เข้าถึงลูกค้าได้ตรงจุดด้วย Dark Post เครื่องมือที่นักการตลาดต้องรู้!

สำหรับธุรกิจออนไลน์ที่มีโซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ การสร้างโพสต์หรือคอนเทนต์ที่มีเนื้อหาตรงกับความต้องการหรือ Insight ของกลุ่มเป้าหมายโดยตรง ถือเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามเป็นอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะทำให้กลุ่มเป้าหมายรู้สึกว่าสินค้าของแบรนด์สามารถแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุดเมื่อเทียบกับคู่แข่งในตลาดเจ้าอื่น ๆ แล้ว สิ่งนี้ยังถือเป็นการทำ Lead Nurturing หรือการหล่อเลี้ยงลูกค้าให้อยู่ในวงจรการซื้อขาย และช่วยให้พวกเขารู้สึกว่าตนเองเชื่อมต่อกับแบรนด์ได้ตลอดเวลาอีกด้วย

แต่โดยทั่วไป โซเชียลมีเดียของแบรนด์มักมีกลุ่มเป้าหมายมากกว่าหนึ่งกลุ่ม ซึ่งแต่ละกลุ่มก็มีความต้องการที่แตกต่างกันไป ดังนั้น นี่จึงเป็นที่มาของเครื่องมือที่เรียกว่า Dark Post ซึ่งช่วยให้แบรนด์สามารถจัดการกับโพสต์ให้ตรงกับความต้องการของแต่ละกลุ่มเป้าหมายได้ โดยไม่จำเป็นต้องเสียเงินค่ายิงโฆษณาแม้แต่น้อย!

เมื่อมีประโยชน์ขนาดนี้ วันนี้เราจะพาทุกคนไปทำความรู้กันว่า Dark Post ที่ว่านี้คืออะไร และจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์กับการทำการตลาดออนไลน์อย่างไรได้บ้าง ติดตามได้เลย 

 

ไขข้อข้องใจ Dark Post คืออะไรกันแน่?

อย่างที่กล่าวไปตอนต้นว่า การทำธุรกิจทางโซเชียลมีเดีย หนึ่งในปัญหายอดฮิตที่แก้ไม่ตก ก็คือสิ่งที่แบรนด์โพสต์ออกไปอาจถูกใจคนกลุ่มหนึ่ง แต่ในทางกลับกันก็อาจสร้างความรำคาญใจให้กับคนอีกกลุ่มหนึ่งก็เป็นได้ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเป็นร้านขายอาหารสัตว์และต้องการสร้างโพสต์เพื่อโปรโมตอาหารแมว แน่นอนว่าคุณต้องทำโพสต์แนว Insight ที่เกี่ยวข้องกับเจ้าของแมวโดยเฉพาะ ซึ่งสิ่งนี้เองที่ทำให้ผู้ติดตามร้านที่เลี้ยงสัตว์ประเภทอื่น ๆ ไม่ว่าจะสุนัข ปลา หรือนก เกิดความรำคาญใจหรือรู้สึกว่าร้านไม่ได้สื่อสารกับพวกเขาโดยตรง จนทำให้อยากเลื่อนผ่าน และไม่อยากเข้ามา Engage กับร้านเพิ่มได้

สิ่งนี้เองจึงเป็นที่มาของการใช้เครื่องมือที่ชื่อว่า Dark Post เข้ามาช่วยแก้ไข แต่ถึงแม้ชื่อจะดูน่ากลัวสักหน่อย แต่บอกเลยว่าเครื่องมือชนิดนี้มีประโยชน์กับนักการตลาดอย่างมาก โดย Dark Post จะช่วยให้นักการตลาดสามารถตั้งค่าว่าโพสต์ได้อย่างสะดวก และสามารถเลือกได้ว่าจะขึ้น Feed ให้ผู้ติดตามกลุ่มใดเห็น โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือการใช้สื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายโดยตรง และไม่ทำให้ผู้ติดตามกลุ่มอื่น ๆ รู้สึกรำคาญใจ และที่สำคัญวิธีนี้ยังไม่ต้องเสียเงินเจาะกลุ่มเป้าหมายเหมือนอย่างวิธีการยิง Ads อีกด้วย นอกจากนี้ Dark Post ยังจะช่วยในกรณีที่นักการตลาดไม่ต้องการที่จะสื่อสารเรื่องเดิม ๆ ให้กับคนกลุ่มเดิม แต่อยากสื่อสารเพื่อขยายตลาด หรือแม้แต่การจะบอกโปรโมชันกับคนกลุ่มหนึ่ง แต่ไม่อยากให้ลูกค้าอีกกลุ่มรู้ ก็สามารถทำได้ผ่านการเลือกตั้งค่าให้โพสต์ไม่ปรากฏให้ใครเห็นนอกจากกลุ่มเป้าหมายที่นักการตลาดต้องการ

แพลตฟอร์มไหนที่ใช้ Dark Post ได้บ้าง?

แล้วต้องทำการตลาดบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียใด ถึงจะใช้ Dark Post ได้ล่ะ?

คำตอบของคำถามนี้ก็คือ สามารถใช้ได้ทั้ง Facebook, LinkedIn, Twitter หรือแม้แต่ Pinterest ก็สามารถนำไปใช้ได้ด้วยเช่นกัน โดยแรกเริ่มเดิมทีเครื่องมือ Dark Post ถูกใช้ทำการตลาดบน Facebook ก่อนเป็นอันดับแรก โดยใช้ชื่อเรียกว่า Unpublished Post ต่อมาเมื่อแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอื่น ๆ เริ่มพัฒนาขึ้นพร้อมกับออกฟีเจอร์ใหม่ ๆ เพื่อตอบสนองการใช้งานของผู้ใช้ ทำให้ Dark Post เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยในการทำการตลาดในแพลตฟอร์มอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน 

dark post

ข้อดีของ Dark Post

เพื่อให้ทุกคนเห็นประโยชน์ของเครื่องมือตั้งค่าโพสต์อย่าง Dark Post ได้อย่างชัดเจนมากขึ้น เราขอรวบรวมข้อดีของเครื่องมือตัวนี้มาให้รู้กันแบบชัด ๆ ดังนี้

1.   โพสต์ของแบรนด์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้แม่นยำ

ถือว่าเป็นวัตถุประสงค์หลักที่นักการตลาดใช้เครื่องมือ Dark Post เลยก็ว่าได้ แน่นอนว่าเวลาที่เราเผยแพร่โพสต์ออร์แกนิกออกไป เราไม่สามารถเลือกได้อยู่ว่าจะให้ผู้ชมคนไหนในหน้า Feed เห็นบ้าง ดังนั้นการใช้ Dark Post จึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยเจาะจงผู้ชม ช่วยให้นักการตลาดสร้างโพสต์ที่เหมาะสมกับ Insight ของกลุ่มเป้าหมายได้มากที่สุด

2.   นักการตลาดสร้างสรรค์โพสต์ได้อย่างอิสระ

เมื่อใช้ Dark Post คัดสรรโพสต์เรียบร้อยแล้ว ว่ากลุ่มเป้าหมายกลุ่มใดจะได้เห็นบ้าง ผลที่ตามมาก็คือ นักการตลาดจะสามารถสร้างสรรค์โพสต์ได้อย่างอิสระ รวมถึงสามารถนำเสนอไอเดียใหม่ ๆ ได้อย่างอิสระ เนื่องจากการตั้งค่า Dark Post นี้จะทำให้ผู้ที่เห็นโพสต์เป็นกลุ่มเป้าหมายที่นักการตลาดต้องการที่จะสื่อสารออกไปจริง ๆ จึงไม่จำเป็นต้องมานั่งกังวลว่าโพสต์นั้น ๆ จะไปรบกวนคนบางกลุ่ม หรือทำให้พวกเขารู้สึกว่าไม่เกี่ยวข้องหรือไม่  

3.   เจาะกลุ่มเป้าหมายได้แบบไม่เสียค่าใช้จ่าย

จริง ๆ แล้วการเจาะจงผู้เห็นโพสต์ของ Dark Post คล้ายคลึงกับการทำ Promoted Post หรือยิงโฆษณาอย่างมาก เพียงแต่ว่า Dark Post ไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด จึงเป็นข้อดีสำหรับนักการตลาด เพราะเพียงใช้เครื่องมือของ Facebook ที่ชื่อว่า Power Editor ก็สามารถทำได้แล้ว

4.   ทดสอบได้ว่าโพสต์แบบไหนดีที่สุด

นอกจากประโยชน์ที่สามารถสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายได้แม่นยำแล้ว Dark Post ยังมีประโยชน์สำหรับการทดสอบ A/B Testing โพสต์อีกด้วย โดยนักการตลาดอาจสร้างโพสต์ออกมาหลาย ๆ รูปแบบ จากนั้นก็เปิดให้กลุ่มเป้าหมายบางกลุ่มเห็น เพื่อทดสอบผลลัพธ์ดูว่ากลุ่มเป้าหมายไหนเข้ามามีส่วนร่วมหรือชื่นชอบกับโพสต์นั้น ๆ มากที่สุด เพื่อที่จะได้นำผลลัพธ์ไปวางแผนสร้างเป็นโพสต์จริงต่อไป

5.   สร้างประสบการณ์ที่ดีให้ผู้ติดตาม

Dark Post ยังช่วยสร้างประสบการณ์ที่ดีให้ผู้ติดตามโซเชียลมีเดียอีกด้วย เพราะนักการตลาดจะสามารถจัดการได้ว่าโพสต์ใดที่ผู้ติดตามเคยเห็นไปแล้ว ก็สามารถตั้งค่าไม่ให้พวกเขาเห็นอีก ก็จะช่วยให้พวกเขาไม่เกิดความรำคาญ นอกจากนี้ การจัดการโพสต์ให้เหมาะสมตาม Insight ของกลุ่มเป้าหมายแต่ละกลุ่ม ยังเป็นเหมือนการทำการตลาดเฉพาะบุคคลหรือ Personalized Marketing ซึ่งช่วยให้กลุ่มเป้าหมายรู้สึกประทับใจว่าแบรนด์เข้าใจพวกเขาจริง ๆ และปฏิบัติกับพวกเขาราวกับเป็นลูกค้าคนพิเศษ จึงช่วยสร้างประสบการณ์ที่ดีให้พวกเขาได้อีกทางหนึ่ง

 

ข้อเสียของ Dark Post

แม้จะมีข้อดีมากมาย แต่การทำ Dark Post ก็มีข้อเสียสำหรับนักการตลาดอยู่บ้างเช่นกัน เนื่องจากการโพสต์ในมุมมืดและเจาะจงให้คนเห็นเฉพาะแค่บางกลุ่มนั้น อาจทำให้นักการตลาดไม่สามารถเห็นโพสต์ของคู่แข่งในสินค้าประเภทเดียวกันได้ ทำให้ยากที่จะประเมินว่าตอนนี้คู่แข่งของเรากำลังสร้างสรรค์โพสต์แบบไหน เนื้อหาที่จะสื่อสารของพวกเขาคืออะไร หรือมีทิศทางของงานภาพอย่างไร นอกจากนี้ ข้อเสียอีกประการหนึ่งที่หลายคนอาจไม่ค่อยนึกถึงก็คือ การสร้าง Dark Post ที่แสดง Insight ของกลุ่มเป้าหมายอย่างลึกและเฉพาะเจาะจงมากเกินไป ก็อาจทำให้กลุ่มเป้าหมายที่เห็นโพสต์รู้สึกไม่สบายใจและคิดว่าแบรนด์กำลังรุกล้ำความเป็นส่วนตัวก็เป็นได้ ดังนั้น นักการตลาดจึงควรระวังถึงความเหมาะสมเพื่อไม่ให้ล้ำเส้นกลุ่มผู้ติดตามมากจนเกินไปนัก

 

สร้าง Dark Post ง่าย ๆ ด้วยเครื่องมือ Power Editor

ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้ นักการตลาดหลายคนอาจอยากจะเริ่มทำ Dark Post กันบ้างแล้ว เราขอบอกเลยว่าขั้นตอนการทำก็ไม่ยุ่งยาก โดยเราขอยกตัวอย่างการสร้าง Dark Post ใน Facebook มาให้รู้กันดังนี้

  1. Log In เข้าไปที่เพจแบรนด์โซเชียลมีเดียที่คุณกำลังดูแลอยู่ จากนั้นกดที่รูปสามเหลี่ยมมุมบนขวา
  1. เข้าไปที่เมนู Manage Ad จากนั้นเลือกที่เมนู Power Editor
  2. เลือก Page Posts จากนั้นคลิกที่ Create Post
  3. เลือก Post type ที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็น Link, Photo, Video, Status หรือ Offer
  4. กรอกรายละเอียดให้ครบ ทั้งช่อง URL, Post Text ข้อความที่ต้องการให้ไปปรากฏในโพสต์, ปุ่ม Call To Action, Link Headline, Display Link, Description
  5. ขั้นตอนนี้ถือว่าสำคัญอย่างมากสำหรับการสร้าง Dark Post หรือ Unpublished Post คือ การกดคลิกเลือกที่ปุ่ม Select This Post Will Only Be Used as an Ad 
  6. กด Create Post เป็นอันเสร็จสิ้น

สรุป

สำหรับใครที่กำลังมองหาวิธีเจาะกลุ่มเป้าหมายหรือสร้างประสบการณ์ที่ดีให้ผู้ติดตามเพจ ก็สามารถนำเครื่องมือ Dark Post ไปลองสร้างโพสต์กันได้ ไม่แน่ว่าคุณอาจได้วิธีเข้าถึงลูกค้าใหม่ ๆ ที่ช่วยให้ธุรกิจออนไลน์ดีขึ้นกว่าเดิมแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

แต่สำหรับใครที่ไม่แน่ใจว่าคอนเทนต์แบบใดถึงจะตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายของตนเองมากที่สุดก็ไม่ต้องกังวล เพราะผู้เชี่ยวชาญจาก Primal Digital Agency พร้อมช่วยคุณในทุกขั้นตอน เราคือเอเจนซีดิจิทัลที่มีประสบการณ์กว่า 8 ปี และมีประสบการณ์ดูแลลูกค้าทั้งแบรนด์เล็กแบรนด์ใหญ่มากว่า 500 แบรนด์ รับรองว่าถ้าร่วมงานกับเรา แบรนด์ของคุณจะสามารถสร้างผลลัพธ์ทางการตลาดที่ดีขึ้นกว่าเดิมแน่นอน!