เปรียบเทียบ Rank Math กับ Yoast SEO สองปลั๊กอินดังใน WordPress

เชื่อว่านักการตลาดออนไลน์ที่ทำ SEO ทุกคนย่อมต้องคุ้นเคยกับ WordPress หรือโปรแกรมสำเร็จรูปที่สามารถเข้าไปจัดการเนื้อหาและปรับปรุงคุณภาพของ SEO ในเว็บไซต์เป็นอย่างดี เพราะแน่นอนว่าการจะทำ SEO ให้มีประสิทธิภาพ ไม่สามารถใช้เพียงโปรแกรม WordPress เปล่า ๆ เพียงอย่างเดียวได้ แต่ต้องอาศัยปลั๊กอินเสริมที่มาพร้อมกับฟีเจอร์ต่าง ๆ เพื่อช่วยสนับสนุนให้การทำ SEO เกิดประสิทธิภาพสูงสุด 

ในเมื่อปลั๊กอินเสริมเหล่านี้มีความสำคัญกับการทำ SEO มากขนาดนี้ วันนี้เราจึงจะมาเปรียบเทียบให้เห็นกันชัด ๆ ถึงความสามารถในการใช้งานของปลั๊กอินสองตัวดังจาก WordPress ไปดูกันว่าระหว่าง Rank Math VS Yoast SEO แต่ละตัวจะมีข้อดีข้อเสียอย่างไร รวมถึงปลั๊กอินตัวไหนจะเหมาะกับการนำไปใช้ทำ SEO มากที่สุด เราไปหาคำตอบพร้อมกันได้เลย 

 

Table of Contents

Rank Math และ Yoast SEO คืออะไร? 

ก่อนเปรียบเทียบการทำงานของทั้ง Rank Math และ Yoast SEO เรามารู้จัก Plugin แต่ละตัวกันก่อน

Rank Math คือปลั๊กอินส่วนเสริม WordPress ที่เปิดตัวในปี 2019 พัฒนาขึ้นโดยบริษัทเทคโนโลยีสัญชาติอินเดียที่ชื่อว่า MyThemeShop โดยมีฟีเจอร์ให้เลือกใช้เกือบ 90 ฟีเจอร์ ครอบคลุมการปรับแต่ง SEO ทุกด้านตั้งแต่ On-Page ไปจนถึง Off-Page ใช้งานฟีเจอร์พื้นฐานได้ฟรีและสามารถอัปเดตแพ็กเก็จเพิ่มเติมเพื่อรองรับฟีเจอร์ที่แอดวานซ์ขึ้นได้อีกด้วย  

ส่วน Yoast SEO เป็นปลั๊กอินใน WordPress ที่เปิดตัวมาอย่างยาวนาน หลัก ๆ จะมีฟีเจอร์ช่วยปรับแต่งองค์ประกอบสำคัญของ SEO ผ่านเช็กลิสต์เนื้อหาและโครงสร้างบนหน้าเว็บไซต์ที่เป็นมิตรกับระบบ Search Engine มากที่สุด เรียกว่าเป็นปลั๊กอินตัวแรก ๆ ที่นักทำเว็บไซต์หลายคนดาวน์โหลดหลังจากติดตั้งโปรแกรม WordPress เลยก็ว่าได้

 เปรียบเทียบ Rank Math กับ Yoast SEO

 

Rank Math VS Yoast SEO ทำงานต่างกันอย่างไร? 

ถึงแม้ Rank Math และ Yoast SEO จะเป็นปลั๊กอินเสริมใน WordPress เหมือนกัน แต่กลับมีรายละเอียดด้านประสิทธิภาพการทำงานที่ต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งสามารถเปรียบเทียบให้เห็นภาพได้ ดังนี้

1.  ความง่ายในการติดตั้ง

ระดับความง่ายในการติดตั้งของทั้ง Rank Math และ Yoast SEO ถือว่าสูสีกันทั้งคู่ สำหรับ Rank Math จะมี Setup Wizard ระบบติดตั้งที่จะค่อย ๆ ไกด์คุณไปทีละขั้นตอน พร้อมทั้งให้คำแนะนำเรื่องการตั้งค่า SEO ในเว็บไซต์ ทำให้สามารถติดตั้งปลั๊กอินในขั้นตอนแรกได้อย่างสะดวก

ระบบติดตั้งของ Yoast SEO ก็ง่ายไม่แพ้กัน โดยจะมาในชื่อ “First-time Configuration” ทำให้สามารถเลือกได้เลยว่าอยากติดตั้งฟีเจอร์ไหนและอยากตั้งค่าฟีเจอร์นั้น ๆ อย่างไรบ้าง     

2.  ความสามารถในการจัดการคีย์เวิร์ด

สำหรับเรื่องการจัดการคีย์เวิร์ด Rank Math อาจมีความน่าสนใจมากกว่า ตรงที่สามารถปรับแต่งคีย์เวิร์ดได้หลายตัวและทำได้แม้ใช้งานเวอร์ชั่นฟรี แต่ในขณะที่ Yoast SEO จะแตกต่างออกไปเพราะในเวอร์ชั่นฟรีจะสามารถปรับแต่งได้เพียงโฟกัสคีย์เวิร์ดเท่านั้น

3.  Internal Link

การทำ Internal Link ถือว่ามีความสำคัญสำหรับการทำ SEO อย่างมาก เพราะนอกจากจะทำหน้าที่เชื่อมโยงลิงก์ไปยังหน้าเว็บไซต์เพื่อเพิ่ม Traffic ภายในเว็บไซต์แล้ว ยังทำให้ผู้ใช้งานอยู่ในเว็บไซต์ได้นานขึ้น ช่วยให้ Google มองว่าเว็บไซต์มีคุณภาพจากเนื้อหาในแต่ละเพจ เพราะมีความเชื่อมโยงและเกี่ยวข้องกันจนทำให้ดึงดูดความสนใจของผู้ใช้งานได้

แต่สำหรับทั้ง Yoast SEO และ Rank Math กลับไม่มีมีฟีเจอร์ปรับแต่ง Internal Link ในปลั๊กอินเวอร์ชั่นฟรี มีแต่เพียงเวอร์ชั่นอัปเกรดเท่านั้น  

4.  ความสามารถในการวิเคราะห์ SEO

สำหรับเรื่องการวิเคราะห์ SEO อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้ง Rank Math และ Yoast SEO ก็มีฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์ในเรื่องนี้ โดยปลั๊กอินทั้งสองจะช่วยวิเคราะห์องค์ประกอบของเว็บไซต์ให้เหมาะสมกับมาตรฐานของ SEO มากที่สุด และแสดงผลออกมาตามลักษณะเฉพาะของระบบปลั๊กอินของตัวเอง เช่น Yoast SEO ก็จะมีระบบแสดงผลเป็นสีเขียว ส้ม แดง เป็นต้น

5.  ความสามารถในการวิเคราะห์งานเขียน

การเขียนให้สั้น กระชับ เข้าใจง่ายถือเป็นคีย์สำคัญของงานเขียนที่ดีก็ว่าได้ ซึ่งทั้ง Rank Math และ Yoast SEO ก็มีฟีเจอร์ช่วยวิเคราะห์งานเขียนด้วยเช่นกัน เพื่อให้นักเขียนสามารถปรับปรุงงานเขียนของตัวเองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งยังจะช่วยแนะนำการตัดประโยคที่ฟุ่มเฟือย หรือแม้แต่แนะนำการเติมข้อความเพื่อให้เนื้อหาสมบูรณ์ยิ่งขึ้นได้อีกด้วย 

6.  ความสามารถในการรองรับหลายภาษา

นอกจากภาษาอังกฤษแล้ว Yoast SEO ยังรองรับได้หลากหลายภาษา ทั้งภาษาเยอรมัน ฝรั่งเศส กรีก และญี่ปุ่น ดังนั้น การวิเคราะห์โครงสร้างบทความเพื่อทำ SEO ในปลั๊กอินตัวนี้จึงสามารถทำได้ในหลายภาษา 

ในขณะที่ Rank Math อาจแตกต่างออกไป เพราะหากอยากให้ปลั๊กอินรองรับการใช้งานในภาษาอื่น ๆ นอกเหนือจากภาษาอังกษ ก็จำเป็นต้องโหลดฟีเจอร์ WPML เพิ่มเข้ามา ทำให้อาจเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอย่างน้อย 99 ดอลลาร์ต่อปี

7.  ราคาของแพ็กเก็จ

สำหรับแพ็กเก็จฟรีของทั้ง Rank Math และ Yoast SEO มีฟีเจอร์พื้นฐานที่เหมาะสำหรับการปรับแต่ง SEO เบื้องต้น แต่ถ้าอยากอัปเกรดเวอร์ชั่น ก็สามารถซื้อเพิ่มได้ โดย Rank Math จะเริ่มที่ 59 ดอลลาร์ต่อปี และ 499 ดอลลาร์ต่อปีในระดับธุรกิจ และหากต้องการใช้ปลั๊กอินภาษาอื่น ๆ นอกเหนือจากภาษาอังกฤษ ก็สามารถซื้อฟีเจอร์ WPML เพิ่มได้อีก ในขณะที่ Yoast SEO จะต้องจ่ายเพิ่มเติมเพียงปีละ 99 ดอลล่าร์ และไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเพื่อรองรับกับภาษาอื่น ๆ แต่อย่างใด 

8.  ความช่วยเหลือจากทีม Support

ถ้าเกิดมีปัญหาทั้ง Rank Math และ Yoast SEO ต่างก็มีทีมช่วยเหลือที่มีประสิทธิภาพด้วยกันทั้งคู่ ไม่ว่าจะมีปัญหาเรื่องการใช้งานภายในระบบ หรือต้องการคำแนะนำเพิ่มเติมเพื่อให้การใช้งานมีประสิทธิภาพสูงสุด

โดย Rank Math จะมีทีมช่วยเหลือผ่านระบบ Support Ticket ส่วน Yoast SEO ก็สามารถติดต่อทีมช่วยเหลือได้ทางอีเมล แต่ไม่ว่าทางไหน ก็นับว่าทั้งสองปลั๊กอินมีทีมงานที่จะคอยให้ความช่วยเหลือที่ดีทั้งคู่ 

นับว่าการทำงานของทั้งปลั๊กอิน Rank Math และ Yoast SEO มีประสิทธิภาพที่ดีไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน แต่หากว่าใครยังไม่เห็นภาพที่ชัดเจนมากนัก ว่าปลั๊กอินตัวไหนจะตอบโจทย์กับการนำมาไปใช้ทำ SEO มากกว่ากัน เราขอสรุปข้อดีข้อเสียของทั้งสองปลั๊กอินมาให้ดังนี้

เปรียบเทียบ WordPress SEO ปลั๊กอิน

 

ข้อดีของ Rank Math

1.  ใช้งานง่าย มีคำอธิบายแบบ Step-By-Step

Rank Math เป็น Plugin ที่ใช้งานง่ายสุด ๆ เมื่อเทียบกับตัวอื่น ๆ เพราะมีการอธิบายการใช้งานแบบ Step-By-Step โดยจะให้คำแนะนำในแต่ละขั้นตอน พร้อมทั้งมีค่าคะแนนแสดงผลอยู่ตลอดเพื่อให้ทราบว่าคอนเทนต์ที่กำลังปรับแต่งนั้น อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมหรือไม่ ช่วยทำให้การทำ SEO เป็นเรื่องง่ายและสะดวกมากยิ่งขึ้น

2.  การแสดงผลเข้าใจง่ายผ่านการออกแบบ UX/UI

นอกจากคำอธิบายเป็นขั้นเป็นตอน นักพัฒนายังออกแบบหน้า UX/UI ให้ใช้ง่ายและแสดงผลแบบชัดเจน ช่วยตัดปัญหาเรื่องความยุ่งยาก ประหยัดเวลา และเป็นมิตรกับผู้ใช้งานทุกระดับ

3.  ฟีเจอร์อัปเดตล่าสุด ตอบโจทย์การทำ SEO ในปัจจุบัน

ด้วยความที่ Rank Math เปิดตัวในปี 2019 นับว่าอัปเดตที่สุดเมื่อเทียบกับปลั๊กอินตัวอื่น ๆ แถมยังมีฟีเจอร์เด่น ๆ ให้ใช้งานได้ฟรี ในขณะที่ Plugin อื่น ๆ ต้องอัปเกรดหรือต้องเสียเงินเพิ่มเติมถึงจะสามารถใช้งานได้ ไม่ว่าจะเป็น 404 Monitor ฟีเจอร์ตรวจสอบหน้าเว็บขั้นสูงเพื่อปรับปรุงเว็บไซต์ให้สามารถใช้งานได้ตามปกติ ฟีเจอร์ Redirection ที่ช่วยเปลี่ยนเส้นทางหน้าเว็บฯ ฟีเจอร์ Local SEO ที่จะช่วยเพิ่มคะแนนการจัดอันดับเว็บไซต์ของการค้นหาแบบท้องถิ่น รวมถึง Content AI ฟีเจอร์เปิดตัวใหม่ล่าสุดสำหรับทำ SEO ที่ให้ AI ช่วยเขียนบทความ เพื่อให้มั่นใจว่าบทความไม่เพียงเหมาะสมกับผู้อ่านเท่านั้น แต่ยังเหมาะสมกับเครื่องมือค้นหา และช่วยให้การติดอันดับใน Google เป็นไปได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

 

ข้อเสียของ Rank Math

 ข้อเสียของ Rank Math อยู่ที่ปลั๊กอินนี้ไม่มีฟีเจอร์ตรวจสอบสมรรถนะของเว็บไซต์โดยตรง แถมยังไม่รองรับการแก้ไขข้อมูลแบบกลุ่ม (Bulk Editor) หรือจัดการ RSS ได้ รวมถึงยังไม่มีฟีเจอร์ดักจับบอทที่ไม่ดี ทำให้อาจเป็นอุปสรรคของบอทกูเกิลที่จะเข้ามาเก็บข้อมูลเพื่อจัดอันดับเว็บไซต์อีกด้วย 

 

ข้อดีของ Yoast SEO

1.  ใช้งานง่าย

 ความง่ายถือว่าเป็นจุดขายหลักของ Yoast SEO เลยก็ว่าได้ โดยปลั๊กอินตัวนี้จะมีคำอธิบายการทำงานของฟีเจอร์แต่ละตัวอย่างชัดเจน รวมถึงมีฟังก์ชั่นคอยให้คำแนะนำเรื่องการทำ SEO ผ่านระบบแสดงจุดไฟสีเขียว ส้มและแดง ทำให้ง่ายต่อการปรับปรุงให้ถูกหลัก SEO มากยิ่งขึ้น

2.  มีฟีเจอร์ที่ช่วยปรับแต่ง SEO ทางเทคนิค

ที่สำคัญ Yoast SEO ยังมีฟีเจอร์สำคัญที่ช่วยปรับแต่งเทคนิค SEO ให้ดีขึ้นโดยตรง โดยสามารถวิเคราะห์ได้ว่าเว็บไซต์ต้องปรับแต่งส่วนไหนอย่างไร ทั้งในส่วนของ SEO Titles, Slug และ Meta Description ส่วนของ XML Sitemaps ที่ช่วยให้บอทของ Google เข้าใจโครงสร้างเว็บไซต์ของเรามากขึ้น และส่วนของ Canonical URLs ที่ให้คำแนะนำว่าควรให้ความสำคัญกับหน้าเว็บไซต์ใดมากที่สุดหากตรวจพบว่ามีเนื้อหาที่ซ้ำซ้อนกัน 

3.  ช่วยให้คอนเทนต์มีคุณภาพสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

Yoast SEO ยังมีระบบ Readability Analysis ช่วยประเมินความน่าสนใจของคอนเทนต์พร้อมทั้งไกด์ไลน์การปรับปรุงเนื้อหาเพื่อเพิ่มคุณภาพให้กับบทความ ทั้งในแง่โครงสร้างพารากราฟ ความเหมาะสมของจำนวนบทความ แม้กระทั่งการเว้นช่องไฟ นอกจากนี้ ความดีงามของ Yoast SEO ยังอยู่ที่การเริ่มต้นใช้งานได้ฟรี และไม่ซับซ้อนมากมาย ทำให้ใคร ๆ ก็ใช้ได้ แบบไม่ต้องมีพื้นฐาน SEO มาก่อน

 

ข้อเสียของ Yoast SEO

แม้จะมีฟีเจอร์ปรับปรุงคุณภาพ SEO แต่ Yoast SEO ก็ยังมีจุดด้อยบางประการ เช่น การวิเคราะห์คำภาษาไทยของบทความใน Yoast SEO อาจไม่สามารถตรวจสอบโครงสร้างเนื้อหาได้ 100% หรือลงรายละเอียดได้ว่าควรปรับปรุงแก้ไขตรงไหนเป็นพิเศษ เพราะการประเมินมีเพียงผ่านและไม่ผ่านเท่านั้น แล้วด้วยเหตุผลที่ว่า Yoast SEO เปิดตัวมานาน ทำให้ยังขาดฟีเจอร์สำคัญที่อาจจำเป็นในอนาคตอย่าง Local SEO, AMP, Schema.org รวมถึง WooCommerce อีกด้วย

 

สรุป Rank Math VS Yoast SEO ปลั๊กอินไหนเหมาะใช้ทำ SEO มากที่สุด

จากข้อดีและข้อเสียของทั้งสองปลั๊กอิน หลายคนอาจจะยังสงสัยว่าแล้วปลั๊กอินตัวไหนกันแน่ที่เหมาะกับการใช้ทำ SEO มากที่สุด ซึ่งอาจจะตอบได้ว่า จริง ๆ แล้วทั้ง Rank Math VS  Yoast SEO ต่างก็มีฟังก์ชั่นหลักในการปรับแต่ง SEO ที่คล้ายคลึงกัน รวมไปถึงมีประสิทธิภาพไม่น้อยหน้าไปกว่ากัน แต่อาจจะแตกต่างกันอย่างชัดเจนตรงที่ Rank Math จะมีฟีเจอร์ที่มากกว่าและครอบคลุมกับการทำ SEO ได้อย่างครบวงจร อีกทั้งยังเป็นปลั๊กอินที่เพิ่งเปิดตัวได้ไม่นาน ต่างจาก Yoast SEO ที่เปิดตัวมานานแล้ว ทำให้ Rank Math มีหลากหลายฟีเจอร์ที่สามารถใช้ปรับแต่ง SEO ให้เหมาะสมกับระบบตรวจสอบของ Google ในยุคปัจจุบัน นอกจากนี้ยังจะส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำ SEO ได้มากกว่าการทำใน Yoast SEO นั่นเอง

นอกจากนี้ ความแตกต่างสำคัญยังอยู่ที่ความสามารถในการเข้าถึงฟีเจอร์ โดยฟีเจอร์ในการปรับแต่ง SEO ของ Rank Math จะสามารถใช้งานได้ฟรี ในขณะที่ฟีเจอร์บางอย่างใน Yoast SEO อาจต้องเสียเงินซื้อใช้ในแพ็กเก็จพรีเมียม

ดังนั้น เงื่อนไขสำคัญสำหรับการเลือกใช้ปลั๊กอินอาจจะไม่ใช่การเลือกตามคนหมู่มากหรือเลือกใช้จากชื่อเสียงของนักพัฒนา แต่เป็นการเลือกปลั๊กอินที่มีประโยชน์และเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของเรามากที่สุด แต่หากผู้ประกอบการท่านใดต้องการสร้างผลลัพธ์ของการทำ SEO ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด Primal Digital Agency เราคือเอเจนซี่รับทำ SEO ที่มาพร้อมกับผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ด้าน SEO กว่า 150 คน การันตีด้วยรางวัลมากมาย รับรองได้ว่าเว็บไซต์ของคุณจะขึ้นหน้าแรกใน Google อย่างที่ตั้งใจ หากพร้อมแล้วสามารถกรอกรายละเอียดเพื่อรับแผนธุรกิจฟรีจากเราได้เลย