มองข้ามไม่ได้ SEO สำหรับ E-Commerce คนทำธุรกิจต้องให้ความสำคัญ

ด้วยความที่โลกในยุคปัจจุบันนี้ “ออนไลน์” คือตัวขับเคลื่อนสำคัญในการทำให้ธุรกิจเติบโตและแน่นอนว่าเมื่อพฤติกรรมการบริโภคเปลี่ยน โมเดลธุรกิจหลายๆ อย่างก็ถูกพัฒนาขึ้นด้วย E-Commerce คือหนึ่งในรูปแบบธุรกิจที่มีการแข่งขันสูงมาก SEO สำหรับ E-Commerce จึงเป็นหนึ่งเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญอย่างมาก เพราะการทำธุรกิจหรือแพลตฟอร์มแบบนี้ไม่ใช่เพียงแค่มีสินค้าจำนวนมากเพื่อมาวางขายบนหน้าร้านออนไลน์เพียงอย่างเดียว แต่การจะทำให้มีผู้ใช้มาจับจ่ายบนแพลตฟอร์มของคุณนั้นถือเป็นความท้าทายอย่างมากเช่นกัน

E-Commerce คืออะไร

E-Commerce ย่อมาจาก Electronic Commerce หากแปลตามคำศัพท์ภาษาไทยจะมีความหมายว่า “การพาณิชย์ อิเล็กทรอนิกส์” แต่ถ้าจะขยายความให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือเว็บไซต์ที่มีระบบสำหรับซื้อ ขายสินค้า โดยเป็นได้ทั้งเว็บไซต์ E-Commerce ที่ถูกสร้างขึ้นเฉพาะสำหรับธุรกิจของตัวเอง (เว็บไซต์แบรนด์ ที่มีระบบให้สามารถเข้าไปกดซื้อสินค้าได้) หรืออีกรูปแบบก็คือผู้ให้บริการ E-Commerce อย่าง Shopee, Lazada, Lnwshop ฯลฯ ที่ให้คนทั่วไปรวมถึงธุรกิจน้อยใหญ่นำสินค้าขึ้นไปขายบนแพลตฟอร์ม ซึ่งสองอย่างนี้อาจมีจุดเด่น จุดด้อยที่แตกต่างกัน

seo-for-ecommerce-carnival

image: carnival.com

เว็บไซต์ E-Commerce ที่ทำขึ้นเองโดยแบรนด์หรือธุรกิจ

จุดเด่น คือ เป็นพื้นที่ของคุณเองจะสามารถปรับเปลี่ยนแก้ไขวางระบบอย่างไรก็ได้ ได้ข้อมูลมาไว้สำหรับนำไปพัฒนาธุรกิจต่อในอนาคตทั้งแง่ของการปรับพรุงพัฒนาหรือการทำโฆษณาประชาสัมพันธ์

จุดด้อย คือ จะต้องมีทีมงานบริหารจัดการระบบคอยดูแลและใช้ต้นทุนในการทำระบบให้เสถียรแต่สิ่งที่น่าจะเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดน่าจะเป็นการบริหารจัดการสต็อกสินค้า ซึ่งเรื่องเหล่านี้โดยทั่วไปจะต้องใช้ต้นทุนที่สูงมาก

seo-for-ecommerce-lazada

image: lazada.com

แพลตฟอร์ม E-Commerce พร้อมใช้

จุดเด่น คือ มีระบบทุกอย่างรองรับ ทั้งระบบการซื้อ – ขาย ระบบบริหารจัดการสต็อก คุณมีหน้าที่แค่นำสินค้าเข้าไปขาย ส่งสินค้าให้ลูกค้า

จุดด้อย คือ ระบบต่างๆ จะจำกัดการใช้งานตามที่แพลตฟอร์มออกแบบมา อาจไม่สามารถเก็บข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากพอ หากคิดจะทำเป็นธุรกิจของตัวเองและให้เติบโตในอนาคต อาจจะไม่ตอบโจทย์แต่ใช้เป็นส่วนเสริมได้

ทำไมการทำ SEO สำหรับเว็บไซต์ E-Commerce จึงจำเป็น

ถ้าตอบแบบกำปั้นทุบดิน ก็เพราะว่าปัจจุบันธุรกิจเว็บไซต์ E-Commerce มีการแข่งขันที่สูงมากทำให้ลูกค้าซึ่งส่วนใหญ่ก็เข้ามาซื้อสินค้าออนไลน์กันแทบจะหมดแล้วมีทางเลือกมากขึ้น SEO จะช่วยให้ธุรกิจของคุณค้นหาได้เจอง่ายกว่าหากติดหน้าแรก Google แต่ถ้ามองลึกลงไปอีกสักหน่อยจะเห็นว่า SEO สำหรับ E-Commerce สำคัญอย่างมากในแง่ของการทำธุรกิจให้เติบโตในระยะยาวเพราะโดยปกติแล้วการทำธุรกิจที่ใช้แพลตฟอร์ม E-Commerce เป็นหน้าร้านส่วนใหญ่แล้วจะไม่ได้มีสินค้าตัวเดียวหรือประเภทเดียวแม้ว่าคุณจะทำธุรกิจอยู่ในอุตสาหกรรมใด อุตสาหกรรมหนึ่งเท่านั้น

ยกตัวอย่างเช่น คุณทำธุรกิจขายสินค้าไอที สินค้าของคุณมีตั้งแต่ Laptop, Tablet, Computer อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ แน่นอนว่าแต่ละสินค้าก็จะมีกลุ่มลูกค้าและความต้องการที่แตกต่างกัน ดังนั้นการที่หน้าสินค้า Laptop ของคุณติดหน้าแรก Google ก็ไม่ได้หมายความว่าสินค้าตัวอื่นๆ จะสามารถติดอันดับหน้าแรก Google ได้ ตรงส่วนนี้ล่ะที่การทำ SEO สำหรับเว็บไซต์ E-Commerce จะเข้ามาทำให้ธุรกิจของคุณมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้

seo-ecommerce-agency

ทำ SEO สำหรับ E-Commerce ด้วยตัวเอง vs จ้าง E-Commerce Agency

หากคุณกำลังวางแผนที่จะทำ SEO สำหรับ E-Commerce อยู่ล่ะก็ น่าจะกำลังลังเลอยู่ว่าระหว่างทำด้วยตัวเองหรือจ้าง E-Commerce Agency ดี คำตอบตรงนี้เราอาจจะแนะนำว่า ดีหรือไม่ดี คงไม่ได้ แต่จะอธิบายถึงความแตกต่างของสองทางนี้แล้วกันว่ามีข้อดี ข้อเสียอย่างไร

ทำ SEO สำหรับ E-Commerce ด้วยตัวเองหรือมีทีมงาน In-House

จุดเด่น

  1. สามารถใช้เทคนิคการทำ SEO ได้ตามต้องการ
  2. ปรับปรุง แก้ไขเวลาใดก็ได้
  3. ประหยัดต้นทุนการจ้าง E-Commerce Agency
  4. ตรวจสอบสถานการณ์การจัดอันดับเว็บไซต์ E-Commerce ของตัวเองได้ทุกเมื่อ

จุดด้อย

  1. ต้องอาศัยองค์ความรู้ หรือมีทีมงานที่มีประสบการณ์และความรู้ ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพราะ SEO ค่อนข้างมีเทคนิคเยอะ
  2. ประหยัดต้นทุนจ้างก็จริง แต่ก็ต้องมีทีมงานคอย Optimize (เพิ่มประสิทธิภาพ) อยู่ตลอดเวลา
  3. เครื่องมือในการตรวจสอบข้อมูล ศึกษาตลาดต่างๆ มีต้นทุนที่ค่อนข้างสูง
  4. ไม่มีคอนเนคชันกับแพลตฟอร์ม จึงอาจเกิดความยุ่งยากหากมีปัญหาเฉพาะหน้าต่างๆ เกิดขึ้น
  5. ไม่มีเครือข่ายเว็บไซต์สำหรับการทำ Off-site ซึ่งอาจจะเกิดความลำบากและต้องเสียค่าใช้จ่ายที่สูงสำหรับการกระจาย Link
  6. เวลาเกิดข้อผิดพลาดอาจจะแก้ไขปัญหาได้ช้าเนื่องจากไม่มีคนช่วยดูแลการทำ SEO ให้ (ในกรณีที่ทำด้วยตัวเองแบบไม่มีทีมงาน)
  7. ต้องจากทีม In-House ซึ่งจะก่อให้เกิดค่าใช้จ่าย Fixed Cost ให้กับองค์กร

จ้าง E-Commerce Agency ให้ดูแลแคมเปญการตลาด SEO ให้

จุดเด่น

  1. มีทีมงานมืออาชีพคอยรองรับการทำงาน ตรวจสอบ ปรับปรุง แก้ไข
  2. เครื่องมือในการบริหารจัดการแคมเปญ SEO สำหรับ E-Commerce ที่ครบครัน
  3. มีเครือข่ายเว็บไซต์ที่สามารถทำ Off-Site (Outreach, Backlink) ให้กับคุณได้
  4. สามารถวัดผลการทำงานได้อย่างชัดเจนและโปร่งใส
  5. มีทีมงานทำ Keyword Research ศึกษาตลาดและคู่แข่งก่อนเริ่มทำ SEO
  6. ค่าใช้จ่ายในการให้บริการอาจจะดูสูงแต่เมื่อเทียบกันกับการต้องมีทีมงาน In-House อาจจะไม่ต่างกัน
  7. สามารถเริ่มทำงานได้อย่างรวดเร็ว

จุดด้อย

  1. ต้องอาศัยการพูดคุยเพื่อให้ทราบถึงวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนเพื่อให้ทำงานร่วมกันไปในทิศทางเดียว
  2. นอกจากค่าบริการในการทำเว็บไซต์ E-Commerce ให้ติดหน้าแรกแล้ว อาจจะต้องมีค่าบริหารจัดการ หรือ Management Fee เพิ่มเติม เพื่อคงสถานะเว็บไซต์ของคุณให้ติดอยู่บนหน้าแรก Google ได้ในระยะยาว (หยุดทำ = อันดับตกทันที)
  3. ต้องประสานงานกับหลายคน (หากเป็นเอเจนซี่ที่ไม่มีการวางระบบทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ)
  4. การปรับแต่ง แก้ไข เปลี่ยนแปลงอาจไม่สามารถทำได้แบบทันท่วงที เนื่องจากต้องประสานงานให้ทุกฝ่ายทราบกันก่อนเพราะการแก้ไขบางอย่างเพียงเล็กน้อยจะส่งผลกระทบต่อทั้งแคมเปญได้

seo-for-ecommerce-cpas

ประโยชน์ของ SEO สำหรับ E-Commerce ที่มากกว่าแค่ทำให้คนรู้จัก

อันที่จริงวัตถุประสงค์ของการทำ SEO เพื่อให้เว็บไซต์ E-Commerce ติดหน้าแรก Google ก็เพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพของธุรกิจให้มีโอกาสในการขายสินค้ามากขึ้น แต่ด้วยความที่เว็บไซต์ E-Commerce จะต้องมีระบบ “สมัครสมาชิก” เพื่อให้ลูกค้าสามารถทำการสั่งซื้อสินค้าได้ (บางเว็บไซต์ก็ไม่ได้บังคับ) แต่การสมัครสมาชิกจะเป็นประโยชน์ต่อทางลูกค้าในแง่ของการติดตามสินค้า อัปเดตข้อมูลข่าวสารและสิทธิพิเศษต่างๆ แต่ในฝั่งของเจ้าของเว็บไซต์ E-Commerce เองของแถมที่ได้มาหรือบางแห่งก็มองว่าเป็นจุดประสงค์หลักในการทำ SEO ก็คือ “ข้อมูล”

คำว่าข้อมูลที่ว่านี้ก็คือรายละเอียดส่วนตัวของลูกค้าเช่น ชื่อ นามสกุล ที่อยู่ ประวัติการสั่งซื้อที่ผ่านมาทั้งหมด ฯลฯ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สามารถนำมาวิเคราะห์ต่อได้ว่าลูกค้าแต่ละคนมีความสนใจในสินค้าประเภทไหน ช่วงอายุนี้ เพศนี้ สั่งซื้ออะไรในช่วงเวลาไหนมากที่สุดเป็นต้น แน่นอนว่าสิ่งนี้จะช่วยให้ธุรกิจที่มีเว็บไซต์ E-Commerce เข้าใจลูกค้าของตัวเองและพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่องได้

แต่นอกจากที่กล่าวมาแล้วข้อมูลยังสามารถนำไปทำโฆษณาในรูปแบบของ CPAS ได้อีกด้วย การทำ CPAS ก็คือการนำเอาสินค้าต่างๆ ที่เรามีอยู่แล้วบนระบบ E-Commerce หรือ Marketplace มาทำโฆษณาบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย อาทิ Facebook โดยเราสามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายของลูกค้าที่มีลักษณะคล้ายคลึง หรือแม้แต่ทำโฆษณาส่งตรงไปยังคนที่เคยเข้ามาคลิกที่สินค้าต่างๆ แล้วไม่ได้กดซื้อ ระบบก็จะส่งสินค้าตัวเดิมตัวนั้นพร้อมกับสินค้าประเภทเดียวกันในแบรนด์อื่นๆ สินค้าที่คล้ายๆ กัน ฯลฯ พร้อมโปรโมชั่น ไปยังลูกค้ากลุ่มนั้นเพื่อเป็นการกระตุ้นให้พวกเขาสามารถตัดสินใจซื้อได้ง่ายยิ่งขึ้น

ตรงส่วนนี้จะเป็นวิธีการนำเอา SEO สำหรับ E-Commerce ไปต่อยอดซึ่งหากคุณร่วมงานกับ E-Commerce Agency ที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญคุณก็สามารถนำข้อมูลที่มีมาต่อยอดพัฒนาประสิทธิภาพธุรกิจได้อย่างสบายๆ