
โดย Panlert Champakhomเผยแพร่: อัปเดต: อ่าน 10 นาที
SEO AEO GEO คืออะไร ต่างกันอย่างไร และเริ่มจากอะไรก่อน
SEO AEO GEO คือ 3 วิธีที่ทำให้ลูกค้าเจอแบรนด์ SEO (Search Engine Optimisation) ทำให้หน้าเว็บติดอันดับในผลการค้นหา AEO (Answer Engine Optimisation) ทำให้ข้อความบนหน้าถูกยกไปเป็นคำตอบสั้น ส่วน GEO (Generative Engine Optimisation) ทำให้แบรนด์ถูกเอ่ยถึงในคำตอบที่ AI (Artificial Intelligence) เขียนจากหลายแหล่ง เช่น AI Overviews และ ChatGPT ทั้ง 3 แบบเริ่มจากหน้าเว็บที่ระบบค้นหาเข้าถึงและจัดอันดับได้
ประเด็นสำคัญ
- SEO, AEO และ GEO ต่างกันที่ตำแหน่งที่แบรนด์ปรากฏ ได้แก่ ลิงก์ในผลการค้นหา คำตอบสั้นที่ยกมาจากหน้าเดียว และคำตอบที่ AI เขียนจากหลายหน้า ส่วนงานบนหน้าเว็บส่วนใหญ่ใช้ร่วมกัน
- ใน 995 คีย์เวิร์ดที่ติดตามอันดับให้ลูกค้า 17 แบรนด์ของ Primal หน้าผลการค้นหาของ Google มี AI Overview บน 859 คีย์เวิร์ด และมี People Also Ask บน 646 คีย์เวิร์ด อย่างน้อยครึ่งหนึ่งมีทั้ง 2 ส่วนบนหน้าเดียวกัน
- ในคำตอบของ AI 285, 098 คำตอบเกี่ยวกับหมวดสินค้าและบริการของ 171 แบรนด์ ที่ Elevate, Primal's AI Visibility Tracker เก็บไว้ เว็บไซต์ของแบรนด์ถูกอ้างอิงเพียงราว 1 ใน 5 คำตอบ งาน GEO จึงรวมข้อมูลแบรนด์บนเว็บไซต์อื่นด้วย
- Google Search ไม่ใช้ไฟล์ llms.txt และไม่ต้องใช้มาร์กอัปพิเศษหรือการแบ่งเนื้อหาเป็นชิ้นเล็กเพื่อขึ้นในฟีเจอร์ AI ส่วนผลการค้นหาแบบ FAQ (Frequently Asked Questions) ไม่แสดงใน Google Search แล้ว
- การแสดงผลใน AI Overviews และ AI Mode วัดได้ในรายงานประสิทธิภาพของ Generative AI ใน Search Console ส่วน ChatGPT, Gemini และ Perplexity วัดด้วยชุดคำถามเดิมที่ถามซ้ำทุกเดือน
SEO AEO GEO คืออะไร
SEO AEO GEO คือ 3 วิธีที่ทำให้ลูกค้าเจอแบรนด์ของคุณเมื่อค้นหาข้อมูล SEO (Search Engine Optimisation) ทำให้หน้าเว็บติดอันดับในรายการลิงก์ของผลการค้นหา AEO (Answer Engine Optimisation) ทำให้ข้อความจากหน้าเว็บถูกยกไปเป็นคำตอบสั้น เช่น ในกล่อง People Also Ask ส่วน GEO (Generative Engine Optimisation) ทำให้แบรนด์ถูกเอ่ยถึงและหน้าเว็บถูกอ้างอิงในคำตอบที่ AI (Artificial Intelligence) เขียนขึ้นจากหลายแหล่ง เช่น AI Overviews (ข้อมูลภาพรวมโดย AI), AI Mode (โหมด AI), ChatGPT และ Gemini
ข้อมูลของ Primal ทำให้เห็นความต่างนี้ชัดขึ้น 2 เรื่อง เรื่องแรก ทั้ง 3 แบบมักอยู่บนหน้าผลการค้นหาเดียวกัน ใน 995 คีย์เวิร์ดที่ติดตามอันดับให้ลูกค้า 17 แบรนด์ของ Primal หน้าผลการค้นหาของ Google มี AI Overview บน 859 คีย์เวิร์ด และมี People Also Ask บน 646 คีย์เวิร์ด เรื่องที่สอง คำตอบของ AI อ้างอิงเว็บไซต์อื่นมากกว่าเว็บไซต์ของแบรนด์ ในเดือนที่ผ่านมา Elevate, Primal’s AI Visibility Tracker เก็บคำตอบของ AI ได้ 285,098 คำตอบเกี่ยวกับหมวดสินค้าและบริการของ 171 แบรนด์ และเว็บไซต์ของแบรนด์ถูกอ้างอิงเพียงราว 1 ใน 5 คำตอบ
เราจึงวางทั้ง 3 แบบไว้ในแผนเดียว SEO มาก่อน เพราะระบบ AI ของ Google ดึงหน้าเว็บจากดัชนีเดียวกับผลการค้นหา AEO เพิ่มคำตอบที่ชัดในประโยคแรกของแต่ละหัวข้อ ส่วน GEO เพิ่มข้อมูลที่มีแต่แบรนด์ของคุณให้ได้ และดูแลสิ่งที่เว็บไซต์อื่นเขียนถึงแบรนด์
SEO, AEO และ GEO ต่างกันอย่างไร
SEO, AEO และ GEO ต่างกันที่ตำแหน่งที่แบรนด์ปรากฏและระบบที่เลือกหน้าเว็บ ส่วนงานบนหน้าเว็บส่วนใหญ่ใช้ร่วมกัน ตารางด้านล่างเทียบทีละด้าน
| SEO | AEO | GEO | |
|---|---|---|---|
| ปรากฏที่ไหน | รายการลิงก์ในผลการค้นหาของ Google และ Bing | Featured Snippet, People Also Ask และผู้ช่วยเสียง | AI Overviews, AI Mode, ChatGPT, Gemini และ Perplexity |
| ผู้ค้นหาเห็นอะไร | ลิงก์ที่ต้องคลิกเข้าไปอ่าน | คำตอบสั้นที่ยกมาจากหน้าเดียว | คำตอบที่ AI เขียนจากหลายหน้า พร้อมลิงก์อ้างอิง |
| ใครเลือกหน้าเว็บ | ระบบจัดอันดับของเครื่องมือค้นหา | ระบบของเครื่องมือค้นหา เลือกข้อความจากหน้าในดัชนี | AI เลือกจากหน้าที่การค้นหาเบื้องหลังส่งกลับมา |
| งานบนเว็บไซต์ | งานเทคนิค หน้าละ 1 หัวข้อ และลิงก์ภายใน | หัวข้อตามคำถาม และคำตอบใน 1 ถึง 2 ประโยคแรก | ข้อมูลที่มีแต่แบรนด์ให้ได้ เช่น ขั้นตอนการทำงาน ภาพจริง และตัวเลขที่วัดเอง |
| งานนอกเว็บไซต์ | ลิงก์จากเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง | เหมือนงาน SEO | รีวิว ข้อมูลบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ และการถูกพูดถึงบนเว็บไซต์อื่น |
| วัดผลด้วย | รายงานประสิทธิภาพใน Search Console และอันดับ | ตำแหน่งใน Featured Snippet และ People Also Ask | รายงานประสิทธิภาพของ Generative AI และชุดคำถามที่ถามซ้ำทุกเดือน |
ชื่อ GEO มาจากงานวิจัยของ Pranjal Aggarwal และคณะ ซึ่งทดสอบวิธีปรับหน้าเว็บให้ถูกใช้ในคำตอบของระบบที่เขียนคำตอบจากหลายแหล่ง ผู้วิจัยพบว่าวิธีที่ได้ผลต่างกันไปตามหมวดของเนื้อหา คำแนะนำ GEO ข้อเดียวจึงใช้กับทุกธุรกิจไม่ได้
ในวิดีโอนี้ (ภาษาอังกฤษ) Mark McDowell ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Primal อธิบายว่างานอะไรเปลี่ยนไประหว่าง SEO กับ GEO เมื่อคนค้นหาผ่านเครื่องมือ AI
AI Overviews เป็นงาน AEO หรือ GEO
AI Overviews เป็นทั้งงาน AEO และ GEO เพราะเป็นคำตอบบนหน้าผลการค้นหาของ Google แบบงาน AEO แต่ AI เขียนคำตอบจากหลายหน้าแบบงาน GEO บทความที่ติดอันดับคำค้นนี้จึงจัดไว้ไม่ตรงกัน คู่มือการเพิ่มประสิทธิภาพเว็บไซต์สำหรับฟีเจอร์ Generative AI ใน Google Search ระบุว่า AI Overviews และ AI Mode ดึงหน้าเว็บจากดัชนีของ Search ด้วยระบบจัดอันดับหลัก แล้วเขียนคำตอบพร้อมลิงก์ไปยังหน้าที่สนับสนุนคำตอบนั้น
คู่มือเดียวกันอธิบายว่าระบบยังค้นคำถามที่เกี่ยวข้องอีกหลายคำพร้อมกัน ซึ่ง Google เรียกว่าการแฟนเอาต์ (Fan-Out) คำค้นหา หน้าที่ถูกเลือกจึงมาจากระบบจัดอันดับเดียวกับงาน SEO ทั้งจากคำค้นของผู้ใช้และจากคำค้นที่เกี่ยวข้อง
กราฟด้านล่างจากข้อมูลของ Primal แสดงว่าส่วนเหล่านี้อยู่บนหน้าผลการค้นหาเดียวกันบ่อยแค่ไหน ใน 995 คีย์เวิร์ดชุดเดียวกับหัวข้อแรก

ตัวเลข 859 กับ 646 รวมกันเกิน 995 อยู่ 510 จึงมีอย่างน้อย 510 คีย์เวิร์ด หรืออย่างน้อยครึ่งหนึ่ง ที่หน้าผลการค้นหามีทั้ง AI Overview และ People Also Ask อยู่กับลิงก์ที่จัดอันดับ หน้าเว็บที่ติดอันดับ ตอบคำถามได้ในประโยคแรก และมีข้อมูลของตัวเอง จึงมีโอกาสปรากฏได้ทั้ง 3 ที่บนหน้าเดียว วิธีเขียนคำตอบให้ระบบยกไปใช้อยู่ในบทความ AEO คืออะไร
ทำไมงาน GEO ต้องดูแลเว็บไซต์อื่นด้วย
งาน GEO ต้องดูแลเว็บไซต์อื่น เพราะคำตอบส่วนใหญ่ของ AI ไม่ได้อ้างอิงเว็บไซต์ของแบรนด์ ในคำตอบ 285,098 คำตอบชุดเดียวกับหัวข้อแรก เว็บไซต์ของแบรนด์ถูกอ้างอิงเพียงราว 1 ใน 5 คำตอบ แหล่งที่ถูกอ้างอิงบ่อยรวมถึง Facebook, YouTube และเว็บชุมชนอย่าง Pantip
คู่มือของ Google ระบุว่าฟีเจอร์ Generative AI แสดงสิ่งที่ผู้คนพูดถึงสินค้าและบริการทั่วทั้งเว็บ รวมถึงในบล็อก วิดีโอ และฟอรัม คู่มือเดียวกันระบุว่าการพยายามสร้างการกล่าวถึงที่ไม่แท้จริงอาจไม่ช่วยอย่างที่คิด เพราะระบบจัดอันดับเน้นเนื้อหาคุณภาพสูง และระบบอื่นบล็อกสแปม งานนอกเว็บไซต์จึงเริ่มจากข้อมูลที่ถูกต้องและรีวิวจริง
AI อ่านหลายแหล่งพร้อมกันก่อนเขียนคำตอบ ข้อมูลแบรนด์ที่ไม่ตรงกันระหว่างแหล่งจึงอาจทำให้คำตอบผิด งานนอกเว็บไซต์ที่แบรนด์ทำเองได้มีดังนี้
- ข้อมูลธุรกิจใน Google Business Profile และฟีดสินค้าใน Merchant Center ซึ่งคู่มือของ Google ระบุว่าช่วยให้สินค้าและบริการปรากฏในคำตอบจาก AI
- หน้า Facebook ร้านค้าบนมาร์เก็ตเพลส และหน้าบนเว็บรีวิว ที่ระบุชื่อ บริการ และที่ตั้งตรงกับเว็บไซต์
- รีวิวจากลูกค้าจริง และบทความหรือข่าวที่สื่อเขียนถึงแบรนด์
คำแนะนำ AEO และ GEO ข้อไหนที่ Google Search ไม่ได้ใช้
Google Search ไม่ใช้ไฟล์ llms.txt และไม่ต้องใช้มาร์กอัปพิเศษหรือการแบ่งเนื้อหาเป็นชิ้นเล็กเพื่อขึ้นในฟีเจอร์ AI ส่วนผลการค้นหาแบบ FAQ (Frequently Asked Questions) ไม่แสดงแล้ว แม้บางบทความที่ติดอันดับคำค้นนี้ยังแนะนำ FAQ Schema และไฟล์ llms.txt สำหรับงาน AEO และ GEO
คู่มือของ Google มีหัวข้อที่รวมสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องทำสำหรับฟีเจอร์ AI ของ Google Search ภาพด้านล่างตัดมาจากหัวข้อนั้นในคู่มือฉบับภาษาอังกฤษ

ตารางด้านล่างเทียบคำแนะนำที่พบบ่อยกับวิธีที่ Google Search ทำงาน และสิ่งที่เราแนะนำให้ทำแทน
| คำแนะนำที่พบบ่อย | วิธีที่ Google Search ทำงาน | สิ่งที่ควรทำ |
|---|---|---|
| ใส่ FAQ Schema เพื่อให้ติด AEO | ไม่แสดงผลการค้นหาแบบ FAQ แล้ว และฟีเจอร์ AI ไม่ต้องใช้มาร์กอัปพิเศษ | เขียนส่วนคำถามที่พบบ่อยบนหน้าเพื่อผู้อ่าน และใช้ Structured Data ตามแผน SEO ปกติ |
| สร้างไฟล์ llms.txt | ไม่ใช้ไฟล์นี้ และไฟล์นี้ไม่ส่งผลดีหรือผลเสียต่อการจัดอันดับ | ทำเมื่อบริการอื่นที่คุณใช้ต้องการไฟล์นี้ |
| แบ่งเนื้อหาเป็นชิ้นเล็กให้ AI อ่าน | เข้าใจรายละเอียดของแต่ละหัวข้อในหน้าเว็บได้ และไม่กำหนดความยาวของหน้า | แบ่งหัวข้อตามคำถามของผู้อ่าน |
| เขียนใหม่ให้ AI อ่านโดยเฉพาะ | เข้าใจคำพ้องความหมายและความหมายรวมของคำค้น | เขียนให้คนอ่าน และตอบคำถามในประโยคแรกของหัวข้อ |
| ทำให้แบรนด์ถูกพูดถึงบนเว็บไซต์อื่น | แสดงสิ่งที่ผู้คนพูดถึงในบล็อก วิดีโอ และฟอรัม แต่การกล่าวถึงที่ไม่แท้จริงอาจไม่ช่วย | เก็บรีวิวและการพูดถึงจากลูกค้าและสื่อจริง |
บันทึกการอัปเดตเอกสารของ Google Search Central ระบุว่าผลการค้นหาแบบ FAQ ไม่แสดงใน Google Search แล้ว คู่มือของ Google ยังแนะนำ Structured Data ต่อไปสำหรับผลการค้นหาที่เป็นริชมีเดียแบบอื่น และระบุว่าเก็บไฟล์ llms.txt ไว้สำหรับบริการอื่นได้ ข้อสรุปในตารางนี้จึงใช้กับ Google Search ส่วนแพลตฟอร์มอื่นอาจใช้ไฟล์หรือมาร์กอัปต่างออกไป
ควรเริ่มจาก SEO, AEO หรือ GEO
เริ่มจาก SEO เพราะ AEO และ GEO ต้องการหน้าเว็บที่ระบบค้นหาเข้าถึงและจัดอันดับได้ก่อน คู่มือของ Google ระบุว่าหน้าเว็บต้องอยู่ในดัชนีและมีสิทธิ์แสดงพร้อมตัวอย่างข้อมูล จึงจะมีสิทธิ์แสดงในฟีเจอร์ Generative AI ของ Google Search
ในงานของ Primal งานราว 80% เป็นงาน SEO พื้นฐาน และราว 20% เป็นงานที่ทำเพื่อคำตอบของ AI โดยเฉพาะ งานทั้งหมดทำบนหน้าเว็บชุดเดียวกัน ลำดับงานที่ใช้ได้กับเว็บไซต์ส่วนใหญ่มีดังนี้
- ตรวจใน Search Console ว่าหน้าที่สำคัญอยู่ในดัชนี และไม่มีคำสั่งที่ห้ามแสดงตัวอย่างข้อมูล
- เปิดการควบคุม Generative AI สำหรับ Search ในเมนูการตั้งค่าของ Search Console แล้วตรวจว่าเลือกรวมเว็บไซต์ไว้ในฟีเจอร์ Generative AI ซึ่งเป็นค่าเริ่มต้น
- เขียนหัวข้อตามคำถามที่ลูกค้าถามจริง แล้วตอบให้จบใน 1 ถึง 2 ประโยคแรกของหัวข้อ
- ใส่ข้อมูลที่มีแต่แบรนด์ของคุณให้ได้ เช่น ขั้นตอนการทำงาน ภาพจริง และตัวเลขที่คุณวัดเอง
- ตรวจข้อมูลแบรนด์บน Google Business Profile, Facebook, มาร์เก็ตเพลส และเว็บรีวิว ให้ตรงกับเว็บไซต์
Mark McDowell ผู้ก่อตั้ง Primal เห็นเรื่องนี้เมื่อปี 2026 กับบริษัทซอฟต์แวร์ธุรกิจรายหนึ่งที่ขอทำ AEO และ GEO บริษัทนี้ทำหน้าเปรียบเทียบไว้ให้ผู้ซื้อที่กำลังเทียบกับคู่แข่ง เราจึงตรวจว่า Google เก็บหน้าเหล่านั้นเข้าดัชนีแล้วหรือยัง ตอนที่ตรวจ เราไม่เห็นหน้าเหล่านั้นในดัชนีของ Google แปลว่าผู้ซื้อที่เปรียบเทียบผู้ให้บริการผ่าน AI Search อาจไม่เคยเห็นหน้าเหล่านี้เลย แผนจึงเริ่มจากงาน SEO เช่น ส่ง Sitemap และหน้าใหม่ใน Search Console และตรวจว่าไม่มีแท็ก noindex บล็อกหน้าไว้
วัดผล SEO, AEO และ GEO อย่างไร
วัดผลแต่ละแบบด้วยรายงานของแพลตฟอร์ม และชุดคำถามเดิมที่ถามซ้ำทุกเดือน รายงานคลิกอย่างเดียวไม่บอกว่า AI เอ่ยถึงแบรนด์ในคำตอบที่ไม่มีใครคลิก
SEO วัดด้วยรายงานประสิทธิภาพใน Search Console ซึ่งแสดงคลิก การแสดงผล และอันดับเฉลี่ย ร่วมกับเครื่องมือติดตามอันดับ AEO วัดด้วยเครื่องมือติดตามอันดับที่บันทึกว่าหน้าผลการค้นหามี Featured Snippet หรือ People Also Ask และหน้าเว็บของคุณอยู่ในนั้นหรือไม่
GEO บน Google วัดด้วยรายงานประสิทธิภาพของ Generative AI ใน Search Console ซึ่งนับจำนวนครั้งที่ลิงก์ไปยังเว็บไซต์ของคุณแสดงใน AI Overviews และ AI Mode แยกตามหน้า ประเทศ และอุปกรณ์ รายงานนี้ไม่แสดงข้อความในคำตอบ และไม่มีข้อมูลของ ChatGPT, Gemini หรือ Perplexity
ส่วนที่เหลือวัดด้วยชุดคำถามที่ลูกค้าของคุณถาม ถามชุดเดิมในแต่ละเครื่องมือทุกเดือน แล้วบันทึกว่าแบรนด์ถูกเอ่ยถึงหรือไม่ แบรนด์ไหนถูกเอ่ยถึงคู่กัน และการอ้างอิงในคำตอบมาจากเว็บไซต์ใด ผลของแต่ละเดือนจึงเทียบกับเดือนก่อนได้
Primal ทำงาน SEO, AEO และ GEO เป็นแผนเดียวให้แต่ละแบรนด์ และติดตามคำถามที่ลูกค้าของแบรนด์ถามใน ChatGPT, Gemini และ Google AI Overviews ด้วย Elevate, Primal’s AI Visibility Tracker ดูรายละเอียดได้ที่หน้าบริการ GEO และ SEO
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ SEO, AEO และ GEO
AEO กับ GEO ต่างกันอย่างไร
AEO ทำให้ข้อความจากหน้าเว็บหน้าเดียวถูกยกไปเป็นคำตอบสั้นบนหน้าผลการค้นหา เช่น Featured Snippet และ People Also Ask ส่วน GEO ทำให้แบรนด์และหน้าเว็บถูกเอ่ยถึงในคำตอบที่ AI เขียนขึ้นใหม่จากหลายแหล่ง เช่น ChatGPT และ Gemini ส่วน AI Overviews อยู่ในทั้ง AEO และ GEO เพราะเป็นคำตอบบนหน้าผลการค้นหาของ Google ที่ AI เขียนจากหลายหน้า
ทำ AEO และ GEO แล้วยังต้องทำ SEO อยู่ไหม
ยังต้องทำ คู่มือของ Google ระบุว่าแนวทาง SEO ยังใช้ได้กับฟีเจอร์ Generative AI เพราะฟีเจอร์เหล่านี้อิงระบบจัดอันดับหลักและระบบคุณภาพหลักของ Search หน้าที่ไม่อยู่ในดัชนี หรือไม่มีสิทธิ์แสดงพร้อมตัวอย่างข้อมูล จะไม่มีสิทธิ์แสดงใน AI Overviews และ AI Mode
ลูกค้ามักถามเราว่าช่วง 3 เดือนแรกควรแบ่งงาน SEO กับ AEO อย่างไร
แบ่งตามลำดับงานบนหน้าเว็บชุดเดียวกัน เริ่มจากงาน SEO ให้หน้าที่สำคัญอยู่ในดัชนีและแสดงตัวอย่างข้อมูลได้ จากนั้นเพิ่มหัวข้อตามคำถามที่ตอบในประโยคแรก ข้อมูลแบรนด์บนเว็บไซต์อื่น และชุดคำถามสำหรับวัดผล ในงานของ Primal งานราว 80% เป็นงาน SEO พื้นฐาน และราว 20% เป็นงานเพื่อคำตอบของ AI โดยเฉพาะ
Search Everywhere Optimisation และ Omnichannel SEO คืออะไร
ชื่อทั้งคู่หมายถึงการดูแลให้แบรนด์ถูกค้นเจอในทุกที่ที่คนค้นหา ซึ่งรวมงาน SEO, AEO และ GEO ไว้แล้ว และเพิ่มการค้นหาบนแพลตฟอร์มโซเชียล เช่น YouTube และ TikTok Search Everywhere Optimisation เน้นจำนวนแพลตฟอร์มที่แบรนด์ปรากฏ ส่วน Omnichannel SEO เน้นให้ข้อมูลแบรนด์ตรงกันทุกช่องทาง

Senior SEO Specialist
Panlert Champakhom ทำงานด้าน SEO (Search Engine Optimisation) มาตั้งแต่ปี 2018 และเป็นผู้เชี่ยวชาญ SEO อาวุโสในทีม Technical ของ Primal งานของเขาครอบคลุม Technical SEO, Keyword Research, การ Optimise หน้าเว็บและคอนเทนต์ และการวาง Internal Link ปัจจุบันเขาโฟกัสที่ AI Search เพื่อช่วยให้แบรนด์ถูกอ้างอิงใน Google AI Overviews, ChatGPT, Perplexity และ Gemini
เกี่ยวกับผู้เขียน




