ติดต่อทีมงาน
ภาพประกอบบทความ GEO คืออะไร แผ่นกระจกฝ้าว่างเปล่าแผ่นใหญ่ลอยอยู่บนพื้นสีครีมสว่าง มีการ์ดกระจกเล็ก 2 ใบอยู่ทางซ้าย และเส้นแสงสีฟ้าอมเขียว ชมพูอมส้ม และเหลือง ไหลจากการ์ดเข้าหาแผ่นกระจก

โดย Mark McDowellเผยแพร่: อัปเดต: อ่าน 14 นาที

GEO คืออะไร และทำอย่างไรให้แบรนด์อยู่ในคำตอบของ AI

GEO คือ Generative Engine Optimisation การทำให้แบรนด์ถูกเอ่ยชื่อและหน้าเว็บถูกอ้างอิงในคำตอบที่ AI (Artificial Intelligence) เขียนจากหลายแหล่ง เช่น ChatGPT, Gemini และ AI Overviews ของ Google งานมี 2 ส่วน คือหน้าเว็บที่มีข้อมูลซึ่ง AI ยกไปใช้ได้พร้อมที่มา และชื่อแบรนด์บนเว็บไซต์อื่นที่ AI อ่าน เพราะคำตอบของ AI อ้างอิงเว็บไซต์อื่นบ่อยกว่าเว็บไซต์ของแบรนด์

ประเด็นสำคัญ

  • งานวิจัยต้นฉบับของ GEO ทดสอบวิธีแก้หน้าเว็บ 9 วิธี และพบว่าการเพิ่มคำพูดอ้างอิง ตัวเลขสถิติ และแหล่งที่มา ทำให้ AI ใช้ข้อความจากหน้านั้นมากขึ้นที่สุด ส่วนการยัดคีย์เวิร์ดได้ผลแย่กว่าหน้าเดิม
  • ในคำตอบของ AI 285, 098 คำตอบเกี่ยวกับหมวดสินค้าและบริการของ 171 แบรนด์ ที่ Elevate, Primal's AI Visibility Tracker เก็บในเดือนที่ผ่านมา เว็บไซต์ของแบรนด์ถูกอ้างอิงเพียงราว 1 ใน 5 คำตอบ
  • ใน 15 แหล่งที่ AI อ้างอิงบ่อยที่สุดของแต่ละแบรนด์ในข้อมูลชุดเดียวกัน ค่ากลางคือเว็บไซต์ของแบรนด์เอง 1 แห่ง งาน GEO จึงรวมรีวิว สื่อ เว็บชุมชน และโปรไฟล์บนแพลตฟอร์มอื่นด้วย
  • คู่มือของ Google ระบุว่าในมุมของ Google Search งาน GEO ยังเป็นงาน SEO (Search Engine Optimisation) เพราะ AI Overviews และ AI Mode ใช้ระบบจัดอันดับหลักและดึงหน้าเว็บจากดัชนีของ Search
  • วัดผล GEO บน Google ด้วยรายงานประสิทธิภาพของ Generative AI ใน Search Console ส่วน ChatGPT และ Gemini วัดด้วยชุดคำถามเดิมที่ถามซ้ำทุกเดือน

GEO คืออะไร

GEO คือ Generative Engine Optimisation หรือการทำให้แบรนด์ถูกเอ่ยชื่อ และหน้าเว็บถูกอ้างอิง ในคำตอบที่ AI (Artificial Intelligence) เขียนขึ้นจากหลายแหล่ง เช่น ChatGPT, Gemini, Perplexity และ AI Overviews ของ Google คำว่า Generative Engine หมายถึงระบบที่ค้นหน้าเว็บหลายหน้า แล้วเขียนคำตอบใหม่พร้อมลิงก์อ้างอิง แทนการส่งรายการลิงก์ให้ผู้ใช้เลือกเอง

ข้อมูลของ Primal ทำให้ผมแบ่งงานนี้เป็น 2 ส่วน ในเดือนที่ผ่านมา Elevate, Primal’s AI Visibility Tracker เก็บคำตอบของ AI ได้ 285,098 คำตอบ จากคำถามในหมวดสินค้าและบริการของ 171 แบรนด์ เว็บไซต์ของแบรนด์ถูกอ้างอิงเพียงราว 1 ใน 5 คำตอบ

ส่วนแรกคือหน้าเว็บของคุณต้องมีข้อมูลที่ AI ยกไปใช้ได้พร้อมที่มา ส่วนที่สองคือชื่อแบรนด์ต้องอยู่บนเว็บไซต์อื่นที่ AI อ่านในหมวดของคุณ ทั้ง 2 ส่วนเริ่มจากคำถามที่ลูกค้าของคุณถามจริง

GEO ต่างจาก AEO (Answer Engine Optimisation) ตรงรูปแบบของคำตอบ AEO ทำให้ข้อความจากหน้าเดียวถูกยกไปเป็นคำตอบสั้น ส่วน GEO ทำให้แบรนด์อยู่ในคำตอบที่ AI เขียนจากหลายหน้า

งานวิจัยต้นฉบับของ GEO พบอะไร

งานวิจัยต้นฉบับพบว่าคำพูดอ้างอิง ตัวเลขสถิติ และแหล่งที่มาบนหน้าเว็บ ทำให้ AI ใช้ข้อความจากหน้านั้นในคำตอบมากขึ้นที่สุด ส่วนการยัดคีย์เวิร์ดแบบ SEO (Search Engine Optimisation) ยุคเก่าได้ผลแย่กว่าหน้าเดิม คำว่า GEO มาจากงานวิจัยของ Pranjal Aggarwal และคณะ จาก Princeton University และ Indian Institute of Technology Delhi ซึ่งเผยแพร่ครั้งแรกในปี 2023

ผู้วิจัยสร้างชุดคำถาม 10,000 ข้อจากหลายแหล่ง แล้วดึงผลการค้นหา 5 อันดับแรกของ Google ให้แต่ละคำถาม โมเดลภาษาเขียนคำตอบจาก 5 หน้านั้น จากนั้นผู้วิจัยสุ่มหน้าหนึ่งมาแก้ข้อความทีละวิธี รวม 9 วิธี แล้ววัดกับคำถามชุดทดสอบว่าคำตอบใหม่ใช้ข้อความจากหน้านั้นมากขึ้นหรือน้อยลง

ผลที่เจ้าของเว็บไซต์ควรรู้มีดังนี้

  • 3 วิธีที่ได้ผลที่สุดเพิ่มการใช้ข้อความจากหน้านั้นราว 30% ถึง 40% ตามตัวชี้วัดหลักของงานวิจัย ส่วนการเขียนให้ลื่นไหลและเข้าใจง่ายเพิ่มราว 15% ถึง 30%
  • น้ำเสียงโน้มน้าวแบบผู้เชี่ยวชาญไม่ได้เพิ่มผลอย่างชัดเจน
  • หน้าที่อยู่อันดับต่ำกว่าได้ประโยชน์มากกว่า การอ้างอิงแหล่งที่มาทำให้หน้าอันดับ 5 ถูกใช้มากขึ้นกว่าเท่าตัว ขณะที่หน้าอันดับ 1 ถูกใช้น้อยลง
  • วิธีที่ได้ผลต่างกันตามหมวดของคำถาม ตัวเลขสถิติช่วยคำถามด้านกฎหมายและภาครัฐ ส่วนคำพูดอ้างอิงช่วยคำถามด้านสังคมและประวัติศาสตร์
  • ผู้วิจัยทดสอบซ้ำกับ Perplexity และได้ผลไปทางเดียวกัน คำพูดอ้างอิงได้ผลดีที่สุดตามตัวชี้วัดหลัก ส่วนการยัดคีย์เวิร์ดแย่กว่าหน้าเดิม

ตารางด้านล่างแปลงวิธีหลักในงานวิจัยเป็นงานบนหน้าเว็บของธุรกิจ

วิธีในงานวิจัย ผลในงานวิจัย ทำบนหน้าเว็บของคุณอย่างไร
เพิ่มคำพูดจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ อยู่ในกลุ่มที่ได้ผลมากที่สุด ใส่คำพูดของผู้บริหาร แพทย์ หรือวิศวกรของคุณ พร้อมชื่อและตำแหน่งจริง
เพิ่มตัวเลขสถิติ อยู่ในกลุ่มที่ได้ผลมากที่สุด ใช้ตัวเลขที่คุณวัดเอง เช่น เวลาส่งสินค้าเฉลี่ย พร้อมช่วงเวลาที่วัด
อ้างอิงแหล่งที่มา อยู่ในกลุ่มที่ได้ผลมากที่สุด ลิงก์ไปยังหน่วยงานรัฐ มาตรฐาน หรือเอกสารของผู้ผลิต ในประโยคที่ใช้ข้อมูลนั้น
เขียนให้ลื่นไหลและเข้าใจง่าย ได้ผลรองลงมา ประโยคสั้น ประโยคละเรื่องเดียว และตอบคำถามในประโยคแรกของหัวข้อ
ใช้น้ำเสียงโน้มน้าว ไม่ได้เพิ่มผลอย่างชัดเจน ตัดคำโฆษณา แล้วใช้ข้อเท็จจริงแทน
ยัดคีย์เวิร์ดจากคำถาม แย่กว่าหน้าเดิม ใช้คีย์เวิร์ดเฉพาะที่ประโยคต้องใช้

ทุกวิธีในงานวิจัยเป็นการแก้ข้อความบนหน้าเว็บ งานอีกส่วนอยู่บนเว็บไซต์ที่คุณไม่ได้เป็นเจ้าของ เพราะคำตอบของ AI อ้างอิงเว็บไซต์เหล่านั้นบ่อยกว่าเว็บไซต์ของแบรนด์

Google มอง GEO อย่างไร

Google มองว่างาน GEO สำหรับ Google Search ก็คืองาน SEO คู่มือการเพิ่มประสิทธิภาพเว็บไซต์สำหรับฟีเจอร์ Generative AI ใน Google Search ฉบับภาษาไทยมีกรอบข้อความที่อธิบายคำว่า AEO และ GEO โดยตรง และระบุว่าในมุมของ Google Search การปรับเว็บไซต์เพื่อการค้นหาด้วย Generative AI ยังเป็นงาน SEO

ภาพด้านล่างตัดมาจากกรอบข้อความนั้นในคู่มือภาษาไทย

กรอบข้อความในคู่มือภาษาไทยของ Google Search Central หัวข้อแล้ว AEO และ GEO คืออะไร อธิบายว่า GEO ย่อมาจาก Generative Engine Optimization และระบุว่าจากมุมมองของ Google Search การเพิ่มประสิทธิภาพการค้นหาด้วย Generative AI ยังคงเป็น SEO

คู่มือฉบับเดียวกันอธิบายว่า AI Overviews และ AI Mode (โหมด AI) ทำงานบนระบบจัดอันดับหลักและระบบคุณภาพหลักของ Search ระบบดึงหน้าเว็บจากดัชนีของ Search มาใช้เขียนคำตอบ และค้นคำถามที่เกี่ยวข้องอีกหลายคำพร้อมกัน ซึ่ง Google เรียกว่าการแฟนเอาต์ (Fan-Out) คำค้นหา หน้าที่ไม่อยู่ในดัชนี หรือแสดงพร้อมตัวอย่างข้อมูลไม่ได้ จึงไม่มีสิทธิ์อยู่ในคำตอบ

คู่มือยังระบุสิ่งที่ไม่จำเป็นสำหรับ Google Search เช่น ไฟล์ llms.txt มาร์กอัปหรือ Structured Data แบบพิเศษสำหรับ AI การแบ่งเนื้อหาเป็นชิ้นเล็ก และการเขียนเนื้อหาใหม่ให้ AI อ่านโดยเฉพาะ ตารางที่เทียบคำแนะนำเหล่านี้กับวิธีที่ Google Search ทำงานอยู่ในบทความ SEO AEO GEO คืออะไร ต่างกันอย่างไร

งานวิจัยกับคู่มือของ Google ให้คำแนะนำตรงกันในข้อที่สำคัญที่สุด คู่มือระบุว่าเนื้อหาที่มีมุมมองเฉพาะจากประสบการณ์ตรง มีแนวโน้มส่งผลต่อการแสดงในการค้นหาด้วย Generative AI ในระยะยาวมากกว่าคำแนะนำอื่นในคู่มือ งานวิจัยก็พบว่าตัวเลข คำพูด และแหล่งที่มาได้ผลที่สุด ทั้งคู่ให้น้ำหนักกับข้อมูลที่มีแต่คุณให้ได้

ความต่างระหว่าง GEO กับ SEO จึงอยู่ที่สิ่งที่วัดและที่ที่ทำงาน งาน SEO วัดอันดับและคลิก ส่วนงาน GEO วัดว่า AI เอ่ยชื่อและอ้างอิงแบรนด์บ่อยแค่ไหน และรวมงานบนเว็บไซต์อื่นที่ AI อ่านด้วย ในงานของ Primal งานราว 80% เป็นงาน SEO พื้นฐาน และราว 20% เป็นงานที่ทำเพื่อคำตอบของ AI โดยเฉพาะ

ในวิดีโอนี้ (ภาษาอังกฤษ) ผมอธิบายว่างานส่วนไหนเปลี่ยนไปเมื่อลูกค้าหาข้อมูลผ่าน AI และส่วนไหนยังเป็นงาน SEO แบบเดิม

AI อ้างอิงเว็บไซต์ของใครเมื่อตอบเรื่องแบรนด์

AI อ้างอิงเว็บไซต์อื่นบ่อยกว่าเว็บไซต์ของแบรนด์ ในคำตอบ 285,098 คำตอบชุดเดียวกับหัวข้อแรก แหล่งที่ AI อ้างอิงบ่อยที่สุดเป็นเว็บไซต์อื่นสำหรับ 121 แบรนด์ และเป็นเว็บไซต์ของแบรนด์เองสำหรับ 50 แบรนด์

ผมดูต่อว่าเว็บไซต์ที่ AI อ้างอิงบ่อยเป็นของใคร จาก 15 แหล่งที่ถูกอ้างอิงบ่อยที่สุดของแต่ละแบรนด์ ค่ากลางคือเว็บไซต์ของแบรนด์เอง 1 แห่ง อีก 14 แห่งเป็นเว็บไซต์ที่แบรนด์ไม่ได้เป็นเจ้าของ และมี 34 แบรนด์ที่เว็บไซต์ของตัวเองไม่อยู่ใน 15 แหล่งนี้เลย

กราฟด้านล่างรวม 15 แหล่งของทั้ง 171 แบรนด์ แล้วแยกตามประเภทของเว็บไซต์

กราฟแท่งจากข้อมูล Elevate ของ Primal แสดง 15 แหล่งที่ AI อ้างอิงบ่อยที่สุดของแต่ละแบรนด์ รวม 2,565 แหล่งจาก 171 แบรนด์ เป็นเว็บไซต์ภายนอกทั่วไป 1,904 แหล่ง โซเชียลมีเดีย 324 แหล่ง เว็บไซต์ของคู่แข่ง 194 แหล่ง และเว็บไซต์ของแบรนด์เอง 143 แหล่ง

เว็บไซต์ภายนอกทั่วไปในกราฟคือสื่อ เว็บรีวิว เว็บชุมชนอย่าง Pantip มาร์เก็ตเพลส และเว็บไซต์ของธุรกิจอื่นในหมวดเดียวกัน โซเชียลมีเดียที่ถูกอ้างอิงบ่อยคือ Facebook และ YouTube ส่วนเว็บไซต์ของคู่แข่งอยู่ใน 15 แหล่งนี้ของ 103 แบรนด์

ผมจึงไม่เริ่มงาน GEO จากเว็บไซต์ของแบรนด์อย่างเดียว ถ้าคำตอบในหมวดของคุณอ้างอิงเว็บรีวิวและกระทู้บน Pantip ข้อมูลที่ถูกต้องของแบรนด์ต้องอยู่ในที่เหล่านั้นด้วย

ChatGPT และ Gemini หาแหล่งข้อมูลต่างกันอย่างไร

ChatGPT และ Gemini หาหน้าเว็บจากคนละแหล่ง ฝั่ง Google ทั้ง AI Overviews, AI Mode และแอป Gemini ใช้ดัชนีของ Google Search ส่วน ChatGPT เมื่อต้องค้นเว็บ จะเขียนคำถามของผู้ใช้ใหม่เป็นคำค้น แล้วส่งไปยังผู้ให้บริการค้นหาที่ทำงานร่วมกับ OpenAI ตามหน้าความช่วยเหลือของ OpenAI

OpenAI ยังเก็บข้อมูลเว็บไซต์เองผ่าน Crawler ชื่อ OAI-SearchBot เอกสาร Crawler ของ OpenAI ระบุว่าเว็บไซต์ที่ปิดกั้น OAI-SearchBot จะไม่แสดงในคำตอบของ ChatGPT search อันดับบน Google จึงช่วยฝั่ง Google ได้ตรงกว่าฝั่ง ChatGPT

แบรนด์เดียวกันจึงอาจได้ผลต่างกันในแต่ละแพลตฟอร์ม งานวิจัยของ Primal ที่ผมนำเสนอในงาน Marketing Oops Summit พบว่าแบรนด์ที่ถูกเอ่ยถึงบ่อยใน AI ของ Google อาจแทบไม่ปรากฏใน ChatGPT ตามบทสรุปของ Marketing Oops ผมจึงตรวจแต่ละแพลตฟอร์มแยกกันเสมอ วิธีที่แต่ละฝั่งเลือกหน้าเว็บและการตั้งค่า Crawler อยู่ในบทความ ChatGPT SEO คืออะไร และ Gemini SEO คืออะไร

การทำ GEO บนหน้าเว็บมีอะไรบ้าง

การทำ GEO บนหน้าเว็บคือการทำให้ระบบค้นหาเข้าถึงหน้าได้ และให้หน้ามีข้อมูลที่ AI ยกไปใช้ได้พร้อมที่มา งานหลักด้านล่างมาจากงานวิจัยและคู่มือของ Google ข้างต้น

  1. ตรวจว่าหน้าที่สำคัญอยู่ในดัชนีของ Google และ Bing และไม่มีคำสั่งห้ามแสดงตัวอย่างข้อมูล
  2. ตอบคำถามในประโยคแรกของแต่ละหัวข้อ แล้วเขียนประโยคสั้น ประโยคละเรื่องเดียว
  3. ใส่ตัวเลขที่คุณวัดเอง พร้อมช่วงเวลาและจำนวนที่วัด เช่น เวลาส่งสินค้าเฉลี่ยหรือจำนวนงานที่ทำในปีที่ผ่านมา
  4. ใส่คำพูดของคนจริงในบริษัทพร้อมชื่อและตำแหน่ง และลิงก์แหล่งที่มาในประโยคที่ใช้ข้อมูลนั้น
  5. ตั้งชื่อวิธีทำงานหรือชุดข้อมูลของคุณ AI อาจนำข้อมูลจากหน้าเว็บไปเขียนคำตอบโดยไม่เอ่ยชื่อแบรนด์ ผมจึงแนะนำให้ผูกชื่อแบรนด์ไว้กับวิธีหรือข้อมูลนั้น คำตอบที่ยกข้อมูลไปใช้จะมีโอกาสพูดถึงชื่อคุณด้วย
  6. ใส่รูปภาพและวิดีโอของสินค้า หน้าร้าน หรือการทำงานจริง คู่มือของ Google ระบุว่าฟีเจอร์ Generative AI แสดงรูปภาพและวิดีโอที่เกี่ยวข้องได้

สิ่งที่ไม่ควรทำคือการสร้างหน้าแยกสำหรับคำค้นย่อยทุกแบบ คู่มือของ Google ระบุว่าการทำเช่นนั้นเพื่อแทรกแซงคำตอบของ Generative AI ละเมิดนโยบายสแปมเรื่องเนื้อหาปริมาณมาก

งาน GEO นอกเว็บไซต์มีอะไรบ้าง

งาน GEO นอกเว็บไซต์คือการทำให้ข้อมูลแบรนด์ถูกต้องและถูกพูดถึงบนเว็บไซต์ที่ AI อ้างอิงในหมวดของคุณ คู่มือของ Google ระบุว่าฟีเจอร์ Generative AI แสดงสิ่งที่ผู้คนพูดถึงสินค้าและบริการทั่วทั้งเว็บ รวมถึงบล็อก วิดีโอ และฟอรัม

รีวิวและข้อมูลธุรกิจ

คู่มือของ Google ระบุว่า Google Business Profile และฟีดสินค้าใน Merchant Center ช่วยให้สินค้าและบริการปรากฏในคำตอบจาก AI ขอรีวิวจากลูกค้าจริงบน Google และบนเว็บรีวิวในหมวดของคุณ เช่น Wongnai สำหรับร้านอาหาร หรือ Tripadvisor สำหรับโรงแรมและที่เที่ยว

สื่อและบทความบนเว็บไซต์อื่น

บทความหรือข่าวที่สื่อเขียนถึงแบรนด์ทำให้ชื่อของคุณอยู่บนหน้าที่ AI อ่าน ถ้าลงบทความแบบมีค่าใช้จ่าย ให้เลือกเว็บไซต์ที่มีผู้อ่านจริงในหมวดของคุณ มีเนื้อหาตรงกับหมวดนั้น และมีบรรณาธิการคัดเลือกเนื้อหา

เว็บชุมชน

Pantip และ Lemon8 อยู่ใน 15 แหล่งที่ถูกอ้างอิงบ่อยที่สุดของหลายแบรนด์ในข้อมูลชุดเดียวกัน ตอบคำถามบนเว็บชุมชนในนามแบรนด์อย่างเปิดเผย ด้วยข้อมูลที่ผู้อ่านตรวจสอบได้ คู่มือของ Google เตือนว่าการพยายามสร้างการกล่าวถึงที่ไม่แท้จริงอาจไม่ได้ประโยชน์อย่างที่คิด

โปรไฟล์บนแพลตฟอร์ม

หน้า Facebook ช่อง YouTube ร้านบนมาร์เก็ตเพลส และหน้า LinkedIn ของบริษัท ควรใช้ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทร และรายการบริการตรงกับเว็บไซต์ เมื่อ AI อ่านข้อมูลที่ขัดกันจากหลายแหล่ง คำตอบเรื่องเวลาเปิดหรือบริการของคุณอาจผิดได้

แผนเริ่มทำ GEO ใน 6 ขั้นตอน

เริ่มจากคำถามที่ลูกค้าถามจริง แล้วดูว่า AI ตอบอย่างไรก่อนแก้หน้าเว็บ ลำดับนี้ใช้ได้กับธุรกิจส่วนใหญ่

  1. รวบรวมคำถาม 20 ถึง 30 ข้อที่ลูกค้าถามก่อนซื้อ จากทีมขาย แชต LINE และกล่อง People Also Ask บน Google
  2. ถามคำถามชุดนี้ใน ChatGPT, Gemini และบน Google แล้วบันทึกแบรนด์ที่ถูกเอ่ยชื่อและเว็บไซต์ที่ถูกอ้างอิง
  3. แยกเว็บไซต์ที่ถูกอ้างอิงเป็น 4 ประเภทแบบเดียวกับกราฟด้านบน คือเว็บไซต์ของคุณ เว็บไซต์ภายนอก โซเชียลมีเดีย และเว็บไซต์ของคู่แข่ง
  4. แก้หน้าเว็บที่ควรตอบคำถามเหล่านั้นตามรายการในหัวข้อการทำ GEO บนหน้าเว็บ
  5. เลือกเว็บไซต์ภายนอก 3 ถึง 5 แห่งที่ถูกอ้างอิงบ่อยแต่ยังไม่มีชื่อคุณ แล้วแก้ข้อมูล ขอรีวิว หรือเสนอบทความ
  6. ถามคำถามชุดเดิมทุกเดือน แล้วเทียบกับเดือนก่อน

ตารางด้านล่างคือคอลัมน์ของไฟล์บันทึกผลที่ใช้ตั้งแต่ขั้นที่ 2

คอลัมน์ บันทึกอะไร
คำถาม ประโยคที่ลูกค้าพิมพ์ ใช้ชุดเดิมทุกเดือน
แพลตฟอร์มและวันที่ ChatGPT, Gemini, AI Overviews หรือ AI Mode และวันที่ถาม
แบรนด์ของคุณถูกเอ่ยชื่อหรือไม่ ใช่หรือไม่ และอยู่ลำดับที่เท่าไรในคำตอบ
แบรนด์อื่นที่ถูกเอ่ยชื่อ ชื่อคู่แข่งที่อยู่ในคำตอบเดียวกัน
เว็บไซต์ที่ถูกอ้างอิง ชื่อโดเมนของทุกลิงก์ในคำตอบ
ประเภทของเว็บไซต์ ของคุณ ภายนอก โซเชียลมีเดีย หรือคู่แข่ง
ข้อมูลถูกต้องหรือไม่ ราคา ที่ตั้ง และบริการที่ AI พูดถึงตรงกับความจริงหรือไม่

เมื่อเรานำคำถามที่ลูกค้าของผู้ผลิตเครื่องพิมพ์ฉลากสำหรับอุตสาหกรรมรายหนึ่งมักถาม ไปถาม AI เมื่อปีนี้ YouTube คือเว็บไซต์ที่ถูกอ้างอิงมากที่สุด และหน้าของตัวแทนจำหน่ายถูกอ้างอิงมากกว่าเว็บไซต์ของผู้ผลิตส่วนใหญ่ วิดีโอสินค้าของแบรนด์และหน้าสินค้าบนเว็บตัวแทนจำหน่ายจึงเป็นจุดที่ต้องลงมือทำ เพราะ AI ไปหาข้อมูลจากที่เหล่านั้นเพื่อใช้อ้างอิง บนเว็บไซต์ของแบรนด์เอง แผนเริ่มจากการเขียนหน้าอุตสาหกรรมใหม่สำหรับผู้ซื้อแต่ละกลุ่ม เช่น ยา เคมีภัณฑ์ และอาหาร แล้วตามด้วยหน้าที่อธิบายวิธีเลือก วิธีเปรียบเทียบ และวิธีพิมพ์ฉลากเองในโรงงาน

วัดผล GEO อย่างไร

วัดผล GEO บน Google ด้วยรายงานใน Search Console และวัดแพลตฟอร์มอื่นด้วยชุดคำถามเดิมที่ถามซ้ำทุกเดือน ตัวเลขคลิกอย่างเดียวไม่พอ เพราะ AI เอ่ยชื่อแบรนด์ในคำตอบได้โดยไม่มีใครคลิกเข้าเว็บไซต์

รายงานประสิทธิภาพของ Generative AI ใน Search Console แสดงจำนวนครั้งที่ลิงก์ไปยังเว็บไซต์ของคุณปรากฏใน AI Overviews และ AI Mode แยกตามหน้า ประเทศ และอุปกรณ์ ใช้รายงานนี้ดูว่าหน้าไหนถูกใช้ตอบบ่อย แล้วเทียบกับคำค้นที่หน้านั้นติดอันดับ

ChatGPT, Gemini และ Perplexity วัดด้วยไฟล์บันทึกผลในหัวข้อก่อน ตัวชี้วัดที่ผมดูคือสัดส่วนคำตอบที่เอ่ยชื่อแบรนด์ เว็บไซต์ที่ถูกอ้างอิง แบรนด์ที่ถูกเอ่ยชื่อคู่กับคุณ และความถูกต้องของข้อมูลแบรนด์ในคำตอบ

คำตอบของ AI เปลี่ยนไปตามผู้ใช้ วัน และตำแหน่งที่ตั้ง ภาพหน้าจอคำตอบเดียวจึงบอกได้น้อย ให้อ่านผลรวมของหลายคำถามในหลายวัน และใช้ชุดคำถามเดิม เพราะการเปลี่ยนชุดคำถามทำให้เทียบกับเดือนก่อนไม่ได้

ทีมของ Primal ทำงานนี้ทุกวันด้วย Elevate, Primal’s AI Visibility Tracker ซึ่งถามชุดคำถามของแต่ละแบรนด์ใน ChatGPT, Gemini และ Google AI Overviews แล้วทีมวางงานบนหน้าเว็บและนอกเว็บไซต์ตามสิ่งที่คำตอบแสดง ดูขอบเขตงานได้ที่หน้าบริการ GEO

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ GEO

GEO ย่อมาจากอะไร

GEO ย่อมาจาก Generative Engine Optimisation คู่มือภาษาไทยของ Google เรียกว่าการเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องมือแบบ Generative ตัวย่อเดียวกันยังใช้เรียกวงโคจรค้างฟ้าของดาวเทียม ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการตลาด

ลูกค้ามักถามเราว่าต้องทำ GEO แยกสำหรับ AI แต่ละตัวไหม

งานหลักใช้ร่วมกันทุกตัว คือหน้าเว็บที่ตอบคำถามพร้อมข้อมูลของคุณ และชื่อแบรนด์บนเว็บไซต์ที่ AI อ่าน ส่วนที่ต่างคือแหล่งค้นหาและ Crawler ฝั่ง Google ใช้ดัชนีของ Google ส่วน ChatGPT ใช้ผู้ให้บริการค้นหาที่ทำงานร่วมกับ OpenAI และ OAI-SearchBot จึงควรตรวจผลแยกทีละแพลตฟอร์ม

ลูกค้ามักถามเราว่ารีวิว วิดีโอ และโพสต์บนโซเชียลมีเดียมีผลกับคำตอบของ AI ไหม

มีผล เพราะ AI อ้างอิงแหล่งเหล่านี้บ่อย ในคำตอบ 285,098 คำตอบที่ Elevate, Primal’s AI Visibility Tracker เก็บไว้ Facebook อยู่ใน 15 แหล่งที่ถูกอ้างอิงบ่อยที่สุดของ 161 จาก 171 แบรนด์ และ YouTube อยู่ในรายชื่อเดียวกันของ 88 แบรนด์ ชื่อสินค้า ราคา และบริการในโพสต์ คำบรรยายวิดีโอ และคำตอบรีวิวจึงควรตรงกับเว็บไซต์

ลูกค้ามักถามเราว่าควรลงบทความหรือข่าวกับเว็บไซต์ไหน

เริ่มจากสื่อที่ AI อ้างอิงอยู่แล้วเมื่อถูกถามคำถามในหมวดของคุณ ดูได้จากไฟล์บันทึกผลในแผนเริ่มทำ GEO สื่อที่ถูกอ้างอิงซ้ำในหลายคำถามควรได้บทความหรือข่าวของคุณก่อน จากนั้นดูว่าเว็บไซต์มีผู้อ่านจริงในหมวดนั้น และมีบรรณาธิการคัดเลือกเนื้อหา

ธุรกิจขนาดเล็กทำ GEO ได้หรือไม่

ทำได้ งานวิจัยต้นฉบับพบว่าหน้าที่อยู่อันดับต่ำกว่าในผลการค้นหาได้ประโยชน์จากวิธี GEO มากกว่าหน้าอันดับต้น ธุรกิจขนาดเล็กเริ่มได้จากข้อมูลที่ตัวเองมี เช่น ตัวเลขจากงานจริง รีวิวจากลูกค้า และข้อมูลใน Google Business Profile ที่ตรงกับเว็บไซต์

ใช้ AI เขียนเนื้อหาเพื่อทำ GEO ได้หรือไม่

ใช้ช่วยร่างได้ แต่ข้อเท็จจริง ตัวเลข และคำพูดต้องมาจากธุรกิจของคุณ คู่มือของ Google ระบุว่าเนื้อหาที่ใช้เครื่องมือ Generative AI ช่วยสร้างต้องเป็นไปตาม Search Essentials และนโยบายสแปม และแนะนำไม่ให้ใช้เนื้อหาที่โมเดล Generative AI สร้างขึ้นเองได้ง่าย

Mark McDowell

Mark McDowell

Founder and Chief Executive Officer

Mark McDowell เป็นผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ Primal โดยเริ่มต้นบริษัทที่กรุงเทพฯ ในปี 2015 เขาติดอันดับ Forbes 30 Under 30 Asia ปี 2020 และได้รับรางวัล Southeast Asia Young Achiever of the Year จาก Campaign Asia ในปี 2018 เขาเขียนบทความเรื่อง AI Search และการทำ SEO (Search Engine Optimisation)

เกี่ยวกับผู้เขียน

ร่วมกับผู้นำธุรกิจกว่า 20,000 คนที่รับข่าวสาร มุมมอง และเทคนิคการตลาดล่าสุดในยุค AI

คุยกัน 30 นาที

คุยกับเรา

นัดคุยสั้น ๆ เพื่อดูว่าเราช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างไร โดยไม่ต้องเปลี่ยนเอเจนซี่ไปเรื่อย ๆ ไม่ต้องรอให้ถึงปีที่ดีกว่า และไม่ต้องจ้างทีมภายในที่มีค่าใช้จ่ายสูง

  • เราทำความเข้าใจธุรกิจและเป้าหมายของคุณ
  • เราหาว่าการเติบโตของคุณมาจากช่องทางไหนได้บ้าง
  • คุณจะเห็นขั้นตอนถัดไป คือการประชุมวางกลยุทธ์ แล้วจึงเริ่มดำเนินงาน
4.9ลูกค้าของ Primal 4 ท่านที่เขียนรีวิว
บน Google

ติดต่อทีมงาน

กรอกแบบฟอร์มนี้ แล้วผู้เชี่ยวชาญของ Primal จะติดต่อกลับเพื่อทำความเข้าใจแบรนด์และเป้าหมายของคุณ

ทีมของเราจะติดต่อกลับภายใน 24 ชั่วโมง (ในวันทำการ)