
โดย Bhubase Techakarnsupatเผยแพร่: อัปเดต: อ่าน 12 นาที
SEO คืออะไร ทำงานอย่างไร และสำคัญกับธุรกิจแค่ไหน
SEO คือ Search Engine Optimisation หรือการปรับเว็บไซต์ให้หน้าเว็บขึ้นมาในผลการค้นหาแบบไม่เสียค่าโฆษณาของ Google เมื่อคนค้นหาสิ่งที่ธุรกิจของคุณขาย ในข้อมูลของเว็บไซต์ลูกค้า Primal 117 เว็บ คำค้นหาที่ไม่มีชื่อแบรนด์ได้คลิกราวครึ่งหนึ่ง SEO จึงเป็นทางที่คนซึ่งยังไม่รู้จักชื่อธุรกิจของคุณใช้หาคุณเจอ
ประเด็นสำคัญ
- SEO ย่อมาจาก Search Engine Optimisation คือการปรับเว็บไซต์ให้ Google เก็บหน้าเว็บเข้าดัชนีและเลือกแสดงในผลการค้นหาแบบไม่เสียค่าโฆษณา ซึ่ง Google ระบุว่าไม่รับเงินเพื่อจัดอันดับให้สูงขึ้น
- ในข้อมูล Google Search Console ของเว็บไซต์ลูกค้า Primal 117 เว็บในสัปดาห์เดียวกัน คำค้นหาที่ไม่มีชื่อแบรนด์คิดเป็นราว 86% ของการแสดงผล และได้คลิก 53% ของแต่ละเว็บไซต์
- คนพิมพ์ชื่อแบรนด์ด้วยตัวอักษรอังกฤษ แต่พิมพ์สิ่งที่ต้องการเป็นภาษาไทย ในข้อมูลชุดเดียวกัน คลิกจากคำค้นหาที่ไม่มีชื่อแบรนด์ราวครึ่งหนึ่งมาจากคำภาษาไทย ส่วนคลิกจากคำที่มีชื่อแบรนด์มาจากคำภาษาไทยราว 1 ใน 10
- โฆษณาบน Google จ่ายต่อคลิกและหยุดแสดงเมื่อหยุดจ่าย ส่วน SEO ไม่มีค่าคลิก แต่ในงานของ Primal คำที่มีคู่แข่งมากมักใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะขึ้นอันดับ
- Google ระบุว่าหน้าเว็บต้องอยู่ในดัชนีและแสดงผลพร้อมข้อความตัวอย่างได้ก่อน จึงจะเป็นลิงก์ใน AI Overview ซึ่งเป็นคำตอบที่ AI (Artificial Intelligence) ของ Google เขียนไว้บนหน้าผลการค้นหา งาน SEO จึงยังเป็นงานแรกของการปรากฏในคำตอบของ AI
SEO คืออะไร
SEO คือ Search Engine Optimisation หรือการปรับเว็บไซต์ให้หน้าเว็บขึ้นมาในผลการค้นหาของ Google แบบไม่เสียค่าโฆษณา Search Engine คือระบบค้นหาอย่าง Google และ Bing ส่วน Optimisation คือการปรับให้เหมาะ ผลการค้นหาที่ไม่ได้ซื้อโฆษณาเรียกว่า Organic Search เมื่อมีคนค้นหาสิ่งที่ธุรกิจของคุณขาย หน้าเว็บที่ทำ SEO ไว้มีโอกาสขึ้นมาให้เขาเห็นและคลิกเข้าไป
เพื่อดูว่า SEO พาใครมาหาธุรกิจ เราดูข้อมูล Google Search Console ของเว็บไซต์ลูกค้า Primal 117 เว็บในสัปดาห์เดียวกัน แล้วแยกคำค้นหาที่มีชื่อแบรนด์ของเว็บไซต์นั้นออกจากคำที่ไม่มี คำค้นหาที่ไม่มีชื่อแบรนด์คิดเป็น 86% ของการแสดงผล (Impressions) และได้คลิก 53% ส่วนคำที่มีชื่อแบรนด์ได้การแสดงผล 14% และได้คลิก 47%

คนที่ค้นหาชื่อแบรนด์รู้จักธุรกิจอยู่แล้ว เมื่อเห็นเว็บไซต์จึงคลิกบ่อยกว่ามาก คนอีกกลุ่มยังไม่รู้จักชื่อธุรกิจของคุณ แต่กำลังค้นหาสิ่งที่คุณขายหรือคำตอบที่คุณมี คนกลุ่มนี้เห็นเว็บไซต์บ่อยกว่าหลายเท่า แต่คลิกน้อยกว่า งาน SEO ส่วนใหญ่จึงอยู่ที่การทำหน้าเว็บให้ตอบคำค้นหาของคนกลุ่มนี้ จนหน้าของคุณขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งที่เขาคลิก
Google ทำงานอย่างไร และเลือกหน้าไหนขึ้นมาก่อน
Google ทำงาน 3 ขั้น คือการรวบรวมข้อมูล (Crawling) การจัดทำดัชนี (Indexing) และการแสดงผลการค้นหา (Serving) คู่มือวิธีการทำงานของ Google Search ระบุว่าหน้าเว็บบางหน้าไม่ผ่านบางขั้น หน้าที่ Google เข้าไม่ถึงหรือไม่เก็บเข้าดัชนีจะไม่ขึ้นในผลการค้นหาเลย ไม่ว่าเนื้อหาจะดีแค่ไหน ภาพด้านล่างคือ 3 ขั้นนี้ในคู่มือภาษาไทยของ Google

งาน SEO ในแต่ละขั้นต่างกัน ดังนี้
- การรวบรวมข้อมูล โปรแกรมของ Google ตามลิงก์จากหน้าที่รู้จักอยู่แล้วไปยังหน้าใหม่ และอ่านรายการหน้าที่เจ้าของเว็บไซต์ส่งให้ใน Sitemap งาน SEO ในขั้นนี้คือทำให้ทุกหน้าที่สำคัญมีลิงก์ถึง และไม่ถูกปิดกั้นในไฟล์ robots.txt
- การจัดทำดัชนี Google อ่านข้อความ รูปภาพ วิดีโอ และแท็กอย่าง Title แล้วเก็บไว้ในดัชนี ถ้ามีหลายหน้าที่เนื้อหาคล้ายกัน Google เลือกหน้าเดียวเป็นตัวแทน งาน SEO ในขั้นนี้คือเขียนแต่ละหน้าให้ชัดว่าตอบเรื่องอะไร และไม่ให้หลายหน้าตอบเรื่องเดียวกัน
- การแสดงผลการค้นหา เมื่อมีคนค้นหา Google เลือกหน้าจากดัชนีที่เกี่ยวข้องและมีคุณภาพ โดยดูปัจจัยหลายร้อยอย่าง รวมถึงตำแหน่ง ภาษา และอุปกรณ์ของผู้ค้นหา งาน SEO ในขั้นนี้คือตอบคำถามได้ตรงและครบกว่าหน้าอื่น
ลูกค้ารายหนึ่งมาหาเราเพราะทราฟฟิกไม่เพิ่มขึ้นเลย เราตรวจแล้วพบว่าเว็บไซต์ใช้ JavaScript โดยไม่มี Server-Side Rendering และยังแยกเนื้อหาไว้หลาย Subdomain เราจึงแนะนำให้ย้ายเว็บไซต์ เว็บที่สร้างด้วย JavaScript ทั้งเว็บควรใช้ Server-Side Rendering เพื่อให้บอทได้รับเนื้อหาจากเซิร์ฟเวอร์ เพราะถ้าเนื้อหาแสดงขึ้นก็ต่อเมื่อผู้ใช้กดหรือเลื่อนหน้า บอทอาจไม่เห็นเนื้อหานั้น ส่วนเว็บที่ใช้ JavaScript แค่บางส่วน เช่น แอนิเมชัน วิดเจ็ต หรือแบนเนอร์ ให้ตรวจว่าบอทอ่านเนื้อหาในส่วนนั้นได้หรือไม่
คู่มือเดียวกันระบุว่า Google ไม่รับเงินเพื่อเก็บข้อมูลเว็บไซต์ให้บ่อยขึ้นหรือจัดอันดับให้สูงขึ้น ตำแหน่งในผลการค้นหาแบบไม่เสียค่าโฆษณาจึงซื้อไม่ได้ ส่วนที่ซื้อได้คือช่องโฆษณา ซึ่งมีป้ายกำกับว่าเป็นโฆษณา
Google Bot คืออะไร
Google Bot หรือ Googlebot คือโปรแกรมที่ Google ใช้เปิดและเก็บข้อมูลหน้าเว็บ Googlebot เปิดหน้าเว็บด้วย Chrome รุ่นล่าสุดและรันโค้ด JavaScript แบบเดียวกับเบราว์เซอร์ และเลือกเองว่าจะเข้าเว็บไซต์ไหน บ่อยแค่ไหน และกี่หน้า เนื้อหาที่เปิดได้หลังล็อกอินเท่านั้น หรือเนื้อหาที่โหลดไม่ขึ้นเมื่อสคริปต์ทำงานผิดพลาด Googlebot จึงมองไม่เห็น
Google Algorithm คืออะไร
Google Algorithm คือระบบที่ Google ใช้จัดลำดับหน้าเว็บจากดัชนีเมื่อมีคนค้นหา โดยดูปัจจัยหลายร้อยอย่างพร้อมกัน Google ปรับระบบนี้อยู่เสมอและแจ้งการเปลี่ยนแปลงในบล็อก Google Search Central อันดับของเว็บไซต์จึงขึ้นลงได้ แม้คุณไม่ได้แก้อะไรบนเว็บไซต์เลย
SEO มีกี่ประเภท
SEO แบ่งได้ 4 ประเภทตามตำแหน่งที่ทำงาน คือ On-Page SEO บนหน้าเว็บ, Technical SEO ในระบบของเว็บไซต์, Off-Page SEO บนเว็บไซต์อื่น และ Local SEO สำหรับธุรกิจที่ลูกค้าเดินทางมาหา ทุกประเภทเริ่มจากรายการคำที่ลูกค้าใช้ค้นหา ซึ่งได้จากการทำ Keyword Research
On-Page SEO
On-Page SEO คืองานบนหน้าเว็บของคุณเอง ได้แก่ Title, Meta Description, หัวข้อ, เนื้อหา, คำอธิบายรูปภาพ และลิงก์ระหว่างหน้า ทีมการตลาดหรือทีมเนื้อหามักเป็นคนทำ เพราะเป็นงานเขียนและเรียบเรียงหน้า
Technical SEO
Technical SEO คืองานในระบบของเว็บไซต์ เช่น ความเร็วของหน้า การแสดงผลบนมือถือ HTTPS (Hypertext Transfer Protocol Secure) Sitemap และ robots.txt นักพัฒนาเว็บไซต์มักเป็นคนแก้ เพราะต้องแก้โค้ดหรือการตั้งค่าเซิร์ฟเวอร์
Off-Page SEO
Off-Page SEO คืองานนอกเว็บไซต์ของคุณ ได้แก่การที่เว็บไซต์อื่นลิงก์มาหาคุณ (Backlink) และพูดถึงชื่อแบรนด์ ลิงก์จากเว็บไซต์ที่ลูกค้าของคุณอ่านจริงช่วยให้ Google เห็นว่าหน้าของคุณมีคนอ้างถึง งานนี้มักใช้ทีมประชาสัมพันธ์หรือทีมที่ติดต่อสื่อ
Local SEO
Local SEO คืองานให้ธุรกิจขึ้นในผลการค้นหาตามพื้นที่และใน Google Maps เหมาะกับคลินิก ร้านอาหาร โชว์รูม และธุรกิจที่มีสาขา งานหลักคือดูแล Google Business Profile ให้มีที่อยู่ เวลาเปิด รูปภาพ และรีวิวครบ
ขั้นตอนทำทั้ง 4 ประเภทตามลำดับ และตารางเทียบว่าแต่ละประเภทตรวจด้วยเครื่องมืออะไร อยู่ในวิธีการทำ SEO 9 ขั้นตอน
SEO สายขาว สายเทา และสายดำต่างกันอย่างไร
SEO สายขาว (White Hat SEO) คือการทำ SEO ด้วยเนื้อหาและเว็บไซต์ที่ทำเพื่อผู้อ่าน SEO สายดำ (Black Hat SEO) คือการหลอกระบบจัดอันดับ เช่น ซ่อนข้อความให้บอตเห็นแต่คนไม่เห็น ใส่คีย์เวิร์ดซ้ำจนอ่านไม่รู้เรื่อง หรือแสดงเนื้อหาให้บอตต่างจากที่คนเห็น ส่วน SEO สายเทา (Grey Hat SEO) เป็นคำที่ใช้กันในตลาดสำหรับวิธีที่อยู่ระหว่างสองแบบนี้
ความเสี่ยงของสายดำคือการดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ (Manual Action) ของ Google หน้าความช่วยเหลือของ Search Console ระบุว่าเว็บไซต์ที่ถูกดำเนินการจะไม่แสดงในผลการค้นหาของ Google บางส่วนหรือทั้งเว็บไซต์ เจ้าของเว็บไซต์ดูได้ว่าถูกดำเนินการหรือไม่ในรายงานการดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ใน Search Console
คำว่าสายเทาไม่มีนิยามที่ตกลงกัน ผู้ให้บริการแต่ละรายใช้คำนี้หมายถึงวิธีต่างกัน ก่อนจ้างงาน SEO ให้ขอรายการงานที่จะทำในแต่ละเดือน ถามว่าลิงก์จะมาจากเว็บไซต์ไหน และดูว่าเว็บไซต์เหล่านั้นมีผู้อ่านจริงในเรื่องที่เกี่ยวกับธุรกิจของคุณหรือไม่
SEO สำคัญกับธุรกิจในไทยอย่างไร
SEO ทำให้ธุรกิจถูกพบโดยคนที่กำลังค้นหาสิ่งที่คุณขาย ก่อนที่เขาจะรู้จักชื่อธุรกิจ และคลิกจาก Organic Search ไม่มีค่าใช้จ่ายต่อคลิก หน้าที่ติดอันดับแล้วจึงพาคนเข้ามาต่อเนื่องตราบที่ยังอยู่ในตำแหน่งนั้น
สำหรับธุรกิจในไทย ข้อมูลชุดเดียวกันแสดงอีกเรื่องหนึ่ง คนพิมพ์ชื่อแบรนด์และพิมพ์สิ่งที่ต้องการด้วยภาษาต่างกัน คลิกจากคำค้นหาที่มีชื่อแบรนด์มาจากคำที่พิมพ์เป็นภาษาไทยเพียงราว 1 ใน 10 ที่เหลือพิมพ์ด้วยตัวอักษรอังกฤษ แต่คลิกจากคำค้นหาที่ไม่มีชื่อแบรนด์ราวครึ่งหนึ่งพิมพ์เป็นภาษาไทย
เว็บไซต์ที่มีแต่หน้าภาษาอังกฤษจึงมีโอกาสน้อยในคำค้นหาภาษาไทย ซึ่งพาคลิกมาราวครึ่งหนึ่งจากคนที่ยังไม่รู้จักแบรนด์ สิ่งที่ควรทำคือเปิดรายงานผลการค้นหาใน Google Search Console ดูคำภาษาไทยที่คนใช้ค้นหาจริง แล้วเขียนหน้าภาษาไทยที่ตอบคำเหล่านั้น โดยใช้คำแบบเดียวกับที่ลูกค้าพิมพ์
SEO กับโฆษณาบน Google ต่างกันอย่างไร
โฆษณาบน Google หรือ Google Ads จ่ายเงินทุกครั้งที่มีคนคลิก ขึ้นได้ทันทีที่แคมเปญเริ่ม และหยุดแสดงเมื่อหยุดจ่าย SEO ไม่มีค่าคลิก แต่ใช้เวลากว่าหน้าเว็บจะขึ้นอันดับ และหน้าที่ขึ้นแล้วยังได้คลิกต่อหลังงานจบ ทั้งสองอย่างอยู่บนหน้าผลการค้นหาเดียวกัน หรือ SERP (Search Engine Results Page) จึงใช้คู่กันได้
| หัวข้อ | SEO | โฆษณาบน Google (Google Ads) |
|---|---|---|
| ค่าใช้จ่าย | ค่าทำหน้าเว็บ เนื้อหา และลิงก์ ไม่มีค่าคลิก | จ่ายต่อคลิก ราคาขึ้นกับการประมูลของแต่ละคำ |
| เห็นผลเมื่อไร | หลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน | ทันทีที่โฆษณาได้รับอนุมัติและเริ่มแสดง |
| เมื่อหยุดจ่าย | หน้าที่ติดอันดับยังได้คลิกต่อ จนกว่าหน้าอื่นจะขึ้นมาแทน | โฆษณาหยุดแสดง |
| ตำแหน่งบนหน้าผลการค้นหา | ผลการค้นหาแบบไม่เสียค่าโฆษณา | ช่องโฆษณาที่มีป้ายกำกับ ด้านบนและด้านล่างของหน้า |
| เหมาะกับ | คำที่ลูกค้าค้นหาต่อเนื่องทั้งปี และคำถามก่อนตัดสินใจซื้อ | โปรโมชัน สินค้าใหม่ และคำที่เว็บไซต์ยังไม่ติดอันดับ |
การทำการตลาดบนหน้าผลการค้นหาทั้งสองแบบรวมกันเรียกว่า SEM (Search Engine Marketing) ในข้อมูลของเรา คำที่ไม่มีชื่อแบรนด์มีอัตราการคลิก หรือ CTR (Click-Through Rate) ไม่ถึง 1 คลิกต่อการแสดงผล 100 ครั้ง เมื่อดูค่ากลางของ 117 เว็บไซต์ ในคำกลุ่มนี้ โฆษณาพาคนมาได้ในวันนี้ ส่วน SEO ค่อย ๆ ขยับหน้าเว็บขึ้นไปให้ได้คลิกเองในคำเดียวกัน
คำศัพท์ SEO ที่เจ้าของธุรกิจควรรู้
คำเหล่านี้พบบ่อยในรายงาน SEO และในการคุยกับเอเจนซี่ ตารางด้านล่างอธิบายแต่ละคำในประโยคเดียว
| คำ | ความหมาย |
|---|---|
| SERP (Search Engine Results Page) | หน้าผลการค้นหาที่ขึ้นหลังจากพิมพ์คำค้นหา รวมทั้งโฆษณา ผลการค้นหาแบบไม่เสียค่าโฆษณา แผนที่ และภาพรวมจาก AI (Artificial Intelligence) |
| Keyword | คำหรือวลีที่คนพิมพ์ลงในช่องค้นหา |
| Organic Traffic | ผู้เข้าชมที่มาจากการคลิกผลการค้นหาแบบไม่เสียค่าโฆษณา |
| Impressions | จำนวนครั้งที่หน้าเว็บของคุณแสดงในผลการค้นหา |
| CTR (Click-Through Rate) | สัดส่วนคลิกต่อการแสดงผล เช่น แสดง 100 ครั้งและได้ 5 คลิก คือ 5% |
| Index | ฐานข้อมูลหน้าเว็บของ Google หน้าที่ไม่อยู่ในดัชนีจะไม่แสดงในผลการค้นหา |
| Canonical | หน้าที่ Google เลือกเป็นตัวแทนเมื่อมีหลายหน้าเนื้อหาคล้ายกัน |
| Backlink | ลิงก์จากเว็บไซต์อื่นที่ชี้มายังเว็บไซต์ของคุณ |
| Featured Snippet | กล่องคำตอบด้านบนผลการค้นหาที่ยกข้อความจากหน้าเว็บหนึ่งมาแสดง |
| E-E-A-T (Experience, Expertise, Authoritativeness, Trustworthiness) | ประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ ความเป็นที่ยอมรับ และความน่าไว้ใจ ที่ Google ใช้อธิบายเนื้อหาที่มีคุณภาพ |
| Google Search Console | เครื่องมือของ Google ที่ไม่มีค่าใช้จ่าย แสดงคำค้นหา คลิก การแสดงผล และปัญหาการจัดทำดัชนีของเว็บไซต์ |
SEO ยังจำเป็นไหมเมื่อคนใช้ AI ค้นหา
ยังจำเป็น ภาพรวม AI (AI Overview) ของ Google และระบบ AI อย่าง ChatGPT และ Gemini ค้นหาหน้าเว็บแล้วเขียนคำตอบจากหน้าที่อ่าน คู่มือฟีเจอร์ AI ของ Google ระบุว่าหน้าเว็บต้องอยู่ในดัชนีและแสดงใน Google Search พร้อมข้อความตัวอย่างได้ จึงจะเป็นลิงก์สนับสนุนในภาพรวม AI หรือโหมด AI ได้ และพื้นฐาน SEO ที่มีอยู่ยังใช้ได้ทั้งหมด
คำที่คุณค้นหาจนมาเจอหน้านี้เป็นตัวอย่าง Ahrefs Keywords Explorer แสดงว่าหน้าผลการค้นหาของ Google สำหรับคำว่า seo คือ ในไทยมีภาพรวม AI อยู่ด้วย คนจำนวนหนึ่งจึงอ่านคำตอบสั้น ๆ ก่อนเลื่อนลงมาเห็นลิงก์ ในงานของเรา หน้าที่ติดอันดับดีและตอบคำถามได้ชัดในประโยคแรกมีโอกาสถูกอ้างอิงในคำตอบเหล่านี้มากกว่า
สิ่งที่เพิ่มเข้ามาจากงาน SEO เดิมคือการเขียนคำตอบให้ยกไปใช้ได้ทันที และการให้แบรนด์ถูกพูดถึงบนเว็บไซต์อื่นที่ AI อ่าน Mark McDowell ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Primal อธิบายในวิดีโอนี้ว่าทำไม SEO ยังได้ผลเมื่อคนใช้ AI ค้นหา (ภาษาอังกฤษ)
วิดีโอจากช่อง YouTube ของ Mark McDowell ว่าด้วยข้อมูลที่แสดงว่า SEO ยังทำงานในยุคที่คนค้นหาด้วย AI
ถ้าต้องการทีมที่ดูแลทั้งอันดับบน Google และการถูกอ้างอิงในคำตอบของ AI ดูรายละเอียดบริการรับทำ SEOของ Primal ทีม SEO ที่สำนักงานกรุงเทพฯ ของเราเริ่มจากดูอันดับ การอ้างอิงใน AI และลูกค้าที่ติดต่อเข้ามาจากการค้นหาของเว็บไซต์คุณในวันนี้ เทียบกับคู่แข่งที่ลูกค้าของคุณเลือก
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ SEO
SEO ใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะเห็นผล
ในงาน SEO ของ Primal การแก้ด้านเทคนิคและการปรับหน้าที่มีอยู่แล้วเปลี่ยนอันดับได้ภายในไม่กี่สัปดาห์ ส่วนคำที่มีคู่แข่งมากมักใช้เวลาหลายเดือนของงานเนื้อหาและลิงก์ ระยะเวลาจริงขึ้นกับอันดับที่เว็บไซต์เริ่มต้น จึงควรตั้งเป้าเป็นรายเดือน เพื่อให้เห็นความคืบหน้าก่อนที่คำใหญ่ที่สุดจะติดอันดับ
SEO Specialist คือใคร ทำอะไร
SEO Specialist คือคนที่วางแผนและทำงาน SEO ของเว็บไซต์ ตั้งแต่เลือกคีย์เวิร์ด ตรวจปัญหาด้านเทคนิค ปรับหน้าเว็บ จนถึงอ่านรายงานใน Search Console งานนี้ต้องทำร่วมกับนักพัฒนาเว็บไซต์และคนที่ติดต่อเว็บไซต์อื่น ที่ Primal ทีม SEO Specialist นักพัฒนาเว็บไซต์ และทีม Outreach ที่ติดต่อเว็บไซต์ภายนอกทำงานภายใต้ Technical Director คนเดียวกัน
ลูกค้ามักถามเราว่าเว็บไซต์ขึ้นหน้าแรกเมื่อค้นหาชื่อบริษัทแล้ว ทำไมลูกค้าใหม่ยังไม่เพิ่ม
อันดับของชื่อบริษัทพาคนที่รู้จักคุณอยู่แล้วเข้ามา คนที่ยังไม่รู้จักค้นหาด้วยชื่อสินค้าหรือปัญหาที่เขามี และในข้อมูลข้างต้น คำกลุ่มนี้คือการแสดงผลส่วนใหญ่ของแต่ละเว็บไซต์ ให้เปิด Search Console ดูว่าเว็บไซต์ติดอันดับคำที่ไม่มีชื่อแบรนด์คำไหนบ้าง และบริการหลักตัวไหนที่ยังไม่มีหน้ารองรับ
ลูกค้ามักถามเราว่าทำไมต้องทำ SEO ในเมื่อลงโฆษณาแล้วเห็นผลทันที
ถ้าแบรนด์ยังใหม่และยังไม่มีคนค้นหาสิ่งที่ขาย เราแนะนำให้เริ่มจากโฆษณา คอนเทนต์ TikTok และ Influencer ก่อน SEO เหมาะเมื่อลูกค้าค้นหาสิ่งที่คุณขายบน Google หรือถาม AI อยู่แล้ว เพราะคนที่มาจากการค้นหาตั้งใจหาสิ่งนั้นอยู่ คำที่เว็บไซต์ติดอันดับแล้วลดงบโฆษณาลงได้ ส่วนคำที่ยังไม่ติดอันดับ โฆษณายังพาคนมาได้ระหว่างที่งาน SEO ดำเนินไป
ลูกค้ามักถามเราว่าถ้า AI ตอบบนหน้าผลการค้นหาแล้ว คนจะยังคลิกเข้าเว็บไซต์ไหม
ในมุมของเรา ภาพรวม AI ลดคลิกในคำค้นหาที่ถามความหมายหรือข้อมูลทั่วไปมากที่สุด ส่วนคำที่คนใช้เปรียบเทียบหรือตัดสินใจซื้อ คนยังคลิกต่อจากลิงก์ที่ AI อ้างอิงหรือจากผลการค้นหาด้านล่าง หน้าที่ถูกอ้างอิงยังทำให้ชื่อแบรนด์อยู่ในคำตอบ แม้คนอ่านจะไม่คลิก
ลูกค้ามักถามเราว่าคู่แข่งใช้ชื่อโดเมนที่มีคีย์เวิร์ด จึงขึ้นก่อนใช่ไหม
ชื่อโดเมนที่มีคีย์เวิร์ดช่วยได้ระดับหนึ่ง เว็บไซต์อื่นยังขึ้นไปอยู่เหนือได้ ถ้าตอบคำค้นหาได้ครบกว่าและมีเว็บไซต์อื่นลิงก์มามากกว่า เมื่อคู่แข่งอยู่เหนือคุณ ให้เทียบจำนวนเว็บไซต์ที่ลิงก์มาหาแต่ละฝั่ง (Referring Domains) และดูว่าหน้าของคู่แข่งตอบคำถามอะไรที่หน้าของคุณยังไม่ตอบ

Technical Director
Bhubase Techakarnsupat หรือ Chet เป็นผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคของ Primal และดูแลทีมเทคนิค ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้าน Search นักพัฒนา และผู้เชี่ยวชาญด้าน Outreach เขามีประสบการณ์มากว่า 15 ปีในงาน Technical SEO (Search Engine Optimisation), AEO (Answer Engine Optimisation) และ GEO (Generative Engine Optimisation)
เกี่ยวกับผู้เขียน




