัดทำดัชนีและจัดอันดับได้ดีอยู่แล้ว จากนั้นจึงเพิ่มอีก 2 งาน งานแรกคือเปิดให้แอป Gemini ใช้หน้าเว็บผ่าน Google-Extended งานที่สองคือทำให้ชื่อแบรนด์อยู่บนเว็บไซต์อื่นที่ AI ของ Google อ่าน

Gemini คืออะไร และผู้ใช้เจอ Gemini ที่ไหน

Gemini คือชื่อตระกูลโมเดล AI และแอปผู้ช่วย AI ของ Google ซึ่งเดิมชื่อ Bard ผู้ใช้ในไทยเจอ Gemini ได้ในที่ต่อไปนี้

  • แอป Gemini บนเว็บไซต์ gemini.google.com และบนโทรศัพท์ หน้าความช่วยเหลือของ Google ระบุว่าแอปเปิดให้ใช้ในประเทศไทยและรองรับภาษาไทย
  • AI Overviews หรือข้อมูลภาพรวมโดย AI ซึ่งเป็นคำตอบสรุปบนหน้าผลการค้นหาของ Google
  • AI Mode หรือโหมด AI ซึ่งเป็นการค้นหาแบบถามตอบต่อเนื่องบน Google และ Google ประกาศว่ารองรับภาษาไทยและใช้โมเดล Gemini ที่ปรับแต่งขึ้นโดยเฉพาะ

Gemini เลือกเว็บไซต์มาอ้างอิงอย่างไร

Gemini ค้น Google เมื่อโมเดลประเมินว่าการค้นหาจะช่วยให้คำตอบดีขึ้น แล้วอ้างอิงหน้าเว็บที่ใช้เขียนคำตอบ เอกสารสำหรับนักพัฒนาของ Google เรียกขั้นตอนนี้ว่าการเชื่อมต่อแหล่งข้อมูลกับ Google Search (Grounding) โมเดลวิเคราะห์คำถามก่อน ถ้าการค้นหาช่วยได้ โมเดลจะเขียนคำค้นอย่างน้อย 1 คำค้นแล้วค้นเอง จากนั้นสรุปผลการค้นหาเป็นคำตอบพร้อมการอ้างอิง

ภาพด้านล่างคือ 5 ขั้นตอนนี้จากหน้าเอกสารภาษาไทยของ Google ซึ่งเขียนสำหรับนักพัฒนาที่เรียกใช้ Gemini ผ่าน API (Application Programming Interface)

หน้าเอกสาร Gemini API ภาษาไทยของ Google หัวข้อวิธีการทำงานของการเชื่อมต่อแหล่งข้อมูลกับ Google Search แสดง 5 ขั้นตอน ได้แก่ พรอมต์ของผู้ใช้ การวิเคราะห์พรอมต์ว่าการค้นหาจะช่วยได้หรือไม่ การสร้างคำค้นและค้นหาบน Google การประมวลผลผลการค้นหา และคำตอบที่อ้างอิงแหล่งข้อมูล

แอป Gemini ก็ใช้การเชื่อมต่อแหล่งข้อมูลกับ Google Search เช่นกัน เอกสาร Crawler ของ Google อธิบายว่าเป็นการส่งเนื้อหาจากดัชนีของ Google Search ให้โมเดลในขณะที่ผู้ใช้ถาม เพื่อให้คำตอบถูกต้องและตรงคำถามมากขึ้น

Gemini อาจแยกคำถามของผู้ใช้เป็นหลายคำค้นย่อย สมมติผู้ใช้ถามว่า “ร้านล้างแอร์แถวบางนาร้านไหนดี และราคาเท่าไร” Gemini อาจค้น “ร้านล้างแอร์ บางนา” “ราคาล้างแอร์” และ “รีวิวร้านล้างแอร์” แยกกัน หน้าที่ตอบคำค้นย่อยข้อใดข้อหนึ่งได้ชัดจึงถูกอ้างอิงได้ แม้จะไม่ได้ติดอันดับสำหรับคำถามทั้งประโยค คู่มือของ Google เรียกการแตกคำถามเป็นหลายคำค้นแบบนี้ใน AI Overviews และ AI Mode ว่า Query Fan-Out

ในแอป Gemini หน้าเว็บที่ใช้ตอบจะอยู่หลังปุ่มแหล่งข้อมูลใต้คำตอบหรือในบรรทัด หน้าความช่วยเหลือของแอป Gemini ระบุว่าไม่ใช่ทุกคำตอบจะมีแหล่งข้อมูล คำถามที่โมเดลตัดสินว่าไม่ต้องค้นจึงอาจได้คำตอบที่ไม่มีลิงก์เลย

Gemini ค้นข้อมูลจากที่ไหน

Gemini ค้นจากดัชนีของ Google Search เอกสาร Crawler ของ Google ระบุว่า Google-Extended ไม่มี User Agent แยก การเก็บข้อมูลใช้ Crawler ของ Google ที่มีอยู่แล้ว หน้าเว็บที่ Googlebot เข้าไม่ได้หรือไม่อยู่ในดัชนีของ Google จึงไม่ถูก Gemini อ้างอิงผ่านการค้นหา

ข้อนี้ต่างจาก ChatGPT ซึ่ง OpenAI ระบุว่าใช้ผู้ให้บริการค้นหาที่รวม Microsoft และ Crawler ของตัวเองชื่อ OAI-SearchBot รายละเอียดอยู่ในบทความChatGPT SEO คืออะไร

AI Overviews และ AI Mode เกี่ยวกับ Gemini อย่างไร

AI Overviews และ AI Mode คือฟีเจอร์ของ Google Search ที่ทำงานด้วยโมเดล Gemini ซึ่ง Google ปรับแต่งสำหรับการค้นหา Google ประกาศตั้งแต่เปิดตัว AI Overviewsว่าฟีเจอร์นี้ทำงานด้วยโมเดล Gemini ที่ปรับแต่งสำหรับ Google Search และประกาศแบบเดียวกันเมื่อ AI Mode รองรับภาษาไทย

คู่มือของ Google ระบุว่าหน้าเว็บที่จะแสดงเป็นลิงก์ในฟีเจอร์ Generative AI ต้องอยู่ในดัชนี ต้องแสดงพร้อมข้อความตัวอย่าง (Snippet) ในผลการค้นหาได้ และเว็บไซต์ต้องเปิดการรวมไว้ในการตั้งค่า Generative AI ของ Search Console ซึ่งเปิดอยู่แล้วเป็นค่าเริ่มต้น คู่มือฉบับเดียวกันระบุว่าฟีเจอร์เหล่านี้อิงกับระบบจัดอันดับหลักและระบบคุณภาพของ Search หน้าที่ติดอันดับดีบน Google สำหรับคำค้นย่อยจึงมีโอกาสถูกเลือกเป็นลิงก์ในคำตอบ

แอป Gemini กับ AI Overviews อ้างอิงหน้าเดียวกันหรือไม่

ไม่เสมอไป เพราะแต่ละที่เขียนคำค้นและคำตอบของตัวเอง เอกสาร Google Search Central เรื่องฟีเจอร์ AI ระบุว่า AI Mode และ AI Overviews อาจใช้โมเดลและเทคนิคต่างกัน คำตอบและลิงก์จึงต่างกันได้ งานวิจัยของ Primal ฉบับที่ Marketing Oops สรุปก็พบว่า Google AI Overviews, Gemini และ ChatGPT อาจให้คำตอบคนละแบบแม้ผู้ใช้จะถามใกล้เคียงกัน

ในคำตอบของ Gemini 38,867 คำตอบจาก 78 แบรนด์ ที่ Elevate, Primal’s AI Visibility Tracker เก็บไว้ระหว่าง 2026-09-20 ถึง 2026-10-19 แหล่งที่ Gemini อ้างอิงใกล้กับ AI Overviews ของ Google มากกว่า ChatGPT ใน 63 จาก 78 แบรนด์ แต่เมื่อดูค่ากลาง AI Overviews กับ Gemini ซึ่งเป็นของ Google ทั้งคู่ ยังใช้แหล่งอ้างอิงอันดับต้นร่วมกันเพียงราวหนึ่งในสี่

หน้าที่ปรากฏใน AI Overviews จึงยังต้องตรวจในแอป Gemini และใน AI Mode แยกกัน

Gemini ต่างจาก ChatGPT อย่างไรในงาน SEO

ความต่างหลักอยู่ที่แหล่งของหน้าเว็บ Gemini หยิบหน้าเว็บจากดัชนีของ Google ส่วน ChatGPT ใช้ผู้ให้บริการค้นหาที่ทำงานร่วมกับ OpenAI และ Crawler ของ OpenAI เอง การตั้งค่าในไฟล์ robots.txt และการวัดผลจึงแยกกันด้วย

Gemini ChatGPT
ผู้ใช้เจอที่ไหน แอป Gemini, AI Overviews และ AI Mode บน Google แอปและเว็บไซต์ ChatGPT
หน้าเว็บมาจากไหน ดัชนีของ Google Search ผู้ให้บริการค้นหาที่รวม Microsoft และ OAI-SearchBot
ตั้งค่าใน robots.txt Googlebot สำหรับ Search และ Google-Extended สำหรับแอป Gemini OAI-SearchBot สำหรับการค้นหา และ GPTBot สำหรับการฝึกโมเดล
วัดผลด้วย รายงาน Generative AI ใน Search Console และช่องผู้ช่วย AI ใน Google Analytics 4 ชุดคำถามที่ตรวจทุกเดือน และช่องผู้ช่วย AI ใน Google Analytics 4

คนไทยเข้าใช้ Gemini มากกว่า ChatGPT ข้อมูลของ SimilarWeb สำหรับประเทศไทยในเดือน 2026-04 ระบุว่า Gemini มีการเข้าชมราว 40 ล้านครั้งต่อเดือน และ ChatGPT ราว 35 ล้านครั้ง แต่เมื่อนับการเข้าชมที่แชตบอต AI ส่งต่อไปยังเว็บไซต์ในไทย StatCounter วัดได้ว่า Gemini มีสัดส่วนราว 1 ใน 4 และ ChatGPT ราว 7 ใน 10 การวัดผล Gemini จากคลิกเข้าเว็บไซต์อย่างเดียวจึงเห็นภาพไม่ครบ ต้องดูด้วยว่าชื่อแบรนด์อยู่ในคำตอบหรือไม่

Google-Extended คืออะไร และควรปิดกั้นหรือไม่

Google-Extended คือชื่อที่ใช้ในไฟล์ robots.txt เพื่อกำหนดว่า Google จะนำเนื้อหาจากเว็บไซต์ไปใช้กับ Gemini ได้หรือไม่ เอกสาร Crawler ของ Google ระบุว่าการตั้งค่านี้ครอบคลุม 2 เรื่อง เรื่องแรกคือการฝึกโมเดล Gemini รุ่นต่อไป เรื่องที่สองคือการเชื่อมต่อแหล่งข้อมูลในแอป Gemini และ Vertex AI ซึ่งเป็นแพลตฟอร์ม AI ของ Google Cloud เอกสารเดียวกันระบุว่า Google-Extended ไม่มีผลต่อการแสดงผลของเว็บไซต์ใน Google Search และไม่ใช่สัญญาณการจัดอันดับ

ภาพด้านล่างคือส่วน Google-Extended ในหน้าเอกสารภาษาไทย ซึ่งระบุทั้งชื่อที่ใช้ใน robots.txt และผลิตภัณฑ์ที่การตั้งค่านี้มีผล

หน้าเอกสาร Crawler ทั่วไปของ Google ภาษาไทย ส่วน Google-Extended แสดงโทเค็น User Agent ใน robots.txt ตัวอย่างกลุ่มคำสั่ง และผลิตภัณฑ์ที่ได้รับผลกระทบ คือการฝึกโมเดล Gemini และการเชื่อมต่อแหล่งข้อมูลในแอป Gemini กับ Vertex AI โดยไม่มีผลต่อการรวมเว็บไซต์ใน Google Search

เว็บไซต์ที่ไม่ต้องการให้ Gemini ใช้เนื้อหาเลยจะใส่ 2 บรรทัดนี้ในไฟล์ robots.txt

User-agent: Google-Extended
Disallow: /

บรรทัดชุดนี้ทำให้ Google ไม่นำเนื้อหาไปฝึกโมเดล Gemini และแอป Gemini ไม่ใช้เนื้อหานั้นเป็นแหล่งข้อมูลของคำตอบ แบรนด์ที่ต้องการให้แอป Gemini แนะนำจึงไม่ควรใส่บรรทัดนี้

AI Overviews และ AI Mode ใช้การตั้งค่าอีกชุดหนึ่ง หน้าความช่วยเหลือของ Search Console ระบุว่าการควบคุม Generative AI สำหรับ Search ในเมนูการตั้งค่า ใช้เลือกรวมหรือยกเว้นเว็บไซต์จาก AI Overviews, AI Mode และฟีเจอร์ Generative AI ใน Discover โดยแอป Gemini ไม่อยู่ในรายการนี้ ส่วนการปิดกั้น Googlebot หรือการใส่ noindex จะนำหน้าเว็บออกจาก Google Search ทั้งหมด

ทำอย่างไรให้ Gemini แนะนำแบรนด์ของคุณ

Gemini มีโอกาสแนะนำแบรนด์มากขึ้นเมื่อหน้าเว็บติดอันดับบน Google สำหรับคำค้นที่ Gemini เขียนขึ้น และเมื่อชื่อแบรนด์อยู่บนเว็บไซต์อื่นที่ AI ของ Google อ่าน งานแบ่งเป็น 6 ขั้น

  1. ตรวจว่าหน้าหลักอยู่ในดัชนีของ Google ใช้เครื่องมือตรวจสอบ URL (Uniform Resource Locator) ใน Search Console และดูว่าไม่มีคำสั่ง noindex หรือ nosnippet ที่ใส่ไว้โดยไม่ตั้งใจ
  2. เปิด Google-Extended ไว้ ถ้าต้องการให้แอป Gemini ใช้หน้าเว็บ และคงการรวมเว็บไซต์ไว้ในการตั้งค่า Generative AI ของ Search Console
  3. เริ่มจากหน้าที่ติดอันดับอยู่แล้ว เพิ่มหัวข้อตามคำถามที่ลูกค้าถามจริง แล้วตอบให้จบใน 1 ถึง 3 ประโยคแรกของหัวข้อ คำค้นย่อยที่ Gemini เขียนจะได้เจอคำตอบบนหน้าของคุณ
  4. ใส่ข้อมูลที่หน้าอื่นไม่มี เช่น ราคา พื้นที่ให้บริการ เงื่อนไข หรือผลจากงานจริง แล้วทำให้ข้อมูลเหล่านี้ตรงกันทุกหน้าและทุกแพลตฟอร์ม
  5. ใส่วิดีโอในบทความที่ตอบคำถามของลูกค้าในหมวด วิดีโอที่ฝังในหน้าช่วยให้ AI เข้าใจหน้านั้นและอ้างอิงได้ ไม่ว่าเอนจินไหนจะอ่าน ส่วน YouTube มีผลมากที่สุดกับ AI Overviews
  6. ให้ชื่อแบรนด์อยู่บนเว็บไซต์อื่นในหมวด ผ่านบทความในสื่อ รีวิวจากลูกค้า ข้อมูลใน Google Business Profile และการตอบคำถามบนเว็บชุมชน

หลายคนคิดว่า Gemini ทำงานตาม Google เพราะเป็นของ Google ตัวเลขด้านบนบอกว่าจริงเพียงบางส่วน แหล่งที่ Gemini อ้างอิงใกล้กับ AI Overviews มากกว่า ChatGPT ก็จริง แต่แม้แต่ 2 ผลิตภัณฑ์ของ Google เองก็อ้างอิงเว็บไซต์ที่ต่างกันเป็นส่วนใหญ่ งานสำหรับแต่ละเอนจินจึงต้องแยกกันทำ เราเลือกทำงานจากข้อมูลแบบนี้มากกว่าทำงานจากสมมติฐาน

ขั้นที่ 5 มาจากประเด็นที่ผมนำเสนอในงาน Marketing Oops Summit ว่า AI อ่านสิ่งที่คนอื่นพูดถึงแบรนด์ และวิดีโอก็เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ AI อ่าน ในเดือนที่ผ่านมา Elevate, Primal’s AI Visibility Tracker เก็บคำตอบของ AI หลายแพลตฟอร์มได้ 285,098 คำตอบ จากคำถามในหมวดของ 171 แบรนด์ เมื่อแยกตามแพลตฟอร์มในช่วง 2026-09-20 ถึง 2026-10-19 YouTube คิดเป็นราว 8 ใน 100 ของ 10 แหล่งที่ถูกอ้างอิงบ่อยที่สุดใน AI Overviews ของ Google จาก 80,201 คำตอบของ 171 โปรเจกต์แบรนด์ แต่ไม่ถึง 1 ใน 100 ใน Gemini จาก 38,867 คำตอบของ 78 โปรเจกต์ วิดีโอบนหน้าเว็บของคุณจึงช่วยได้กับทุกเอนจิน ส่วนวิดีโอบน YouTube มีผลมากที่สุดกับ AI Overviews

ขั้นที่ 6 สำคัญเพราะ AI อ้างอิงเว็บไซต์ของแบรนด์เองไม่บ่อย ในข้อมูลชุดเดียวกัน เว็บไซต์ของแบรนด์ถูกอ้างอิงในราว 1 ใน 5 ของคำตอบต่อคำถามในหมวดของแบรนด์ เมื่อดูค่ากลางของ 171 แบรนด์ ผมสรุปหลักนี้ในงานเดียวกันว่า “Be the Name, not the Page” ชื่อแบรนด์ต้องถูกพูดถึงในหลายเว็บไซต์และหลายบริบทที่ AI อ่าน งานให้แบรนด์อยู่ในคำตอบของ AI หลายแพลตฟอร์มพร้อมกันแบบนี้เรียกว่า GEO (Generative Engine Optimisation)

วัดผล Gemini SEO อย่างไร

วัดผลจาก 3 แหล่ง เพราะแอป Gemini กับฟีเจอร์ AI บน Google Search รายงานผลคนละที่

  • หน้าความช่วยเหลือของ Search Console ระบุว่ารายงานประสิทธิภาพของ Generative AI แสดงจำนวนครั้งที่ลิงก์ของเว็บไซต์ปรากฏใน AI Overviews และ AI Mode แยกตามหน้า ประเทศ วันที่ และอุปกรณ์ รายงานนี้ไม่รวมแอป Gemini
  • หน้าความช่วยเหลือของ Google Analytics ระบุว่าใน Google Analytics 4 การเข้าชมจาก Gemini อยู่ในช่องผู้ช่วย AI (AI Assistant) ร่วมกับ ChatGPT ส่วนคลิกจาก AI Overviews และ AI Mode อยู่ในช่องการค้นหาทั่วไป (Organic Search)
  • ชุดคำถามที่ตรวจทุกเดือน คือการถามคำถามเดิมในแอป Gemini และใน AI Mode แล้วจดพร้อมวันที่ว่าแบรนด์ถูกเอ่ยถึงหรือไม่ แบรนด์ไหนถูกเอ่ยถึงแทน และหน้าไหนอยู่หลังปุ่มแหล่งข้อมูล

หน้าภาพรวมของแอป Gemini ระบุว่าคำตอบต่อคำถามเดียวกันไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกครั้ง การตรวจครั้งเดียวจึงยังสรุปผลไม่ได้ ให้ดูแนวโน้มของคำถามชุดเดิมหลายเดือนต่อกัน

วิดีโอด้านล่างอธิบายวิธีวัดว่า AI แนะนำแบรนด์ของคุณหรือไม่ เป็นภาษาอังกฤษ

วิดีโอจากช่อง YouTube ของ Mark McDowell ว่าด้วยการวัดว่าแบรนด์ปรากฏในคำตอบของ AI บ่อยแค่ไหน

บริการ AI SEO ของ Primal ดูแลงานนี้ให้แบรนด์อย่างต่อเนื่อง ทีมติดตามคำถามของลูกค้าคุณใน Gemini, AI Overviews, AI Mode และแพลตฟอร์ม AI อื่นด้วย Elevate, Primal’s AI Visibility Tracker แล้วปรับทั้งหน้าเว็บและเว็บไซต์ภายนอกที่ AI ใช้อ้างอิงตามที่ข้อมูลแสดง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Gemini SEO

ต้องใช้ Schema Markup หรือไฟล์ llms.txt เพื่อให้ Gemini อ้างอิงหรือไม่

ไม่ต้องใช้สำหรับ AI Overviews และ AI Mode คู่มือของ Google ระบุว่า Google Search ไม่ใช้ไฟล์ llms.txt หรือมาร์กอัปพิเศษ และ Structured Data ไม่ใช่ข้อกำหนดของฟีเจอร์ Generative AI ส่วนแอป Gemini ค้นจากดัชนีเดียวกันของ Google Search Schema Markup ยังช่วยให้หน้าเว็บแสดงผลแบบ Rich Result บางแบบได้ แต่ไม่ใช่เงื่อนไขของการถูกอ้างอิง

ปิดกั้น Google-Extended แล้วเว็บไซต์จะหายจาก AI Overviews หรือไม่

ไม่หาย Google ระบุว่า Google-Extended ไม่มีผลต่อการแสดงผลใน Google Search การนำเว็บไซต์ออกจาก AI Overviews และ AI Mode ทำในการตั้งค่า Generative AI ของ Search Console ส่วน Google-Extended มีผลกับแอป Gemini และการฝึกโมเดล

ถาม Gemini ได้ไหมว่าทำไมไม่อ้างอิงเว็บไซต์ของเรา

ถามได้ แต่ไม่ควรเชื่อคำตอบนั้น หน้าความช่วยเหลือของแอป Gemini ระบุว่า Gemini อาจอธิบายวิธีทำงานของตัวเองผิด รวมถึงเรื่องการอ้างอิงแหล่งข้อมูล ให้ดูจากปุ่มแหล่งข้อมูลและผลของชุดคำถามที่ตรวจซ้ำทุกเดือนแทน

ลูกค้ามักถามเราว่าทำ SEO ดีแล้วจะถูกแนะนำใน AI Overview ด้วยหรือไม่

มีโอกาสมากขึ้น คู่มือของ Google ระบุว่าฟีเจอร์ Generative AI ใน Search อิงกับระบบจัดอันดับหลักและระบบคุณภาพของ Search หน้าที่ติดอันดับดีสำหรับคำค้นย่อยจึงมีโอกาสถูกเลือกเป็นลิงก์ในคำตอบ ส่วนแอป Gemini ต้องเปิด Google-Extended ไว้ด้วย และควรตรวจผลแยกในแต่ละที่ทุกเดือน

ลูกค้ามักถามเราว่าติดอันดับต้นๆ บน Google แล้ว ทำไมยังไม่อยู่ในคำตอบของ ChatGPT

เพราะ ChatGPT หาหน้าเว็บผ่านผู้ให้บริการค้นหาที่ทำงานร่วมกับ OpenAI ซึ่งต่างจาก Gemini ที่ค้นจากดัชนีของ Google อันดับบน Google จึงช่วยเรื่อง AI Overviews, AI Mode และแอป Gemini ได้ตรงกว่า งานวิจัยของ Primal ที่ Marketing Oops สรุปไว้พบว่าแบรนด์ที่เด่นใน AI ของ Google อาจแทบไม่ปรากฏใน ChatGPT

Gemini ตอบเป็นภาษาไทยและอ้างอิงเว็บไซต์ภาษาไทยหรือไม่

ได้ Google ระบุว่าแอป Gemini และ AI Mode รองรับภาษาไทย และเอกสารสำหรับนักพัฒนาระบุว่าการเชื่อมต่อแหล่งข้อมูลกับ Google Search ใช้ได้กับทุกภาษาที่รองรับ หน้าที่ต้องการให้ Gemini อ้างอิงจึงควรมีฉบับภาษาไทยที่ตอบคำถามตามคำที่คนไทยพิมพ์จริง

Mark McDowell

Mark McDowell

Founder and Chief Executive Officer

Mark McDowell เป็นผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ Primal โดยเริ่มต้นบริษัทที่กรุงเทพฯ ในปี 2015 เขาติดอันดับ Forbes 30 Under 30 Asia ปี 2020 และได้รับรางวัล Southeast Asia Young Achiever of the Year จาก Campaign Asia ในปี 2018 เขาเขียนบทความเรื่อง AI Search และการทำ SEO (Search Engine Optimisation)

เกี่ยวกับผู้เขียน

ร่วมกับผู้นำธุรกิจกว่า 20,000 คนที่รับข่าวสาร มุมมอง และเทคนิคการตลาดล่าสุดในยุค AI

คุยกัน 30 นาที

คุยกับเรา

นัดคุยสั้น ๆ เพื่อดูว่าเราช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างไร โดยไม่ต้องเปลี่ยนเอเจนซี่ไปเรื่อย ๆ ไม่ต้องรอให้ถึงปีที่ดีกว่า และไม่ต้องจ้างทีมภายในที่มีค่าใช้จ่ายสูง

  • เราทำความเข้าใจธุรกิจและเป้าหมายของคุณ
  • เราหาว่าการเติบโตของคุณมาจากช่องทางไหนได้บ้าง
  • คุณจะเห็นขั้นตอนถัดไป คือการประชุมวางกลยุทธ์ แล้วจึงเริ่มดำเนินงาน
4.9ลูกค้าของ Primal 4 ท่านที่เขียนรีวิว
บน Google

ติดต่อทีมงาน

กรอกแบบฟอร์มนี้ แล้วผู้เชี่ยวชาญของ Primal จะติดต่อกลับเพื่อทำความเข้าใจแบรนด์และเป้าหมายของคุณ

ทีมของเราจะติดต่อกลับภายใน 24 ชั่วโมง (ในวันทำการ)