SEO Audit คืออะไร วิธีตรวจเช็กสุขภาพเว็บไซต์ให้อันดับดีขึ้น
สรุปบล็อกนี้
Key Takeaways
SEO Audit คือกระบวนการตรวจสุขภาพเว็บไซต์ทั้งโครงสร้างทางเทคนิคและเนื้อหาอย่างละเอียด เพื่อค้นหาจุดบกพร่องที่ขัดขวางการจัดอันดับบน Google พร้อมปรับปรุงแก้ไขให้ตอบโจทย์ทั้งอัลกอริทึมและผู้ใช้งานจริง การหมั่นเช็กความเร็ว ระบบรองรับมือถือ ลิงก์เสีย คุณภาพคอนเทนต์ และ Backlink เป็นประจำ ช่วยให้เว็บไซต์มีความพร้อมในการแข่งขัน ดึงดูด Organic Traffic และรักษาอันดับบนหน้าแรกได้อย่างยั่งยืน
ทุกวันนี้ การแข่งขันทางการตลาดไม่ใช่แค่เพียงว่าใครมีกลยุทธ์ที่ดีกว่ากันเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงเรื่องความรวดเร็วและถูกต้องในการทำ SEO ด้วย เพราะไม่ว่าธุรกิจไหน ๆ ต่างก็ต้องอยากให้เว็บไซต์ของตนเองติดอันดับต้น ๆ บนหน้าแรกของ Google เพื่อเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าคลิกเข้ามามากที่สุดกันทั้งนั้น
อย่างที่รู้กันว่า SEO หรือ Search Engine Optimization นั้นมีปัจจัยต่าง ๆ มากมายที่ต้องทำ บางครั้ง ถ้ามีคนถามว่าการทำ SEO ต้องทำอะไรบ้าง เราอาจตอบไม่หมดด้วยซ้ำ ทำให้เราอาจหลงลืม หรือพลาดจุดสำคัญบางจุดไปโดยไม่ตั้งใจ หรือแม้แต่แยกไม่ออกว่าจุดไหนทำออกมาแล้วได้ผลลัพธ์ดี และจุดไหนที่ยังต้องปรับปรุง
วันนี้ เราจึงจะมาพูดถึงการทำ “SEO Audit” ซึ่งเปรียบเสมือนหลักการที่ช่วยปัดฝุ่นให้เว็บไซต์เรากลับมาเฉิดฉายบนหน้าผลการค้นหาได้อีกครั้ง ไปดูกันเลยว่า SEO Audit คืออะไร มีขั้นตอนอย่างไร และวิธีตรวจ SEO Audit เว็บไซต์ตัวเอง ต้องทำแบบไหนบ้าง
Table of Contents
SEO Audit คืออะไร
SEO Audit คือ กระบวนการตรวจสอบประสิทธิภาพของเว็บไซต์ ด้วยการค้นหาปัจจัยต่าง ๆ ที่อาจส่งผลต่อการจัดอันดับ ซึ่งครอบคลุมทั้งโครงสร้างทางเทคนิคของเว็บไซต์และการทำคอนเทนต์ จากนั้นก็คอยปรับปรุงให้ดีขึ้นอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เว็บไซต์ของเราดูดีทั้งในสายตาของ Google และผู้ใช้งาน ตลอดจนได้จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ (Traffic) จากการค้นหาแบบ Organic Search เพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ ในปี 2026 การทำ SEO Audit ยังครอบคลุมไปถึงการเตรียมความพร้อมโครงสร้างข้อมูลให้รองรับ AI Search (Generative Engine Optimization – GEO) เพื่อให้ระบบ AI สามารถดึงข้อมูลจากเว็บไซต์เราไปตอบผู้ใช้งานในหน้าผลการค้นหา (AI Overview) ได้ง่ายขึ้นอีกด้วย
ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่าการทำ SEO Audit หรือ Site Audit คือ เทคนิคที่เป็นเหมือนการ “ตรวจร่างกาย” ของคนเรานั่นเอง ว่ามีจุดไหนที่ควรซ่อมแซ่มให้ดีขึ้นได้บ้าง ทั้งยังสามารถระบุปัญหาที่ต้นเหตุได้อย่างแม่นยำ โดยสามารถทำเมื่อไรก็ได้แล้วแต่สะดวก และที่สำคัญคือ มีเครื่องมือ SEO Audit ฟรีมากมายที่ช่วยให้เราเริ่มต้นทำได้โดยแทบไม่ต้องใช้ต้นทุนเลย
เว็บไซต์แบบไหนที่ควรทำ SEO Audit
- เว็บไซต์ที่ค้นหายาก ต่อให้ค้นหาด้วยคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกันแล้วก็ยังหาไม่เจอ
- เว็บไซต์ที่มีหน้าเพจเคยติดอันดับบนหน้าแรกของการค้นหา แต่พอเวลาผ่านไปอันดับก็ค่อย ๆ ร่วงลงจนหายไปจากหน้าการค้นหา
- เว็บไซต์ที่ทำคอนเทนต์แล้วไม่ติดอันดับ
- เว็บไซต์ที่มีจำนวนคู่แข่งในอุตสาหกรรมเพิ่มมากขึ้น และคู่แข่งเหล่านั้นมีประสิทธิภาพมากกว่า
- เว็บไซต์ที่ยังไม่มีคีย์เวิร์ดที่มีศักยภาพเพียงพอ เช่น การแข่งขันสูงไป ยอดการค้นหาต่ำไป หรือคีย์เวิร์ดไม่สัมพันธ์กับคอนเทนต์ที่ทำ เป็นต้น
- เว็บไซต์ที่องค์ประกอบในการทำคอนเทนต์ยังไม่เหมาะสม เช่น UX/UI ไม่ดี Page Speed ต่ำไป หรือมี Broken Link เป็นต้น
- เว็บไซต์ที่ไม่เคยทำ การทำ Audit Backlink เพื่อเช็กลิงก์เสียหรือลิงก์สแปมมาก่อน
ควรทำ SEO Audit บ่อยแค่ไหน ?
- เว็บไซต์ขนาดเล็ก (Blog/SME) : ควรทำ SEO Audit อย่างน้อย ทุกๆ 6 เดือน
- เว็บไซต์ขนาดใหญ่ / Ecommerce : ควรทำการ Analyse Site Web SEO หรือ Website Audit เป็นประจำ ทุกๆ 1 – 3 เดือน
- เมื่อมีการปรับปรุงเว็บครั้งใหญ่ (Site Migration / Redesign) : ต้องทำ Technical SEO Audit ทันทีทั้งก่อนและหลังการปล่อยหน้าเว็บใหม่ เพื่อป้องกันไม่ให้อันดับร่วง
SEO Audit Checklist 2026: 8 ขั้นตอนการทำ Website Audit ด้วยตัวเอง
การทำ SEO Audit สามารถทำได้หลากหลายแนวทางไม่ต่างจากการทำ SEO แต่ในที่นี้เราจะยก 8 วิธีหลัก ๆ ในการใช้ตรวจสอบสุขภาพเว็บไซต์มาให้ทุกคนดูกันว่ามีอะไรบ้าง
1. เว็บไซต์ต้องมี URL ของโดเมนเวอร์ชันเดียว
หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่า Google สามารถ Index เว็บไซต์ของเราในหลาย ๆ เวอร์ชันของ URL ได้ เช่น
http://domainname.com
https://domainname.com
http://www.domainname.com
https://www.domainname.com เป็นต้น
ซึ่งการมีโดเมนหลายเวอร์ชันเช่นนี้ มักไม่ส่งผลดีต่อเว็บไซต์ของเรา เพราะจะทำให้การนับสถิติต่าง ๆ แยกออกจากกัน แม้จะเป็นเว็บไซต์เดียวกันก็ตาม ดังนั้น เว็บไซต์ที่มีคุณภาพในสายตาของ Google จึงต้องมีชื่อโดเมนแค่เวอร์ชันเดียว โดยเราต้องเลือกว่าจะใช้ URL รูปแบบไหนเป็นลิงก์หลัก ระหว่าง https://domainname.com กับ https:///www.domainname.com (ไม่มีความแตกต่างกันในการทำ SEO ระหว่างเว็บไซต์ที่มี www กับไม่มี เพียงแต่เว็บฯ สมัยใหม่ไม่จำเป็นต้องมี www นำหน้าชื่อโดเมนก็ได้)
จากนั้น ให้นำ URL ที่เหลือมาทำการ Redirect ไปยัง URL หลักทั้งหมด กล่าวคือ ไม่ว่าจะพิมพ์ URL ไหนไป ปลายทางก็จะแสดงผลที่หน้า URL หลักเวอร์ชันเดียว
2. หน้าเว็บไซต์สามารถแสดงผลได้ในทุกอุปกรณ์ (Mobile-Friendly)
เว็บไซต์ที่ดี ต้องไม่ใช่แสดงผลได้แค่บนเดสก์ท็อปเท่านั้น แต่ในยุคที่ทุกคนใช้อุปกรณ์เคลื่อนที่อย่างมือถือกันเป็นหลักเช่นนี้ เราต้องทำหน้าเว็บฯ ให้รองรับอุปกรณ์ดังกล่าวด้วย ซึ่งสำหรับใครที่อยากตรวจสอบว่าเว็บไซต์ของตนผ่านเกณฑ์ Mobile-Friendly หรือไม่ สามารถเข้าไปเช็กได้ที่เครื่องมือ Google’s Mobile-Friendly Testing Tool
3. เช็กคะแนนความเร็วในการโหลดหน้าเว็บไซต์ (Page Speed)
ความเร็วในการโหลดหน้าเว็บไซต์ หรือ Page Speed ก็ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยหลัก ๆ ที่ส่งผลต่อการจัดอันดับ SEO เช่นกัน โดยสถิติจาก Think with Google ระบุว่า 53% ของผู้ใช้งานที่เข้าเว็บไซต์ผ่านมือถือ มักจะปิดหน้าเว็บฯ ทิ้งหากโหลดช้าเกิน 3 วินาที
ทั้งนี้ ในการตรวจสอบความเร็วเว็บไซต์จะมีด้วยกันอยู่ 2 วิธี ได้แก่
- ตรวจสอบด้วยการเปิดใช้งานจริงบนมือถือ โดยความเร็วในการโหลดจะต้องไม่ช้ากว่า 3 วินาที
- ตรวจสอบผ่านเครื่องมือ PageSpeed Insights โดยจะต้องได้คะแนนฝั่งมือถือ (Mobile) 60 คะแนนขึ้นไป
4. เช็ก Core Web Vitals
Core Web Vitals คือ เมตริกที่ช่วยวัดประสิทธิภาพด้าน User Experience (UX) หรือประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้เว็บไซต์ ซึ่งแน่นอนว่าย่อมมีผลต่อการจัดอันดับของ SEO ด้วย โดยสามารถเข้าไป Analyse Site Web SEO ได้ที่ Google Search Console แล้วเลือกหัวข้อ Core Web Vitals ที่อยู่ด้านซ้ายมือเพื่อเช็กว่าเรามี URL ที่ดี ที่ไม่ดี และที่ต้องปรับปรุงอย่างละกี่รายการ ซึ่งตามหลักแล้ว เว็บไซต์ควรจะต้องมี URL ที่ดีให้ได้มากที่สุด
5. เช็กหน้า 404 Page Not Found
404 Page Not Found คือ หน้าเพจที่บอตของ Google เคยเข้ามาเก็บข้อมูล หรือเคย Index ไปแล้ว แต่เมื่อกลับเข้ามาเก็บข้อมูลซ้ำกลับไม่พบ URL ดังกล่าว โดยสาเหตุของการเกิด 404 Page Not Found นั้นอาจมาจากการแก้ไข URL แล้วไม่ได้ทำ Redirect หรือเผลอลบหน้านั้น ๆ ทิ้งไปโดยไม่ตั้งใจ
ฉะนั้น เว็บไซต์ที่ดีจึงไม่ควรมีหน้าเพจที่เป็น 404 Page Not Found โดยเฉพาะหากหน้าที่ว่าเคยติดอันดับบนหน้าแรกของ Google มาก่อนแล้ว ซึ่งเราสามารถตรวจสอบได้ว่าเว็บไซต์ของเรามีหน้าเพจแบบนี้หรือไม่ ผ่าน Google Search Console โดยตรง ด้วยการคลิกที่หัวข้อการครอบคลุม และเลือกไปที่หมวดข้อผิดพลาด จากนั้น ให้รีบจัดการแก้ไขด้วยการทำ Redirect ทันที
6. เช็ก On-Page SEO
On-Page SEO คือ การทำ SEO ด้วยการปรับแต่งหน้าเว็บไซต์ให้ตรงกับเกณฑ์ที่ Google กำหนด ซึ่งเป็นที่รู้กันว่ามีรายละเอียดเยอะมากจนนับไม่ถ้วน โดยมีทั้งจุดสำคัญที่ต้องใส่ และจุดที่จะใส่หรือไม่ใส่ก็ได้ แต่สำหรับหน้าเว็บไซต์ที่มีโอกาสติดแรงก์สูง จะต้องมี 6 สิ่งดังต่อไปนี้
- หัวเรื่อง (Page Title)
- คำอธิบายเนื้อหาเว็บไซต์ (Meta Description)
- URL ที่สั้น กระชับ ง่ายต่อการจดจำ (URL Friendly)
- รูปภาพประกอบพร้อม Alt Text
- ใส่คีย์เวิร์ดใน H1
- กระจายคีย์เวิร์ดในเนื้อหาด้วยจำนวนที่ไม่มากและไม่น้อยเกินไป อิงตามความยาวของเนื้อหา
โดยการจะตรวจสอบทั้ง 6 จุดนี้ เราต้องเปิดเช็กทีละหน้าด้วยตนเอง เพราะการทำ Site Audit หรือการตรวจเช็ก On-Page SEO บนเว็บไซต์ที่เป็นภาษาไทย ปัจจุบันยังไม่มีเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพรองรับ
7. เช็กจำนวน Backlink คุณภาพ
Backlink คือ ลิงก์จากเว็บไซต์อื่น ๆ ที่เชื่อมกลับมายังหน้าเว็บไซต์ของเรา เป็นสิ่งที่บอกให้ Google รับรู้ว่าเนื้อหาของเราได้รับการยอมรับจากเว็บไซต์อื่น ซึ่งจะช่วยให้อัลกอริทึมเพิ่มคะแนนในส่วนนี้ให้เรา และมีโอกาสติดอันดับที่สูงขึ้น
การ Audit Backlink มีความสำคัญมาก เพราะต้องโฟกัสที่คุณภาพ ไม่ใช่ปริมาณ หากเว็บไซต์ที่ลิงก์กลับมาเป็นเว็บไซต์ขยะหรือเว็บเถื่อน Google ก็อาจมองว่าเว็บไซต์ของเราไม่มีคุณภาพ และมีโอกาสถูกแบนออกจากหน้าผลการค้นหาทันที
ดังนั้น ก่อนที่เราจะหา Backlink มาเพิ่มคะแนนให้เว็บไซต์ตนเอง เราต้องเข้าใจก่อนว่า Backlink ที่มีคุณภาพมีลักษณะอย่างไร
- ต้องมาจากเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับคีย์เวิร์ดหลักบนเว็บไซต์เรา
- เว็บไซต์นั้นต้องมีจำนวนคนที่กดเข้ามา (Traffic) อย่างน้อย 50 คลิกต่อเดือน
- ลิงก์นั้นต้องเป็น Anchor Text ที่เป็นคำตรง ๆ หรือเกี่ยวข้องกับคีย์เวิร์ดหลักบนเว็บไซต์ของเรา
- ต้องเป็นลิงก์ที่มาจากเนื้อหา จะได้คะแนนมากกว่าลิงก์ที่มาจาก Sidebar หรือ Footer
- ในเว็บเพจดังกล่าว ต้องไม่มีลิงก์ที่เชื่อมไปยังเว็บไซต์ของคนอื่นที่มีคีย์เวิร์ดหลักคำเดียวกับของเรา
- ลิงก์นั้นต้องเป็นลิงก์ประเภท Do Follow Link
- ตำแหน่งของลิงก์ควรวางอยู่ช่วงบน ๆ ของเนื้อหา จะทำให้มีโอกาสได้คะแนนสูงกว่าอยู่ล่าง ๆ
- ต่อให้เป็น No Follow Link แต่ถ้าเว็บไซต์ต้นทางเป็นเว็บฯ ที่มีความน่าเชื่อถือ ก็ทำให้ได้คะแนนจาก Google ได้เช่นกัน หากมีคนกดลิงก์นั้นมายังเว็บไซต์เรา
เมื่อเข้าใจเงื่อนไขเหล่านี้แล้ว ให้นำไปตรวจสอบ Backlink ทั้งหลายที่เราได้รับ ว่ามีคุณลักษณะตรงตามที่กล่าวมาหรือไม่ จากนั้น ให้เช็กว่าเรามี Backlink จำนวนเท่าไรที่ผ่านเกณฑ์ โดยโปรแกรมที่ใช้เช็ก Backlink มีอยู่ 2 เว็บไซต์ด้วยกัน ได้แก่ Ahrefs และ Ubersuggest
แนะนำเครื่องมือ SEO Audit ฟรี และเสียเงิน สำหรับทำ Audit Backlink
- Google Search Console (ฟรี)
- Ahrefs (มีเวอร์ชันทดลอง/ฟรีเครื่องมือบางส่วน และแบบเสียเงิน)
- Ubersuggest (มีเวอร์ชันฟรีจำกัดจำนวนครั้ง/วัน)
8. เช็กการติดตั้ง Schema Markup (Structured Data)
Schema Markup คือโค้ดที่ช่วยอธิบายให้ Google และ AI เข้าใจว่าเนื้อหาในหน้าเพจคืออะไร (เช่น เป็นบทความ สินค้า รีวิว หรือ FAQ) การทำ Site Audit ที่ดีจึงต้องตรวจเช็กว่าหน้าเพจสำคัญมีการติด Schema Markup ที่ถูกต้องหรือไม่ เพื่อเพิ่มโอกาสในการแสดงผลเป็น Rich Results (เช่น ดาวรีวิว ราคา ภาพสไลด์) บนหน้า Google Search ซึ่งช่วยเพิ่มอัตราการคลิก (CTR) ได้อย่างมหาศาล
จ้างทำ SEO Audit ที่ไหนดี ? ให้ Primal Digital Agency ช่วยดูแล
หากการตรวจเช็กด้วยตัวเองมีขั้นตอนที่ซับซ้อน หรือคุณไม่มีเวลาเพียงพอ แล้วกำลังสงสัยว่าจะจ้างทำ SEO Audit ที่ไหนดี ? ที่ Primal Digital Agency เรามีบริการ SEO Audit มืออาชีพ ที่ช่วยตรวจสอบโครงสร้าง SEO บนเว็บไซต์ของคุณโดยเฉพาะ พร้อมให้คำแนะนำและช่วยปรับเปลี่ยนเว็บไซต์เพื่อผลลัพธ์ SEO ที่ดีกว่า รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพให้เว็บไซต์ถูกค้นเจอมากขึ้นบน Google
บริการ SEO Audit ของเรา ประกอบไปด้วยฟีเจอร์ต่าง ๆ ดังนี้
- เพิ่มคะแนนการใช้งานเว็บไซต์และ SEO Friendly
- ให้คำแนะนำเกี่ยวกับความยาวและชื่อแทก HTML คำอธิบายเว็บไซต์ที่อาจยังไม่ค่อยครบถ้วน และการใช้ H1
- รายงานคุณภาพของคอนเทนต์ รวมถึงเนื้อหาบนหน้าเพจที่อาจซ้ำกัน
- ช่วยหาจุดสำคัญที่ต้องโฟกัส และการใช้คีย์เวิร์ด
- ช่วยสรุปภาพรวมของการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงเว็บไซต์
- ให้คำแนะนำเรื่องการจัดอันดับความสำคัญของ Internal Link
- ช่วย Analyse Site Web SEO เพื่อเพิ่มความเร็วในการโหลดหน้าเว็บไซต์
- บริการ Audit Backlink และช่วยเพิ่มคะแนนความน่าเชื่อถือให้เว็บไซต์ของคุณ
ในการวางแผนเพิ่มประสิทธิภาพเว็บไซต์ การตรวจสอบเทคนิค SEO ถือเป็นกระบวนการสำคัญลำดับแรก ๆ ที่ไม่ควรมองข้าม เพราะเราจะได้รู้ว่าหน้าเว็บไซต์ของเรามีอะไรที่สามารถปรับปรุงหรือพัฒนาได้อีกหรือไม่ จึงจะได้รับการจัดอันดับที่ดีขึ้นบนหน้าผลการค้นหา หากสนใจบริการ SEO Audit จากผู้เชี่ยวชาญ Primal ติดต่อเราเพื่อรับคำปรึกษาได้เลยวันนี้
| คำถาม | คำตอบ |
|---|---|
| การทำ SEO Audit แตกต่างจากการทำ SEO ทั่วไปอย่างไร ? | ต่างกันที่บทบาทหน้าที่ โดย SEO Audit คือขั้นตอนการ “ตรวจเช็กและระบุปัญหา” ของเว็บไซต์ว่ามีจุดไหนที่ผิดพลาดหรือต้องปรับปรุง ส่วนการทำ SEO ทั่วไป คือกระบวนการ “ลงมือปฏิบัติและวางกลยุทธ์” (เช่น การสร้างคอนเทนต์ หรือการสร้าง Backlink) เปรียบเหมือนการทำ SEO Audit คือการตรวจวินิจฉัยโรคของแพทย์ ก่อนที่จะเริ่มวางแผนรักษาด้วยการทำ SEO นั่นเอง |
| เว็บไซต์เปิดใหม่ที่ยังไม่มี Traffic จำเป็นต้องทำ SEO Audit หรือไม่ ? | จำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากการทำ SEO Audit ตั้งแต่เริ่มต้น จะช่วยตรวจสอบโครงสร้างเทคนิค (Technical SEO) และระบบของเว็บไซต์ให้มีความสมบูรณ์ ปราศจากข้อผิดพลาด เช่น ลิงก์เสีย หน้าเว็บช้า หรือโครงสร้าง URL ที่ไม่เป็นมิตรกับ Google เพื่อให้เว็บไซต์มีความพร้อมในการติดอันดับทันทีที่เริ่มทำคอนเทนต์ |
| หากเว็บไซต์ติดอันดับหน้าแรกของ Google อยู่แล้ว ยังจำเป็นต้องทำ SEO Audit อีกไหม ? | ยังคงจำเป็น เนื่องจากอัลกอริทึมของ Google มีการอัปเดตอยู่สม่ำเสมอ และพฤติกรรมของผู้ใช้งานรวมถึงคู่แข่งก็มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การทำ SEO Audit เป็นประจำจะช่วยป้องกันไม่ให้อันดับร่วงกะทันหัน และช่วยรักษาตำแหน่งบนหน้าแรกเอาไว้ได้อย่างยั่งยืน |
| ในการทำ SEO Audit ควรให้ความสำคัญกับ Technical SEO หรือ On-Page SEO มากกว่ากัน ? | ควรให้ความสำคัญควบคู่กันไป เนื่องจาก Technical SEO เปรียบเสมือน “รากฐานของบ้าน” หากโครงสร้างทางเทคนิคมีปัญหา บอตของ Google จะไม่สามารถเข้ามาเก็บข้อมูลหน้าเว็บได้ ต่อให้คุณทำ On-Page SEO หรือแต่งเนื้อหาออกมาดีเยี่ยมแค่ไหน เว็บไซต์ก็จะไม่สามารถติดอันดับที่ดีได้ |
Join the discussion - 0 Comment