SEM คืออะไร กลยุทธ์ดันเว็บไซต์ที่นักการตลาดออนไลน์ไม่ควรพลาด

สำหรับธุรกิจออนไลน์ “เว็บไซต์” ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงช่องทางของแบรนด์ได้มากขึ้น ซึ่งการจะทำให้เว็บไซต์เป็นที่รู้จักและโดดเด่นท่ามกลางคู่แข่งก็สามารถทำได้หลายวิธี แต่แนวทางที่นักการตลาดดิจิทัลนิยมใช้และได้ผลมากที่สุดก็คือการทำ Search Engine Marketing หรือที่เรียกอย่างย่อ ๆ ว่า SEM ซึ่งกลยุทธ์นี้จะประกอบไปด้วย 2 วิธีการหลัก ซึ่งก็คือการทำ SEO (Search Engine Optimisation) หรือการดันเว็บไซต์ให้ติดอันดับในหน้าค้นหาด้วยวิธีออร์แกนิกและวิธี Pay Per Click (PPC) ซึ่งจะเป็นการจ่ายเงินเพื่อซื้อโฆษณาตามจำนวนคลิกเพื่อให้เว็บไซต์ติดอันดับในหน้าค้นหา อย่างไรก็ดี ในวงการตลาดส่วนมากจะเป็นที่รู้กันว่า SEM มักถูกใช้ในความหมายของการตลาดแบบ Pay Per Click (PPC) เสียมากกว่า!

บทความนี้เราจึงอยากจะพาทุกคนไปเจาะลึกกับทุกเรื่องที่ควรรู้ของการทำ Search Engine Marketing ถ้าอยากรู้ว่ากลยุทธ์นี้คืออะไร แล้วนักการตลาดจะสามารถใช้ SEM ดันเว็บไซต์ให้ติดอันดับในหน้าค้นหาของ Search Engine ได้อย่างไรบ้าง เรารวบรวบข้อควรรู้เกี่ยวกับ Search Engine Marketing มาไว้ให้แล้วในบทความนี้!


SEM


Search Engine Marketing (SEM) คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร
ต่อนักการตลาด?

SEM หรือ Search Engine Marketing คือคำเรียกวิธีการทำการตลาดออนไลน์บน Search Engine โดยมี 2 วิธีการหลัก ๆ ดังที่กล่าวไปข้างต้นนั่นก็คือ Organic Search และ Paid Search

  • Organic Search หรือที่รู้จักกันในชื่อของการทำ SEO (Search Engine Optimisation) คือวิธีที่ทำให้ Search Engine จัดอันดับเว็บไซต์ของเราไว้อันดับต้น ๆ ผ่านการปรับแต่งเว็บไซต์ให้มีคุณภาพทั้งในด้านโครงสร้าง เนื้อหา และคีย์เวิร์ด เพื่อให้เว็บฯ เข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น และมี Organic Traffic เพิ่มขึ้น โดยที่แบรนด์ไม่จำเป็นต้องเสียเงินโฆษณาให้ Google แม้แต่บาทเดียว
  • Paid Search หรือ Pay Per Click (PPC) คือการที่เราจ่ายเงินซื้อโฆษณาบน Search Engine โดยจ่ายค่าโฆษณาตามจำนวนครั้งที่ผู้ใช้คลิกโฆษณาเพื่อเข้าไปชมเว็บไซต์ ผ่านแคมเปญที่ได้วางแผนไว้

อย่างไรก็ดี บางแหล่งข้อมูล Search Engine Marketing (SEM) จะหมายถึงส่วนของ PPC เท่านั้น ซึ่งในบทความนี้เราจะมาเจาะ SEM ในความหมายของ Pay Per Click เป็นหลัก!

 

Search Engine Marketing (SEM) ในความหมายของ Pay Per Click (PPC)

อย่างที่กล่าวไปว่านักการตลาดหรือบริษัทรับทำ SEO บางกลุ่ม นิยาม SEM ให้อยู่ในส่วนของ PPC เท่านั้น โดย PPC คือ การซื้อโฆษณาโดยมีการเรียกเก็บเงินในรูปแบบ “จ่ายตามจำนวนคลิก” คือการที่กลุ่มเป้าหมายเซิร์ชคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวกับเว็บไซต์บน Google แล้วเว็บไซต์ของเราก็จะแสดงขึ้นมาเป็นอันดับแรก ๆ ตามการประมูลคีย์เวิร์ด โดยมีคำว่า “Ad” อยู่ข้างหน้า

การทำ PPC ผู้ทำจะต้องประมูลคีย์เวิร์ดเพื่อให้โฆษณาปรากฎเมื่อมีการค้นหาใน Search Engine นั้น ๆ แต่โฆษณาจะแสดงในตำแหน่งใดนั้น จะถูกกำหนดโดยค่าประมูลที่เรียกว่า Max. CPC หรือ Maximum Cost Per Click ซึ่งก็คือการกำหนดเพดานราคาที่เราจะต้องจ่ายให้กับแพลตฟอร์ม (ในที่นี้คือ Google) ว่าจะต้องจ่ายครั้งละไม่เกินเท่าไร รวมไปถึง Quality Score ที่เป็นอีกหนึ่งปัจจัยเช่นกัน โดยหากคีย์เวิร์ดที่ประมูลตรงกับสิ่งที่โฆษณาและตรงกับหน้าเว็บไซต์ ก็จะได้คะแนนที่สูงกว่า ในทางกลับกัน การประมูลคำที่ไม่ตรงกับสิ่งที่ต้องการโฆษณา จะทำให้ค่า CPC ของแต่ละคีย์เวิร์ดไม่เท่ากัน ยิ่งคีย์เวิร์ดไหนเป็นที่นิยมและมีคนค้นหามาก ก็ยิ่งจะทำให้มีคู่แข่งในการประมูลมาก รวมถึงราคาประมูลของคำนั้น ๆ ก็จะสูงตามไปด้วย

 

องค์ประกอบสำคัญของ Search Engine Marketing (SEM) มีอะไรบ้าง

สำหรับองค์ประกอบสำคัญของ Search Engine Marketing (SEM) มีดังต่อไปนี้!

  • Keywords
    ข้อความสั้นหรือชุดข้อความ ที่นักทำโฆษณาหาข้อมูลมาแล้วว่ากลุ่มเป้าหมายมักใช้เพื่อค้นหาข้อมูลต่าง ๆ ที่พวกเขาสนใจหรือต้องการทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งคีย์เวิร์ดคือสิ่งที่นักทำโฆษณามีไว้ใช้ประมูล เพื่อให้พื้นที่โฆษณาของเว็บฯ อยู่ในอันดับต้น ๆ บนหน้าค้นหา
  • Text Ad
    ข้อความที่จะปรากฏบนโฆษณา ประกอบไปด้วยหัวข้อ (Tittle) คำอธิบายสั้น ๆ (Description) รวมถึงการสร้างลิงก์เฉพาะ (Customize Link)
  • Ad Group
    การกำหนดกลุ่มของโฆษณา ซึ่งเป็นส่วนสำคัญสำหรับการทำ Search Engine Marketing (SEM) เพื่อให้แบรนด์สามารถคุมงบประมาณให้เหมาะสมและกำหนดกลุ่มเป้าหมายได้เฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น
  • Search Network
    เครื่องมือที่ช่วยให้สามารถกำหนดพื้นที่แสดงผลลัพธ์โฆษณาในหน้าอื่น ๆ ที่ต้องการ เช่น หากทำโฆษณาบน Google ก็สามารถกำหนดให้แสดงผลลัพธ์ไปบนหน้าอื่น ๆ เช่น Google Shopping หรือ Google Maps เป็นต้น
  • Impressions
    จำนวนครั้งที่โฆษณาของคุณแสดงบนหน้าผลลัพธ์ของผู้ใช้งาน
  • Clicks
    จำนวนครั้งที่ผู้ใช้กดเข้าไปดูโฆษณาของคุณ
  • CTR (Click Through Rate)
    อัตราการคลิกต่อจำนวน Impressions
  • CPC (Cost Per Click)
    ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากยอดการคลิกผ่านโฆษณา โดยในส่วนนี้นักทำโฆษณาสามารถกำหนดค่าใช้จ่ายได้เองตามความเหมาะสม
  • Quality Level
    ค่าการวัดคุณภาพและความน่าเชื่อถือของบทความและโฆษณา โดยคำนวณคะแนนจาก Keywords และ CPC โดยยิ่งโฆษณามีคุณภาพมากเท่าไร ค่าใช้จ่าย CPC ก็จะยิ่งน้อยลงเท่านั้น

 

ข้อดีและข้อเสียของ SEM

แล้ว Search Engine Marketing หรือ SEM มีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง?

ข้อดี

ข้อดีของการการทำ Search Engine Marketing (SEM) แบบ PPC คือ โฆษณาที่ทำจะเห็นผลได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้เวลาเตรียมการนานเท่ากับการทำ SEO กล่าวคือ เราจ่ายเงินเพื่อซื้อพื้นที่โฆษณาที่อยู่อันดับต้น ๆ บนหน้าการค้นหา ใครจ่ายมากกว่าก็จะได้อยู่อันดับที่สูงกว่า อีกทั้งยังสามารถปรับเพิ่มคีย์เวิร์ดได้ตลอดเวลา ต่อให้มีเว็บไซต์เพียงหน้าเดียว อาทิ Landing Page ก็สามารถทำได้ และสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้แบบทันทีทันใด 

นอกจากนี้ การทำ Search Engine Marketing (SEM) ยังทราบผลลัพธ์โฆษณาได้ง่าย เพราะการทำ PPC จะมีระบบประมวลผลที่ให้รายละเอียดด้านต่าง ๆ อย่างชัดเจน พร้อมกันนั้นยังกำหนดงบค่าใช้จ่ายได้ และที่สำคัญยังเหมาะกับธุรกิจทุกขนาด ไม่ว่าจะเป็น Startups, SME หรือแม้แต่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่

ข้อเสีย

สำหรับข้อเสียของการทำ Search Engine Marketing (SEM) แบบ PPC ก็คือ การที่คุณเสียเงินค่าโฆษณาเพื่อให้ระบบทำงานอย่างดีที่สุด แต่ในระยะยาวหากมีคู่แข่งเพิ่มขึ้น ย่อมทำให้คุณต้องเสียค่าโฆษณาเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย ไม่เพียงเท่านั้น ณ ปัจจุบัน ทางเว็บไซต์หรือโปรแกรมได้ออกแบบปลั๊กอินให้ผู้ใช้ติดตั้งเพื่อการบล็อกโฆษณาโดยตรง ดังนั้น หากแบรนด์ซื้อโฆษณาแบบ PPC แล้วโดนปิดกั้นจากปลั๊กอินตัวนี้ ก็จะทำให้ผู้ใช้งานเหล่านั้นไม่สามารถเห็นโฆษณาที่ซื้อได้ ซึ่งอาจทำให้เสียเงินโดยที่ไม่เกิดผลลัพธ์ใด ๆ ด้วย
อีกทั้งการทำ Search Engine Marketing (SEM) แบบ PPC ยังจะเสียเปรียบการทำ SEO ตรงที่ เมื่อเราหยุดจ่ายเงิน โฆษณาก็จะหยุดตามไปด้วย ต่างจาก SEO ที่เมื่อทำไปแล้วจะเห็นผลในระยะยาวได้ดีกว่า แต่ในทางตรงกันข้าม SEO ก็ไม่สามารถวัดผลออกมาเป็นตัวเลขได้ ต่างจาก PPC ที่สามารถวัดผลเป็นข้อมูลให้เราสามารถนำมาวิเคราะห์ เพื่อใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพเว็บไซต์ต่อไปได้

 

SEM กับ SEO ต่างกันยังไง? ควรโฟกัสอะไรมากกว่า

อย่างที่กล่าวไปว่า SEO คือส่วนหนึ่งในกระบวนการทำ Search Engine Marketing ซึ่ง SEO กับ PPC แตกต่างกันในเรื่องของกระบวนการและผลลัพธ์บางอย่าง ทำให้เราไม่ควรที่จะตัดสินว่าทำควร SEO หรือ PPC อย่างใดอย่างหนึ่งแล้วจะดีกว่าอีกอย่าง

โดยการทำ SEO นั้น จะช่วยในเรื่องการสร้างความน่าเชื่อถือ เพิ่มคุณภาพให้กับเว็บไซต์ ทั้งยังทำให้เป็นมิตรกับอัลกอริทึมของ Google ในระยะยาว ส่วน SEM จะเป็นการปรับใช้ตามวัตถุประสงค์ของกลยุทธ์ในช่วงเวลานั้น ๆ ของธุรกิจ เช่น ใช้ในช่วงเวลาที่แบรนด์ต้องการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายจำนวนมากในระยะเวลาอันรวดเร็ว เป็นต้น

ดังนั้น หากถามว่าควรโฟกัสอะไรมากกว่าระหว่าง SEO หรือ SEM เราขอแนะนำให้ “ทำทั้งสองอย่างควบคู่กันไป” เพราะว่าการทำ SEO ต้องใช้ระยะเวลาค่อนข้างนานกว่าจะเริ่มเห็นผลลัพธ์ ซึ่งส่วนมากจะอยู่ราว 3-6 เดือน และแน่นอนว่าระหว่างนั้น เราคงไม่อยากปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ ดังนั้น PPC จึงเป็นทางออกที่จะช่วยให้โฆษณาของเราถูกค้นหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และกระจายสู่กลุ่มเป้าหมายได้ง่าย สะดวก และใช้ระยะเวลาที่สั้นกว่า 

และเมื่อเว็บไซต์มีประสิทธิภาพที่ดีจากการทำ SEO ก็จะส่งผลให้ Quality Score ของคำที่ประมูลในแคมเปญ PPC ดียิ่งขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย

Search Engine Marketing


สรุป

เมื่อรู้แล้วว่า Search Engine Marketing หรือ SEM คืออะไร รวมถึงรู้ว่านักการตลาดควรนำกลยุทธ์นี้มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพกับธุรกิจได้อย่างไรบ้าง ขั้นตอนต่อมาก็ถึงเวลาที่นักการตลาดทุกคนต้องเริ่มวางแผนกลยุทธ์ SEM ในแง่ต่าง ๆ แล้ว อย่างไรก็ดี ต้องไม่ลืมว่า SEM นั้นครอบคลุมทั้งในส่วนของบริการ SEO และ Pay Per Click นักการตลาดจึงควรหยิบข้อดีของ SEM ทั้งสองรูปแบบมาใช้ควบคู่กันไป และปรับให้สอดคล้องกับความต้องการของธุรกิจตนเอง เพียงเท่านี้ธุรกิจออนไลน์ของคุณก็มีโอกาสเติบโต และสามารถเข้าถึงลูกค้าได้มากกว่าคู่แข่งแล้ว!

ถ้าผู้ประกอบการท่านใดหรือบริษัทการตลาดไหนไม่รู้ว่าควรเริ่มวางกลยุทธ์ Search Engine Marketing อย่างไร ก็ไม่ต้องกังวลใจไป เพราะ Primal Digital Agency เอเจนซีดิจิทัลของเราพร้อมให้คำปรึกษา เราคือเอเจนซีทำ SEO ชั้นนำที่มีผู้เชี่ยวชาญ SEO และการซื้อโฆษณาทาง Search Engine กว่า 150 คน ถ้าพร้อมพัฒนาแผนการตลาดให้อยู่เหนือคู่แข่ง ก็กรอกรายละเอียดเพื่อปรึกษาเราได้เลยตอนนี้!