ติดต่อทีมงาน
แผ่นกระจกฝ้าว่างเปล่าลอยอยู่ทางขวาบนบนพื้นสีครีมสว่าง ด้านหลังมีแถบแสงสีส้มอมชมพู ฟ้าอมเขียว และเหลืองซ้อนกันเป็นแถวจากบนลงล่าง สื่อถึงการทำ SEO ที่ขยับหน้าเว็บขึ้นไปอยู่อันดับต้นบน Google

โดย Mark McDowellเผยแพร่: อัปเดต: อ่าน 13 นาที

เผยแพร่ครั้งแรกโดย Sitvisut Anantnakarakul ปรับปรุงโดย Mark McDowell เมื่อ 2026-10-20

วิธีการทำ SEO 9 ขั้นตอน ตั้งแต่คีย์เวิร์ดจนถึงวัดผล

การทำ SEO (Search Engine Optimisation) คือการปรับเว็บไซต์ให้หน้าเว็บติดอันดับบน Google โดยไม่ต้องจ่ายค่าโฆษณา ทำได้ 9 ขั้นตอนตามลำดับ ตั้งแต่วัดจุดเริ่มต้น เลือกคีย์เวิร์ด ปรับเว็บไซต์และเนื้อหา หาลิงก์ จนถึงวัดผล เป้าหมายคือ 3 อันดับแรก เพราะในข้อมูลของเว็บไซต์ลูกค้า Primal 117 เว็บ คำค้นหาใน 3 อันดับแรกได้คลิกประมาณ 2 ใน 3

ประเด็นสำคัญ

  • ในข้อมูล Google Search Console ของเว็บไซต์ลูกค้า Primal 117 เว็บ คำค้นหาใน 3 อันดับแรกได้คลิกประมาณ 2 ใน 3 ของแต่ละเว็บไซต์ ส่วนคำที่อยู่หน้า 2 เป็นต้นไปได้ไม่ถึง 1 ใน 20
  • เว็บไซต์ 110 จาก 117 เว็บได้คลิกทั้งจากคำค้นหาภาษาไทยและคำที่พิมพ์ด้วยตัวอักษรอังกฤษในสัปดาห์เดียวกัน การเลือกคีย์เวิร์ดจึงต้องดูทั้ง 2 ภาษา
  • หน้าผลการค้นหาบอกว่าต้องทำหน้าแบบไหน คำว่าการทำ SEO แสดงบทความสอนวิธีทำ 7 ใน 10 อันดับแรก ส่วนคำว่าบริษัทรับทำ SEO แสดงบทความรวมรายชื่อบริษัท 8 ใน 10
  • Ahrefs นับคำที่พิมพ์ต่างกันเป็นคนละคำ เช่น การทำ seo 350 ครั้งต่อเดือน และการ ทำ seo ที่เว้นวรรค 150 ครั้ง คำทั้งสองแบบควรตอบด้วยหน้าเดียว
  • ใน 120 คำตอบของ AI (Artificial Intelligence) ต่อคำถามว่าทำ SEO ที่ Elevate, Primal's AI Visibility Tracker เก็บในเดือนที่ผ่านมา ทุกเว็บไซต์บทความในหน้าแรกของ Google ถูกอ้างอิง การติดอันดับบน Google จึงยังเป็นงานแรกของการถูกอ้างอิงใน AI

การทำ SEO คืออะไร และควรตั้งเป้าที่อันดับไหน

การทำ SEO (Search Engine Optimisation) คือการปรับเว็บไซต์ให้หน้าเว็บขึ้นไปอยู่ในผลการค้นหาแบบไม่เสียค่าโฆษณาบน Google งานนี้มี 3 ส่วน คือปรับหน้าเว็บของเราเอง แก้ระบบของเว็บไซต์ให้ Google อ่านได้ และทำให้เว็บไซต์อื่นลิงก์มาหาเรา ผลที่ได้คือผู้เข้าชมที่กำลังค้นหาสิ่งที่คุณขายอยู่แล้ว

เป้าหมายที่ควรตั้งคือ 3 อันดับแรกของคำที่สำคัญกับธุรกิจ เราดูข้อมูล Google Search Console ของเว็บไซต์ลูกค้า Primal 117 เว็บในช่วง 1 สัปดาห์ คำค้นหาที่อยู่ใน 3 อันดับแรกได้คลิกประมาณ 2 ใน 3 ของแต่ละเว็บไซต์ ทั้งที่มีการแสดงผล (Impressions) เพียงหนึ่งในสี่

คำที่อยู่อันดับ 4 ถึง 10 มีการแสดงผลครึ่งหนึ่ง แต่ได้คลิกไม่ถึง 3 ใน 10 ส่วนคำที่อยู่หน้า 2 เป็นต้นไปได้คลิกไม่ถึง 1 ใน 20 แผนภูมิด้านล่างแสดงสัดส่วนคลิกเฉลี่ยของแต่ละช่วงอันดับ คือ 67%, 28%, 4% และ 1%

แผนภูมิแท่งจากข้อมูลของ Primal แสดงสัดส่วนคลิกเฉลี่ยต่อเว็บไซต์ แยกตามอันดับบน Google จากเว็บไซต์ลูกค้า 117 เว็บ อันดับ 1 ถึง 3 ได้ 67% อันดับ 4 ถึง 10 ได้ 28% อันดับ 11 ถึง 20 ได้ 4% และอันดับ 21 ขึ้นไปได้ 1%

การทำ SEO จึงควรเลือกคีย์เวิร์ดที่ตรงกับธุรกิจในจำนวนที่ทีมดูแลได้ แล้วปรับหน้าเว็บของคำเหล่านั้นจนขึ้นไปถึง 3 อันดับแรก 9 ขั้นตอนด้านล่างเรียงตามลำดับที่ควรทำ

ขั้นตอนการทำ SEO มีอะไรบ้าง

SEO มี 9 ขั้นตอน เริ่มจากวัดจุดเริ่มต้น เลือกคีย์เวิร์ด อ่านหน้าผลการค้นหา วางโครงสร้างเว็บไซต์ แก้ด้านเทคนิค ปรับหน้าเว็บ เขียนเนื้อหา หาลิงก์จากเว็บไซต์อื่น แล้ววัดผลทุกเดือน แต่ละขั้นได้ผลลัพธ์ 1 อย่างที่ใช้ต่อในขั้นถัดไป

  1. ตั้งเป้าหมายและวัดจุดเริ่มต้น เชื่อมเว็บไซต์กับ Google Search Console เครื่องมือของ Google ที่ไม่มีค่าใช้จ่าย แล้วดูว่าวันนี้หน้าไหนได้คลิกจากคำอะไร และอยู่อันดับเท่าไร ตั้งเป้าหมายเป็นจำนวนผู้ติดต่อหรือยอดสั่งซื้อจากการค้นหา ผลลัพธ์คือรายการหน้าเว็บและคำค้นหาที่มีอยู่แล้ว
  2. เลือกคีย์เวิร์ด รวบรวมคำที่ลูกค้าพิมพ์เมื่อค้นหาสินค้าหรือบริการของคุณ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ดูจำนวนการค้นหาต่อเดือนจากเครื่องมือคีย์เวิร์ด แล้วจัดคำที่มีความหมายเดียวกันเป็นกลุ่ม ผลลัพธ์คือกลุ่มคีย์เวิร์ดที่เรียงตามความสำคัญต่อธุรกิจ
  3. อ่านหน้าผลการค้นหา ค้นคำหลักของแต่ละกลุ่มบน Google แล้วดูว่า 10 อันดับแรกเป็นบทความ หน้าบริการ หน้าสินค้า หรือบทความรวมรายชื่อ ผลลัพธ์คือประเภทหน้าที่ต้องทำสำหรับแต่ละกลุ่ม
  4. วางโครงสร้างเว็บไซต์ ให้ 1 กลุ่มคำมีหน้าที่ตอบ 1 หน้า ลิงก์หน้าที่เกี่ยวข้องกันเข้าหากัน และตั้ง URL (Uniform Resource Locator) ที่สั้นและอ่านเข้าใจ ผลลัพธ์คือแผนผังที่บอกว่าคำไหนอยู่หน้าไหน
  5. แก้ด้านเทคนิค (Technical SEO) ตรวจว่า Google เก็บหน้าเว็บเข้าดัชนีได้ หน้าเว็บโหลดเร็วและใช้บนมือถือได้ดี เว็บไซต์ใช้ HTTPS (Hypertext Transfer Protocol Secure) และส่ง Sitemap ใน Search Console แล้ว ผลลัพธ์คือรายการปัญหาที่แก้แล้ว
  6. ปรับหน้าเว็บ (On-Page SEO) เขียน Title และ Meta Description ที่มีคีย์เวิร์ด ใช้หัวข้อหลักของหน้า (H1) หัวข้อเดียว ตอบคำถามในประโยคแรกใต้หัวข้อ และใส่คำอธิบายรูปภาพ (Alt Text) ผลลัพธ์คือหน้าเว็บที่ผู้อ่านและ Google เห็นทันทีว่าตอบคำถามอะไร
  7. เขียนเนื้อหาที่ตอบคำถามของลูกค้า เขียนจากคำถามที่ลูกค้าถามทีมขายจริง ใส่ประสบการณ์และข้อมูลที่ธุรกิจของคุณมีแต่เว็บไซต์อื่นไม่มี และอัปเดตหน้าเก่าเมื่อข้อมูลเปลี่ยน ผลลัพธ์คือหน้าเนื้อหาครบทุกกลุ่มคำที่วางไว้
  8. ให้เว็บไซต์อื่นลิงก์และพูดถึงแบรนด์ (Off-Page SEO) ติดต่อเว็บไซต์ที่ลูกค้าของคุณอ่าน เช่น สื่อในอุตสาหกรรม สมาคม และคู่ค้า งานนี้เรียกว่าการทำ Backlink ธุรกิจที่มีหน้าร้านหรือให้บริการในพื้นที่ต้องดูแล Google Business Profile ไปพร้อมกัน ซึ่งเป็นงานของ Local SEO ผลลัพธ์คือลิงก์และการถูกพูดถึงจากเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ
  9. วัดผลและปรับทุกเดือน ดูคลิก การแสดงผล และอันดับใน Search Console และดูจำนวนผู้ติดต่อที่มาจากการค้นหา แล้วเลือกหน้าที่จะปรับในเดือนถัดไป ผลลัพธ์คือรายการงานของเดือนหน้า

ในการประชุมวางกลยุทธ์กับบริษัทซอฟต์แวร์ธุรกิจรายหนึ่งเมื่อปีนี้ สิ่งแรก ๆ ที่ผมให้ดูคือรายการคีย์เวิร์ดที่หน้าเว็บของเขาอยู่หน้า 2 ของ Google อยู่แล้ว คำเหล่านี้คืองานที่ได้ผลเร็วที่เราวางแผนดันขึ้นหน้าแรกก่อน และการอยู่หน้าแรกอาจช่วยให้แบรนด์ปรากฏในคำตอบของ AI ได้ด้วย ในข้อมูล 1 สัปดาห์ของเว็บไซต์ลูกค้า Primal 117 เว็บ คำค้นหาที่อยู่หน้า 2 ลงไปได้คลิกไม่ถึง 1 ใน 20 ของแต่ละเว็บไซต์ คลิกเกือบทั้งหมดจึงไปที่หน้าแรก

สำหรับขั้นที่ 7 คู่มือการสร้างเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ของ Google อธิบายว่าระบบของ Google มองหาเนื้อหาที่แสดงประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ ความน่าเชื่อถือ และความเชื่อใจได้ หรือ E-E-A-T (Experience, Expertise, Authoritativeness, Trustworthiness) และความเชื่อใจได้สำคัญที่สุดในบรรดา 4 ด้านนี้

เลือกคีย์เวิร์ดสำหรับการทำ SEO อย่างไร

เลือกจากความตรงกับสิ่งที่คุณขายก่อน แล้วจึงดูจำนวนการค้นหา คำที่มีคนค้นหามากแต่ไม่ตรงกับธุรกิจให้คลิกที่ไม่กลายเป็นลูกค้า ส่วนคำที่ตรงกับบริการมาจากคนที่กำลังหาสิ่งที่คุณขาย แม้จะมีคนค้นหาน้อยกว่า

ลองถามว่าลูกค้าจะพิมพ์ชื่อหมวดสินค้า ชื่อสินค้า หรือปัญหาที่เขาต้องการแก้ แต่ละแบบเป็นกลุ่มคำของตัวเอง และมักต้องใช้หน้าเว็บคนละหน้า

ลูกค้ามักถามเราว่าควรติดตามคำที่คนค้นหามากที่สุด หรือคำที่ตรงกับธุรกิจ

ติดตามคำที่ตรงกับธุรกิจเป็นกลุ่ม โดยให้คำที่มีคนค้นหามากที่สุดของกลุ่มเป็นคำหลัก วิธีนี้ทำให้รายงานแต่ละเดือนบอกได้ว่ากลุ่มคำที่นำลูกค้ามาขยับขึ้นหรือลง ส่วนคำใหญ่ที่ไม่ตรงกับธุรกิจไม่ต้องติดตาม เพราะอันดับของคำนั้นไม่บอกอะไรเรื่องยอดผู้ติดต่อ

อ่านหน้าผลการค้นหาก่อนเลือกประเภทหน้า

Google แสดงหน้าแบบที่ตรงกับความตั้งใจของผู้ค้นหา (Search Intent) ก่อนทำหน้าใหม่ ให้ค้นคำนั้นบน Google แล้วนับว่า 10 อันดับแรกเป็นหน้าแบบไหน หน้าที่คุณทำควรเป็นแบบเดียวกับที่ Google แสดงอยู่ ตารางด้านล่างคือ 2 คำที่ใกล้กัน เมื่อเปิดหน้าผลการค้นหาจากประเทศไทย

คำค้นหา 10 อันดับแรกบน Google หน้าที่ควรทำ
การทำ SEO บทความสอนวิธีทำ 7 หน้า คู่มือของ Google 1 หน้า และวิดีโอ 2 รายการ บทความอธิบายวิธีทำทีละขั้น
บริษัทรับทำ SEO บทความรวมรายชื่อบริษัท 8 หน้า และหน้าบริการของบริษัท 2 หน้า บทความเปรียบเทียบบริษัท

2 คำนี้ต่างกันเพียงคำว่าบริษัทรับ แต่ต้องใช้หน้าคนละแบบ หน้าบริการที่ตั้งใจติดอันดับคำที่ 2 ต้องแข่งกับบทความรวมรายชื่อ 8 หน้า ส่วนบทความสอนวิธีทำจะแข่งกับคู่มือของ Google และบทความแบบเดียวกันอีก 6 หน้า

On-Page, Off-Page และ Technical SEO ต่างกันอย่างไร

On-Page SEO คืองานบนหน้าเว็บของคุณเอง Technical SEO คืองานในระบบของเว็บไซต์ที่ทำให้ Google เข้าถึงและเก็บหน้าเว็บได้ ส่วน Off-Page SEO คืองานนอกเว็บไซต์ เช่น ลิงก์และการถูกพูดถึงบนเว็บไซต์อื่น ทั้ง 3 ส่วนต้องทำคู่กัน เพราะหน้าที่เขียนดีแต่ Google เก็บเข้าดัชนีไม่ได้จะไม่ติดอันดับเลย

ส่วน ทำที่ไหน ตัวอย่างงาน ตรวจด้วย
On-Page SEO บนหน้าเว็บ Title, Meta Description, หัวข้อ, เนื้อหา, Alt Text, ลิงก์ภายใน อ่านหน้าเว็บเทียบกับกลุ่มคำของหน้านั้น
Technical SEO ระบบของเว็บไซต์ การเก็บเข้าดัชนี, ความเร็ว, การแสดงผลบนมือถือ, HTTPS, Sitemap, robots.txt รายงานการจัดทำดัชนีใน Search Console และ PageSpeed Insights
Off-Page SEO เว็บไซต์อื่น Backlink, การถูกพูดถึงในสื่อ, Google Business Profile, รีวิว รายงานลิงก์ใน Search Console และเครื่องมือตรวจ Backlink

ทำ SEO ภาษาไทยต้องระวังอะไรบ้าง

เว็บไซต์ในไทยต้องวางคีย์เวิร์ดทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ และต้องรวมคำที่พิมพ์ต่างกันไว้ในกลุ่มเดียว ในข้อมูล Search Console ชุดเดียวกัน เว็บไซต์ 110 จาก 117 เว็บได้คลิกทั้งจากคำค้นหาที่พิมพ์เป็นภาษาไทยและจากคำที่พิมพ์ด้วยตัวอักษรอังกฤษล้วนในสัปดาห์เดียวกัน

คำเดียวกันที่พิมพ์ต่างกัน

เครื่องมือคีย์เวิร์ดนับคำที่พิมพ์ต่างกันเป็นคนละคำ ความต่างมีทั้งการเว้นวรรค และสระอำที่บางคนพิมพ์เป็นนิคหิตตามด้วยสระอา ซึ่งบนหน้าจอดูเหมือนกัน ตัวเลขจาก Ahrefs Keywords Explorer สำหรับประเทศไทยด้านล่างเป็นตัวอย่าง

คำที่พิมพ์ ความต่าง การค้นหาต่อเดือน
ทำ seo พิมพ์ด้วยสระอำ 800
ทํา seo พิมพ์ด้วยนิคหิตตามด้วยสระอา 70
การทำ seo ไม่เว้นวรรค 350
การ ทำ seo เว้นวรรคหลังคำว่าการ 150

ทุกแบบในตารางคือคำถามเดียวกัน จึงควรตอบด้วยหน้าเดียว และรวมจำนวนการค้นหาของทุกแบบเมื่อจัดลำดับความสำคัญ ถ้าทำหน้าแยกให้แต่ละแบบ หน้าเหล่านั้นจะแข่งกันเองในผลการค้นหา

URL ภาษาไทยใช้ได้ไหม

ใช้ได้ คู่มือโครงสร้าง URL ของ Google แนะนำให้ใช้คำในภาษาของกลุ่มเป้าหมายใน URL และเข้ารหัสอักขระที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษด้วยเครื่องหมายเปอร์เซ็นต์ ข้อที่ต้องรู้คือ URL ภาษาไทยจะกลายเป็นข้อความยาวที่อ่านไม่ออกเมื่อคัดลอกไปวางในแชตหรืออีเมล ถ้าลูกค้าของคุณแชร์ลิงก์ทาง LINE บ่อย URL ภาษาอังกฤษสั้น ๆ จะอ่านง่ายกว่า เลือกแบบใดแบบหนึ่งแล้วใช้ให้เหมือนกันทั้งเว็บไซต์

ทำ SEO นานแค่ไหนถึงจะเห็นผล

ในงาน SEO ของ Primal การแก้ด้านเทคนิคและการปรับหน้าเว็บที่มีอยู่แล้วเปลี่ยนอันดับได้ภายในไม่กี่สัปดาห์ ส่วนคีย์เวิร์ดที่มีคู่แข่งมากมักใช้เวลาหลายเดือนของงานเนื้อหาและลิงก์ ระยะเวลาจริงขึ้นกับอันดับที่เว็บไซต์เริ่มต้น และเว็บไซต์ในหน้าแรกทำ SEO มานานแค่ไหน

จุดเริ่มที่ดีคือคำที่อยู่อันดับ 4 ถึง 20 อยู่แล้ว หน้าเหล่านี้ Google เก็บเข้าดัชนีและจัดอันดับไว้แล้ว และข้อมูลข้างต้นแสดงว่าอันดับ 4 ถึง 10 มีการแสดงผลครึ่งหนึ่งของแต่ละเว็บไซต์ งานที่ต้องทำคือปรับหน้าให้ตอบคำถามได้ครบกว่าหน้าที่อยู่เหนือขึ้นไป ลำดับงานใน 3 เดือนแรกจึงเป็นแบบนี้

  1. เดือนที่ 1 เชื่อม Search Console วัดจุดเริ่มต้น เลือกคีย์เวิร์ด และแก้ปัญหาด้านเทคนิค สิ่งที่ได้คือรายการคำและหน้าเว็บพร้อมอันดับในวันเริ่มงาน
  2. เดือนที่ 2 ปรับหน้าที่มีคำอยู่อันดับ 4 ถึง 20 โดยเขียน Title และย่อหน้าแรกใหม่ สิ่งที่ได้คือหน้าที่ปรับแล้ว และอันดับที่เปลี่ยนในรายงานเดือนถัดไป
  3. เดือนที่ 3 เขียนหน้าใหม่สำหรับกลุ่มคำที่ยังไม่มีหน้า และเริ่มหาลิงก์จากเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง สิ่งที่ได้คือหน้าใหม่ที่ Google เก็บเข้าดัชนี และลิงก์ชุดแรก

วัดผลการทำ SEO อย่างไร

วัดผลด้วยรายงานผลการค้นหาใน Google Search Console ซึ่งแสดงคลิก การแสดงผล อัตราการคลิก หรือ CTR (Click-Through Rate) และอันดับเฉลี่ยของแต่ละคำและแต่ละหน้า แล้ววัดต่อใน Google Analytics 4 (GA4) ว่าผู้เข้าชมจากการค้นหาแบบไม่เสียค่าโฆษณา (Organic Traffic) กลายเป็นผู้ติดต่อเท่าไร

ตัวเลขที่ควรดูทุกเดือนคือจำนวนคำที่ขึ้นมาอยู่ 3 อันดับแรก เพราะคลิกส่วนใหญ่อยู่ในช่วงนี้ อันดับเฉลี่ยของทั้งเว็บไซต์อ่านผิดได้ง่าย เมื่อเว็บไซต์เริ่มติดอันดับคำใหม่ที่อยู่ท้าย ๆ ตัวเลขอันดับเฉลี่ยจะสูงขึ้นและดูเหมือนแย่ลง ทั้งที่คลิกเพิ่มขึ้น

ถ้าลูกค้าของคุณใช้ AI (Artificial Intelligence) ค้นหาข้อมูลด้วย ให้วัดว่าแบรนด์ถูกอ้างอิงในคำตอบของ AI บ่อยแค่ไหน และเทียบกับคู่แข่งรายเดิมทุกเดือน

ทำ SEO อย่างไรให้ AI Overview และ ChatGPT อ้างอิง

ทำ SEO ตามขั้นตอนเดิมให้ครบก่อน แล้วเขียนคำตอบให้ AI ยกไปใช้ได้ AI Overview ของ Google, ChatGPT และ Gemini อ้างอิงหน้าเว็บที่ระบบค้นเจอเมื่อตอบคำถาม Google ระบุในคู่มือฟีเจอร์ AI สำหรับเจ้าของเว็บไซต์ว่าแนวทาง SEO ยังใช้กับ AI Overview (ข้อมูลภาพรวมโดย AI) และไม่มีข้อกำหนดเพิ่มเติมสำหรับการปรากฏในคำตอบเหล่านี้ ภาพด้านล่างคือข้อความนั้นในคู่มือภาษาไทยของ Google

ส่วนหัวของคู่มือฟีเจอร์ AI และเว็บไซต์ของคุณบน Google Search Central ภาษาไทย พร้อมกล่องข้อความที่ระบุว่าแนวทาง SEO ยังเกี่ยวข้องกับฟีเจอร์ AI และไม่มีข้อกำหนดเพิ่มเติมสำหรับข้อมูลภาพรวมโดย AI หรือโหมด AI

ข้อมูลของ Primal ตรงกับคำอธิบายนี้ ในเดือนที่ผ่านมา Elevate, Primal’s AI Visibility Tracker เก็บคำตอบของ AI ต่อคำถามว่าทำ SEO ได้ 120 คำตอบ ทุกเว็บไซต์บทความที่อยู่หน้าแรกของ Google สำหรับคำว่าการทำ SEO ถูกอ้างอิงในคำตอบเหล่านี้ และเว็บไซต์เอกสารของ Google สำหรับเจ้าของเว็บไซต์และนักพัฒนาถูกอ้างอิงในประมาณ 1 ใน 4 คำตอบ

เมื่อหน้าเว็บติดอันดับแล้ว งานที่ช่วยให้ AI เลือกหน้าของคุณมีดังนี้

  1. ตอบคำถามในประโยคแรกใต้หัวข้อ และเขียนให้ประโยคนั้นเข้าใจได้แม้ถูกยกไปอ่านเดี่ยว ๆ
  2. ใส่ข้อมูลที่มีเฉพาะธุรกิจของคุณ เช่น ตัวเลขจากงานของคุณเอง และคำตอบของคำถามที่ลูกค้าถามทีมขาย
  3. ให้แบรนด์ถูกพูดถึงบนเว็บไซต์ที่ AI อ้างอิงบ่อยในหมวดของคุณ เช่น สื่อในอุตสาหกรรมและเว็บไซต์รีวิว
  4. ตรวจไฟล์ robots.txt ว่าไม่ได้บล็อกบอตของ Google และของระบบ AI ที่คุณต้องการให้อ้างอิง

งานส่วนนี้เรียกว่า AI SEO Mark McDowell ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Primal อธิบายวิธีปรับทั้งเว็บไซต์ให้พร้อมสำหรับ AI Search ในวิดีโอนี้ (ภาษาอังกฤษ)

วิดีโอจากช่อง YouTube ของ Mark McDowell ว่าด้วยวิธีปรับทั้งเว็บไซต์ให้พร้อมสำหรับ AI Search

ถ้าต้องการทีมที่ทำทั้ง 9 ขั้นตอนนี้ให้ ดูรายละเอียดบริการรับทำ SEOของ Primal ทีม SEO ที่สำนักงานกรุงเทพฯ ของเราวางแผนจากคำค้นหาที่นำลูกค้ามาหาธุรกิจ และดูแลทั้งอันดับบน Google และการถูกอ้างอิงใน AI ด้วยทีมเดียวกัน

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทำ SEO

ทำ SEO เองได้ไหม

ได้ เจ้าของเว็บไซต์ทำขั้นตอนพื้นฐานเองได้ ทั้งการเชื่อม Search Console การเลือกคีย์เวิร์ด และการปรับ Title กับเนื้อหา งานที่มักต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญคือการแก้ด้านเทคนิคในเว็บไซต์ที่มีหลายร้อยหน้า และการติดต่อขอลิงก์จากสื่อ ถ้าหน้าแรกของคำที่สำคัญกับธุรกิจมีแต่คู่แข่งที่มีทีม SEO การทำเองจะใช้เวลานานกว่า

ลูกค้ามักถามเราว่าควรเริ่มจากเนื้อหา คีย์เวิร์ด หรือแก้เว็บไซต์ก่อน

เริ่มจากวัดจุดเริ่มต้นและแก้สิ่งที่ทำให้ Google เก็บหน้าเว็บไม่ได้ก่อน เพราะเนื้อหาที่ Google เข้าไม่ถึงจะไม่ติดอันดับ จากนั้นเลือกคีย์เวิร์ด แล้วจึงเขียนหรือปรับเนื้อหา เนื้อหาที่เขียนให้ AI อ้างอิงใช้หน้าเดียวกับงาน SEO จึงไม่ต้องแยกทำ

ต้องใส่คีย์เวิร์ดกี่เปอร์เซ็นต์ และบทความต้องยาวแค่ไหน

ไม่มีตัวเลขที่ต้องทำตาม คู่มือ SEO สำหรับมือใหม่ของ Google ระบุว่าความยาวของเนื้อหาอย่างเดียวไม่มีผลต่อการจัดอันดับ และการใช้คำเดียวกันซ้ำมากเกินไปทำให้ผู้อ่านเหนื่อย ใส่คีย์เวิร์ดในจุดที่ผู้อ่านเห็นก่อน คือ Title หัวข้อหลัก และย่อหน้าแรก แล้วเขียนส่วนที่เหลือให้ตอบคำถามจนครบ

ทำ SEO ครั้งเดียวพอไหม

ไม่พอ อันดับเปลี่ยนเมื่อคู่แข่งปรับหน้าเว็บ เมื่อ Google ปรับระบบ และเมื่อข้อมูลในหน้าเก่าล้าสมัย เว็บไซต์ที่ติดอันดับแล้วจึงต้องดูรายงานทุกเดือน และปรับหน้าที่อันดับลดลงก่อนที่คลิกจะหายไป

ค่าใช้จ่ายในการทำ SEO ขึ้นกับอะไร

ขึ้นกับจำนวนคีย์เวิร์ดและหน้าเว็บที่ต้องทำ จำนวนคู่แข่งที่ทำ SEO อยู่ในหน้าแรก จำนวนบทความและลิงก์ที่ต้องได้ต่อเดือน และงานด้านเทคนิคที่เว็บไซต์ต้องแก้ ถ้าทำเอง ค่าใช้จ่ายหลักคือเวลาของทีม ถ้าจ้างเอเจนซี่ ค่าบริการจะขึ้นกับปัจจัยเหล่านี้เช่นกัน

Mark McDowell

Mark McDowell

Founder and Chief Executive Officer

Mark McDowell เป็นผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ Primal โดยเริ่มต้นบริษัทที่กรุงเทพฯ ในปี 2015 เขาติดอันดับ Forbes 30 Under 30 Asia ปี 2020 และได้รับรางวัล Southeast Asia Young Achiever of the Year จาก Campaign Asia ในปี 2018 เขาเขียนบทความเรื่อง AI Search และการทำ SEO (Search Engine Optimisation)

เกี่ยวกับผู้เขียน

ร่วมกับผู้นำธุรกิจกว่า 20,000 คนที่รับข่าวสาร มุมมอง และเทคนิคการตลาดล่าสุดในยุค AI

คุยกัน 30 นาที

คุยกับเรา

นัดคุยสั้น ๆ เพื่อดูว่าเราช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างไร โดยไม่ต้องเปลี่ยนเอเจนซี่ไปเรื่อย ๆ ไม่ต้องรอให้ถึงปีที่ดีกว่า และไม่ต้องจ้างทีมภายในที่มีค่าใช้จ่ายสูง

  • เราทำความเข้าใจธุรกิจและเป้าหมายของคุณ
  • เราหาว่าการเติบโตของคุณมาจากช่องทางไหนได้บ้าง
  • คุณจะเห็นขั้นตอนถัดไป คือการประชุมวางกลยุทธ์ แล้วจึงเริ่มดำเนินงาน
4.9ลูกค้าของ Primal 4 ท่านที่เขียนรีวิว
บน Google

ติดต่อทีมงาน

กรอกแบบฟอร์มนี้ แล้วผู้เชี่ยวชาญของ Primal จะติดต่อกลับเพื่อทำความเข้าใจแบรนด์และเป้าหมายของคุณ

ทีมของเราจะติดต่อกลับภายใน 24 ชั่วโมง (ในวันทำการ)