ติดต่อทีมงาน
แถบแสงสีส้มอมชมพูเส้นใหญ่โค้งขึ้นจากด้านล่าง แล้วแตกออกเป็นเส้นแสงบาง ๆ สีฟ้าอมเขียวและสีเหลืองจำนวนมากทางขวาบนของภาพ บนพื้นสีครีมสว่าง สื่อถึง keyword คือคำค้นหาไม่กี่คำที่มีคนค้นมาก กับคำยาวอีกจำนวนมาก

โดย Panlert Champakhomเผยแพร่: อัปเดต: อ่าน 12 นาที

Keyword คืออะไร และวิธีทำ Keyword Research ทีละขั้นตอน

Keyword คือคำหรือวลีที่คนพิมพ์ค้นหาบน Google ส่วน Keyword Research คือการหาว่าลูกค้าใช้คำไหน แต่ละคำมีคนค้นหาเท่าไร และ Google แสดงหน้าแบบไหน แล้วจัดคำเป็นกลุ่มให้แต่ละหน้า ในข้อมูลของเว็บไซต์ลูกค้า Primal 117 เว็บ คำค้นหาที่ได้คลิกไม่เกิน 5 ครั้งต่อสัปดาห์รวมกันได้คลิกประมาณครึ่งหนึ่ง

ประเด็นสำคัญ

  • ในข้อมูล Google Search Console ของเว็บไซต์ลูกค้า Primal 117 เว็บในสัปดาห์เดียวกัน คำค้นหาที่ได้คลิกไม่เกิน 5 ครั้งรวมกันได้คลิกประมาณครึ่งหนึ่งของแต่ละเว็บไซต์ ส่วนคำที่ได้มากกว่า 100 คลิกได้เพียง 12%
  • เว็บไซต์ที่อยู่ตรงกลางของข้อมูลชุดเดียวกันได้คลิกจากคำค้นหาต่างกัน 134 คำในสัปดาห์เดียว หน้าแต่ละหน้าจึงควรตอบกลุ่มคำของเรื่องนั้นทั้งกลุ่ม
  • เครื่องมือแต่ละตัวให้ตัวเลขไม่เท่ากัน Ahrefs ประมาณคำว่า keyword research คือ ไว้ 150 ครั้งต่อเดือน ส่วน Keyword Tool ที่ใช้ข้อมูลจาก Google Ads ให้ 40 ครั้ง ตัวเลขจึงใช้เรียงลำดับคำในเครื่องมือเดียวกัน
  • 2 คำใช้หน้าเดียวกันได้เมื่อหน้าผลการค้นหาซ้ำกันมาก คีย์เวิร์ด กับ keyword คือ มีหน้าเดียวกัน 7 ใน 10 อันดับแรก ส่วน google keyword planner ไม่มีหน้าซ้ำเลย
  • Google ระบุว่า AI Overview และ AI Mode อาจแยกคำถามเป็นการค้นหาย่อยหลายรายการก่อนเขียนคำตอบ หน้าที่ตอบคำถามย่อยรอบคำหลักจึงมีโอกาสถูกเลือกเป็นลิงก์มากขึ้น

Keyword คืออะไร และทำไม Keyword Research จึงเป็นงานแรกของการทำ SEO

Keyword คือคำหรือวลีที่คนพิมพ์ลงในช่องค้นหาของ Google เพื่อหาคำตอบ สินค้า หรือบริการ คำเดียวกันนี้คือคำที่หน้าเว็บต้องใช้ตอบ ถ้าหน้าเว็บใช้คำที่ต่างจากที่ลูกค้าพิมพ์ Google ก็จับคู่หน้านั้นกับการค้นหาได้ยาก

Keyword Research คือการหาว่าลูกค้าของคุณพิมพ์คำไหน แต่ละคำมีคนค้นหาประมาณเท่าไร และ Google แสดงหน้าแบบไหนสำหรับคำนั้น จากนั้นจึงจัดคำเป็นกลุ่มให้แต่ละหน้าของเว็บไซต์ งานนี้มาก่อนการเขียนเนื้อหาและการปรับหน้าเว็บ เพราะงานทุกอย่างหลังจากนี้ใช้รายการคำที่ได้จากขั้นนี้ การทำ SEO (Search Engine Optimisation) จึงเริ่มที่ Keyword Research

ข้อมูลของ Primal แสดงว่าทำไมต้องเลือกเป็นกลุ่มคำ เราดูข้อมูล Google Search Console ของเว็บไซต์ลูกค้า Primal 117 เว็บในสัปดาห์เดียวกัน คำค้นหาที่ส่งคลิกให้เว็บไซต์ไม่เกิน 5 ครั้งในสัปดาห์นั้นรวมกันได้คลิกประมาณครึ่งหนึ่งของแต่ละเว็บไซต์ งาน Keyword Research จึงต้องหากลุ่มคำที่ลูกค้าใช้พูดถึงเรื่องเดียวกัน แล้วให้แต่ละหน้าตอบทั้งกลุ่ม

Keyword มีกี่ประเภท

Keyword แบ่งได้ 2 แบบที่ใช้ในงานจริง แบบแรกแบ่งตามความยาวและความกว้างของคำ แบบที่สองแบ่งตามความตั้งใจของคนที่ค้นหา คำค้นหาคำหนึ่งจึงมีทั้งความยาวและความตั้งใจของตัวเอง

แบ่งตามความยาวของคำ

Short Tail Keyword คือคำสั้นและกว้าง เช่น รองเท้าวิ่ง คำแบบนี้มีคนค้นหามาก แต่คนที่พิมพ์ต้องการหลายอย่างต่างกัน บางคนอยากซื้อ บางคนอยากอ่านรีวิว

Mid Tail Keyword เพิ่มคำที่บอกกลุ่มหรือประเภท เช่น รองเท้าวิ่งผู้หญิง ส่วน Long Tail Keyword คือคำยาวที่บอกความต้องการชัด เช่น รองเท้าวิ่งผู้หญิง เท้าแบน วิ่งมาราธอน คำยาวแต่ละคำมีคนค้นหาน้อย แต่คนที่พิมพ์รู้แล้วว่าต้องการอะไร

แบ่งตามความตั้งใจของผู้ค้นหา (Search Intent)

Search Intent คือสิ่งที่คนค้นหาต้องการได้จากการค้นหาครั้งนั้น Google เลือกแบบของหน้าที่จะแสดงตามความตั้งใจนี้ คำที่ต่อท้ายคำหลักมักบอกความตั้งใจได้ ตารางด้านล่างคือ 4 แบบที่ใช้กันทั่วไป พร้อมคำภาษาไทยที่มักพบในแต่ละแบบ

ความตั้งใจ คำที่มักอยู่ในคำค้นหา หน้าที่ Google มักแสดง
หาข้อมูล (Informational) คือ, อะไร, วิธี, ยังไง บทความ คู่มือ และวิดีโอ
เปรียบเทียบก่อนซื้อ (Commercial) รีวิว, เปรียบเทียบ, ยี่ห้อไหนดี บทความรีวิวและบทความรวมรายชื่อ
พร้อมซื้อ (Transactional) ราคา, ซื้อ, จอง, สั่ง หน้าสินค้าและหน้าบริการ
ไปเว็บไซต์ที่รู้จัก (Navigational) ชื่อแบรนด์, เข้าสู่ระบบ หน้าแรกของแบรนด์นั้น

คำที่มีชื่อย่านหรือคำว่าใกล้ฉันเป็นอีกกลุ่มหนึ่ง Google มักแสดงแผนที่และรายชื่อธุรกิจจาก Google Business Profile ไว้ก่อนผลการค้นหาปกติ ธุรกิจที่มีหน้าร้านจึงต้องดูแลทั้งหน้าเว็บและข้อมูลธุรกิจบน Google ซึ่งเป็นงานของ Local SEO

Long Tail Keyword คืออะไร และได้คลิกมากแค่ไหน

Long Tail Keyword คือคำค้นหาจำนวนมากที่แต่ละคำมีคนค้นหาน้อย คำกลุ่มนี้มักยาวและเจาะจง คำเดียวไม่ได้คลิกมาก แต่เมื่อรวมกันแล้วได้คลิกมากกว่าคำใหญ่ไม่กี่คำ

ในข้อมูล Search Console ชุดเดียวกัน เราแบ่งคำค้นหาของแต่ละเว็บไซต์ตามจำนวนคลิกที่คำนั้นได้ในสัปดาห์ เว็บไซต์ที่อยู่ตรงกลางของกลุ่มได้คลิกจากคำค้นหาต่างกัน 134 คำในสัปดาห์เดียว และใน 62 จาก 117 เว็บ คำ 10 อันดับแรกของเว็บไซต์ได้คลิกไม่ถึงครึ่ง

แผนภูมิด้านล่างแสดงสัดส่วนคลิกเฉลี่ยต่อเว็บไซต์ของแต่ละกลุ่ม คำที่ได้ 1 ถึง 2 คลิกได้ 39% คำที่ได้ 3 ถึง 5 คลิกได้ 14% คำที่ได้ 6 ถึง 20 คลิกได้ 19% คำที่ได้ 21 ถึง 100 คลิกได้ 16% และคำที่ได้มากกว่า 100 คลิกได้ 12%

แผนภูมิแท่งจากข้อมูลของ Primal แสดงสัดส่วนคลิกเฉลี่ยต่อเว็บไซต์ แยกตามจำนวนคลิกที่คำค้นหาแต่ละคำได้ใน 1 สัปดาห์ จากเว็บไซต์ลูกค้า 117 เว็บ คำที่ได้ 1 ถึง 2 คลิกได้ 39% 3 ถึง 5 คลิกได้ 14% 6 ถึง 20 คลิกได้ 19% 21 ถึง 100 คลิกได้ 16% และมากกว่า 100 คลิกได้ 12%

คำใหญ่ที่มีคนค้นหาหลายพันครั้งต่อเดือนยังสำคัญ แต่คลิกอีกครึ่งหนึ่งมาจากคำเล็กจำนวนมาก คำเล็กหลายคำไม่ปรากฏใน Keyword Planner เลย เพราะ Google ระบุว่าเครื่องมือนี้ค้นหาหรือคาดการณ์คำที่มีปริมาณการค้นหาต่ำมากไม่ได้ หน้าที่ตอบคำถามหลักครบและตอบคำถามย่อยรอบ ๆ ด้วยจึงมีโอกาสได้คลิกจากคำเล็กเหล่านี้ไปพร้อมกัน

วิธีทำ Keyword Research ทีละขั้นตอน

Keyword Research มี 6 ขั้นตอน เริ่มจากสิ่งที่คุณขายและจบที่รายการกลุ่มคำที่เรียงลำดับแล้ว ผลของแต่ละขั้นใช้ต่อในขั้นถัดไป

  1. เขียนรายการสิ่งที่คุณขายและคำที่ลูกค้าใช้ รวบรวมชื่อสินค้า บริการ และปัญหาที่ลูกค้าต้องการแก้ ดูคำถามที่ลูกค้าถามทีมขายและแอดมินทาง LINE ด้วย เพราะเป็นคำที่ลูกค้าพิมพ์เอง ผลที่ได้คือรายการคำตั้งต้น (Seed Keyword)
  2. ดูคำที่เว็บไซต์ได้อยู่แล้วใน Google Search Console รายงานประสิทธิภาพ แสดงคำค้นหาที่ทำให้เว็บไซต์ปรากฏ พร้อมการแสดงผล คลิก และอันดับเฉลี่ย คำที่มีการแสดงผลแต่อยู่หน้า 2 หรือหน้า 3 คือคำที่ Google เห็นแล้วว่าเกี่ยวกับเว็บไซต์ของคุณ ผลที่ได้คือรายการคำที่มีอยู่แล้วพร้อมอันดับ
  3. ขยายรายการด้วยเครื่องมือ ใส่คำตั้งต้นใน Google Keyword Planner หรือ Ahrefs เพื่อดูคำที่เกี่ยวข้องและจำนวนการค้นหา จากนั้นพิมพ์คำตั้งต้นในช่องค้นหาของ Google แล้วจดคำที่ระบบเติมให้ (Autocomplete) และคำถามในช่อง People Also Ask ผลที่ได้คือรายการคำยาวพร้อมจำนวนการค้นหาต่อเดือน
  4. เปิดหน้าผลการค้นหาของคำสำคัญ ค้นหาคำนั้นบน Google จากประเทศไทย แล้วดูว่า 10 อันดับแรกเป็นบทความ หน้าสินค้า บทความรวมรายชื่อ หรือวิดีโอ ผลที่ได้คือแบบของหน้าที่ต้องทำสำหรับแต่ละคำ
  5. จัดกลุ่มคำให้แต่ละหน้า คำที่หน้าผลการค้นหาซ้ำกันมากอยู่หน้าเดียวกัน คำที่ซ้ำกันน้อยแยกหน้า ผลที่ได้คือตารางจับคู่ 1 กลุ่มคำกับ 1 หน้า
  6. เรียงลำดับ จัดกลุ่มคำตามความตรงกับสิ่งที่คุณขาย โอกาสที่คนค้นหาจะติดต่อหรือซื้อ จำนวนการค้นหา และความยากในการติดอันดับ ผลที่ได้คือรายการหน้าที่จะทำใหม่หรือปรับก่อนหลัง

ในบัญชีลูกค้าธุรกิจท่องเที่ยวระดับหรูรายหนึ่งเมื่อปีนี้ ผมตรวจจำนวนการค้นหาของคำที่ทีมวางไว้ ซึ่งทุกคำมีคำว่า Thailand อยู่ด้วย พอเติมคำว่า luxury เข้าไป เครื่องมือแสดงจำนวนการค้นหาทั่วโลกต่อเดือนน้อยมาก ทีมจึงติดตามอันดับจากทั้งสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นที่อยู่ของกลุ่มลูกค้า และจากประเทศไทยซึ่งเป็นที่ที่เจ้าของธุรกิจค้นหาเอง

Search Volume คืออะไร และทำไมแต่ละเครื่องมือให้ตัวเลขไม่เท่ากัน

Search Volume คือจำนวนครั้งเฉลี่ยต่อเดือนที่คนค้นหาคำหนึ่ง ตัวเลขนี้เป็นค่าประมาณ เครื่องมือแต่ละตัวใช้ข้อมูลและวิธีคำนวณของตัวเอง ตัวเลขของคำเดียวกันจึงไม่เท่ากัน

ตารางด้านล่างคือ 5 คำในเรื่องนี้ เปิดดูใน Ahrefs Keywords Explorer และ Keyword Tool ซึ่งใช้ข้อมูลจาก Google Ads โดยตั้งค่าเป็นประเทศไทยทั้งคู่ในวันเดียวกัน

คำค้นหา Ahrefs (ครั้งต่อเดือน) Keyword Tool (ครั้งต่อเดือน)
คีย์เวิร์ด 1,300 2,400
คีย์เวิร์ด คือ 600 880
keyword คือ 450 720
keyword research 600 480
keyword research คือ 150 40

ทั้งสองเครื่องมือเห็นตรงกันว่าคีย์เวิร์ดเป็นคำที่มีคนค้นหามากที่สุดในกลุ่มนี้ ลำดับของคำที่เหลือไม่ตรงกัน Ahrefs ให้ keyword research สูงกว่า keyword คือ ส่วน Keyword Tool ให้ต่ำกว่า และคำว่า keyword research คือ ต่างกันเกือบ 4 เท่า

ใช้ตัวเลขเพื่อเรียงลำดับคำในเครื่องมือเดียวกัน แล้วใช้เครื่องมือนั้นตลอดทั้งรายการ เมื่อหน้าเว็บติดอันดับแล้ว จำนวนการแสดงผลใน Search Console จะบอกว่าหน้าของคุณปรากฏให้คนเห็นจริงกี่ครั้งจากคำนั้น

Keyword Difficulty คืออะไร

Keyword Difficulty คือคะแนนประมาณความยากในการขึ้นไปอยู่ 10 อันดับแรกของคำหนึ่ง Ahrefs ให้คะแนนเต็ม 100 คำว่า keyword research ได้ 89 ส่วนคำว่า keyword คือ ได้ 1 หน้าผลการค้นหาในไทยของคำแรกเป็นหน้าเครื่องมือภาษาอังกฤษจากบริษัททั่วโลก ส่วนของคำหลังเป็นบทความภาษาไทย

คอลัมน์การแข่งขันใน Keyword Planner วัดการแข่งขันของผู้ลงโฆษณาบน Google Ads ความยากของอันดับแบบไม่เสียค่าโฆษณาต้องดูจากเครื่องมือ SEO หรือเปิดหน้าผลการค้นหาแล้วดูว่าหน้าที่ติดอันดับเป็นเว็บไซต์แบบไหน

เครื่องมือหา Keyword มีอะไรบ้าง

เครื่องมือหลักมี 2 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นของ Google และใช้ได้โดยไม่เสียค่าบริการ กลุ่มที่สองเป็นเครื่องมือ SEO แบบเสียค่าบริการที่ให้ข้อมูลคู่แข่งและคะแนนความยาก

Google Keyword Planner อยู่ใน Google Ads ต้องสร้างบัญชีและใส่ข้อมูลการเรียกเก็บเงินก่อนจึงใช้เมนูหาไอเดียคีย์เวิร์ดได้ มี 2 เมนูหลัก คือสำรวจคีย์เวิร์ดใหม่ และดูปริมาณการค้นหาและการคาดการณ์ อินโฟกราฟิกของ Primal ด้านล่างสรุป 2 เมนูนี้และค่าที่ใช้เลือกคำ

อินโฟกราฟิกของ Primal อธิบาย Google Keyword Planner ว่าเป็นเครื่องมือของ Google สำหรับทำ Keyword Research มี 2 ฟีเจอร์หลักคือค้นหาไอเดียคีย์เวิร์ดใหม่และดูปริมาณการค้นหา และค่าที่ใช้เลือกคีย์เวิร์ด 3 ค่า ได้แก่ Avg. Monthly Searches, Competition และ Top of Page Bid

  • Google Trends แสดงความสนใจในการค้นหาเป็นคะแนน 0 ถึง 100 เทียบกับช่วงเวลาและพื้นที่ คะแนนนี้ใช้แทนจำนวนครั้งไม่ได้ และคำที่มีคนค้นหาน้อยมากจะแสดงเป็น 0 ตามคำอธิบายข้อมูลของ Google Trends ใช้ดูว่าคำไหนกำลังขึ้น ช่วงไหนของปีมีคนค้นมาก และเทียบ 2 คำที่ใกล้กัน
  • Google Search Console แสดงคำที่เว็บไซต์ของคุณได้การแสดงผลและคลิกจริง เป็นแหล่งคำที่ไม่มีเครื่องมือภายนอกตัวไหนเห็น
  • Autocomplete และ People Also Ask อยู่ในหน้าค้นหาของ Google เอง ใช้หาคำยาวและคำถามที่คนค้นจริง
  • Ahrefs, Semrush และ Ubersuggest เป็นเครื่องมือแบบเสียค่าบริการ ใช้ดูคำที่เว็บไซต์คู่แข่งติดอันดับ คะแนนความยาก และคำที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก

จัดกลุ่ม Keyword ให้แต่ละหน้าอย่างไร

คำที่ Google แสดงหน้าชุดเดียวกันควรอยู่ในหน้าเดียวกัน วิธีตรวจคือค้นหา 2 คำ แล้วนับว่า 10 อันดับแรกมีหน้าเดียวกันกี่หน้า ถ้าซ้ำกันมาก หน้าเดียวตอบได้ทั้ง 2 คำ ถ้าแทบไม่ซ้ำ Google มองว่าเป็นคนละคำถาม

เราลองกับคำในเรื่องนี้ โดยเทียบ 10 อันดับแรกของแต่ละคำกับ 10 อันดับแรกของคำว่า keyword คือ จากหน้าผลการค้นหาในประเทศไทยวันเดียวกัน จำนวนการค้นหามาจาก Ahrefs

คำค้นหา ค้นหาต่อเดือน หน้าที่ซ้ำกับ 10 อันดับแรกของ keyword คือ ทำหน้าอย่างไร
คีย์เวิร์ด 1,300 7 จาก 10 ใช้หน้าเดียวกัน
คีย์เวิร์ด คือ 600 6 จาก 10 ใช้หน้าเดียวกัน
keyword research คือ 150 2 จาก 10 หัวข้อของตัวเองในหน้าเดียวกัน เพราะหน้าอันดับ 1 ของทั้ง 2 คำเป็นหน้าเดียวกัน
long tail keyword คือ 150 0 จาก 10 ทั้ง 10 อันดับเป็นหน้าที่เขียนเรื่องนี้โดยเฉพาะ ต้องมีหน้าแยกถ้าต้องการติดอันดับ
google keyword planner 2,500 0 จาก 10 หน้าของ Google เองอยู่ด้านบน ตามด้วยคู่มือการใช้ เป็นหน้าสอนใช้เครื่องมือแยกต่างหาก

การตรวจแบบนี้บอกได้ก่อนเขียนว่าจะต้องทำกี่หน้า กลุ่มคำที่ได้คือแผน Content Marketing ของเว็บไซต์ 1 กลุ่มต่อ 1 หน้า

Keyword Cannibalisation คืออะไร

Keyword Cannibalisation คือเมื่อหลายหน้าในเว็บไซต์เดียวกันตอบคำเดียวกัน หน้าเหล่านั้นแข่งกันเอง Google เลือกแสดงทีละหน้า และหน้าที่ได้แสดงมักสลับไปมา วิธีแก้คือเลือกหน้าเดียวเป็นหน้าหลัก รวมเนื้อหาที่ซ้ำเข้าไปในหน้านั้น ทำ 301 Redirect จากหน้าที่เลิกใช้ไปยังหน้าหลัก และให้ลิงก์ภายในชี้ไปที่หน้าหลัก

Keyword Research ยังจำเป็นไหมเมื่อคนถาม AI

ยังจำเป็น และรายการคำต้องครอบคลุมคำถามย่อยมากขึ้น คู่มือฟีเจอร์ AI (Artificial Intelligence) ของ Google ระบุว่า AI Overview และ AI Mode อาจใช้เทคนิคการแยกคำค้นหา (Query Fan-Out) คือการค้นหาที่เกี่ยวข้องหลายรายการในหัวข้อย่อยก่อนเขียนคำตอบ คำถามหนึ่งข้อของผู้ใช้จึงอาจใช้หน้าเว็บที่ตอบคำถามย่อยหลายหน้า

คู่มือเดียวกันอธิบายว่าผู้ใช้โหมด AI ถามคำถามที่มีรายละเอียดซึ่งก่อนหน้านี้อาจต้องค้นหาหลายครั้งได้ในครั้งเดียว Keyword Research สำหรับคำตอบของ AI จึงต้องเก็บคำถามจาก People Also Ask คำค้นหายาวใน Search Console และคำถามที่ลูกค้าถามทีมขาย แล้วตอบแต่ละข้อใต้หัวข้อของตัวเอง โดยให้ประโยคแรกเป็นคำตอบ

หน้าเว็บยังต้องติดอันดับบน Google ด้วย คู่มือเดียวกันระบุว่าหน้าเว็บต้องได้รับการจัดทำดัชนีและมีสิทธิ์แสดงใน Google Search จึงจะแสดงเป็นลิงก์ในคำตอบของ AI Overview และ AI Mode ได้ งานที่ทำให้แบรนด์ถูกอ้างอิงในคำตอบของ AI ทั้งบน Google และผู้ช่วยตัวอื่นคือ AI SEO

ในงาน SEO ของ Primal เราเรียงลำดับคีย์เวิร์ดจากโอกาสที่จะได้การติดต่อสอบถามก่อนดูจำนวนการค้นหา แล้วจึงวางหน้าเว็บตามกลุ่มคำที่ได้ ถ้าคุณต้องการทีมที่ทำงานนี้ต่อจนถึงการปรับหน้าเว็บและการวัดผล ดูรายละเอียดได้ที่ บริการรับทำ SEO

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Keyword

Keyword ภาษาไทยแปลว่าอะไร

Keyword แปลว่าคำหลักหรือคำสำคัญ ในงานค้นหาหมายถึงคำที่คนพิมพ์ลงใน Google หน้าความช่วยเหลือของ Google Ads ภาษาไทยใช้ทั้งคำว่าคีย์เวิร์ดและคำหลัก ในงานวิจัยและบทความวิชาการ คำสำคัญคือคำที่ผู้เขียนเลือกไว้ให้ฐานข้อมูลค้นเจอบทความ

ต้องใส่ Keyword ไว้ตรงไหนของหน้า และกี่ครั้ง

ใส่ไว้ในจุดที่คนอ่านและ Google อ่านก่อน ได้แก่ Title หัวข้อหลักของหน้า ย่อหน้าแรก หัวข้อย่อยที่ตรงกับคำนั้น Meta Description และข้อความ Alt ของรูปที่เกี่ยวข้อง จุดละครั้งก็พอ การใส่คำเดิมซ้ำหลายครั้ง (Keyword Stuffing) ทำให้อ่านยาก ส่วนช่องเมตาแท็กคีย์เวิร์ดไม่ต้องกรอก เพราะคู่มือ SEO สำหรับมือใหม่ของ Google ระบุว่า Google Search ไม่ได้ใช้แท็กนี้

คำที่เครื่องมือบอกว่าไม่มีคนค้นหา ควรทำหน้าให้ไหม

ควรทำ ถ้าคำนั้นตรงกับสิ่งที่คุณขาย Keyword Planner ค้นหาคำที่มีปริมาณการค้นหาต่ำมากไม่ได้ ตัวเลข 0 ในเครื่องมือจึงไม่ได้แปลว่าไม่มีคนค้นหา ในข้อมูลของเว็บไซต์ลูกค้า Primal 117 เว็บ คำที่ได้คลิกไม่เกิน 5 ครั้งต่อสัปดาห์รวมกันได้คลิกประมาณครึ่งหนึ่ง เริ่มจากคำที่ลูกค้าถามทีมขายบ่อย แล้วดูใน Search Console ว่าหน้าที่ทำได้การแสดงผลจากคำนั้นหรือไม่

ลูกค้ามักถามเราว่าลูกค้าของเขาค้นหาด้วยชื่อหมวดสินค้าจริงไหม

ตรวจได้ก่อนทำหน้า ใส่ชื่อหมวดสินค้าใน Keyword Planner เพื่อดูจำนวนการค้นหา แล้วเปิดหน้าผลการค้นหาว่าเป็นหน้าของผู้ขายหรือหน้าอธิบายทั่วไป สินค้าที่ตลาดยังไม่รู้จักชื่อหมวดมักมีคนค้นหาด้วยชื่อหมวดน้อย ผู้ซื้อจะค้นหาด้วยปัญหาที่ต้องการแก้ หน้าเว็บจึงควรใช้คำที่อธิบายปัญหานั้นเป็นหลัก และมีชื่อหมวดอยู่ในหน้าเดียวกันให้คนที่รู้จักชื่อค้นเจอ

ลูกค้ามักถามเราว่าควรใช้ Keyword ชุดเดียวกับคู่แข่งไหม

ใช้คำของคู่แข่งเป็นรายการไอเดีย แล้วเลือกเฉพาะคำที่ตรงกับสิ่งที่คุณขาย Ahrefs และ Semrush แสดงได้ว่าเว็บไซต์คู่แข่งติดอันดับคำไหน คำที่คู่แข่งยังไม่มีหน้าตอบเป็นคำที่ควรดูก่อน ถ้าทำหน้าตามคู่แข่งทุกคำ หน้าของคุณต้องแข่งกับหน้าที่ติดอันดับอยู่แล้วด้วยเนื้อหาแบบเดียวกัน

Panlert Champakhom

Panlert Champakhom

Senior SEO Specialist

Panlert Champakhom ทำงานด้าน SEO (Search Engine Optimisation) มาตั้งแต่ปี 2018 และเป็นผู้เชี่ยวชาญ SEO อาวุโสในทีม Technical ของ Primal งานของเขาครอบคลุม Technical SEO, Keyword Research, การ Optimise หน้าเว็บและคอนเทนต์ และการวาง Internal Link ปัจจุบันเขาโฟกัสที่ AI Search เพื่อช่วยให้แบรนด์ถูกอ้างอิงใน Google AI Overviews, ChatGPT, Perplexity และ Gemini

เกี่ยวกับผู้เขียน

ร่วมกับผู้นำธุรกิจกว่า 20,000 คนที่รับข่าวสาร มุมมอง และเทคนิคการตลาดล่าสุดในยุค AI

คุยกัน 30 นาที

คุยกับเรา

นัดคุยสั้น ๆ เพื่อดูว่าเราช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างไร โดยไม่ต้องเปลี่ยนเอเจนซี่ไปเรื่อย ๆ ไม่ต้องรอให้ถึงปีที่ดีกว่า และไม่ต้องจ้างทีมภายในที่มีค่าใช้จ่ายสูง

  • เราทำความเข้าใจธุรกิจและเป้าหมายของคุณ
  • เราหาว่าการเติบโตของคุณมาจากช่องทางไหนได้บ้าง
  • คุณจะเห็นขั้นตอนถัดไป คือการประชุมวางกลยุทธ์ แล้วจึงเริ่มดำเนินงาน
4.9ลูกค้าของ Primal 4 ท่านที่เขียนรีวิว
บน Google

ติดต่อทีมงาน

กรอกแบบฟอร์มนี้ แล้วผู้เชี่ยวชาญของ Primal จะติดต่อกลับเพื่อทำความเข้าใจแบรนด์และเป้าหมายของคุณ

ทีมของเราจะติดต่อกลับภายใน 24 ชั่วโมง (ในวันทำการ)