ติดต่อทีมงาน
ภาพประกอบบทความ E-E-A-T คืออะไร แสงฟุ้งสีฟ้าอมเขียว ส้มอมชมพู และเหลืองบนพื้นสีครีมอ่อน มีเส้นวงกลมบางๆ ซ้อนกัน และวงแหวนแสงสีขาววงเล็กที่มุมขวาบน

โดย Pimlapat Phansuathongเผยแพร่: อัปเดต: อ่าน 14 นาที

E-E-A-T คืออะไร Google ใช้อย่างไร และเว็บไซต์ต้องแสดงอะไร

E-E-A-T คือ Experience, Expertise, Authoritativeness และ Trust หรือประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ ความน่าเชื่อถือ และความไว้วางใจ ซึ่งเป็นแนวคิดในหลักเกณฑ์ของผู้ประเมินคุณภาพการค้นหาของ Google (หลายคนพิมพ์ค้นว่า EEAT) Google ระบุว่า E-E-A-T ไม่ใช่ปัจจัยจัดอันดับโดยเฉพาะ แต่ระบบใช้หลายปัจจัยร่วมกันเพื่อหาเนื้อหาที่มีคุณสมบัติเหล่านี้ และให้น้ำหนักมากขึ้นกับหัวข้อที่กระทบสุขภาพ การเงิน หรือความปลอดภัย

ประเด็นสำคัญ

  • Google ระบุว่าความไว้วางใจ (Trust) สำคัญที่สุดใน E-E-A-T และหลักเกณฑ์ของผู้ประเมินระบุว่าหน้าที่ไม่น่าไว้วางใจมี E-E-A-T ต่ำ ไม่ว่าจะดูมีประสบการณ์หรือเชี่ยวชาญเพียงใด
  • Google ระบุว่า E-E-A-T ไม่ใช่ปัจจัยในการจัดอันดับโดยเฉพาะ คะแนนจากผู้ประเมินคุณภาพไม่มีผลโดยตรงต่ออันดับของหน้าเว็บใด และ Google ไม่ได้เผยแพร่คะแนน E-E-A-T ให้ใครดู
  • ในคำตอบของ AI 285, 098 คำตอบเกี่ยวกับ 171 แบรนด์ ที่ Elevate, Primal's AI Visibility Tracker เก็บในเดือนที่ผ่านมา เว็บไซต์ของแบรนด์ถูกอ้างอิงในราว 1 ใน 5 คำตอบ และสำหรับ 121 แบรนด์ แหล่งที่ถูกอ้างอิงบ่อยที่สุดเป็นเว็บไซต์ของผู้อื่น
  • หัวข้อ YMYL (Your Money or Your Life) คือหัวข้อที่อาจกระทบสุขภาพ การเงิน หรือความปลอดภัยของผู้คน และ Google ระบุว่าระบบให้น้ำหนักกับ E-E-A-T มากขึ้นในหัวข้อเหล่านี้
  • Google ให้ถามว่าใคร อย่างไร และทำไม กับทุกเนื้อหา และระบุว่าการสร้างโปรไฟล์ผู้เขียนปลอม เช่น ภาพศีรษะที่ AI สร้าง ชื่อที่แต่งขึ้น หรือคุณวุฒิเท็จ เป็นการหลอกลวงรูปแบบหนึ่ง ซึ่งทำให้หน้าเว็บไม่น่าไว้วางใจ

E-E-A-T คืออะไร

E-E-A-T คือคำที่ Google ใช้อธิบายเนื้อหาที่น่าไว้วางใจ ย่อมาจาก Experience (ประสบการณ์), Expertise (ความเชี่ยวชาญ), Authoritativeness (ความน่าเชื่อถือ) และ Trust (ความไว้วางใจ) คำนี้มาจากหลักเกณฑ์ของผู้ประเมินคุณภาพการค้นหา ที่ Google ใช้ฝึกคนที่ประเมินผลการค้นหา หน้าเอกสารภาษาไทยของ Google เรื่องเนื้อหาที่มีประโยชน์ ระบุว่าในบรรดา 4 ด้านนี้ ความไว้วางใจสำคัญที่สุด

E-E-A-T เป็นคำอธิบายว่าระบบของ Google พยายามให้ความสำคัญกับหน้าเว็บแบบไหน และไม่มีคะแนนให้ใครเปิดดู ผู้ประเมินของ Google ดู E-E-A-T จากสิ่งที่เว็บไซต์บอกเกี่ยวกับตัวเอง สิ่งที่คนอื่นพูดถึงเว็บไซต์นั้น และสิ่งที่เห็นบนหน้าเว็บ

ข้อมูลของเราแสดงว่าคำตอบของ AI (Artificial Intelligence) ก็พึ่งสิ่งที่คนอื่นพูดถึงแบรนด์เช่นกัน ในเดือนที่ผ่านมา Elevate, Primal’s AI Visibility Tracker เก็บคำตอบของ AI ได้ 285,098 คำตอบ จากคำถามในหมวดสินค้าและบริการของ 171 แบรนด์ เว็บไซต์ของแบรนด์เองถูกอ้างอิงในราว 1 ใน 5 คำตอบเท่านั้น

งาน E-E-A-T จึงมี 2 ส่วน ส่วนแรกอยู่บนเว็บไซต์ของคุณ หน้าเว็บต้องบอกให้ชัดว่าใครเป็นเจ้าของเว็บไซต์ ใครเขียนแต่ละหน้า และข้อมูลมาจากไหน ส่วนที่สองอยู่นอกเว็บไซต์ รีวิว โพสต์ และบทความที่คนอื่นเขียนถึงคุณต้องมีอยู่จริงในที่ที่ระบบค้นหาและ AI อ่าน

E-E-A-T แต่ละตัวหมายถึงอะไร

แต่ละตัวอักษรคือคำถามที่ผู้ประเมินถามเกี่ยวกับหน้าเว็บและผู้สร้างเนื้อหา หลักเกณฑ์ของผู้ประเมินให้ตัวอย่างไว้ทุกข้อ

  • Experience (ประสบการณ์) ถามว่าผู้สร้างเนื้อหามีประสบการณ์ตรงหรือประสบการณ์ชีวิตในเรื่องนั้นหรือไม่ ตัวอย่างของ Google คือรีวิวสินค้าจากคนที่ใช้สินค้าจริง เทียบกับ “รีวิว” จากคนที่ไม่เคยใช้
  • Expertise (ความเชี่ยวชาญ) ถามว่าผู้สร้างเนื้อหามีความรู้หรือทักษะที่หัวข้อนั้นต้องการหรือไม่ ตัวอย่างคือคำแนะนำเรื่องเดินสายไฟในบ้านจากช่างไฟฟ้า เทียบกับคนที่ชอบบ้านเก่าแต่ไม่รู้เรื่องไฟฟ้า
  • Authoritativeness (ความน่าเชื่อถือ) ถามว่าผู้สร้างเนื้อหาหรือเว็บไซต์เป็นแหล่งที่คนหันมาหาในหัวข้อนั้นหรือไม่ ตัวอย่างคือหน้าทางการของหน่วยงานรัฐเรื่องการต่ออายุหนังสือเดินทาง
  • Trust (ความไว้วางใจ) ถามว่าหน้านั้นถูกต้อง ซื่อตรง ปลอดภัย และเชื่อถือได้แค่ไหน ร้านค้าออนไลน์ต้องมีระบบชำระเงินที่ปลอดภัยและบริการลูกค้าที่ไว้ใจได้ ส่วนโพสต์โซเชียลมีเดียเพื่อความบันเทิงไม่ต้องการความไว้วางใจระดับนั้น

ตารางด้านล่างแปลงคำถามทั้ง 4 ข้อเป็นสิ่งที่ผู้อ่านมองหาบนเว็บไซต์ธุรกิจ

ด้าน คำถาม สิ่งที่ตอบคำถามบนเว็บไซต์ธุรกิจ
Experience ผู้เขียนเคยทำหรือใช้สิ่งนี้จริงไหม รูปถ่ายของคุณเอง ผลงานจริง และขั้นตอนจากงานที่ทำจริง
Expertise ผู้เขียนรู้เรื่องนี้จริงไหม ชื่อผู้เขียน คุณวุฒิ และใบอนุญาตที่ตรงกับหัวข้อ
Authoritativeness คนอื่นใช้คุณเป็นแหล่งข้อมูลไหม รีวิว ข่าวในสื่อ โปรไฟล์บนเว็บไซต์ในอุตสาหกรรม และลิงก์จากเว็บไซต์ในสายงานเดียวกัน
Trust หน้านี้ถูกต้องและปลอดภัยไหม ชื่อบริษัท ที่อยู่ ข้อมูลติดต่อ ระบบชำระเงินที่ปลอดภัย และแหล่งที่มาของทุกตัวเลข

หลักเกณฑ์ฉบับภาษาอังกฤษวาด Experience, Expertise และ Authoritativeness เป็นวงกลมซ้อนกัน โดยมี Trust อยู่ตรงกลาง หลักเกณฑ์อธิบายว่าหน้าที่ไม่น่าไว้วางใจมี E-E-A-T ต่ำ แม้จะดูมีประสบการณ์หรือเชี่ยวชาญเพียงใด ตัวอย่างที่ใช้คือการหลอกลวงทางการเงินที่ทำโดยมิจฉาชีพที่ชำนาญ

ส่วน E-E-A-T ในหลักเกณฑ์ของผู้ประเมินคุณภาพการค้นหาของ Google ฉบับภาษาอังกฤษ มีแผนภาพวงกลม Experience, Expertise และ Authoritativeness ซ้อนกัน โดยมี Trust อยู่ตรงกลาง และตัวอย่างระดับความไว้วางใจที่หน้าเว็บแต่ละแบบต้องการ

หน้าเว็บไม่จำเป็นต้องแสดงครบทั้ง 4 ด้าน หน้าเอกสารของ Google ระบุว่าเนื้อหาบางอย่างมีประโยชน์เพราะประสบการณ์ที่เล่า และบางอย่างมีประโยชน์เพราะความเชี่ยวชาญ

E-E-A-T เป็นปัจจัยในการจัดอันดับของ Google หรือไม่

ไม่ใช่ปัจจัยโดยตรง หน้าเอกสารภาษาไทยของ Google ระบุว่า E-E-A-T ไม่ใช่ปัจจัยในการจัดอันดับโดยเฉพาะ ระบบใช้หลายปัจจัยร่วมกันเพื่อหาเนื้อหาที่แสดงประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ ความน่าเชื่อถือ และความไว้วางใจ

หน้าวิธีที่ Google จัดอันดับผลการค้นหา อธิบายต่อว่า หลังจากหาเนื้อหาที่เกี่ยวข้องได้แล้ว ระบบจะมองหาสัญญาณที่บอกว่าเนื้อหาใดแสดงความเชี่ยวชาญ ความน่าเชื่อถือ และความน่าไว้วางใจ ปัจจัยหนึ่งคือการที่เว็บไซต์ที่โดดเด่นอื่นลิงก์มาหรืออ้างถึงเนื้อหานั้น

ผู้ประเมินคุณภาพก็ไม่ได้กำหนดอันดับ หลักเกณฑ์ระบุว่าคะแนนจากการประเมินครั้งใดครั้งหนึ่งไม่มีผลโดยตรงต่อการแสดงผลของหน้าเว็บใน Google Search Google ใช้คะแนนเหล่านี้วัดว่าระบบค้นหาทำงานได้ดีแค่ไหน และใช้เป็นตัวอย่างผลการค้นหาที่ดีและไม่ดีเพื่อปรับปรุงระบบ

Google ไม่ได้เผยแพร่คะแนน E-E-A-T ไม่ได้บอกว่าแต่ละสัญญาณมีน้ำหนักเท่าไร และไม่มีรายการตรวจสอบใดที่ทำครบแล้วรับประกันอันดับ เราจึงใช้ E-E-A-T เป็นรายการคำถามสำหรับตรวจหน้าเว็บในแบบที่ลูกค้าตรวจ

ผู้ประเมินของ Google ดู E-E-A-T จากที่ไหน

ผู้ประเมินดู E-E-A-T จาก 3 แหล่ง หลักเกณฑ์ของผู้ประเมินเรียงไว้ดังนี้

  1. สิ่งที่เว็บไซต์หรือผู้สร้างเนื้อหาบอกเกี่ยวกับตัวเอง เริ่มจากหน้าเกี่ยวกับเรา (About) และหน้าโปรไฟล์ของผู้เขียน
  2. สิ่งที่คนอื่นพูดถึง ทั้งรีวิวอิสระ ข่าว และแหล่งข้อมูลอื่นที่เชื่อถือได้เกี่ยวกับเว็บไซต์หรือผู้สร้างเนื้อหา
  3. สิ่งที่เห็นบนหน้าเว็บ รวมถึงรีวิวและความคิดเห็นใต้เนื้อหา Google ยกตัวอย่างว่าวิดีโอที่ช่างทำผมทำผมให้ลูกค้าจริง แสดงความเชี่ยวชาญได้ในตัวเอง

หลักเกณฑ์ยังเตือนเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน รีวิวจากคนที่ซื้อสินค้ามาใช้เองมีคุณค่า ส่วนรีวิวจากผู้ผลิต หรือจากอินฟลูเอนเซอร์ที่ได้รับเงินเพื่อโปรโมต น่าไว้วางใจน้อยกว่า สำหรับรีวิวจากลูกค้า ผู้ประเมินได้รับคำแนะนำให้ระวังทั้งรีวิวด้านบวกและด้านลบ และให้อ่านเนื้อหาของรีวิว แทนการดูแค่จำนวนดาว

AI อ่านจากแหล่งที่ 2 มากเช่นกัน ในคำตอบชุดเดียวกัน 285,098 คำตอบ แหล่งที่ถูกอ้างอิงบ่อยที่สุดของ 121 จาก 171 แบรนด์เป็นเว็บไซต์ของผู้อื่น ทั้งเว็บไซต์ภายนอก โซเชียลมีเดีย และเว็บไซต์ของคู่แข่ง มีเพียง 50 แบรนด์ที่เว็บไซต์ของตัวเองถูกอ้างอิงบ่อยที่สุด

YMYL คืออะไร และทำไมต้องการ E-E-A-T สูงกว่า

YMYL ย่อมาจาก Your Money or Your Life คือหัวข้อที่อาจกระทบสุขภาพ ความมั่นคงทางการเงิน หรือความปลอดภัยของผู้คน หรือความเป็นอยู่ที่ดีของสังคม หน้าเอกสารของ Google ระบุว่าระบบให้น้ำหนักกับเนื้อหาที่มี E-E-A-T มากขึ้นในหัวข้อเหล่านี้

หลักเกณฑ์แบ่งความเสียหายที่อาจเกิดเป็น 4 กลุ่ม คือสุขภาพหรือความปลอดภัย ความมั่นคงทางการเงิน ภาครัฐและสังคม (เช่น ข้อมูลการเลือกตั้ง) และความเสียหายอื่นต่อผู้คนหรือสังคม หลักเกณฑ์ยกตัวอย่างว่า “เมื่อไรควรไปห้องฉุกเฉิน” เป็นหัวข้อ YMYL ส่วน “ควรเปลี่ยนแปรงสีฟันบ่อยแค่ไหน” ไม่ใช่ หลักเกณฑ์ระบุด้วยว่าหัวข้อส่วนใหญ่ไม่ใช่ YMYL

เมื่อใช้เกณฑ์นี้กับธุรกิจ หน้าบริการของคลินิก โรงพยาบาล บริษัทประกัน ธนาคาร และสำนักงานกฎหมาย เป็นหน้า YMYL ส่วนเมนูร้านอาหารไม่ใช่

หัวข้อ YMYL ไม่ได้ต้องการผู้เชี่ยวชาญทุกครั้ง หลักเกณฑ์แยกระหว่างประสบการณ์ที่คนแบ่งปันกันได้ กับข้อมูลที่ควรมาจากผู้เชี่ยวชาญ ตามตัวอย่างในตารางนี้

หัวข้อ ประสบการณ์ที่แบ่งปันได้ ข้อมูลที่ควรมาจากผู้เชี่ยวชาญ
นอนหลับยากระหว่างตั้งครรภ์ วิธีใช้หมอนให้นอนสบายในท่าที่ปลอดภัย จากคนที่เคยผ่านมา ยานอนหลับที่ปลอดภัยระหว่างตั้งครรภ์
การกรอกแบบฟอร์มภาษี วิดีโอขำขันเรื่องความยุ่งยากของการทำภาษี ขั้นตอนการกรอกแบบฟอร์มภาษี
การออมเพื่อเกษียณ รีวิวบริการออมเพื่อเกษียณจากคนที่ใช้จริง ควรออมเท่าไรและลงทุนในสินทรัพย์แบบไหน

สำหรับหน้าธุรกิจในหัวข้อ YMYL ให้ผู้มีคุณวุฒิเขียนหรือตรวจเนื้อหา แล้วระบุชื่อและคุณวุฒิของคนนั้นบนหน้า หน้าสินค้าที่ต้องได้รับเลขทะเบียนหรือเลขจดแจ้งจากหน่วยงานรัฐ ควรแสดงเลขนั้นให้ผู้ซื้อตรวจสอบได้

E-E-A-T เกี่ยวกับ AI Overviews และ AI Search อย่างไร

AI Overviews และ AI Mode เลือกหน้าเว็บด้วยระบบการจัดอันดับหลักและระบบคุณภาพหลักชุดเดียวกับ Google Search ซึ่งเป็นระบบที่มองหาเนื้อหาที่มี E-E-A-T คู่มือของ Google เรื่องฟีเจอร์ Generative AI ใน Search อธิบายว่าระบบใช้การจัดอันดับหลักดึงหน้าเว็บจากดัชนี แล้วเขียนคำตอบพร้อมลิงก์ไปยังหน้าเหล่านั้น

คู่มือเดียวกันระบุว่ารีวิวจากประสบการณ์ตรงให้มุมมองที่ไม่มีที่อื่น ส่วนการสรุปเนื้อหาที่มีอยู่แล้วให้ได้แค่ข้อมูลที่หาได้จากที่อื่น Google ยังเขียนไว้ว่าการพยายามสร้าง “การกล่าวถึง” ที่ไม่แท้จริงไปทั่วเว็บอาจไม่ได้ผลอย่างที่คิด เพราะฟีเจอร์ AI ของ Google พึ่งทั้งระบบคุณภาพและระบบตรวจจับสแปม

แผนภูมิด้านล่างมาจากข้อมูลของเรา นับว่าเว็บรีวิวและเว็บชุมชนที่ผู้ใช้เขียนจากการใช้งานของตัวเอง อยู่ใน 15 แหล่งที่ AI อ้างอิงบ่อยที่สุดของกี่แบรนด์ จาก 171 แบรนด์

แผนภูมิแท่งจากข้อมูลของ Primal แสดงจำนวนแบรนด์จาก 171 แบรนด์ที่มีเว็บไซต์นี้อยู่ใน 15 แหล่งที่ AI อ้างอิงบ่อยที่สุด Pantip 48 แบรนด์ Lemon8 33 Tripadvisor 22 Reddit 22 และ Wongnai 13

Pantip อยู่ในรายการของ 48 แบรนด์ และ Lemon8 อยู่ในรายการของ 33 แบรนด์ ผู้คนใช้เว็บเหล่านี้ตั้งกระทู้และเขียนรีวิวจากการใช้งานของตัวเอง คำตอบของ AI เกี่ยวกับแบรนด์จึงมีประสบการณ์ของลูกค้าจากนอกเว็บไซต์ของแบรนด์อยู่ด้วย วิธีที่ AI เลือกแหล่งอ้างอิงอธิบายไว้ในบทความAI Search คืออะไร

People-First Content และระบบ Helpful Content คืออะไร

People-First Content คือเนื้อหาที่ทำขึ้นเพื่อผู้อ่านเป็นหลัก หน้าเอกสารของ Google ใช้คำนี้เทียบกับเนื้อหาที่ทำขึ้นเพื่อดึงการเข้าชมจากเครื่องมือค้นหา และให้คำถามสำหรับประเมินเนื้อหาของตัวเอง ตัวอย่างเช่น

  • เนื้อหามีข้อมูล การวิจัย หรือการวิเคราะห์ที่เป็นของคุณเองหรือไม่
  • ถ้าใช้ข้อมูลจากแหล่งอื่น คุณได้เพิ่มคุณค่าของตัวเองลงไปหรือไม่
  • หลังอ่านจบ ผู้อ่านได้ข้อมูลพอที่จะทำสิ่งที่ตั้งใจไว้ต่อได้หรือไม่

Google Search Essentials จัดการสร้างเนื้อหาที่มีประโยชน์ น่าเชื่อถือ และคำนึงถึงผู้ใช้เป็นหลัก ไว้เป็นข้อแรกของแนวทางปฏิบัติที่อาจส่งผลต่อการจัดอันดับมากที่สุด

ส่วน Helpful Content คือชื่อระบบที่ Google ประกาศในปี 2022 เพื่อให้ผู้ค้นหาเห็นเนื้อหาต้นฉบับที่คนเขียนเพื่อผู้อ่าน หน้าแนะนำระบบการจัดอันดับของ Google จัดระบบนี้ไว้ในกลุ่มระบบที่เลิกใช้แล้ว และระบุว่าในปี 2024 ระบบนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบการจัดอันดับหลัก

วิธีแสดง E-E-A-T บนเว็บไซต์

แสดงให้ผู้อ่านเห็นว่าใครเป็นเจ้าของเว็บไซต์ ใครเขียนแต่ละหน้า เนื้อหามาจากงานจริงอย่างไร และข้อมูลมาจากไหน หน้าเอกสารของ Google สรุปเรื่องนี้เป็น 3 คำถาม คือใคร อย่างไร และทำไม และระบุว่าคำถาม “ทำไม” อาจสำคัญที่สุด

  1. บอกว่าใครเป็นเจ้าของเว็บไซต์ ใส่ชื่อบริษัทตามที่จดทะเบียน ที่อยู่ เบอร์โทร และอีเมลไว้ในหน้าเกี่ยวกับเราหรือหน้าติดต่อ และใส่เลขทะเบียนนิติบุคคลไว้ท้ายเว็บไซต์ เว็บไซต์ที่รับชำระเงินควรบอกช่องทางบริการลูกค้าให้ชัด
  2. ใส่ชื่อผู้เขียนและลิงก์ไปหน้าผู้เขียน หน้าผู้เขียนควรมีบทบาท ประสบการณ์ การศึกษา ใบรับรอง และลิงก์ไปยังโปรไฟล์สาธารณะที่ตรวจสอบได้
  3. ใส่ประสบการณ์ตรงและบอกว่าทำเนื้อหาอย่างไร ใช้รูปถ่าย ผลงาน และขั้นตอนจากงานจริงของคุณ ถ้าเป็นรีวิว บอกว่าทดสอบสินค้ากี่ชิ้นและได้ผลอย่างไร ถ้าใช้ AI ช่วยทำเนื้อหา บอกว่าใช้อย่างไร
  4. อ้างอิงแหล่งที่มาของทุกตัวเลข ลิงก์ไปยังต้นฉบับ เช่น หน่วยงานรัฐ เอกสารของแพลตฟอร์ม หรืองานวิจัย และแก้วันที่ของหน้าเมื่อเนื้อหาเปลี่ยนจริงเท่านั้น
  5. ใส่ชื่อผู้เขียนบนหน้าที่ตอบคำถาม คำค้นที่เป็นคำถามส่วนใหญ่ไปที่หน้าบทความ ในข้อมูล Search Console ของเว็บไซต์ลูกค้า 69 แห่งช่วง 1 สัปดาห์ เมื่อดูค่ากลาง หน้าบทความได้การแสดงผลจากคำค้นที่เป็นคำถามราว 9 ใน 10 ส่วนหน้าแรกและหน้าสินค้าหรือบริการได้ไม่ถึง 1 ใน 100 รายละเอียดอยู่ในบทความAEO คืออะไร
  6. ดูแลสิ่งที่คนอื่นพูดถึงคุณ ขอรีวิวจากลูกค้าจริงบน Google Business Profile ทำโปรไฟล์บนเว็บไซต์ในอุตสาหกรรมให้ครบ และให้เว็บไซต์ในสายงานเดียวกันอ้างถึงหรือลิงก์มาหาคุณ วิธีได้ลิงก์ที่มีคุณภาพอยู่ในบทความBacklink คืออะไร
  7. ให้ผู้มีคุณวุฒิเขียนหรือตรวจหน้า YMYL แล้วระบุชื่อ ตำแหน่ง และคุณวุฒิของคนนั้นบนหน้า

ข้อ 2 มาจากคำถาม “ใคร” ของ Google โดยตรง ส่วนนี้ของหน้าเอกสารภาษาไทยถามว่าผู้เข้าชมเห็นชัดไหมว่าใครเขียน และบรรทัดชื่อผู้เขียนพาไปยังข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้เขียนหรือไม่

ส่วน ใคร (ผู้สร้างเนื้อหา) ในหน้าเอกสารภาษาไทยของ Google เรื่องการสร้างเนื้อหาที่มีประโยชน์ ถามว่าผู้เข้าชมเห็นชัดไหมว่าใครเป็นผู้เขียน หน้าเว็บมีบรรทัดชื่อผู้เขียนไหม และเตือนว่าการสร้างโปรไฟล์ผู้เขียนปลอมเป็นการหลอกลวง

เว็บไซต์นี้ทำข้อ 2 และข้อ 4 ในทุกบทความ ทุกบทความมีชื่อผู้เขียนที่ลิงก์ไปยังหน้าผู้เขียน หน้าผู้เขียนแสดงความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ทำงาน การศึกษา ใบรับรอง และลิงก์ไปยัง LinkedIn และส่งข้อมูลเดียวกันให้ระบบค้นหาในรูป Structured Data แบบ Person ตัวเลขจากข้อมูลของ Primal ทุกตัวระบุขนาดตัวอย่างและช่วงเวลาไว้ในประโยค และสมาชิกทีม Primal ที่ลงมือทำงานนั้นเพิ่มข้อสังเกตก่อนบทความเผยแพร่

Mark McDowell ผู้ก่อตั้ง Primal เห็นมาแล้วว่าการแสดงหลักฐานความน่าเชื่อถือเปลี่ยนผลลัพธ์ของลูกค้าได้ โรงเรียนนานาชาติแห่งหนึ่งมาหาเราด้วยเว็บไซต์ที่ Google มองว่าไม่น่าเชื่อถือ และมีลิงก์จากเว็บไซต์คุณภาพต่ำชี้เข้ามา เราเพิ่มหลักฐานด้านประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ และความเป็นที่ยอมรับของคนจริงที่อยู่เบื้องหลังเนื้อหา และเอาลิงก์ที่ไม่ดีออก การติดต่อจากผลการค้นหาของโรงเรียนเพิ่มขึ้นมากภายในปีเดียว ส่วนเว็บไซต์ธุรกิจที่ผมตรวจดูในปีนี้ บางบทความยังไม่มีชื่อผู้เขียนบนหน้าเลย การเพิ่มชื่อผู้เขียนเป็นการแก้ไขเล็ก ๆ ที่ช่วยได้

เนื้อหาแบบไหนที่ทำให้ E-E-A-T ต่ำ

เนื้อหาที่หลอกผู้อ่านหรือไม่เพิ่มอะไรใหม่ทำให้ E-E-A-T ต่ำ หลักเกณฑ์ของผู้ประเมินและหน้าเอกสารของ Google ยกตัวอย่างไว้หลายแบบ

  • โปรไฟล์ผู้เขียนปลอม เช่น ภาพศีรษะที่ AI สร้าง ชื่อที่แต่งขึ้น หรือคุณวุฒิเท็จ Google ระบุว่านี่คือการหลอกลวง และการหลอกลวงทุกรูปแบบทำให้หน้าเว็บไม่น่าไว้วางใจ
  • บทความที่สรุปสิ่งที่คนอื่นเขียนไว้แล้ว โดยไม่เพิ่มข้อมูลหรือมุมมองของตัวเอง
  • การเปลี่ยนวันที่ของหน้าให้ดูใหม่ ทั้งที่เนื้อหาไม่ได้เปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญ
  • ข้อความจำนวนมากที่สร้างด้วย Generative AI โดยไม่มีคนตรวจหรือดูแล ซึ่งหน้าเอกสารของ Google จัดเป็นงานที่แทบไม่ใช้ความพยายาม
  • รีวิวที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน เช่น รีวิวที่ผู้ผลิตเขียนเอง
  • ข้อมูลผิดในหัวข้อ YMYL ซึ่ง Google ต้องการให้ถูกต้องสูงและสอดคล้องกับความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ

ถ้าต้องการทีมที่ดูแลเรื่องเหล่านี้ไปพร้อมกับ SEO (Search Engine Optimisation) ของทั้งเว็บไซต์ บริการ SEO ของ Primal ดูแลทั้งด้านเทคนิค เนื้อหา และลิงก์ของเว็บไซต์ รวมถึงการถูกอ้างอิงในคำตอบของ AI ทีมของเราทำงานจากสำนักงานในกรุงเทพฯ กัวลาลัมเปอร์ และสิงคโปร์

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ E-E-A-T

E-E-A-T กับ E-A-T ต่างกันอย่างไร

E-A-T คือชื่อเดิมที่มี 3 ด้าน คือ Expertise, Authoritativeness และ Trustworthiness Google เพิ่ม Experience เป็นด้านที่ 4 ในปี 2022 ตามบล็อก Google Search Central หลักเกณฑ์ปัจจุบันใช้ชื่อ E-E-A-T ส่วนคำว่า EAT และ EEAT ที่หลายคนพิมพ์ค้นหมายถึงแนวคิดเดียวกัน

ลูกค้ามักถามเราว่าคะแนนความน่าเชื่อถือในเครื่องมือ SEO คือคะแนน E-E-A-T หรือไม่

ไม่ใช่ Google ไม่ได้เผยแพร่คะแนน E-E-A-T และระบุว่า E-E-A-T ไม่ใช่ปัจจัยในการจัดอันดับโดยเฉพาะ คะแนนในเครื่องมือ SEO เป็นค่าที่เครื่องมือนั้นคำนวณเอง ให้ดูก่อนว่าเครื่องมือวัดอะไร แล้วแก้สิ่งที่ลูกค้าจะเห็น เช่น ข้อมูลบริษัทที่ขาดไป หน้าผู้เขียนที่ไม่มีรายละเอียด หรือรีวิวจากลูกค้าจริงที่ยังน้อย

ลูกค้ามักถามเราว่าทำไม AI แนะนำแบรนด์อื่น ทั้งที่เว็บไซต์ของเรามีข้อมูลมากกว่า

เพราะเว็บไซต์ของคุณเป็นแค่ส่วนหนึ่งของสิ่งที่ AI อ่าน ในข้อมูลของเรา เว็บไซต์ของแบรนด์ถูกอ้างอิงในราว 1 ใน 5 คำตอบเกี่ยวกับแบรนด์นั้น แบรนด์ที่มีรีวิวและข่าวบนเว็บไซต์อื่นจึงให้ AI มีแหล่งอ้างอิงมากกว่า การเพิ่มหน้าบนเว็บไซต์ของคุณเองไม่ได้เปลี่ยนสิ่งที่เว็บไซต์อื่นเขียนถึงคุณ

ใช้ AI ช่วยเขียนบทความแล้ว E-E-A-T ต่ำลงหรือไม่

ไม่ได้ต่ำลงเพราะใช้ AI อย่างเดียว หลักเกณฑ์ของผู้ประเมินระบุว่า Generative AI เป็นเครื่องมือที่ช่วยสร้างเนื้อหาได้ และก็ถูกใช้ผิดวิธีได้เหมือนเครื่องมืออื่น ปัญหาเกิดเมื่อสร้างข้อความจำนวนมากโดยไม่มีคนตรวจ ให้ผู้เขียนตัวจริงใส่ประสบการณ์ตรงและตรวจข้อเท็จจริงทุกข้อ แล้วบอกผู้อ่านว่าใช้ AI อย่างไรเมื่อผู้อ่านน่าจะอยากรู้

ธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่มีข่าวในสื่อแสดง E-E-A-T ได้หรือไม่

ได้ หลักเกณฑ์ของผู้ประเมินระบุว่าเว็บไซต์ขนาดเล็กอาจมีข้อมูลชื่อเสียงน้อยหรือไม่มีเลย และไม่ได้เป็นสัญญาณว่าคุณภาพสูงหรือต่ำ ธุรกิจในท้องถิ่นจำนวนมากอาศัยการบอกต่อ ผู้ประเมินจึงดูปัจจัยอื่นบนหน้าเว็บแทน เริ่มจากหน้าเกี่ยวกับเรา ข้อมูลติดต่อ ชื่อผู้เขียน และรีวิวบน Google Business Profile

Pimlapat Phansuathong

Pimlapat Phansuathong

Content Writer

Pimlapat Phansuathong เป็นนักเขียนคอนเทนต์ของ Primal มีประสบการณ์ด้านงานเขียนกว่า 6 ปี เธอเขียนคอนเทนต์สำหรับการทำ SEO (Search Engine Optimisation) ตั้งแต่การวิเคราะห์ Search Intent และการทำ Keyword Research ไปจนถึงการวางโครงสร้างบทความ และร่วมงานกับ Primal ตั้งแต่ปี 2022

เกี่ยวกับผู้เขียน

ร่วมกับผู้นำธุรกิจกว่า 20,000 คนที่รับข่าวสาร มุมมอง และเทคนิคการตลาดล่าสุดในยุค AI

คุยกัน 30 นาที

คุยกับเรา

นัดคุยสั้น ๆ เพื่อดูว่าเราช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างไร โดยไม่ต้องเปลี่ยนเอเจนซี่ไปเรื่อย ๆ ไม่ต้องรอให้ถึงปีที่ดีกว่า และไม่ต้องจ้างทีมภายในที่มีค่าใช้จ่ายสูง

  • เราทำความเข้าใจธุรกิจและเป้าหมายของคุณ
  • เราหาว่าการเติบโตของคุณมาจากช่องทางไหนได้บ้าง
  • คุณจะเห็นขั้นตอนถัดไป คือการประชุมวางกลยุทธ์ แล้วจึงเริ่มดำเนินงาน
4.9ลูกค้าของ Primal 4 ท่านที่เขียนรีวิว
บน Google

ติดต่อทีมงาน

กรอกแบบฟอร์มนี้ แล้วผู้เชี่ยวชาญของ Primal จะติดต่อกลับเพื่อทำความเข้าใจแบรนด์และเป้าหมายของคุณ

ทีมของเราจะติดต่อกลับภายใน 24 ชั่วโมง (ในวันทำการ)