ติดต่อทีมงาน
ภาพประกอบบทความ AEO คืออะไร คนเดินผ่านห้องสีครีมสว่างและมองโทรศัพท์ที่หน้าจอว่างเรืองแสง ร่างกายกลายเป็นแสงยาวสีฟ้าอมเขียว ชมพู และเหลืองที่ทอดไปทางซ้าย

โดย Mark McDowellเผยแพร่: อัปเดต: อ่าน 13 นาที

AEO คืออะไร ทำอย่างไรให้หน้าเว็บเป็นคำตอบบน Google และ AI

AEO คือ Answer Engine Optimisation หรือการทำให้หน้าเว็บของคุณเป็นคำตอบที่ Google และระบบ AI (Artificial Intelligence) ยกไปแสดง ทั้ง Featured Snippet, People Also Ask, AI Overviews, ChatGPT และ Gemini ระบบเหล่านี้ค้นหน้าเว็บจากดัชนี แล้วอ้างอิงหน้าที่ตอบคำถามได้ชัด หน้าเว็บจึงต้องอยู่ในดัชนี อนุญาตให้ยกข้อความไปแสดง และตอบคำถามตั้งแต่ประโยคแรก

ประเด็นสำคัญ

  • Google ระบุว่าไม่มีวิธีทำเครื่องหมายให้หน้าเว็บเป็น Featured Snippet ระบบของ Google เป็นผู้เลือกเอง งาน AEO จึงเริ่มจากหน้าที่อยู่ในดัชนีและตอบคำถามได้ชัด
  • ใน Search Console ของ 69 เว็บไซต์ลูกค้าของ Primal ช่วง 1 สัปดาห์ หน้าบทความได้การแสดงผลจากคำค้นที่เป็นคำถามราว 9 ใน 10 เมื่อดูค่ากลาง ส่วนหน้าแรกและหน้าสินค้าได้ไม่ถึง 1 ใน 100
  • ใน 995 คีย์เวิร์ดที่ติดตามอันดับให้ลูกค้า 17 แบรนด์ของ Primal AI Overviews ปรากฏบน 859 หน้าผลการค้นหา และ People Also Ask ปรากฏบน 646 หน้า
  • เอกสารของ Google ระบุว่ากฎ nosnippet ทำให้เนื้อหาของหน้าไม่ถูกใช้เป็นอินพุตโดยตรงของ AI Overviews และ AI Mode หน้าที่ต้องการเป็นคำตอบจึงต้องไม่มีกฎนี้
  • ในไทย AEO ยังเป็นชื่อโครงการผู้ประกอบการระดับมาตรฐานเออีโอของกรมศุลกากร และหน้าของกรมศุลกากรขึ้นในผลการค้นหาคำว่า aeo คือ ด้วย จึงควรเขียนชื่อเต็มก่อนใช้ตัวย่อ

AEO คืออะไร

AEO คือ Answer Engine Optimisation หรือการทำให้หน้าเว็บของคุณเป็นคำตอบที่ Google และระบบ AI (Artificial Intelligence) ยกไปแสดง Answer Engine คือระบบที่ให้คำตอบก่อน แล้วจึงให้ลิงก์ บน Google มีทั้ง Featured Snippet กล่อง People Also Ask ข้อมูลภาพรวมโดย AI (AI Overviews) และโหมด AI (AI Mode) นอก Google มี ChatGPT, Gemini และผู้ช่วยเสียงในโทรศัพท์

ข้อมูลของเราแสดง 2 เรื่อง เรื่องแรกมาจาก Search Console ของเว็บไซต์ลูกค้า คำค้นที่เป็นคำถามไปจบที่หน้าบทความเกือบทั้งหมด แทบไม่ไปที่หน้าสินค้าหรือหน้าแรก เรื่องที่สองมาจากคำตอบของ AI ในเดือนที่ผ่านมา Elevate, Primal’s AI Visibility Tracker เก็บคำตอบของ AI ได้ 285,098 คำตอบเกี่ยวกับหมวดสินค้าและบริการของ 171 แบรนด์ และเว็บไซต์ของแบรนด์ถูกอ้างอิงเพียงราว 1 ใน 5 คำตอบ

งาน AEO จึงมี 2 ส่วน หน้าเว็บของคุณต้องตอบคำถามของลูกค้าได้ตั้งแต่ประโยคแรก และชื่อแบรนด์ต้องอยู่บนเว็บไซต์อื่นที่ AI อ่านในหมวดของคุณ

ในไทย ตัวย่อ AEO ยังหมายถึงโครงการผู้ประกอบการระดับมาตรฐานเออีโอของกรมศุลกากร ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการตลาด หัวข้อก่อนคำถามที่พบบ่อยอธิบายความต่างไว้

AEO ต่างจาก SEO อย่างไร

AEO เป็นส่วนหนึ่งของ SEO (Search Engine Optimisation) SEO ทำให้หน้าเว็บติดอันดับในผลการค้นหา ส่วน AEO ทำให้ข้อความบนหน้านั้นถูกยกไปเป็นคำตอบ หน้าที่ไม่อยู่ในดัชนีของ Google จึงไม่ถูกเลือกเป็นคำตอบบน Google

คู่มือการเพิ่มประสิทธิภาพเว็บไซต์สำหรับฟีเจอร์ Generative AI ของ Google ระบุว่าแนวทาง SEO ยังใช้ได้ เพราะฟีเจอร์ AI ใน Google Search อิงกับระบบจัดอันดับหลักของ Search คู่มือเดียวกันเอ่ยถึง AEO และ GEO (Generative Engine Optimisation) ตรง ๆ ในส่วนที่ภาพด้านล่างตัดมา

ส่วนหนึ่งของคู่มือภาษาไทยของ Google Search Central เรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพเว็บไซต์สำหรับฟีเจอร์ Generative AI ระบุว่า AEO และ GEO เป็นคำที่ใช้กันทั่วไป แต่เคล็ดลับหลายอย่างที่แนะนำกันไม่มีประสิทธิภาพหรือไม่ได้รับการสนับสนุนจากวิธีการทำงานจริงของ Google Search

ความต่างที่ใช้ในการทำงานจริงมี 3 ด้าน ตารางด้านล่างสรุปไว้

SEO AEO
เป้าหมาย หน้าเว็บติดอันดับในผลการค้นหา ข้อความบนหน้าถูกยกไปเป็นคำตอบ
สิ่งที่หน้าต้องมี เนื้อหาตรงคำค้น หน้าที่ Google เข้าถึงได้ และลิงก์จากเว็บไซต์อื่น หัวข้อตามคำถามของลูกค้า และคำตอบที่จบใน 1 ถึง 2 ประโยคแรก
สิ่งที่วัด อันดับ คลิก และ Organic Traffic การถูกยกไปตอบ การถูกเอ่ยถึง และการถูกอ้างอิงในคำตอบ

GEO เน้นการถูกเอ่ยถึงในคำตอบที่ Generative AI เขียนขึ้นใหม่ ความต่างของทั้ง 3 แนวทางอยู่ในบทความSEO, AEO และ GEO ต่างกันอย่างไร

คำตอบที่ได้จาก AEO ปรากฏที่ไหนบ้าง

คำตอบที่ได้จาก AEO ปรากฏบน Google และในแชตบอต AI แต่ละระบบเลือกหน้าเอง และแต่ละระบบมีการตั้งค่าที่เอาหน้าของคุณออกได้ ไม่มีระบบใดให้การตั้งค่าที่ใส่หน้าของคุณเข้าไปเป็นคำตอบ

รูปแบบคำตอบ ปรากฏที่ไหน ใครเลือกหน้า สิ่งที่คุณตั้งค่าได้
Featured Snippet ด้านบนผลการค้นหาของ Google และในกล่อง People Also Ask ระบบของ Google กฎ nosnippet, data-nosnippet และ max-snippet
People Also Ask รายการคำถามที่กดขยายได้ในผลการค้นหา ระบบของ Google การตั้งค่า Snippet ชุดเดียวกัน
AI Overviews และ AI Mode Google Search ระบบจัดอันดับหลักของ Google การตั้งค่า Snippet และการตั้งค่าฟีเจอร์ Generative AI ใน Search Console
ChatGPT search แอปและเว็บไซต์ ChatGPT ระบบค้นหาของ OpenAI ผ่าน OAI-SearchBot อนุญาตหรือปิดกั้น OAI-SearchBot ใน robots.txt
Gemini แอป Gemini Gemini โดยใช้เนื้อหาจากดัชนีของ Google Search Google-Extended ใน robots.txt

บน Google รูปแบบคำตอบเหล่านี้ขึ้นบนหน้าผลการค้นหาส่วนใหญ่แล้ว จาก 995 คีย์เวิร์ดในข้อมูลการติดตามอันดับของ Primal สำหรับลูกค้า 17 แบรนด์ AI Overviews ปรากฏบน 859 หน้าผลการค้นหา และ People Also Ask ปรากฏบน 646 หน้า

Google และ AI เลือกหน้าเว็บมาเป็นคำตอบอย่างไร

ทุกระบบทำงานคล้ายกัน ระบบแปลงคำถามเป็นคำค้น ค้นหน้าเว็บจากดัชนี อ่านหน้าที่พบ แล้วอ้างอิงหน้าที่สนับสนุนคำตอบ หน้าของคุณถูกเลือกได้เมื่อ Crawler ของระบบเข้าถึงหน้าได้ หน้าอยู่ในดัชนีที่ระบบใช้ และมีข้อความที่ตอบคำค้นนั้นได้

Google เลือกจากหน้าในดัชนีของ Google เอง เอกสาร Featured Snippet ของ Google ตอบคำถามว่าทำเครื่องหมายให้หน้าเป็น Featured Snippet ได้หรือไม่ ด้วยคำว่าทำไม่ได้ ระบบของ Google เป็นผู้พิจารณาว่าหน้าไหนเป็นคำตอบที่ดีสำหรับคำค้นนั้น

สำหรับ AI Overviews และ AI Mode คู่มือของ Google ระบุว่าหน้าต้องได้รับการจัดทำดัชนีและแสดงพร้อม Snippet ได้ และเว็บไซต์ต้องรวมอยู่ในการตั้งค่าฟีเจอร์ Generative AI ใน Search Console ระบบดึงหน้าที่เกี่ยวข้องจากดัชนีด้วยระบบจัดอันดับหลัก แล้วแสดงลิงก์ไปยังหน้าที่สนับสนุนคำตอบ

ระบบยังค้นหลายคำพร้อมกันจากคำถามเดียว Google เรียกวิธีนี้ว่า Query Fan-Out ตัวอย่างในคู่มือของ Google คือคำถามเรื่องวิธีแก้สนามหญ้าที่มีวัชพืช ระบบอาจค้นต่อเรื่องยากำจัดวัชพืช การกำจัดโดยไม่ใช้สารเคมี และการป้องกันวัชพืช หน้าที่ตอบคำถามย่อยข้อใดข้อหนึ่งได้ชัดจึงถูกเลือกได้ แม้จะไม่ได้ตอบคำถามหลักทั้งหมด

ChatGPT และ Gemini เลือกหน้าเว็บอย่างไร

ChatGPT search ค้นเว็บแล้วอ้างอิงหน้าที่ใช้ตอบ เอกสาร Crawler ของ OpenAI ระบุว่าเว็บไซต์ที่ปิดกั้น OAI-SearchBot จะไม่แสดงในคำตอบของ ChatGPT search ส่วน GPTBot เป็น Crawler สำหรับฝึกโมเดล การปิด GPTBot จึงไม่เอาเว็บไซต์ออกจาก ChatGPT search วิธีตั้งค่าแบบละเอียดอยู่ในบทความChatGPT SEO

แอป Gemini ใช้เนื้อหาจากดัชนีของ Google Search เป็นแหล่งข้อมูลของคำตอบ เอกสาร Crawler ของ Google ระบุว่าโทเค็น Google-Extended ใน robots.txt กำหนดว่าเนื้อหาของเว็บไซต์จะใช้ฝึกโมเดล Gemini และใช้เป็นแหล่งข้อมูลของคำตอบในแอป Gemini ได้หรือไม่ โทเค็นนี้ไม่มีผลต่อการแสดงใน Google Search ถ้าปิด Google-Extended หน้าของคุณจะไม่ถูกใช้ในคำตอบของแอป Gemini แต่ยังแสดงใน Google Search ได้

คำถามของลูกค้าไปจบที่หน้าไหนของเว็บไซต์

คำถามของลูกค้าไปจบที่หน้าบทความเกือบทั้งหมด เราดูข้อมูล Search Console ของ 69 เว็บไซต์ลูกค้าของ Primal ที่มีส่วนบทความ ช่วง 1 สัปดาห์ และแยกคำค้นที่เป็นประโยคคำถาม เช่น คำค้นที่มีคำว่าคืออะไร อย่างไร ยังไง หรือเท่าไร ออกจากคำค้นอื่นที่ไม่มีชื่อแบรนด์ เมื่อดูค่ากลางของ 69 เว็บไซต์ หน้าบทความได้การแสดงผล (Impressions) จากคำค้นที่เป็นคำถามราว 9 ใน 10 ส่วนคำค้นอื่นไปที่หน้าบทความราว 1 ใน 4

หน้าแรกและหน้าสินค้าหรือบริการได้การแสดงผลจากคำค้นที่เป็นคำถามไม่ถึง 1 ใน 100 เมื่อดูค่ากลาง ใน 56 จาก 69 เว็บไซต์ หน้าบทความได้สัดส่วนจากคำค้นที่เป็นคำถามมากกว่าจากคำค้นอื่น แผนภูมิด้านล่างเทียบสัดส่วนที่ไปที่หน้าบทความของคำค้นทั้ง 2 แบบ

แผนภูมิแท่งจากข้อมูล Google Search Console ของ 69 เว็บไซต์ลูกค้าของ Primal แสดงว่าค่ากลางของสัดส่วนการแสดงผลที่ไปที่หน้าบทความคือ 87% สำหรับคำค้นที่เป็นคำถาม และ 26% สำหรับคำค้นอื่นที่ไม่มีชื่อแบรนด์

คำค้นที่เป็นคำถามยังเป็นส่วนน้อยของการค้นหาบน Google บนเว็บไซต์ลูกค้า 117 เว็บไซต์ในสัปดาห์เดียวกัน คำค้นแบบนี้คิดเป็นราว 6 ใน 100 ของการแสดงผลจากคำค้นที่ไม่มีชื่อแบรนด์เมื่อดูค่ากลาง หน้าสินค้าและหน้าบริการจึงยังต้องติดอันดับสำหรับคำค้นสั้น ๆ ที่ลูกค้าพิมพ์หาสินค้า ส่วนคำถามต้องมีหน้าที่ตอบโดยเฉพาะ

ลูกค้ามักถามเราว่า AEO ทำบนหน้าบริการหรือบนบทความ

ทำทั้ง 2 แบบ โดยแยกตามคำถาม คำถามที่ลูกค้าถามก่อนตัดสินใจ เช่น ใช้เวลานานเท่าไร หรือบริการครอบคลุมอะไร ควรมีคำตอบสั้น ๆ บนหน้าบริการ เพราะเป็นหน้าที่ลูกค้าตัดสินใจ คำถามที่กว้างกว่า เช่น สิ่งนั้นคืออะไรและเลือกอย่างไร ควรมีบทความของตัวเอง เพราะ Google ส่งคำค้นที่เป็นคำถามไปที่หน้าบทความเป็นหลัก

เขียนคำตอบอย่างไรให้ระบบยกไปตอบได้

คำตอบที่ถูกยกไปใช้ต้องตอบคำถามได้ในตัวเอง เพราะระบบตัดข้อความออกจากหน้า แล้วแสดงโดยไม่มีข้อความรอบข้าง ทุกคำตอบบนหน้าเว็บของคุณควรผ่าน 4 ข้อนี้

  1. ประโยคแรกตอบคำถามในหัวข้อ
  2. อ่านแยกออกมาแล้วยังเข้าใจ ไม่มีคำอย่าง “สิ่งนี้” หรือ “ข้างต้น” ที่ชี้กลับไปย่อหน้าก่อน
  3. ตัวเลขทุกตัวมีแหล่งที่มาอยู่ในประโยคเดียวกัน
  4. รายละเอียด ข้อยกเว้น และขั้นตอนตามหลังคำตอบ

ตัวอย่างด้านล่างเขียนส่วนเดียวกัน 2 แบบ สำหรับคำถาม “ปิดไม่ให้ AI Overviews ใช้เนื้อหาหน้าเว็บได้ไหม”

ก่อนแก้: หลายเว็บไซต์ยังไม่แน่ใจว่าฟีเจอร์ใหม่ของ Google จัดการกับเนื้อหาอย่างไร และเรื่องนี้มีการพูดถึงกันมาก ก่อนจะตอบ ลองย้อนดูว่า Snippet ของ Google ทำงานอย่างไรในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

หลังแก้: ได้ เอกสารเมตาแท็ก robots ของ Google ระบุว่ากฎ nosnippet ทำให้เนื้อหาของหน้าไม่ถูกใช้เป็นอินพุตโดยตรงของ AI Overviews และ AI Mode ถ้าต้องการกันเฉพาะบางส่วนของหน้า ให้ใส่แอตทริบิวต์ data-nosnippet ที่ส่วนนั้น

ก่อนแก้ หลังแก้
ข้อความก่อนถึงคำตอบ ทั้งย่อหน้า และไม่ถึงคำตอบ ไม่มี คำแรกคือคำตอบ
อ่านแยกแล้วเข้าใจ ไม่ ใช่
บอกแหล่งที่มา ไม่ ใช่
บอกขั้นต่อไป ไม่ ใช่ ใช้ data-nosnippet กับบางส่วนของหน้า

คำตอบสั้นใต้ชื่อบทความนี้ใช้รูปแบบเดียวกัน ประโยคแรกตอบคำถามในชื่อเรื่อง และยังถูกต้องเมื่อระบบยกไปแสดงเพียงลำพัง

การทำ AEO มีขั้นตอนอย่างไร

การทำ AEO เริ่มจากให้ระบบเข้าถึงหน้าได้ แล้วจึงเขียนคำตอบ และปิดท้ายด้วยการมีชื่อแบรนด์บนเว็บไซต์อื่นที่ AI อ้างอิง 2 ขั้นแรกเป็นงานตรวจที่นักพัฒนาเว็บของคุณทำได้ ขั้นที่เหลือเป็นงานต่อเนื่องของทีมการตลาด

  1. ตรวจว่าระบบเข้าถึงหน้าได้ เปิดไฟล์ robots.txt ดูว่าอนุญาต Googlebot และ OAI-SearchBot แล้ว ตัดสินใจเรื่อง Google-Extended อย่างตั้งใจ และตรวจใน Search Console ว่าหน้าหลักของคุณอยู่ในดัชนี
  2. ตรวจการตั้งค่า Snippet หน้าที่ต้องการเป็นคำตอบต้องไม่มีกฎ nosnippet หรือ max-snippet เป็น 0 และคำตอบต้องไม่อยู่ในส่วนที่ใส่ data-nosnippet
  3. รวบรวมคำถาม 20 ถึง 30 ข้อที่ลูกค้าถาม จากคำค้นใน Search Console กล่อง People Also Ask และคำถามที่ทีมบริการลูกค้าได้รับ แล้วเพิ่มคำถามย่อยรอบแต่ละข้อ เช่น ราคา การเปรียบเทียบ พื้นที่ให้บริการ และรีวิว
  4. ให้แต่ละคำถามมีหน้าหรือส่วนของหน้าที่ตอบ ตั้งหัวข้อตามคำถาม และใส่คำตอบใน 1 ถึง 2 ประโยคแรก ไม่ต้องทำหน้าแยกสำหรับทุกวิธีที่คนพิมพ์คำถามเดียวกัน คู่มือของ Google ระบุว่าระบบ AI ของ Google เข้าใจคำที่มีความหมายเหมือนกัน หน้าเดียวที่ตอบครบจึงใช้ได้กับคำถามหลายรูปแบบ
  5. ใส่สิ่งที่ธุรกิจของคุณเท่านั้นที่พูดได้ เช่น ประสบการณ์ตรงและตัวเลขของธุรกิจเอง ซึ่งบทสรุปจากหน้าอื่นให้ไม่ได้ คู่มือของ Google ระบุว่าเนื้อหาที่มีเอกลักษณ์และมีประโยชน์มีแนวโน้มส่งผลต่อการแสดงในการค้นหาด้วย Generative AI มากกว่าคำแนะนำอื่นในคู่มือ
  6. ให้ชื่อแบรนด์อยู่บนเว็บไซต์ที่ AI อ้างอิงในหมวดของคุณ ถามคำถามของลูกค้าใน ChatGPT, Gemini และ AI Mode แล้วจดว่าคำตอบอ้างอิงเว็บไซต์ไหน จากนั้นดูแลข้อมูลแบรนด์บนเว็บไซต์เหล่านั้นให้ครบและตรงกัน

ธุรกิจที่มีหน้าร้านหรือขายสินค้าออนไลน์ควรดูแลข้อมูลใน Google Business Profile และ Merchant Center ด้วย คู่มือของ Google ระบุว่าทั้ง 2 อย่างช่วยให้สินค้าและบริการปรากฏในคำตอบจาก AI และในผลการค้นหาอื่นของ Google

ในบัญชีหนึ่ง หน้าสำคัญหน้าหนึ่งไม่เคยถูกอ้างอิงเลย และเราอยากรู้ว่าทำไม คำตอบไม่ใช่เนื้อหา แต่เป็นการตั้งค่าเว็บไซต์ที่กัน Google ไม่ให้อ่านเว็บได้ และไม่มี sitemap เลย ซึ่งเป็นการแก้ไขที่เร็วมาก อีกบัญชีหนึ่ง คู่แข่งชนะการถูกอ้างอิงเพราะเขาทำหนึ่งหน้าต่อหนึ่งคำถาม ยาว 1,470 คำ พร้อมคำถามที่พบบ่อย 8 ข้อ เทียบกับหน้าของลูกค้าที่มี 26 คำ ขั้นตอนที่ตัดสินว่าคุณจะถูกอ้างอิงหรือไม่ มักจะเรียบง่ายแค่นั้น

วัดผล AEO อย่างไร

วัด AEO บน Google ด้วย Search Console และวัดนอก Google ด้วยการถามคำถามชุดเดิมทุกเดือน หน้าความช่วยเหลือของ Search Console ระบุว่า People Also Ask นับการแสดงผลให้ลิงก์ในคำตอบเมื่อผู้ใช้กดขยายคำถามนั้น และนับคลิกเมื่อผู้ใช้คลิกลิงก์ไปที่เว็บไซต์ของคุณ ครั้งที่คำถามแสดงอยู่แต่ไม่มีใครกดเปิดจึงไม่ถูกนับเป็นการแสดงผลของหน้าคุณ

Search Console ยังมีรายงานประสิทธิภาพของ Generative AI ซึ่งคู่มือของ Google แนะนำให้ใช้ดูว่าคนพบเนื้อหาของคุณผ่าน AI Overviews และ AI Mode อย่างไร

สำหรับ ChatGPT และ Gemini ให้ใช้รายการคำถามจากขั้นที่ 3 ถามทุกเดือน แล้วจด 2 อย่างต่อคำตอบ การถูกเอ่ยถึงคือชื่อแบรนด์อยู่ในคำตอบ การถูกอ้างอิงคือคำตอบลิงก์ไปที่เว็บไซต์ของคุณ ถ้าการถูกเอ่ยถึงเพิ่มขึ้นแต่การถูกอ้างอิงไม่เพิ่ม แปลว่าระบบรู้จักแบรนด์ แต่ยกข้อความจากหน้าอื่นมาตอบ ดูแนวโน้มจากเดือนต่อเดือน เพราะคำตอบของวันเดียวเปลี่ยนได้

วิดีโอด้านล่างอธิบายวิธีวัดว่า AI แนะนำแบรนด์ของคุณหรือไม่ เป็นภาษาอังกฤษ

วิดีโอจากช่อง YouTube ของ Mark McDowell ว่าด้วยการวัดการมองเห็นของแบรนด์ในคำตอบของ AI

AEO ในการตลาดต่างจากมาตรฐาน AEO ของกรมศุลกากรอย่างไร

เป็นคนละเรื่องกัน AEO ในการตลาดคือ Answer Engine Optimisation ส่วนมาตรฐาน AEO ของกรมศุลกากรคือ Authorised Economic Operator

หน้าคำถามที่พบบ่อยของกรมศุลกากร อธิบายว่าเป็นโครงการที่ผู้ประกอบการสมัครเข้าร่วมโดยสมัครใจ และได้รับการรับรองจากกรมศุลกากรว่าปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยของห่วงโซ่อุปทานตามที่องค์การศุลกากรโลกกำหนด ผู้ประกอบการระดับมาตรฐานเออีโอมี 2 ประเภท คือผู้นำของเข้าผู้ส่งของออก และตัวแทนออกของ

ผลการค้นหาคำว่า aeo คือ บน Google ในไทยแสดงทั้ง 2 ความหมายปนกัน ถ้าธุรกิจของคุณเป็นผู้นำเข้า ผู้ส่งออก หรือบริษัทโลจิสติกส์ ผู้อ่านอาจนึกถึงความหมายของกรมศุลกากรก่อน ให้เขียนชื่อเต็ม Answer Engine Optimisation ในบรีฟ ข้อเสนองาน ประกาศรับสมัครงาน และหัวข้อหน้าเว็บ ก่อนใช้ตัวย่อ

ถ้าต้องการทีมที่ดูแลงานนี้ต่อเนื่อง บริการ AEO ของ Primal เริ่มจากคำถามที่ลูกค้าของคุณถามจริง เขียนหน้าที่ตอบคำถามทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ แล้วติดตามว่า Google, ChatGPT และ Gemini อ้างอิงแบรนด์ของคุณในคำถามใด ทีมของเราทำงานจากสำนักงานในกรุงเทพฯ กัวลาลัมเปอร์ และสิงคโปร์

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ AEO

Schema Markup ช่วยให้หน้าเว็บเป็นคำตอบได้ไหม

ไม่ได้โดยตรง เอกสารของ Google ระบุว่าทำเครื่องหมายให้หน้าเป็น Featured Snippet ไม่ได้ และคู่มือฟีเจอร์ Generative AI ระบุว่า Structured Data ไม่จำเป็นสำหรับ AI Overviews และ AI Mode Google ยังแนะนำให้ใช้ต่อเป็นส่วนหนึ่งของงาน SEO เพราะช่วยให้หน้ามีสิทธิ์แสดงผลการค้นหาแบบริชมีเดีย

คำตอบควรยาวแค่ไหน

Google ไม่ได้กำหนดความยาวขั้นต่ำที่แน่นอนของ Featured Snippet เอกสารของ Google ระบุว่าความยาวขั้นต่ำเปลี่ยนตามข้อมูลในคำตอบ ภาษา และอุปกรณ์ บทความนี้ใช้คำตอบ 1 ถึง 2 ประโยคที่ตอบคำถามได้ครบ แล้วจึงตามด้วยรายละเอียด

ต้องทำไฟล์ llms.txt สำหรับ AEO หรือไม่

สำหรับ Google Search ไม่ต้องทำ คู่มือของ Google ระบุว่า Google Search ไม่ได้ใช้ไฟล์ llms.txt หรือมาร์กอัปพิเศษสำหรับ AI และไม่จำเป็นต้องแบ่งเนื้อหาเป็นชิ้นเล็ก ๆ เพื่อให้ AI เข้าใจ

ลูกค้ามักถามเราว่างาน AEO กับงาน SEO แยกกันอย่างไร

งาน SEO ดูแลให้หน้าเว็บเข้าถึงได้ อยู่ในดัชนี และติดอันดับ งาน AEO ใช้หน้าชุดเดียวกัน แล้วเพิ่มรายการคำถามของลูกค้า หัวข้อตามคำถาม คำตอบในประโยคแรก และการติดตามว่าระบบไหนยกคำตอบของคุณไปใช้ ทั้ง 2 งานจึงควรอยู่ในแผนเดียวกัน

Mark McDowell

Mark McDowell

Founder and Chief Executive Officer

Mark McDowell เป็นผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ Primal โดยเริ่มต้นบริษัทที่กรุงเทพฯ ในปี 2015 เขาติดอันดับ Forbes 30 Under 30 Asia ปี 2020 และได้รับรางวัล Southeast Asia Young Achiever of the Year จาก Campaign Asia ในปี 2018 เขาเขียนบทความเรื่อง AI Search และการทำ SEO (Search Engine Optimisation)

เกี่ยวกับผู้เขียน

ร่วมกับผู้นำธุรกิจกว่า 20,000 คนที่รับข่าวสาร มุมมอง และเทคนิคการตลาดล่าสุดในยุค AI

คุยกัน 30 นาที

คุยกับเรา

นัดคุยสั้น ๆ เพื่อดูว่าเราช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างไร โดยไม่ต้องเปลี่ยนเอเจนซี่ไปเรื่อย ๆ ไม่ต้องรอให้ถึงปีที่ดีกว่า และไม่ต้องจ้างทีมภายในที่มีค่าใช้จ่ายสูง

  • เราทำความเข้าใจธุรกิจและเป้าหมายของคุณ
  • เราหาว่าการเติบโตของคุณมาจากช่องทางไหนได้บ้าง
  • คุณจะเห็นขั้นตอนถัดไป คือการประชุมวางกลยุทธ์ แล้วจึงเริ่มดำเนินงาน
4.9ลูกค้าของ Primal 4 ท่านที่เขียนรีวิว
บน Google

ติดต่อทีมงาน

กรอกแบบฟอร์มนี้ แล้วผู้เชี่ยวชาญของ Primal จะติดต่อกลับเพื่อทำความเข้าใจแบรนด์และเป้าหมายของคุณ

ทีมของเราจะติดต่อกลับภายใน 24 ชั่วโมง (ในวันทำการ)