UX กับ UI ต่างกันอย่างไร? 2 สิ่งสำคัญที่คนทำเว็บไซต์ต้องรู้

คนทำเว็บไซต์หลาย ๆ คนคงไม่มีใครไม่เคยได้ยินเรื่องของ UX และ UI หากแต่บางคนก็อาจจะยังแยกความแตกต่างระหว่างสองอย่างนี้ไม่ค่อยออก หรืออาจเข้าใจว่ามันเหมือนกัน แต่ความจริงแล้ว ทั้ง UX และ UI นั้นแม้จะอยู่คู่กันเสมอในการทำเว็บไซต์ทุกประเภท ทว่าก็มีหน้าที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง วันนี้เราจะมาดูกันว่า UX กับ UI ต่างกันอย่างไรบ้าง

UX กับ UI ช่วยเรื่อง SEO อย่างไร

UX คืออะไร?

UX ย่อมาจาก User Experience คือ ประสบการณ์ของผู้ใช้งานต่อการใช้งาน (Usability) และการเข้าถึง (Accessibility) เว็บไซต์ มักหมายความถึงการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้งานกับหน้าเว็บไซต์นั้น ๆ ว่าผู้ใช้งานเกิดความพึงพอใจและมีประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์มากน้อยแค่ไหน โดย User Experience จะมีผลมาจาก UI หรือ User Interface ซึ่งจะอธิบายในลำดับต่อไป

ตัวชี้วัดของ UX

  • Bounce Rate เป็นค่าที่บอกว่ามีคนที่เข้ามาที่หน้าเว็บไซต์แล้วออกทันทีทั้งหมดกี่เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น ค่า Bounce Rate ยิ่งต่ำจึงจะยิ่งดี ทว่าก็ขึ้นอยู่กับเนื้อหานั้น ๆ ด้วย เช่น หน้า Blog Post อาจมีค่า Bounce Rate ที่สูงกว่าหน้า Services หรือหน้า Products เป็นต้น
  • Page per Session คือ จำนวนหน้าที่ผู้ใช้งานเข้าไปชมในการเข้ามาที่เว็บไซต์ของเราหนึ่งครั้ง โดยปกติแล้ว ยิ่งจำนวนมากจะยิ่งดี แต่ก็ต้องระมัดระวังในการทำ CTA ที่สำคัญไม่ชัดเจนเพียงพอ ซึ่งอาจส่งผลให้ Google Bot เข้าใจว่าเราดึงดูดคนให้เข้ามาที่เว็บไซต์ของเราผิดหน้าได้
  • Dwell Time (Session Duration, Time on Page) คือค่าที่บอกถึงเวลาที่ผู้ใช้งานใช้ไปในแต่ละหน้า (Time on Page) หรือแต่ละครั้ง (Session Duration) ซึ่งหากยิ่งมากก็ยิ่งดี เพราะนั่นหมายความว่าเนื้อหาบนเว็บไซต์เรามีประโยชน์ต่อผู้ใช้งาน
  • Page Load Speed คือความเร็วของการโหลดหน้าเว็บไซต์ หากโหลดได้เร็วก็มีโอกาสมากที่ผู้ใช้งานจะเข้าถึงเว็บไซต์เราได้เร็ว ดังนั้น ยิ่งเวลาในส่วนนี้น้อยเท่าไหร่ก็จะถือว่าเว็บไซต์ของเรามี UX ที่ดี

 

UI คืออะไร?

UI ย่อมาจาก User Interface คือ ปัจจัยต่าง ๆ ที่เชื่อมต่อกับผู้ใช้งาน อันจะส่งผลโดยตรงต่อประสบการณ์ของผู้ใช้ ได้แก่ การออกแบบหน้าเว็บไซต์ เช่น การเลือกใช้สี รูปแบบ ขนาดตัวอักษร สไตล์การจัดระเบียบหน้าเว็บ ฯลฯ ซึ่งวิธีการออกแบบที่สำคัญของ User Interface คือดีไซน์ต้องมีความเหมาะสม ไม่มากไม่น้อยเกินไป และต้องเป็นมิตรกับผู้ใช้งาน (User-friendly) กล่าวคือ ทำให้หน้าเว็บไซต์มีความสวยงามไปพร้อม ๆ กับใช้งานสะดวกสบาย จึงจะทำให้ผู้ใช้งานเหล่านั้นมี UX หรือประสบการณ์ที่ดีจากการใช้งานเว็บไซต์มากที่สุด

 

แล้ว UX กับ UI ต่างกันอย่างไร?

ในส่วนของ UX จะเน้นให้ความสำคัญกับอารมณ์และความรู้สึกของผู้ใช้งาน ส่วน UI จะเน้นให้ความสำคัญกับความสวยงามในการออกแบบเว็บไซต์ (Web Design) เช่น การออกแบบกราฟิก มู้ดแอนด์โทน ธีมที่ใช้ ตลอดจนการติดต่อกับผู้ใช้งาน และข้อมูลทางด้านเทคนิคอื่น ๆ หรือกล่าวง่าย ๆ ก็คือเป็นส่วนที่ผู้ใช้งานมองเห็นและมีปฏิสัมพันธ์บางอย่างกับเว็บฯ นั่นเอง ซึ่งทั้ง UX และ UI จะต้องทำงานร่วมกันเพื่อให้ได้หน้าเว็บไซต์ออกมาในรูปแบบที่ดีที่สุด เพราะต่อให้มี UX ที่ดี ใช้งานง่าย แต่ถ้าหน้าตาไม่สวยงามก็ถือว่าไม่มีประสิทธิภาพ ในทางกลับกัน ถ้าหากมี UI ที่สวยงาม แต่ใช้งานยาก ผู้ใช้งานก็ย่อมไม่ได้รับประสบการณ์ที่ดีจากการใช้งานเว็บไซต์เช่นกัน ดังนั้น แต่ละแบรนด์จึงควรมีดีไซน์เนอร์ที่รับผิดชอบด้าน UX/UI โดยเฉพาะ เพราะจะได้มีผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจผู้ใช้งานในระดับหนึ่ง ว่าผู้ใช้งานมักชอบแบบไหนหรือไม่ชอบแบบไหน เพื่อให้มีข้อมูลที่สามารถนำมาปรับใช้และออกแบบเว็บไซต์ของเราให้ดีที่สุด

โดยทั่วไปแล้ว UX จะสร้างสิ่งที่ง่ายต่อการใช้งานและมีประโยชน์ต่อผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ แต่ UI จะเน้นสร้างความสวยงาม ซึ่งอาจมีหรือไม่มีประโยชน์ก็ได้ แต่จะสร้างความน่าดึงดูดใจจากผู้ที่เข้ามาดูเว็บไซต์ได้แน่นอน ส่งผลให้ทั้ง UX และ UI ต้องทำงานร่วมกันเพื่อสร้างสิ่งที่มีประโยชน์และสวยงามควบคู่กันไปนั่นเอง เพราะถ้าหากเว็บไซต์ของเรามี UX และ UI ที่ดีแล้ว ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสในการติดอันดับ SEO อีกด้วย!

 

UX กับ UI ช่วยเรื่อง SEO อย่างไร?

การทำ SEO ยังคงเป็นวิธียอดฮิตสำหรับหลาย ๆ ธุรกิจที่ต้องการให้เว็บไซต์ของตนเองติดอันดับบนหน้าแรกของการค้นหา แต่ภายใต้วิธีดังกล่าวก็ยังมีอีกหลายเทคนิคที่จะช่วยให้การทำ SEO ของเรานั้นมีประสิทธิภาพ หากทำผิดวิธีไป เว็บไซต์ของเราก็ไม่ปรากฏบนหน้าแรกอยู่ดี และ UX กับ UI ก็เป็นหนึ่งในปัจจัยที่คนทำ SEO จะต้องใส่ใจเป็นอย่างยิ่งเพื่อคุณภาพที่ดีของเว็บไซต์ โดยหากเว็บไซต์ของเราไม่ได้รับการเข้าชม หรือเข้าชมน้อย ตลอดจนไม่สามารถสร้างความประทับใจให้แก่ผู้ที่เข้ามาใช้งานได้ ทำให้ค่า Bounce Rate น้อย ก็จะส่งผลต่อ SEO ทั้งสิ้น เพราะการจัดอันดับของ Google นั้น ประสบการณ์ของผู้ใช้งานและการออกแบบหน้าเว็บไซต์ของเราให้สามารถใช้การได้จริงนั้นมีผลต่อ Ranking เป็นอย่างมาก

กลยุทธ์ทำ UX เพื่อ SEO ที่มีประสิทธิภาพ

ทำโครงสร้างของเว็บไซต์สำหรับ SEO และ UX

  • คำนึงถึง User Journey ที่หลากหลาย ไม่ใช่ทุกคนที่จะรู้จักเว็บไซต์ของเรามาก่อน แต่ถ้าหากเราทำ Inbound Marketing หรือ Content Marketing ได้ดี โอกาสที่คนจะเข้ามาที่เว็บไซต์ของเราก็มีมากขึ้น
  • โครงสร้างเว็บไซต์ต้องใช้ง่าย เพราะการออกแบบหน้าเว็บไซต์ที่ใช้การง่ายนั้นทำให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงหน้าเพจที่ต้องการได้อย่างรวดเร็วและสะดวกสบาย ดังนั้น เราจึงไม่ควรทำโครงสร้างให้ลึกและซับซ้อนเกินไป
  • ใช้ชื่อเมนูที่เป็นสากล เพราะจะทำให้ผู้ใช้งานเข้าใจเมนูเหล่านั้นได้ง่าย หากใช้คำที่เฉพาะตัวและยากจนเกินไปก็มีโอกาสที่เว็บไซต์ของเราจะไม่สร้างความประทับใจให้แก่ผู้ใช้งานเหล่านั้น

ปรับแต่งเว็บไซต์เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงสิ่งที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว

  • ทำให้เวลาในการโหลดหน้าเว็บไซต์ (Page Speed) น้อยที่สุด ระยะเวลาในการโหลดหน้าเว็บฯ คือปราการด่านแรกระหว่างผู้ใช้งานกับเว็บไซต์ ดังนั้น ไม่ว่าเราจะดีไซน์หน้าเว็บฯ ของเราให้สวยงามแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์ถ้าหากว่าใช้เวลาในการโหลดนาน เพราะผู้ใช้งานบางคนจะไม่รอจนกว่าหน้าเว็บฯ โหลดเสร็จ และจะออกไปเพื่อเข้าเว็บฯ คู่แข่งของเราแทน
  • ให้ความสำคัญกับ Mobile Experience เพราะปัจจุบันนี้ ผู้ใช้งานไม่ได้มีแค่บนเดสก์ท็อปแล้ว แต่โทรศัพท์มือถือก็เป็นเครื่องมือหนึ่งที่เป็นที่นิยมมากจนแทบจะแซงหน้าเครื่องมืออื่น ๆ เราจึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับประสบการณ์ของผู้ใช้งานบนมือถือด้วย
  • จัดรูปแบบเนื้อหาให้อ่านง่าย ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบเลย์เอาต์ ฟอนต์ หรือลำดับความสำคัญของเนื้อหาที่เหมาะสม เพื่อให้ผู้ใช้งานได้ประสบการณ์ที่ดีจากการเข้าชมเว็บไซต์ของเรามากที่สุด

ชั่งน้ำหนักระหว่าง SEO และ UX ให้ดี

  • อย่าลืมเรื่องของ Branding ทั้งในด้านการตั้งชื่อ Page Title หรือการเขียนคอนเทนต์ เราจำเป็นต้องโฟกัสความเป็น Branding ของตัวเองมากกว่าเรื่อง Focus Keyword เพียงอย่างเดียว เพราะจะทำให้ผู้ใช้งานจดจำแบรนด์ของเราได้ในระยะยาว
  • ผลิตคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ กล่าวคือ เขียนในสิ่งที่คิดว่าเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้งานจริง ๆ เพื่อให้ผู้ใช้งานเหล่านั้นรู้สึกพึงพอใจและอยากกลับมาที่เว็บไซต์เราอีกครั้ง

 

สรุป

เพราะฉะนั้น การทำ SEO จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการโฟกัสเรื่องคีย์เวิร์ดเท่านั้น แต่เราจะต้องสร้างเว็บไซต์ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานและสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ผู้ที่มาเข้าชมเว็บไซต์เป็นสำคัญด้วย เนื่องจากเมื่อเว็บไซต์ของเรามี UX/UI ที่ดีแล้ว ก็จะนำมาซึ่งผลลัพธ์ของการทำ SEO ที่มีประสิทธิภาพนั่นเอง