ชวนส่อง Facebook Ads Objective ปรับใหม่ อัปเดตล่าสุดปี 2022

เมื่อปลายปี 2021 ที่ผ่านมา ทาง Facebook หรือ Meta ได้ออกมาประกาศว่าจะปรับเปลี่ยน Ads Objective ใหม่ โดยจะลดจำนวน Objective จากเดิมที่มีอยู่ 11 หัวข้อให้เหลือเพียง 6 หัวข้อเท่านั้นเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพในการใช้งาน 

เป็นเรื่องปกติมาก ๆ ที่เราจะเห็นทาง Facebook ออกมาอัปเดตนโยบายใหม่ ๆ เพื่อตอบสนองกับผู้ใช้งานและผู้ที่ต้องการทำธุรกิจ และทำการตลาดผ่านช่องทาง Facebook, Instagram และโซเชียลมีเดียอื่น ๆ ในเครือของ Meta ซึ่งล่าสุดเมื่อสิ้นปีที่ผ่านมา ได้เป็นจุดสิ้นสุดของยุคที่มี Ads Objective 11 หัวข้อ ให้เหลือเพียง 6 ข้อเท่านั้น ในบทความนี้เราจะพาคุณไปสรุปสาระสำคัญของโมเดล ODAX ที่ทาง Facebook ประกาศใช้ และ Ads Obbjective แบบใหม่ว่ามีอะไรบ้าง

ODAX คืออะไร? เกี่ยวอะไรกับ Facebook Ads

อย่างที่เราเกริ่นกันไปก่อนหน้านี้แล้วว่าทาง Facebook ใช้ ODAX ในการปรับ Objective ในการยิงแอด แล้ว ODAX คืออะไร? ODAX หรือ Outcome-Driven Ad Experiences คือ ตัวเลือกในการตั้ง Objective ของการยิงแอดที่โฟกัสไปที่ตัวผลลัพธ์ที่ต้องการเป็นหลัก เช่น อยากได้ Awaremess, Leads หรือ Traffic ก็ให้เลือกจุดประสงค์ตามผลลัพธ์ที่ต้องการได้เลย 

Facebook Ads Objective 6 หมวดใหม่ เปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง?

จากเดิม Facebook แบ่ง Ads Objective ออกเป็น 11 หัวข้อ ซึ่งเป็นการแบ่งย่อยที่ค่อนข้างละเอียด แต่ด้วยความที่มีตัวเลือกเยอะเกินไปอาจทำให้บางคนพลาดหัวข้อที่แม่นยำที่สุดไปได้ เราขอสรุปให้ดูง่าย ๆ ว่าจาก 11 เหลือ 6 เป็นอย่างไร Objective ไหนถูกยุบไปรวมกับอะไรบ้าง ดังนี้

 

Ad Objective แบบเก่า

Ad Objective แบบใหม่

Brand Awareness

Awareness

สร้างการรับรู้ให้กับแบรนด์ไปยังกลุ่มเป้าหมายและเพิ่มจำนวนคนเห็นโฆษณาเพื่อให้คนรู้จักแบรนด์มากขึ้น

Reach

Traffic

Traffic

จุดประสงค์เพื่อเพิ่มจำนวนคนเข้าเว็บไซต์ ไม่ว่าจะคลิกมาจากแอดใน Facebook หรือตามช่องทางอื่น ๆ ก็ตาม

Engagement

Engagement

สร้างและกระตุ้นการมีส่วนร่วมของผู้ใช้งานกับตัวแอด ไม่ว่าจะเป็นการกดไลก์ กดแชร์ พิมพ์คอมเมนต์ กดดูคลิป หรือส่งข้อความมาก็ตาม ซึ่ง Ad Objective แบบใหม่เป็นการรวม Objective ต่าง ๆ ที่มีความทับซ้อนและคล้ายคลึงกันมาอยู่ภายใต้หัวข้อ Engagement

Video Views

Messages

Conversions

App Installs

App Promotion

แอดที่มีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มจำนวนคนดาวน์โหลดและติดตั้งแอปพลิเคชัน

Lead Generation

Leads

เพิ่มจำนวน Leads หรือคนที่มีแนวโน้มมาเป็นลูกค้าและมีช่องทางการติดต่อให้กับคุณได้ โดยสามารถสร้าง Lead Generations ผ่านวิธีการต่าง ๆ เช่น คอนเทนต์น่าสนใจหรือข้อความโปรโมชัน ซึ่งมี Call-to-Actions ให้เราสามารถขอข้อมูลการติดต่อจากลูกค้าได้

Messages

Conversions

Conversions

Sales

เพิ่มยอดขายผ่านช่องทางต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการดูแค็ตตาล็อกบน Facebook และการเยี่ยมชมหน้าร้าน โดยสามารถใส่โลเคชันและเวลาเปิดทำการลงไป และตั้งค่าให้ Facebook แสดงผลให้กับผู้ใช้งานที่อยู่ในพื้นที่

Catalog Sales

Store Traffic

 

Ad Objective เปลี่ยนใหม่แล้วยังไง ส่งผลอะไรบ้าง?

ข้อดีที่ช่วยให้ทีมของคุณทำงานง่ายขึ้น

  • Facebook ปรับ Ads Objective ช่วยให้ทีมกำหนดค่าได้ง่ายขึ้นและเหมาะสมกับเป้าหมายทางการตลาดมากขึ้น ลดความสับสนจากตัวเลือกที่วุ่นวายและอาจทับซ้อนกัน จบปัญหาเลือก Objective พลาดแล้วงาน perform ไม่ดี จึงช่วยเพิ่มความแม่นยำในการยิงแอด
  • Ads Manager จะช่วยวิเคราะห์จุดประสงค์ในการยิงแอดของคุณ พร้อมแนะนำการตั้งค่าที่เหมาะสมที่สุด เพื่อให้คุณบรรลุเป้าหมายทางการตลาด
  • เอื้อต่อการรันแคมเปญหลากหลายช่องทาง เช่น เว็บไซต์ + แอปพลิเคชัน 

ข้อควรรู้เพิ่มเติม

คุณอาจต้องเลือก Conversion Location ว่าต้องการให้แคมเปญที่ทำเกิดผลลัพธ์ในช่องทางไหนบ้าง เช่น เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน หรือ Messenger จากนั้นจึงเลือก Conversion Event ว่าต้องการให้ผู้ใช้งานทำอะไรหลังจากเข้ามาที่ Conversion Location ที่กำหนดไว้แล้ว ตัวอย่างเช่น ต้องการให้คนเข้ามาที่แอปพลิเคชัน จากนั้นกดลงทะเบียน เป็นต้น

เรียกได้ว่า การที่ Facebook ปรับ Ads objective ใหม่นั้นจะช่วยให้ทีมการตลาดของคุณเข้าหากลุ่มเป้าหมายได้แม่นยำกว่าและมีโอกาสสร้างยอดขายที่มากขึ้นแม้จะต้องเจอกับความท้าทายของนโยบาย Facebook อย่างไรก็ตาม หากใครที่ไม่ได้ทำแคมเปญ Conversions, Messages และ Video Views ก็แทบจะไม่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเลย เพราะหลัก ๆ เป็นการจับกลุ่มหมวดหมู่ที่ทับซ้อนหรือคล้ายคลึงกัน และช่วยให้คุณยิงแอดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิมนั่นเอง

สุดท้ายนี้ Facebook Ad จะ perform ดีหรือไม่ก็ต้องอาศัยทั้งการกำหนด Objective และกลุ่มเป้าหมายที่แม่นยำ รวมไปถึงการเลือกขนาดรูปภาพโฆษณา Facebook ที่เหมาะสมตามแต่ละ Objective และ Customer Journey ด้วย เพียงเท่านี้ คุณก็จะสามารถใช้งบทุกบาททุกสตางค์ได้อย่างคุ้มค่าที่สุดแล้ว