ติดต่อทีมงาน
ภาพประกอบบทความ ChatGPT SEO คืออะไร โทรศัพท์มือถือวางราบบนพื้นสีครีมสว่าง หน้าจอว่างเรืองแสงสีฟ้าอมเขียว และมีแสงสีชมพูกับสีเหลืองพุ่งออกจากขอบด้านขวา

โดย Mark McDowellเผยแพร่: อัปเดต: อ่าน 14 นาที

ChatGPT SEO คืออะไร และทำอย่างไรให้ ChatGPT อ้างอิงแบรนด์

ChatGPT SEO คือการทำให้ ChatGPT search เข้าถึงเว็บไซต์ของคุณ แล้วเลือกหน้าเว็บหรือชื่อแบรนด์ของคุณไปอ้างอิงในคำตอบ OpenAI ระบุว่าเว็บไซต์ต้องเปิดให้ OAI-SearchBot เข้าเก็บข้อมูล และ ChatGPT จัดอันดับด้วยปัจจัยหลายอย่างโดยไม่รับประกันตำแหน่ง งานจึงมี 2 ส่วน คือหน้าเว็บที่เข้าถึงได้และตอบคำถามชัด กับชื่อแบรนด์ที่อยู่บนเว็บไซต์อื่นที่ AI อ่าน

ประเด็นสำคัญ

  • OpenAI ระบุว่าเว็บไซต์ที่ปิดกั้น OAI-SearchBot จะไม่แสดงในคำตอบของ ChatGPT search และการตั้งค่านี้แยกจาก GPTBot ซึ่งเก็บเนื้อหาไปฝึกโมเดล
  • หน้าความช่วยเหลือของ OpenAI ระบุว่า ChatGPT search เขียนคำถามใหม่เป็นคำค้นที่เจาะจง แล้วส่งไปยังผู้ให้บริการค้นหาที่ทำงานร่วมกัน ซึ่งมี Microsoft เจ้าของ Bing อยู่ในรายชื่อ
  • ในคำตอบของ AI 285, 098 คำตอบจากคำถามในหมวดของ 171 แบรนด์ ที่ Elevate, Primal's AI Visibility Tracker เก็บในเดือนที่ผ่านมา เว็บไซต์อื่นถูกอ้างอิงบ่อยกว่าเว็บไซต์ของแบรนด์เองใน 121 แบรนด์
  • เว็บไซต์ต้องเปิดทั้งไฟล์ robots.txt และไฟร์วอลล์หรือ CDN ให้ที่อยู่ IP ที่ OpenAI เผยแพร่ จึงจะมีสิทธิ์ปรากฏในผลการค้นหาของ ChatGPT
  • Google ระบุว่าการใช้ Generative AI สร้างหน้าเว็บจำนวนมากโดยไม่เพิ่มคุณค่าให้ผู้ใช้อาจละเมิดนโยบายสแปม คำสั่ง ChatGPT จึงเหมาะกับการร่างงาน SEO ที่คนตรวจข้อเท็จจริงก่อนเผยแพร่

ChatGPT SEO คืออะไร

ChatGPT SEO คือการทำ SEO (Search Engine Optimisation) ให้ ChatGPT ซึ่งเป็นแชตบอต AI (Artificial Intelligence) ของ OpenAI เลือกหน้าเว็บหรือชื่อแบรนด์ของคุณไปใช้ในคำตอบ เป้าหมายคือการถูกเอ่ยชื่อหรือถูกอ้างอิง (Citation) เมื่อลูกค้าถาม ChatGPT เรื่องสินค้าหรือบริการในหมวดของคุณ พื้นฐานว่า AI Search คืออะไรและทำงานอย่างไร อ่านได้ในบทความAI Search คืออะไร

ในไทย ChatGPT เป็นแชตบอต AI ที่ส่งผู้ชมเข้าเว็บไซต์มากที่สุด StatCounter วัดได้ว่าในเดือนที่ผ่านมา ChatGPT มีสัดส่วนราว 7 ใน 10 ของการเข้าชมเว็บไซต์ในไทยที่มาจากแชตบอต AI

คนไทยส่วนใหญ่ยังค้นหาบน Google และ AI ของ Google กับ ChatGPT เลือกแบรนด์ต่างกัน ข้อมูลของ SimilarWeb สำหรับประเทศไทยในเดือน 2026-04 ระบุว่าการเข้าชมด้านการค้นหาและ AI ในไทยราว 96% อยู่ในระบบของ Google ส่วนงานวิจัยของ Primal ที่ผมนำเสนอในงาน Marketing Oops Summit พบว่าแบรนด์ที่เด่นใน AI ของ Google อาจแทบไม่ปรากฏใน ChatGPT ตามที่ Marketing Oops สรุปไว้ ChatGPT จึงต้องตรวจแยกจาก Google

งานนี้มี 2 ส่วน ส่วนแรกคือเว็บไซต์ที่ Crawler ของ OpenAI เข้าถึงได้ และมีหน้าที่ตอบคำถามชัดพอให้ยกไปอ้างอิง ส่วนที่สองคือชื่อแบรนด์ที่ถูกพูดถึงบนเว็บไซต์อื่นที่ AI อ่านในหมวดของคุณ

ChatGPT search หาข้อมูลและเลือกหน้าเว็บอย่างไร

ChatGPT ค้นเว็บเมื่อคำถามต้องการข้อมูลล่าสุด แล้วตอบพร้อมการอ้างอิงที่คลิกไปยังหน้าต้นทางได้ หน้าความช่วยเหลือภาษาไทยของ OpenAI อธิบายว่าระบบเขียนคำถามของผู้ใช้ใหม่เป็นคำค้นที่เจาะจง แล้วส่งไปยังผู้ให้บริการค้นหาที่ทำงานร่วมกัน หลังอ่านผลรอบแรก ระบบอาจส่งคำค้นที่เจาะจงขึ้นอีกรอบ

ระบบยังใช้ตำแหน่งที่ตั้งโดยประมาณจากที่อยู่ IP (Internet Protocol) ของผู้ใช้ คำถามว่า “คลินิกทำฟันใกล้ฉัน” จากผู้ใช้ในกรุงเทพฯ จึงอาจถูกเขียนใหม่เป็นคำค้นที่มีคำว่ากรุงเทพฯ ถ้าผู้ใช้เปิดความจำไว้ ChatGPT อาจใช้ข้อมูลที่บันทึกไว้ประกอบคำค้นด้วย

ภาพด้านล่างคือส่วนนี้ของหน้าความช่วยเหลือ ซึ่งอธิบายการเขียนคำค้นใหม่และรายชื่อผู้ให้บริการค้นหา

หน้าความช่วยเหลือภาษาไทยของ OpenAI หัวข้อข้อมูลที่แชร์กับผู้ให้บริการค้นหา อธิบายว่า ChatGPT เขียนคำถามใหม่เป็นคำค้นที่เจาะจง ส่งไปยังผู้ให้บริการค้นหาที่ทำงานร่วมกัน ใช้ตำแหน่งที่ตั้งทั่วไปจากที่อยู่ IP และให้ลิงก์นโยบายความเป็นส่วนตัวของ Microsoft และ Shopify

หน้าที่ถูกเลือกจึงไม่จำเป็นต้องติดอันดับสำหรับคำถามทั้งประโยค หน้าที่ตอบคำค้นย่อยข้อใดข้อหนึ่งได้ชัดก็ถูกเลือกได้ เรื่องการจัดอันดับ OpenAI ระบุว่า ChatGPT ใช้ปัจจัยหลายอย่างเพื่อช่วยให้ผู้ใช้พบข้อมูลที่เกี่ยวข้องและเชื่อถือได้ และไม่รับประกันตำแหน่งที่ปรากฏ

ChatGPT search ใช้ข้อมูลจาก Bing หรือ Google

ข้อมูลที่ OpenAI เปิดเผยชี้ไปที่ Bing หน้าความช่วยเหลือของ OpenAI ให้ลิงก์นโยบายความเป็นส่วนตัวของผู้ให้บริการค้นหา 2 ราย คือ Microsoft ซึ่งเป็นเจ้าของ Bing และ Shopify ส่วน Google ไม่อยู่ในรายชื่อนี้ นอกจากผู้ให้บริการภายนอก OpenAI ยังเก็บข้อมูลเว็บไซต์เองผ่าน Crawler ชื่อ OAI-SearchBot

เว็บไซต์ที่ต้องการอยู่ในคำตอบของ ChatGPT จึงควรอยู่ในดัชนีของ Bing และเปิดให้ OAI-SearchBot เข้าได้ ตรวจดัชนีของ Bing ได้ใน Bing Webmaster Tools เช่นเดียวกับที่ตรวจดัชนีของ Google ใน Search Console

Crawler ของ OpenAI มีตัวไหนบ้าง และควรเปิดให้ตัวไหนเข้าเว็บไซต์

ตัวที่กำหนดว่าเว็บไซต์จะอยู่ในคำตอบของ ChatGPT search คือ OAI-SearchBot และควรเปิดให้เข้าได้เสมอ เอกสารของ OpenAI ระบุว่าเว็บไซต์ที่ปิดกั้น OAI-SearchBot จะไม่แสดงในคำตอบของ ChatGPT search แต่อาจยังปรากฏเป็นลิงก์นำทาง OpenAI ใช้ Crawler และ User Agent ทั้งหมด 4 ตัว แต่ละตัวมีหน้าที่ต่างกัน

Crawler หน้าที่ สิ่งที่ควรรู้
OAI-SearchBot เก็บหน้าเว็บสำหรับการค้นหาใน ChatGPT ปิดกั้นแล้วเว็บไซต์ไม่แสดงในคำตอบของ ChatGPT search
GPTBot เก็บเนื้อหาที่อาจใช้ฝึกโมเดลของ OpenAI ปิดกั้นได้โดยไม่กระทบการค้นหา เพราะตั้งค่าแยกจาก OAI-SearchBot
ChatGPT-User เปิดหน้าเว็บเมื่อผู้ใช้สั่ง ChatGPT ให้ทำ robots.txt อาจไม่มีผล เพราะผู้ใช้เป็นผู้สั่ง
OAI-AdsBot ตรวจหน้า Landing Page ที่ส่งเป็นโฆษณาใน ChatGPT เข้าเฉพาะหน้าที่ส่งเป็นโฆษณา

การตั้งค่าแต่ละตัวแยกจากกัน แบรนด์ที่ไม่ต้องการให้เนื้อหาถูกใช้ฝึกโมเดลจึงปิดกั้น GPTBot และเปิด OAI-SearchBot ในไฟล์ robots.txt เดียวกันได้ ส่วน ChatGPT-User ไม่ได้ใช้ตัดสินว่าเว็บไซต์จะอยู่ในผลการค้นหาหรือไม่ ชุดบรรทัดที่สองด้านล่างใส่เฉพาะเมื่อไม่ต้องการให้เนื้อหาถูกใช้ฝึกโมเดล

User-agent: OAI-SearchBot
Allow: /

User-agent: GPTBot
Disallow: /

ไฟล์ robots.txt อย่างเดียวยังไม่พอ หน้าความช่วยเหลือของ OpenAI ระบุว่าโฮสต์หรือ CDN (Content Delivery Network) ของเว็บไซต์ต้องรับการเข้าชมจากที่อยู่ IP ที่ OpenAI เผยแพร่ด้วย ไฟร์วอลล์ที่บล็อกบอตโดยอัตโนมัติจึงอาจปิดทางนี้ไว้ทั้งที่ robots.txt เปิดอยู่ หลังแก้ robots.txt ระบบของ OpenAI อาจใช้เวลาราว 24 ชั่วโมงในการปรับตาม

ข้อความด้านล่างอยู่ท้ายหน้าความช่วยเหลือเดียวกัน และสรุปเงื่อนไขทั้งสองข้อไว้

หน้าความช่วยเหลือภาษาไทยของ OpenAI หัวข้อทำให้เว็บไซต์ของคุณปรากฏในผลการค้นหาได้ ระบุว่า ChatGPT จัดอันดับด้วยปัจจัยหลายอย่างและไม่รับประกันตำแหน่ง และเว็บไซต์ต้องอนุญาต OAI-Searchbot และที่อยู่ IP ที่ OpenAI เผยแพร่

AI อ้างอิงเว็บไซต์ไหนเมื่อถูกถามเรื่องแบรนด์

AI อ้างอิงเว็บไซต์อื่นบ่อยกว่าเว็บไซต์ของแบรนด์เอง ในเดือนที่ผ่านมา Elevate, Primal’s AI Visibility Tracker เก็บคำตอบของ AI ได้ 285,098 คำตอบ จากคำถามในหมวดของ 171 แบรนด์ สำหรับ 121 แบรนด์ แหล่งที่ AI อ้างอิงบ่อยที่สุดเป็นเว็บไซต์อื่น มีเพียง 50 แบรนด์ที่เว็บไซต์ของตัวเองถูกอ้างอิงบ่อยที่สุด

แผนภูมิด้านล่างแยก 171 แบรนด์ตามประเภทของแหล่งที่ AI อ้างอิงบ่อยที่สุด เว็บไซต์ภายนอกทั่วไป เช่น สื่อ เว็บรีวิว และเว็บชุมชน อยู่อันดับแรกใน 77 แบรนด์ โซเชียลมีเดียใน 26 แบรนด์ และเว็บไซต์ของคู่แข่งใน 18 แบรนด์

แผนภูมิแท่งจากข้อมูลของ Primal แสดงจำนวนแบรนด์จาก 171 แบรนด์ แยกตามประเภทของแหล่งที่ AI อ้างอิงบ่อยที่สุดในคำตอบต่อคำถามในหมวดของแบรนด์นั้น เว็บไซต์ภายนอกทั่วไป 77 แบรนด์ เว็บไซต์ของแบรนด์เอง 50 แบรนด์ โซเชียลมีเดีย 26 แบรนด์ และเว็บไซต์ของคู่แข่ง 18 แบรนด์

ข้อมูลชุดนี้รวมคำตอบของ AI หลายแพลตฟอร์ม เว็บไซต์ของแบรนด์จึงเป็นเพียงแหล่งหนึ่งในหลายแหล่งที่ AI ใช้ตอบคำถามในหมวด เว็บไซต์ที่ AI อ้างอิงบ่อยในไทย เช่น Facebook, YouTube และ Pantip อยู่ในบทความ AI Search คืออะไรที่ลิงก์ไว้ด้านบน

เฉพาะ ChatGPT ในคำตอบ 84,155 คำตอบจาก 171 แบรนด์ ที่ Elevate, Primal’s AI Visibility Tracker เก็บไว้ระหว่าง 2026-09-20 ถึง 2026-10-19 เว็บไซต์ของแบรนด์อยู่ใน 10 แหล่งที่ถูกอ้างอิงมากที่สุดของ 99 จาก 171 แบรนด์ และราว 1 ใน 5 ของการอ้างอิงใน 10 อันดับแรกนั้นชี้ไปที่หน้าเว็บของแบรนด์เอง

ทำอย่างไรให้ ChatGPT อ้างอิงเว็บไซต์และแบรนด์ของคุณ

ChatGPT มีโอกาสอ้างอิงแบรนด์มากขึ้นเมื่อเข้าถึงหน้าเว็บที่ตอบคำถามได้ชัด และเห็นชื่อแบรนด์บนเว็บไซต์อื่นในหมวดเดียวกัน งานแบ่งเป็น 6 ขั้น

  1. เปิดให้ OAI-SearchBot เข้าเว็บไซต์ ตรวจไฟล์ robots.txt และตั้งค่าไฟร์วอลล์หรือ CDN ให้รับที่อยู่ IP ที่ OpenAI เผยแพร่
  2. ส่งเว็บไซต์เข้าดัชนีของ Bing ยืนยันเว็บไซต์ใน Bing Webmaster Tools ส่ง Sitemap แล้วตรวจว่าหน้าหลักอยู่ในดัชนี
  3. ตั้งหัวข้อตามคำถามที่ลูกค้าถาม แล้วตอบให้จบใน 1 ถึง 3 ประโยคแรกของหัวข้อนั้น คำค้นที่ ChatGPT เขียนใหม่จะได้เจอคำตอบบนหน้าของคุณ
  4. ใส่ข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ เช่น ราคา สเปก พื้นที่ให้บริการ เงื่อนไข และวันที่อัปเดต แล้วทำให้ข้อมูลเหล่านี้ตรงกันทุกหน้าและทุกแพลตฟอร์ม
  5. ให้ชื่อแบรนด์อยู่บนเว็บไซต์อื่นในหมวด ผ่าน Digital PR (Public Relations) บทความในสื่อ รีวิวจากลูกค้า และการตอบคำถามบนเว็บชุมชน
  6. ถามชุดคำถามเดิมใน ChatGPT ทุกเดือน แล้วจดว่าแบรนด์ถูกเอ่ยถึงหรือไม่ และหน้าไหนถูกอ้างอิง

ในการตรวจสอบครั้งล่าสุดให้บัญชีลูกค้าที่เราดูแล แบรนด์นั้นปรากฏใน AI Overviews ของ Google ราวครึ่งหนึ่งของคำถามที่ทดสอบ แต่ปรากฏในคำตอบของ ChatGPT เพียงราวหนึ่งในสี่ เบื้องหลังช่องว่างนี้มีสองเรื่อง ChatGPT อ่าน meta description ที่บรรยายละเอียด ซึ่ง Google แทบไม่สนใจ และ ChatGPT พึ่งพาไดเรกทอรีข่าวและแหล่งงานวิจัย แผนจึงเพิ่ม digital PR เข้าไป สองเอนจินอ่านเว็บไซต์คนละชุด และงานสำหรับแต่ละตัวก็เป็นคนละงาน

วิดีโอด้านล่างอธิบายวิธีให้แบรนด์ปรากฏใน ChatGPT เป็นภาษาอังกฤษ

วิดีโอจากช่อง YouTube ของ Mark McDowell ว่าด้วยวิธีให้แบรนด์ปรากฏในคำตอบของ ChatGPT

ChatGPT SEO ต่างจากการทำ SEO บน Google อย่างไร

ทั้งสองแบบต้องการหน้าเว็บที่ระบบเข้าถึงได้และตอบคำถามได้ชัด ความต่างอยู่ที่ Crawler แหล่งของหน้าเว็บ ผลที่แบรนด์ได้ และวิธีวัดผล

การทำ SEO บน Google งานให้ ChatGPT อ้างอิง
Crawler ที่ต้องเปิด Googlebot OAI-SearchBot
แหล่งของหน้าเว็บ ดัชนีของ Google ผู้ให้บริการค้นหาที่ทำงานร่วมกัน ซึ่งรวม Microsoft และการเก็บข้อมูลของ OpenAI เอง
สิ่งที่แบรนด์ได้ อันดับในผลการค้นหาและคลิก ชื่อแบรนด์ในคำตอบและลิงก์อ้างอิง
วัดผลด้วย Google Search Console ชุดคำถามที่ตรวจทุกเดือน และการเข้าชมจาก ChatGPT ใน Google Analytics 4

งานที่ทำให้แบรนด์ถูกเอ่ยถึงในคำตอบของ Generative AI หลายแพลตฟอร์มพร้อมกัน เช่น ChatGPT, Gemini และ AI Overviews ของ Google เรียกว่า GEO (Generative Engine Optimisation) งานในบทความนี้คือส่วนของ GEO ที่เน้น ChatGPT

คำสั่ง ChatGPT สำหรับงาน SEO

ChatGPT ช่วยงาน SEO ได้เร็วในงานร่าง เช่น จัดกลุ่มคีย์เวิร์ดหลังทำ Keyword Research วางโครงบทความ เขียน Meta Description และร่าง FAQ (Frequently Asked Questions) ส่วนตัวเลข เช่น ปริมาณการค้นหา ให้นำมาจากเครื่องมืออย่าง Google Keyword Planner หรือ Search Console แล้ววางลงในคำสั่ง

คำสั่ง (Prompt) ด้านล่างมี 6 ส่วนเหมือนกัน คือบทบาท เป้าหมาย ผู้อ่าน ข้อมูลจริง รูปแบบผลลัพธ์ และเกณฑ์ตรวจ ใส่ข้อมูลของคุณแทนข้อความในวงเล็บเหลี่ยม

จัดกลุ่มคีย์เวิร์ดตาม Search Intent

ใช้เมื่อมีรายการคีย์เวิร์ดพร้อมปริมาณการค้นหาจากเครื่องมือแล้ว คำสั่งนี้จัดกลุ่มตาม Search Intent หรือเจตนาของผู้ค้นหา

บทบาท: คุณเป็นผู้เชี่ยวชาญ SEO ที่ทำงานกับเว็บไซต์ภาษาไทย
เป้าหมาย: จัดกลุ่มคีย์เวิร์ดด้านล่างเป็นหัวข้อบทความ 1 หัวข้อต่อ 1 กลุ่ม
ผู้อ่าน: [ลูกค้าของคุณ เช่น เจ้าของร้านอาหารในกรุงเทพฯ]
ข้อมูล: คีย์เวิร์ดและปริมาณการค้นหาต่อเดือนจาก [ชื่อเครื่องมือ]
[วางรายการคีย์เวิร์ด]
ผลลัพธ์: ตาราง 4 คอลัมน์ ได้แก่ กลุ่ม คีย์เวิร์ดหลัก คีย์เวิร์ดรอง และ Search Intent (หาข้อมูล เปรียบเทียบ หรือพร้อมซื้อ)
เกณฑ์: ห้ามเพิ่มคีย์เวิร์ดหรือตัวเลขที่ไม่มีในข้อมูล

วางโครงบทความที่ตอบคำถามตั้งแต่ประโยคแรก

ใช้คำถามจริงของลูกค้าเป็นหัวข้อ เพื่อให้แต่ละหัวข้อตอบคำค้นย่อยได้

บทบาท: คุณเป็นบรรณาธิการเนื้อหา SEO
เป้าหมาย: วางโครงบทความสำหรับคีย์เวิร์ด [คีย์เวิร์ดหลัก]
ผู้อ่าน: [ใครค้นหา และต้องการตัดสินใจเรื่องอะไร]
ข้อมูล: คำถามที่ลูกค้าถามทีมขายของเรา [วางคำถาม] และหัวข้อของหน้าที่ติดอันดับบน Google [วางหัวข้อ]
ผลลัพธ์: หัวข้อ H2 และ H3 ที่เขียนเป็นคำถามของลูกค้า ใต้แต่ละหัวข้อมีคำตอบ 1 ถึง 2 ประโยคที่อ่านเข้าใจได้ในตัว
เกณฑ์: แต่ละหัวข้อตอบคำถามที่ต่างกัน และระบุว่าหัวข้อไหนต้องใช้ข้อมูลหรือประสบการณ์ของเราเอง

เขียน Meta Title และ Meta Description

ใช้กับหน้าที่เขียนเสร็จแล้ว และวางย่อหน้าแรกให้ ChatGPT อ่าน

บทบาท: คุณเป็นผู้เชี่ยวชาญ SEO
เป้าหมาย: เขียน Meta Title และ Meta Description สำหรับหน้า [ชื่อหน้า]
ผู้อ่าน: [ใครค้นหาหน้านี้]
ข้อมูล: [วางย่อหน้าแรกของหน้า] คีย์เวิร์ดหลักคือ [คีย์เวิร์ด]
ผลลัพธ์: 5 ตัวเลือก Meta Title ยาวไม่เกิน 60 ตัวอักษร และ Meta Description ยาวไม่เกิน 155 ตัวอักษร
เกณฑ์: มีคีย์เวิร์ดหลัก 1 ครั้ง บอกสิ่งที่ผู้อ่านจะได้จากหน้านี้ และไม่ใช้คำโฆษณาเกินจริง

ร่าง FAQ พร้อม Schema Markup

ใช้คำถามจริงจากลูกค้า และให้ ChatGPT ตอบจากเนื้อหาบนหน้าเท่านั้น แล้วเขียนโค้ด Schema Markup แบบ JSON-LD (JavaScript Object Notation for Linked Data) ตามมา

บทบาท: คุณเป็นผู้เชี่ยวชาญ SEO ด้านเทคนิค
เป้าหมาย: ร่างคำถามที่พบบ่อย 5 ข้อสำหรับหน้า [ชื่อหน้า] พร้อมโค้ด FAQPage แบบ JSON-LD
ผู้อ่าน: [ลูกค้าที่กำลังตัดสินใจซื้อ]
ข้อมูล: [วางเนื้อหาของหน้า] และคำถามจริงจากลูกค้า [วางคำถาม]
ผลลัพธ์: คำถามและคำตอบ คำตอบละ 2 ถึง 3 ประโยค ตามด้วยโค้ด JSON-LD
เกณฑ์: ใช้เฉพาะข้อเท็จจริงที่อยู่ในเนื้อหาที่ให้ไป

ตรวจว่าหน้าเว็บตอบคำถามได้ชัดพอให้ AI ยกไปอ้างอิง

คำสั่งนี้ตรวจขั้นที่ 3 ของงานให้ ChatGPT อ้างอิง ก่อนเผยแพร่หรือก่อนแก้หน้าเดิม

บทบาท: คุณเป็นบรรณาธิการที่ตรวจหน้าเว็บก่อนเผยแพร่
เป้าหมาย: ตรวจว่าหน้านี้ตอบคำถาม [คำถามของลูกค้า] ได้ภายใน 2 ประโยคแรกของแต่ละหัวข้อหรือไม่
ผู้อ่าน: ลูกค้าที่อ่านบนโทรศัพท์และต้องการคำตอบทันที
ข้อมูล: [วางเนื้อหาทั้งหน้า]
ผลลัพธ์: ตาราง 3 คอลัมน์ ได้แก่ หัวข้อ ประโยคที่ตอบคำถาม (ยกมาตรงตัว) และสิ่งที่ขาด
เกณฑ์: ถ้าหัวข้อไหนไม่มีประโยคที่ตอบได้ในตัว ให้เขียนว่า "ไม่มี" และเสนอประโยคใหม่จากข้อมูลบนหน้าเท่านั้น

ตรวจว่า ChatGPT พูดถึงแบรนด์ของคุณหรือไม่

ใช้ในแชตใหม่ที่เปิดการค้นหา และไม่ได้ล็อกอินบัญชีที่เคยคุยเรื่องแบรนด์ เพราะ OpenAI ระบุว่าความจำที่บันทึกไว้อาจมีผลต่อคำค้น

[คำถามที่ลูกค้าถามจริง เช่น บริษัทรับจัดงานสัมมนาในกรุงเทพฯ ที่ไหนน่าใช้]

หลังตอบคำถามแล้ว ให้ทำรายการ 2 ชุด
1. ชื่อแบรนด์ทุกชื่อที่คุณเอ่ยถึงในคำตอบ
2. เว็บไซต์ทุกแห่งที่คุณใช้เป็นแหล่งอ้างอิง พร้อมลิงก์

ข้อจำกัดของ ChatGPT ในงาน SEO

ChatGPT อาจตอบผิดได้ Google Search Central อธิบายว่าโมเดล Generative AI คาดเดาลำดับคำจากข้อมูลที่ใช้ฝึก และไม่ได้ดึงข้อเท็จจริงมา ผลลัพธ์จึงต้องตรวจข้อเท็จจริงด้วยตนเองก่อนเผยแพร่

ตัวเลขปริมาณการค้นหาที่ ChatGPT เขียนขึ้นเองไม่มีแหล่งที่ตรวจได้ ให้ใช้ตัวเลขจากเครื่องมือแล้ววางลงในคำสั่ง ข้อมูลจากงานของคุณเอง เช่น คำถามที่ลูกค้าถามทีมขาย หรือผลจากโครงการที่ทำจริง ต้องมาจากคุณ เพราะ ChatGPT ไม่รู้ข้อมูลภายในธุรกิจของคุณ

วัดผล ChatGPT SEO อย่างไร

วัดผลจาก 2 แหล่ง แหล่งแรกคือคำตอบของ ChatGPT ต่อชุดคำถามที่ลูกค้าถามจริง แหล่งที่สองคือการเข้าชมเว็บไซต์ที่มาจาก ChatGPT ใน Google Analytics 4

ถามชุดคำถามเดิมทุกเดือน แล้วจด 4 อย่างพร้อมวันที่ ได้แก่ แบรนด์ถูกเอ่ยถึงหรือไม่ หน้าไหนถูกอ้างอิง แบรนด์ไหนถูกเอ่ยถึงแทน และข้อมูลในคำตอบถูกต้องหรือไม่ คำตอบเปลี่ยนได้ตามวันและตามผู้ใช้ หน้าความช่วยเหลือของ OpenAI ระบุเองว่าผลการค้นหาและการอ้างอิงอาจไม่ครบ ล้าสมัย หรือไม่ถูกต้อง การตรวจครั้งเดียวจึงยังสรุปผลไม่ได้

ใน Google Analytics 4 ให้เปิดรายงานการได้มาซึ่งการเข้าชม (Traffic acquisition) แล้วกรองแหล่งที่มาของเซสชันที่มีคำว่า chatgpt รายงานจะแสดงจำนวนการเข้าชมจาก ChatGPT จากนั้นเพิ่มมิติ Landing Page เพื่อดูว่าผู้ใช้เข้ามาที่หน้าไหน

ลูกค้ามักถามเราว่าจะรู้ไหมว่าแบรนด์ไม่ปรากฏในคำถามไหน

รู้ได้ ถ้าติดตามคำถามชุดเดิมและบันทึกผลแยกทีละคำถามพร้อมวันที่ คำถามที่แบรนด์ปรากฏเดือนนี้อาจหายไปในอีกไม่กี่เดือน การบันทึกทีละคำถามจึงบอกได้ว่าควรแก้หน้าไหน หรือควรให้ชื่อแบรนด์ไปอยู่บนเว็บไซต์ใดเพิ่ม

บริการ AI SEO ของ Primal ทำงานนี้ต่อเนื่องให้แบรนด์ในไทย เริ่มจากติดตามคำถามของลูกค้าคุณใน ChatGPT และแพลตฟอร์ม AI อื่นด้วย Elevate, Primal’s AI Visibility Tracker แล้วแก้ทั้งหน้าเว็บและแหล่งอ้างอิงภายนอกตามที่ข้อมูลแสดง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ChatGPT SEO

ปิดกั้น GPTBot แล้วเว็บไซต์จะหายจาก ChatGPT search หรือไม่

ไม่หาย OpenAI ระบุว่าการตั้งค่า GPTBot และ OAI-SearchBot แยกจากกัน GPTBot เก็บเนื้อหาที่อาจนำไปฝึกโมเดล ส่วน OAI-SearchBot ใช้สำหรับการค้นหา แบรนด์จึงปิดกั้น GPTBot ได้โดยยังเปิด OAI-SearchBot ไว้

ลงโฆษณาใน ChatGPT ช่วยให้แบรนด์ถูกอ้างอิงในคำตอบหรือไม่

ไม่ช่วย หน้าความช่วยเหลือเรื่องโฆษณาของ OpenAI ระบุว่าโฆษณาทำงานบนระบบที่แยกจากโมเดลแชต และผู้ลงโฆษณากำหนดหรือเปลี่ยนคำตอบของ ChatGPT ไม่ได้ โฆษณาใน ChatGPT จึงเป็นช่องทางแยกที่ใช้คู่กับงานให้แบรนด์อยู่ในคำตอบ

ต้องรอนานแค่ไหนกว่า ChatGPT จะเห็นการเปลี่ยนแปลงบนเว็บไซต์

การแก้ robots.txt มีผลเร็วที่สุด OpenAI ระบุว่าระบบอาจใช้เวลาราว 24 ชั่วโมงในการปรับตาม การให้ชื่อแบรนด์ปรากฏบนเว็บไซต์อื่นใช้เวลานานกว่า เพราะขึ้นกับว่าบทความและรีวิวเกี่ยวกับแบรนด์เผยแพร่เมื่อไร จึงควรวัดด้วยชุดคำถามเดิมทุกเดือน

ลูกค้ามักถามเราว่าใช้ AI เขียนบทความแล้ว Google จะลงโทษหรือไม่

เอกสารของ Google ระบุว่า Generative AI มีประโยชน์ในการค้นคว้าหัวข้อและวางโครงให้เนื้อหาต้นฉบับ และระบุว่าการใช้ AI สร้างหน้าเว็บจำนวนมากโดยไม่เพิ่มคุณค่าให้ผู้ใช้อาจละเมิดนโยบายสแปม ก่อนเผยแพร่ ให้ตรวจข้อเท็จจริงทุกข้อและเพิ่มข้อมูลจากงานของคุณเอง

ลูกค้ามักถามเราว่าการทำ SEO บน Google ครอบคลุม ChatGPT ด้วยหรือไม่

ครอบคลุมบางส่วน หน้าเว็บที่เข้าถึงได้และตอบคำถามชัดใช้ได้กับทั้งสองแพลตฟอร์ม ChatGPT มี Crawler ของตัวเอง ใช้ผู้ให้บริการค้นหาที่รวม Microsoft และต้องวัดผลแยก แผน SEO จึงควรเพิ่มการตรวจ OAI-SearchBot ดัชนีของ Bing และชุดคำถามใน ChatGPT

Mark McDowell

Mark McDowell

Founder and Chief Executive Officer

Mark McDowell เป็นผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ Primal โดยเริ่มต้นบริษัทที่กรุงเทพฯ ในปี 2015 เขาติดอันดับ Forbes 30 Under 30 Asia ปี 2020 และได้รับรางวัล Southeast Asia Young Achiever of the Year จาก Campaign Asia ในปี 2018 เขาเขียนบทความเรื่อง AI Search และการทำ SEO (Search Engine Optimisation)

เกี่ยวกับผู้เขียน

ร่วมกับผู้นำธุรกิจกว่า 20,000 คนที่รับข่าวสาร มุมมอง และเทคนิคการตลาดล่าสุดในยุค AI

คุยกัน 30 นาที

คุยกับเรา

นัดคุยสั้น ๆ เพื่อดูว่าเราช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างไร โดยไม่ต้องเปลี่ยนเอเจนซี่ไปเรื่อย ๆ ไม่ต้องรอให้ถึงปีที่ดีกว่า และไม่ต้องจ้างทีมภายในที่มีค่าใช้จ่ายสูง

  • เราทำความเข้าใจธุรกิจและเป้าหมายของคุณ
  • เราหาว่าการเติบโตของคุณมาจากช่องทางไหนได้บ้าง
  • คุณจะเห็นขั้นตอนถัดไป คือการประชุมวางกลยุทธ์ แล้วจึงเริ่มดำเนินงาน
4.9ลูกค้าของ Primal 4 ท่านที่เขียนรีวิว
บน Google

ติดต่อทีมงาน

กรอกแบบฟอร์มนี้ แล้วผู้เชี่ยวชาญของ Primal จะติดต่อกลับเพื่อทำความเข้าใจแบรนด์และเป้าหมายของคุณ

ทีมของเราจะติดต่อกลับภายใน 24 ชั่วโมง (ในวันทำการ)