
โดย Mark McDowellเผยแพร่: อัปเดต: อ่าน 13 นาที
เผยแพร่ครั้งแรกโดย Sitvisut Anantnakarakul ปรับปรุงโดย Mark McDowell เมื่อ 2026-10-21
CPAS คืออะไร โฆษณาร่วมของ Meta กับ Shopee และ Lazada
CPAS คือ Collaborative Performance Advertising Solution หรือโฆษณาร่วม (Collaborative Ads) ของ Meta ที่ร้านค้าปลีกอย่าง Shopee หรือ Lazada แชร์แค็ตตาล็อกสินค้าของแบรนด์ให้ แบรนด์ใช้แค็ตตาล็อกนี้ยิงโฆษณาบน Facebook และ Instagram ที่พาลูกค้าไปซื้อในร้านค้าบนมาร์เก็ตเพลส พิกเซลเป็นของร้านค้าปลีก แบรนด์จึงเห็นยอดรวมการซื้อและรายงานระดับสินค้า แต่ไม่เห็นข้อมูลดิบรายเหตุการณ์
ประเด็นสำคัญ
- CPAS ใช้กลุ่มสินค้าจากแค็ตตาล็อกที่ Shopee หรือ Lazada แชร์ให้แบรนด์ โฆษณาพาลูกค้าไปซื้อในแอปหรือเว็บไซต์ของร้านค้าปลีก และพิกเซลของร้านค้าปลีกส่งข้อมูลการซื้อกลับไปที่ Meta
- Meta ระบุว่าพิกเซลในโฆษณาร่วมเป็นของร้านค้าปลีก แบรนด์จึงเห็นยอดรวมการซื้อในตัวจัดการโฆษณาและรายงานระดับสินค้า แต่เข้าตัวจัดการเหตุการณ์ของร้านค้าปลีกและดูข้อมูลดิบรายเหตุการณ์ไม่ได้
- บัญชีโฆษณาสำหรับโฆษณาร่วม 1 บัญชีเชื่อมกับร้านค้าปลีกได้ 1 ราย และส่งคนไปได้เฉพาะเว็บไซต์หรือแอปของร้านค้าปลีกนั้น แบรนด์ที่ทำทั้ง Shopee และ Lazada จึงต้องมีอย่างน้อย 2 บัญชี
- Shopee มีเครื่องมือ Meta Ads ใน Seller Centre ที่ตั้งกลุ่มเป้าหมายให้อัตโนมัติ ส่วน Lazada ให้กำหนดเป้าหมายซ้ำไปยังคนที่เข้าร้านในช่วง 180 วันได้เฉพาะร้านที่มีข้อตกลง Traffic Enhancement Agreement กับ Lazada
- ในคำตอบของ AI (Artificial Intelligence) 274, 271 คำตอบเกี่ยวกับ 171 แบรนด์ ที่ Elevate, Primal's AI Visibility Tracker เก็บในเดือนที่ผ่านมา AI อ้างอิงเว็บไซต์ Shopee หรือ Lazada ในคำตอบเกี่ยวกับแบรนด์สินค้าอุปโภคบริโภค 24 จาก 25 แบรนด์ และเว็บไซต์ใดเว็บไซต์หนึ่งติด 15 แหล่งที่ AI อ้างอิงบ่อยที่สุดของ 13 แบรนด์
CPAS คืออะไร
CPAS (Collaborative Performance Advertising Solution) คือโฆษณาร่วม (Collaborative Ads) ของ Meta ที่ร้านค้าปลีกแชร์แค็ตตาล็อกสินค้าของแบรนด์ให้กับบัญชีโฆษณาของแบรนด์ ในไทย Shopee และ Lazada ต่างมีโปรแกรมนี้สำหรับร้านค้าของตัวเอง แบรนด์ใช้แค็ตตาล็อกนี้ยิงโฆษณาบน Facebook และ Instagram โฆษณาพาลูกค้าไปที่หน้าสินค้าในร้านค้าบนมาร์เก็ตเพลส และ Meta รายงานกลับมาว่าเกิดการซื้อในร้านค้าเท่าไร
CPAS มีขึ้นเพราะแบรนด์ติดพิกเซลของตัวเองบนหน้าร้าน Shopee หรือ Lazada ไม่ได้ โฆษณา Facebook ที่ส่งคนไปลิงก์ร้านค้าจึงรู้แค่ว่ามีคนคลิก ระบบไม่รู้ว่าใครซื้อ CPAS ใช้พิกเซลของร้านค้าปลีกแทน แคมเปญจึงเรียนรู้จากการซื้อจริง แต่ข้อมูลนั้นยังเป็นของร้านค้าปลีก แบรนด์เห็นยอดรวมและรายงานระดับสินค้า แบรนด์ไม่เห็นข้อมูลดิบของลูกค้าแต่ละคน
เราเห็นข้อนี้ในแคมเปญ CPAS ที่ Primal ตั้งให้บัญชีโฆษณาของลูกค้า ช่องพิกเซลในชุดโฆษณาว่างทุกชุด เพราะเหตุการณ์การซื้อมาจากร้านค้าปลีก และโฆษณาทุกชิ้นที่มีลิงก์พาไปที่ lazada.co.th หรือ shopee.co.th เท่านั้น ก่อนเริ่ม CPAS ให้ตัดสินใจ 2 เรื่อง เรื่องแรกคือจะทำผ่านเครื่องมือของมาร์เก็ตเพลสหรือผ่านบัญชีโฆษณาของแบรนด์เอง เรื่องที่สองคือจะใช้ตัวเลขชุดไหนเป็นตัววัดหลัก
CPAS ทำงานอย่างไร
CPAS ทำงานใน 5 ขั้น ร้านค้าปลีกแชร์กลุ่มสินค้าจากแค็ตตาล็อก แบรนด์รับกลุ่มสินค้านั้นในศูนย์ความร่วมมือของ Meta แบรนด์สร้างโฆษณาแค็ตตาล็อก ลูกค้าคลิกไปซื้อในแอปหรือเว็บไซต์ของร้านค้าปลีก แล้วพิกเซลของร้านค้าปลีกส่งการดูสินค้า การใส่ตะกร้า และการซื้อกลับไปที่ Meta
กลุ่มสินค้าจากแค็ตตาล็อก (Catalogue Segment) คือส่วนหนึ่งของแค็ตตาล็อกร้านค้าปลีกที่มีเฉพาะสินค้าของแบรนด์ รูป ชื่อ และราคาในโฆษณามาจากร้านค้าปลีกทั้งหมด แบรนด์แก้ไขกลุ่มสินค้านี้ไม่ได้ แต่สร้างชุดสินค้า (Product Set) จากกลุ่มนี้ได้ เช่นชุดสินค้ามาใหม่หรือชุดสินค้าลดราคา แผนภาพนี้สรุปเส้นทางของข้อมูลตั้งแต่แค็ตตาล็อกจนถึงคำสั่งซื้อ

ตามหน้าความช่วยเหลือเรื่องโฆษณาร่วมของ Meta โฆษณาที่ใช้กลุ่มสินค้านี้คือโฆษณาแค็ตตาล็อก Advantage+ ซึ่งเดิมเรียกว่า Dynamic Ads แบรนด์เลือกวัตถุประสงค์ได้ 3 แบบ คือการรับรู้ จำนวนผู้เข้าชม และยอดขาย วัตถุประสงค์ยอดขายที่เปิดตัวเลือกแค็ตตาล็อกจะแสดงโฆษณาต่อคนที่สนใจสินค้าคล้ายกัน แม้คนนั้นไม่เคยโต้ตอบกับแบรนด์มาก่อน แบรนด์ยังกำหนดเป้าหมายซ้ำไปยังคนที่เคยดูสินค้าในเว็บไซต์หรือแอปของร้านค้าปลีกได้ด้วย
การยิง CPAS คืออะไร
การยิง CPAS คือการสร้างแคมเปญในตัวจัดการโฆษณา (Ads Manager) โดยเปิดปุ่ม “โฆษณาร่วม” แล้วเลือกบัญชีโฆษณาที่เชื่อมกับร้านค้าปลีก ขั้นตอนที่เหลือเหมือนแคมเปญ Meta ทั่วไป คือเลือกวัตถุประสงค์ งบ กลุ่มเป้าหมาย และตำแหน่งโฆษณา ความต่างอยู่ที่แหล่งของสินค้าและแหล่งของข้อมูลการซื้อ ซึ่งมาจากร้านค้าปลีกทั้งคู่
CPAS ต่างจากโฆษณา Facebook ทั่วไปอย่างไร
โฆษณา Facebook ทั่วไปที่ใส่ลิงก์ร้านค้าบน Shopee หรือ Lazada วัดผลได้ถึงการคลิก ส่วน CPAS วัดผลได้ถึงการซื้อในร้านค้า เพราะใช้พิกเซลของร้านค้าปลีก ความต่างนี้ทำให้ระบบของ Meta ปรับการแสดงโฆษณาตามคนที่ซื้อได้ ตารางนี้เทียบ 2 แบบในเรื่องที่แบรนด์ต้องเลือก
| เรื่อง | โฆษณา Facebook ทั่วไปที่ลิงก์ไปร้านค้า | CPAS |
|---|---|---|
| รูปและราคาสินค้า | แบรนด์ใส่เอง ราคาอาจไม่ตรงกับในร้าน | ดึงจากแค็ตตาล็อกของร้านค้าปลีก |
| สิ่งที่วัดได้ | คลิกและการเข้าชมลิงก์ | การดูสินค้า การใส่ตะกร้า และการซื้อในร้านค้า |
| ระบบปรับการแสดงโฆษณาตาม | คลิกหรือการเข้าชม | การซื้อ |
| กำหนดเป้าหมายซ้ำไปยัง | คนที่โต้ตอบกับโฆษณาหรือเพจ | คนที่ดูสินค้าในร้านค้าของร้านค้าปลีก |
| บัญชีโฆษณา | บัญชีที่แบรนด์ใช้อยู่ | บัญชีเฉพาะ 1 บัญชีต่อร้านค้าปลีก 1 ราย |
| ปลายทางของโฆษณา | ที่ใดก็ได้ | เว็บไซต์หรือแอปของร้านค้าปลีกนั้นเท่านั้น |
ถ้ายังไม่เคยตั้งแคมเปญใน Ads Manager อ่านวิธียิงแอด Facebook ทีละขั้น ก่อน โครงสร้างแคมเปญ ชุดโฆษณา และโฆษณาใน CPAS เป็นแบบเดียวกัน
แบรนด์เห็นข้อมูลอะไรได้บ้างจาก CPAS
แบรนด์เห็นยอดรวมการซื้อที่มีสินค้าที่แชร์ในตัวจัดการโฆษณา รายงานระดับสินค้าในศูนย์ความร่วมมือ และแนวโน้มของแคมเปญตามช่วงเวลา แบรนด์ไม่เห็นตัวจัดการเหตุการณ์ (Events Manager) ของร้านค้าปลีก ไม่เห็นข้อมูลดิบรายเหตุการณ์จากพิกเซล และใช้เครื่องมือแก้ไขเหตุการณ์แบบเรียลไทม์ไม่ได้ Meta อธิบายว่าพิกเซลในโฆษณาร่วมเป็นของร้านค้าปลีก ภาพนี้คือส่วนนั้นในหน้าความช่วยเหลือภาษาไทยของ Meta
![]()
บัญชีโฆษณาที่ใช้กับ CPAS ยังมีเงื่อนไขของตัวเองด้วย หน้าบัญชีโฆษณาสำหรับโฆษณาร่วมของ Meta ระบุไว้ดังนี้
- บัญชี 1 บัญชีเชื่อมกับร้านค้าปลีกได้ 1 ราย และใช้ได้เฉพาะสินทรัพย์ที่ร้านค้าปลีกนั้นเป็นเจ้าของและแชร์ให้
- โฆษณาส่งคนไปได้เฉพาะเว็บไซต์หรือแอปของร้านค้าปลีกนั้น ถ้าลิงก์ไปที่อื่น โฆษณาจะหยุดชั่วคราวเอง
- ร้านค้าปลีกบางรายกำหนดให้แบรนด์สร้างบัญชีใหม่และให้สิทธิ์ดูบัญชี ร้านค้าปลีกจึงเห็นผลโฆษณาของแบรนด์ได้
- แบรนด์ยุติการเป็นพาร์ทเนอร์เองไม่ได้ ร้านค้าปลีกต้องยกเลิกการแชร์กลุ่มสินค้าจากฝั่งของตัวเอง
ปัญหาการติดตามก็แก้จากฝั่งแบรนด์ไม่ได้เช่นกัน ถ้าเหตุการณ์ของร้านค้าปลีกขาดข้อมูลที่ Meta ต้องการ เช่นรหัสสินค้า (Product ID) หรือจำนวนสินค้า แบรนด์จะเห็นข้อความว่าแค็ตตาล็อกไม่เป็นไปตาม CPAS Meta แนะนำให้อัตราการตรงกันของ ID สินค้าอยู่ที่ 95% ขึ้นไป และร้านค้าปลีกเป็นฝ่ายที่ต้องแก้การตั้งค่า
ทำ CPAS กับ Shopee และ Lazada ได้กี่ทาง
ร้านค้าบน Shopee เริ่ม CPAS ได้ 2 ทาง ทางแรกคือเครื่องมือ Meta Ads ใน Seller Centre ของ Shopee ทางที่สองคือบัญชีโฆษณาของแบรนด์เองที่รับแค็ตตาล็อกจาก Shopee ร้านค้าบน Lazada ขอแค็ตตาล็อกจากหลังร้าน Lazada แล้วยิงโฆษณาจากบัญชีโฆษณาของแบรนด์ ตารางนี้เทียบทางที่ทำผ่าน Shopee กับทางที่ใช้บัญชีของแบรนด์
| เรื่อง | Meta Ads ใน Seller Centre ของ Shopee | บัญชีโฆษณาของแบรนด์ (Shopee หรือ Lazada) |
|---|---|---|
| บัญชีและเพจ | ระบบสร้างบัญชีและเพจ Facebook ให้ ไม่เชื่อมกับเพจของแบรนด์ | Business Manager เพจ และบัญชีโฆษณาของแบรนด์ |
| กลุ่มเป้าหมาย | ตั้งอัตโนมัติ แบรนด์กำหนดเองไม่ได้ | แบรนด์กำหนดเอง รวมถึงกลุ่มเป้าหมายที่ร้านค้าปลีกแชร์ให้ |
| รูปแบบโฆษณา | Carousel หรือ Collection คู่กับ Carousel | รูปแบบของโฆษณาแค็ตตาล็อกใน Ads Manager |
| การจ่ายเงิน | เติมเครดิตใน Seller Centre ขอคืนไม่ได้ และใช้ร่วมกับ Shopee Ads ไม่ได้ | จ่ายกับ Meta ตามวิธีชำระเงินของบัญชีโฆษณา |
| รายงาน | การมองเห็น คลิก คำสั่งซื้อ และมูลค่าคำสั่งซื้อใน 7 วันหลังคลิก ใน Seller Centre | ตัวจัดการโฆษณาและรายงานระดับสินค้าในศูนย์ความร่วมมือ |
Meta Ads ใน Seller Centre ของ Shopee
คู่มือ Meta Ads ใน Seller Centre ของ Shopee ระบุว่าร้านค้าที่มีฟีเจอร์โฆษณานอกแพลตฟอร์ม มีสถานะใช้งานมาแล้วอย่างน้อย 7 วัน และไม่ได้อยู่ในโหมดพักร้อน เริ่มทำโฆษณาได้ ระบบเลือกสินค้าให้ 10 ชิ้นตามความสนใจของผู้ซื้อ แสดงเป็นโฆษณา Carousel หรือ Collection บน Facebook, Instagram และ Audience Network Shopee แนะนำให้สร้างบัญชีล่วงหน้าอย่างน้อย 3 สัปดาห์ก่อนวันแคมเปญ และให้แคมเปญทำงานอย่างน้อย 14 วัน ทางนี้เหมาะกับร้านค้าที่ไม่มีทีมโฆษณา ข้อเสียคือแบรนด์กำหนดกลุ่มเป้าหมายและครีเอทีฟได้น้อย
บัญชีโฆษณาของแบรนด์กับ Shopee
หน้าโฆษณาร่วมกับ Shopee ของ Meta สรุปทางนี้ไว้ 4 ขั้น สร้างบัญชีโฆษณา เพจ และ Business Manager ส่งข้อมูลบัญชีโฆษณาให้ Shopee รับแค็ตตาล็อกที่ Shopee แชร์มา แล้วเริ่มยิงโฆษณาร่วม ทางนี้ให้แบรนด์คุมกลุ่มเป้าหมาย งบ และครีเอทีฟเองทั้งหมด
บัญชีโฆษณาของแบรนด์กับ Lazada
หน้าโฆษณา Meta (CPAS) ของ Lazada ระบุว่าการกำหนดเป้าหมายซ้ำด้วยข้อมูลของ Lazada ใช้ได้เฉพาะร้านค้าที่มีข้อตกลง TEA (Traffic Enhancement Agreement) กับ Lazada กลุ่มเป้าหมายมี 2 แบบ Lazada Custom Audience คือผู้ซื้อที่เคยดูหมวดสินค้าของแบรนด์หรือหมวดที่คล้ายกัน ส่วนกลุ่มเป้าหมายจากแค็ตตาล็อกคือผู้ซื้อที่เข้าร้าน ใส่ตะกร้า หรือสั่งซื้อจากร้านของแบรนด์ในช่วง 180 วันที่ผ่านมา คู่มือของ Lazada ยังกำหนดให้ใช้บัญชีโฆษณา 1 บัญชีต่อแค็ตตาล็อก Lazada 1 ชุด และให้สิทธิ์ Lazada ดูบัญชีโฆษณานั้น
เริ่มทำ CPAS ทีละขั้น
ถ้าเลือกทางบัญชีโฆษณาของแบรนด์ การเริ่มทำ CPAS มี 7 ขั้น ขั้นที่ 1 ถึง 3 ทำครั้งเดียวต่อร้านค้าปลีก 1 ราย ส่วนขั้นที่ 4 ถึง 7 ทำทุกแคมเปญ
- เตรียม Business Manager เพจ Facebook และบัญชีโฆษณาใหม่ 1 บัญชีสำหรับร้านค้าปลีกแต่ละราย และไม่ใช้บัญชีนี้กับโฆษณาแบบอื่น
- ขอแค็ตตาล็อกจากร้านค้าปลีก ผ่านหลังร้าน Lazada หรือช่องทางของ Shopee โดยแจ้ง ID ของ Business Manager และ ID ของบัญชีโฆษณา
- รับคำเชิญในศูนย์ความร่วมมือของ Meta ยอมรับข้อกำหนด และให้สิทธิ์ดูบัญชีโฆษณาถ้าร้านค้าปลีกกำหนด
- สร้างชุดสินค้าจากกลุ่มสินค้าที่ได้รับ โดยกรองด้วยชื่อแบรนด์หรือชื่อสินค้าแทน ID เพราะ ID อาจเปลี่ยนตามการแก้ไขจากฝั่งร้านค้าปลีก
- สร้างแคมเปญใน Ads Manager เปิดปุ่ม “โฆษณาร่วม” เลือกบัญชีของร้านค้าปลีก แล้วเลือกวัตถุประสงค์ยอดขายกับกลุ่มสินค้าจากแค็ตตาล็อก
- เริ่มด้วยเป้าหมายเพิ่มจำนวน Conversion ให้มากที่สุด และนับการซื้อหลังการคลิก 7 วันและหลังการดู 1 วัน
- วางงบตามวันแคมเปญของมาร์เก็ตเพลส เช่น 9.9, 11.11 และ 12.12 และเปิดแคมเปญก่อนวันแคมเปญให้ระบบมีเวลาเรียนรู้
ขั้นที่ 4 และ 6 มาจากหลักปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับโฆษณาร่วมของ Meta หน้าเดียวกันระบุว่าแบรนด์เพิ่มสินค้าใหม่ลงในกลุ่มสินค้าเองไม่ได้ ถ้าสินค้าใหม่ไม่ขึ้นในแค็ตตาล็อก ต้องติดต่อร้านค้าปลีก ในแคมเปญ CPAS ที่ Primal ตั้งให้ลูกค้า แคมเปญเกือบทั้งหมดใช้วัตถุประสงค์ยอดขายจากแค็ตตาล็อก และบัญชีส่วนใหญ่นับการซื้อหลังการคลิก 7 วันและหลังการดู 1 วันตามขั้นที่ 6
วัดผล CPAS อย่างไร
วัดผล CPAS ด้วยการซื้อที่มีสินค้าที่แชร์และ ROAS (Return On Ad Spend หรือผลตอบแทนจากค่าโฆษณา) ในตัวจัดการโฆษณา แล้วเทียบกับรายงานระดับสินค้าในศูนย์ความร่วมมือ ตัวเลข 2 ชุดนี้ไม่เท่ากันเสมอ หน้าการรายงานของโฆษณาร่วมของ Meta ยกตัวอย่างลูกค้าที่ซื้อแปรงสีฟัน 3 ด้ามในการซื้อครั้งเดียว ตัวจัดการโฆษณานับเป็นการซื้อ 1 ครั้ง ส่วนรายงานระดับสินค้านับจำนวนที่ซื้อเป็น 3
รายงานระดับสินค้ายังนับ Conversion ทุกรายการในกลุ่มสินค้าที่แชร์ แม้สินค้านั้นไม่อยู่ในชุดสินค้าของโฆษณา และบางคอลัมน์ในตัวจัดการโฆษณาจะว่าง เช่นข้อมูลแยกตามอายุ เพศ และตำแหน่งโฆษณา ถ้าทำผ่าน Seller Centre ของ Shopee ตัวเลขจะมาจากรายงานของ Shopee ที่นับมูลค่าคำสั่งซื้อใน 7 วันหลังคลิก และรายงานคำสั่งซื้อของร้านค้าเองนับทุกคำสั่งซื้อจากทุกช่องทาง เลือกตัวเลข 1 ชุดเป็นตัววัดหลัก แล้วเทียบช่วงเวลาที่คล้ายกัน เช่นวันแคมเปญกับวันแคมเปญ
Meta ระบุว่าระบบใช้ Conversion ราว 50 ครั้งในการเรียนรู้ และแนะนำให้วางแผนให้ชุดโฆษณาแต่ละชุดมี Conversion มากกว่า 100 ครั้งตลอดอายุ ก่อนถึง 50 ครั้ง ต้นทุนต่อการซื้ออาจสูงและ ROAS อาจต่ำ ร้านค้าที่มีคำสั่งซื้อน้อยจึงควรใช้ชุดโฆษณาน้อยชุด เพื่อให้แต่ละชุดได้ข้อมูลการซื้อมากพอ
เมื่อรายงานแต่ละที่ให้ตัวเลขไม่ตรงกัน ทีมดูแลโฆษณาของเราไม่บวกรายได้ที่ช่องทางโฆษณา 2 ช่องทางต่างรายงานไว้บนมาร์เก็ตเพลสเดียวกันเข้าด้วยกัน เพราะทั้งสองช่องทางอาจนับคำสั่งซื้อชุดเดียวกัน ถ้ายอดซื้อที่ Meta รายงานไม่ตรงกับคำสั่งซื้อที่ติดตามผ่านลิงก์ติดแท็ก ทีมจะเขียนส่วนต่างนี้ลงในรายงาน เป็นขั้นตอนการวัดผลที่แบรนด์และทีมต้องตกลงร่วมกัน
CPAS เหมาะกับแบรนด์แบบไหน
CPAS เหมาะกับแบรนด์ที่ขายผ่าน Shopee หรือ Lazada เป็นช่องทางหลัก มีสินค้าหลายรายการในแค็ตตาล็อก มีสต็อกพร้อม และมีคำสั่งซื้อมากพอให้ระบบเรียนรู้ แบรนด์ที่ขายผ่านเว็บไซต์ของตัวเองเป็นหลักควรใช้โฆษณาแค็ตตาล็อกกับพิกเซลของตัวเอง เพราะได้ข้อมูลลูกค้าครบกว่า
ข้อมูลใน Elevate, Primal’s AI Visibility Tracker ชี้ว่ามาร์เก็ตเพลสยังเป็นแหล่งที่ AI (Artificial Intelligence) ใช้ตอบคำถามเกี่ยวกับสินค้าด้วย ในเดือนที่ผ่านมา เครื่องมือนี้เก็บคำตอบของ AI ได้ 274,271 คำตอบเกี่ยวกับ 171 แบรนด์ ในกลุ่มแบรนด์สินค้าอุปโภคบริโภค 25 แบรนด์ AI อ้างอิงเว็บไซต์ Shopee หรือ Lazada ในคำตอบของ 24 แบรนด์ และเว็บไซต์ใดเว็บไซต์หนึ่งติด 15 แหล่งที่ AI อ้างอิงบ่อยที่สุดของ 13 แบรนด์ ในแบรนด์กลุ่มอื่นอีก 146 แบรนด์ เช่นโรงแรม คลินิก และประกันภัย เป็นแบบนั้นเพียง 3 แบรนด์ กราฟนี้เทียบ 2 กลุ่มเป็นสัดส่วนของแบรนด์

ในแบรนด์หนึ่งที่เราดูรายหน้า หน้าที่ AI อ้างอิงคือหน้ารวมสินค้าตามคำค้นของ Shopee และบทความแนะนำสินค้าของ Shopee และ Lazada ชื่อสินค้า หมวดสินค้า และรีวิวในร้านค้าจึงเป็นข้อมูลที่ทั้งคนที่คลิกโฆษณา CPAS และระบบ AI เห็น
โฆษณาพาคนไปที่หน้าสินค้าในร้านค้า หน้าสินค้าจึงมีผลต่อการซื้อด้วย ถ้าหน้าสินค้ามีรีวิวน้อย รูปไม่ชัด หรือราคาสูงกว่าร้านอื่นในมาร์เก็ตเพลสเดียวกัน คนที่คลิกมาก็อาจไม่ซื้อ ให้ปรับหน้าสินค้าไปพร้อมกับโฆษณา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลร้านค้าออนไลน์
ถ้าต้องการทีมที่วางแผนและดูแลแคมเปญ CPAS บน Shopee และ Lazada ดูรายละเอียดได้ที่หน้าบริการโฆษณา CPAS ของ Primal ทีมของเราในประเทศไทยทำงานจากสำนักงานในกรุงเทพฯ และวางแผน CPAS ร่วมกับโฆษณาภายในมาร์เก็ตเพลสของแบรนด์
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ CPAS
CPAS ย่อมาจากอะไร
CPAS ย่อมาจาก Collaborative Performance Advertising Solution ปัจจุบัน Meta เรียกผลิตภัณฑ์นี้ว่าโฆษณาร่วม (Collaborative Ads) ส่วน Lazada ใช้ชื่อโฆษณา Meta (CPAS) และ Shopee จัดไว้ในหมวดเครื่องมือ CPAS ทั้ง 3 ชื่อหมายถึงโฆษณาแบบเดียวกัน
CPAS กับ CPA ต่างกันอย่างไร
CPA (Cost Per Acquisition) คือค่าโฆษณาต่อการกระทำ 1 ครั้ง เช่นต่อคำสั่งซื้อ 1 รายการ CPA จึงเป็นตัวชี้วัด ส่วน CPAS เป็นรูปแบบโฆษณา แคมเปญ CPAS ใช้ต้นทุนต่อการซื้อเป็นตัวชี้วัดหนึ่งร่วมกับ ROAS
CPAS ต่างจาก Shopee Ads หรือโฆษณาใน Lazada อย่างไร
Shopee Ads และโฆษณาใน Lazada แสดงในแอปของมาร์เก็ตเพลส ให้คนที่กำลังเลือกซื้ออยู่เห็น CPAS แสดงบน Facebook และ Instagram แล้วพาคนเข้าร้านค้า รวมถึงคนที่ยังไม่ได้เปิดแอปมาเลือกซื้อ Shopee แยกเครดิตของ Meta Ads ออกจากเครดิตของ Shopee Ads และใช้แทนกันไม่ได้
CPAS มีค่าใช้จ่ายอื่นนอกจากค่าโฆษณาไหม
สำหรับเครื่องมือ Meta Ads ใน Seller Centre คำถามที่พบบ่อยของ Shopee ระบุว่า Shopee ไม่เก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าคอมมิชชันเพิ่มจากค่าโฆษณา และคิดค่าโฆษณาตามจำนวนการแสดงผล หรือ CPM (Cost Per Mille) ยอดเติมเครดิตรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% แล้ว ทางบัญชีโฆษณาของแบรนด์จ่ายค่าโฆษณากับ Meta โดยตรง
ลูกค้ามักถามเราว่าควรเริ่มที่ CPAS ไปยัง Shopee หรือโฆษณา TikTok ก่อน
คำตอบขึ้นอยู่กับว่าคำสั่งซื้อเกิดที่ไหน ถ้าร้านหลักอยู่บน Shopee และสินค้ายังมีคนค้นหาน้อย เราแนะนำให้เริ่มจาก CPAS ไปยัง Shopee เพราะแคมเปญเรียนรู้จากคำสั่งซื้อในร้าน แล้วจึงเพิ่ม TikTok เมื่องบพอ เมื่อทำทั้ง 2 ช่องทาง ให้ดูยอดรวมของร้านค้าคู่กับรายงานของแต่ละแพลตฟอร์ม

Founder and Chief Executive Officer
Mark McDowell เป็นผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ Primal โดยเริ่มต้นบริษัทที่กรุงเทพฯ ในปี 2015 เขาติดอันดับ Forbes 30 Under 30 Asia ปี 2020 และได้รับรางวัล Southeast Asia Young Achiever of the Year จาก Campaign Asia ในปี 2018 เขาเขียนบทความเรื่อง AI Search และการทำ SEO (Search Engine Optimisation)
เกี่ยวกับผู้เขียน



