วิธีใช้ Google Search Console แยก Branded vs Non-Branded
สรุปบล็อกนี้
Key Takeaways
การวิเคราะห์ Branded vs Non-Branded คีย์เวิร์ด ผ่านแพลตฟอร์ม Google Search Console คือกระบวนการคัดแยกข้อมูลคำค้นหาที่มีชื่อแบรนด์ออกจากคำค้นหาทั่วไป เพื่อประเมินประสิทธิภาพที่แท้จริงของการทำการตลาด โดยข้อมูลส่วนนี้ช่วยให้ธุรกิจมองเห็นสัดส่วนลูกค้ารายใหม่ที่เกิดจากกลยุทธ์ SEO และสามารถนำกลุ่มคำกว้าง ๆ ไปต่อยอดสร้างคอนเทนต์ที่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในยุค AI Search เพื่อดึงดูดกลุ่มเป้าหมายใหม่ให้เข้ามายังเว็บไซต์และเกิดการตัดสินใจซื้อได้อย่างแม่นยำ
หลายธุรกิจประสบปัญหาตัวเลขทราฟฟิกบนเว็บไซต์เติบโต มีคนคลิกเข้ามาเป็นหลักหมื่นหรือหลักแสนต่อเดือน แต่เมื่อนำไปเทียบกับยอดขายหรือจำนวนลูกค้าใหม่ กลับพบว่าตัวเลขไม่ได้เติบโตตามทราฟฟิก ปัญหานี้มักเกิดจากการที่แบรนด์พิจารณาเพียงแค่ยอดคลิกรวม โดยไม่ได้แยกว่าทราฟฟิกเหล่านั้นมาจากกลุ่มคนที่รู้จักแบรนด์อยู่แล้ว หรือมาจากคนที่เพิ่งค้นพบแบรนด์เป็นครั้งแรก
ในยุคที่พฤติกรรมการค้นหาถูกยกระดับด้วย AI Search คุณภาพและเจตนาของการค้นหา (Search Intent) มีความสำคัญมากกว่าจำนวนคลิกแบบกว้าง ๆ การคัดแยกข้อมูลด้วย Google Search Console เพื่อดูว่าลูกค้าค้นหาด้วยคำแบบไหน จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะบอกได้ว่ากลยุทธ์การตลาดที่กำลังทำอยู่นั้นมาถูกทางหรือไม่
Table of Contents
Branded vs Non-Branded คีย์เวิร์ดคืออะไร
การทำความเข้าใจความแตกต่างของคีย์เวิร์ดทั้งสองประเภท คือพื้นฐานสำคัญของการประเมินคุณภาพทราฟฟิกบนเว็บไซต์ ซึ่ง Branded และ Non-Branded คีย์เวิร์ดมีความแตกต่างกัน ดังนี้
Branded Keyword มาตรวัดพลังของแบรนด์
Branded Keyword คือคำค้นหาที่มีชื่อแบรนด์ ชื่อบริษัท ชื่อผู้บริหาร หรือชื่อผลิตภัณฑ์เฉพาะเจาะจงรวมอยู่ด้วย เช่น รองเท้าวิ่ง Nike, iPhone 17 ราคา หรือเอเจนซี Primal
ผู้ใช้ที่ค้นหาด้วยคำเหล่านี้คือกลุ่มคนที่รู้จักแบรนด์มาก่อนแล้ว และมีความต้องการที่ชัดเจน มักอยู่ในช่วงท้ายของกระบวนการตัดสินใจซื้อ ทราฟฟิกที่มาจากคำกลุ่มนี้มักมีอัตราการคลิก (CTR) และอัตราการเกิดคอนเวอร์ชันสูงมาก ซึ่งสะท้อนถึงผลลัพธ์ที่เกิดจากการสร้างแบรนด์ การทำ PR หรือแคมเปญโฆษณาออฟไลน์ที่ผ่านมา
Non-Branded Keyword สมรภูมิหาลูกค้าใหม่ที่แท้จริง
Non-Branded Keyword คือกลุ่มคำค้นหาทั่วไปที่ผู้ใช้อาจพิมพ์เพื่อหาวิธีแก้ปัญหา หาข้อมูล หรือเปรียบเทียบสินค้า โดยไม่มีชื่อแบรนด์ใดๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น เอเจนซีการตลาดออนไลน์ กรุงเทพ, มือถือกล้องสวย 2026 หรือวิธียิงแอด
ผู้ใช้กลุ่มนี้ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเลือกแบรนด์ไหน คีย์เวิร์ดกลุ่มนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการดึงดูดลูกค้ารายใหม่เข้าสู่ธุรกิจ การที่เว็บไซต์สามารถติดอันดับและดึงทราฟฟิกจากคำกลุ่มนี้ได้ สะท้อนถึงความสามารถและผลลัพธ์ของการทำ SEO อย่างแท้จริง
| หัวข้อเปรียบเทียบ | Branded คีย์เวิร์ด | Non-Branded คีย์เวิร์ด |
|---|---|---|
| User Intent | ต้องการเข้าถึงแบรนด์โดยตรง | กำลังหาข้อมูล เปรียบเทียบ หรือหาแนวทางแก้ปัญหา |
| ความรู้จักแบรนด์ (Brand Awareness) | รู้จักแบรนด์เป็นอย่างดี | กำลังค้นหาหรือเปิดรับตัวเลือกแบรนด์ใหม่ ๆ |
| อัตราการคลิก (CTR) | ค่อนข้างสูงเพราะพร้อมจะตัดสินใจซื้อแล้ว | ปานกลางหรือต่ำ ขึ้นอยู่กับอันดับบนหน้าค้นหา |
| การวัดผลลัพธ์ | สะท้อนผลลัพธ์ด้าน Branding และ PR | สะท้อนความแข็งแกร่งของกลยุทธ์ SEO |
วิธีใช้ Google Search Console แยก Branded และ Non-Branded คีย์เวิร์ด อัตโนมัติ
ในอดีต การแยก Branded และ Non-Branded คีย์เวิร์ดออกจากกัน ต้องอาศัยการ Export ข้อมูลไปจัดการใน Spreadsheet หรือใช้คำสั่ง Regular Expression (Regex) ที่มีความซับซ้อน แต่ปัจจุบัน Google Search Console มีการอัปเดตฟีเจอร์ใหม่ที่ใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์และคัดกรองคำค้นหาให้โดยอัตโนมัติได้อย่างง่ายดาย
วิธีการตั้งค่าแบบเข้าใจง่าย
- เข้าสู่ระบบและเลือก Property เว็บไซต์ที่ต้องการวิเคราะห์
- ไปที่เมนู Performance ทางแถบด้านซ้าย
- คลิกที่ Add filter (เพิ่มตัวกรอง) และเลือก Query (ข้อความค้นหา)
- เลือกใช้ตัวกรอง Branded หรือ Non-Branded คีย์เวิร์ดได้ทันที
หลังตั้งค่าเสร็จ ระบบจะทำการเรียนรู้และดึงคำที่มีความเกี่ยวข้องกับแบรนด์ รวมถึงคำที่สะกดผิด หรือชื่อผลิตภัณฑ์หลักออกให้โดยอัตโนมัติ ช่วยลดระยะเวลาในการวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างมหาศาล
ความโปร่งใสในการวัดผลการตลาด
การมีฟีเจอร์นี้ช่วยแก้ปัญหายอดฮิตในวงการการตลาดดิจิทัล นั่นคือการรายงานตัวเลขทราฟฟิกที่ดูดีเกินจริง เพราะบ่อยครั้งที่ทีมงานรายงานยอดทราฟฟิกเติบโตหลักแสนคลิก แต่เมื่อแยกข้อมูลออกมา กลับพบว่า 80% มาจากคนที่ค้นหาชื่อแบรนด์อยู่แล้ว การกรองข้อมูลส่วนนี้ออกจะทำให้มองเห็นผลงานของการทำ SEO ที่แท้จริงว่าสามารถแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดจากกลุ่มลูกค้าใหม่ได้ดีแค่ไหน
วิธีอ่าน Data ให้ขาด ตีความ Branded vs Non-Branded เพื่อปรับกลยุทธ์
เมื่อได้สัดส่วนของข้อมูลมาแล้ว การนำตัวเลขมาวิเคราะห์ต่อคือสิ่งที่จะสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนใหญ่มักพบ 2 กรณี ดังนี้
กรณีที่ 1 แบรนด์แข็งแกร่ง แต่ขาดลูกค้าใหม่
หากข้อมูลฟ้องว่าคีย์เวิร์ดที่มีชื่อแบรนด์มีอัตราการค้นหาและคลิกที่สูงมาก แต่คีย์เวิร์ดทั่วไปกลับแทบไม่มีเลย นั่นแปลว่าธุรกิจมีฐานลูกค้าเดิมหรือชื่อเสียงที่แข็งแรง แต่กำลังสูญเสียโอกาสในการเติบโต แบรนด์จึงควรหันมาสร้างเนื้อหาที่ตอบโจทย์ปัญหาแบบกว้าง ๆ เช่น บทความ How-to คู่มือการเลือกซื้อ หรือคอนเทนต์รีวิว เพื่อดักจับลูกค้าตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของการค้นหา
กรณีที่ 2 ดึงทราฟฟิกเก่ง แต่ไม่มีใครจำแบรนด์ได้
ในทางกลับกัน หากเว็บไซต์ได้ทราฟฟิกมหาศาลจากคีย์เวิร์ดทั่วไป แต่คีย์เวิร์ดที่เป็นชื่อแบรนด์กลับมีตัวเลขที่ต่ำมาก แสดงว่ากลยุทธ์ SEO ทำงานได้ดีในการสร้างการมองเห็น แต่เว็บไซต์อาจขาดเอกลักษณ์ หรือหน้าเนื้อหาไม่ได้สร้างความน่าเชื่อถือมากพอที่จะทำให้ลูกค้าจดจำ กลยุทธ์ที่ต้องเสริมคือการปรับปรุงเรื่อง Branding บนเว็บไซต์ เช่น การสื่อสารจุดยืนของแบรนด์ที่ชัดเจน การใส่รีวิวลูกค้าจริง หรือการนำเสนอความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
ต่อยอดข้อมูลสู่กลยุทธ์ SEO และ AI SEO เพื่อสร้างยอดขาย
การแยกข้อมูล Branded vs Non-Branded คีย์เวิร์ด ไม่ได้มีประโยชน์แค่เพื่อการทำรีพอร์ต แต่เป็นวัตถุดิบชั้นยอดในการวางแผนการตลาดล่วงหน้า
ปลดล็อกยอดขายด้วยการทำ SEO ที่แม่นยำ
คีย์เวิร์ด Non-Branded ที่มียอด Impression สูง แต่อัตราการคลิกและอันดับยังอยู่หน้าลึก ๆ คือโอกาสที่ซ่อนอยู่ ธุรกิจสามารถนำข้อมูลคำเหล่านี้มาปรับปรุงโครงสร้างเนื้อหา ปรับ Title Tag ให้ดึงดูด และเพิ่มความสมบูรณ์ของบทความเพื่อดันอันดับให้ดียิ่งขึ้น หากต้องการปรับปรุงโครงสร้างเชิงลึกที่วัดผลได้ การทำงานร่วมกับ บริษัท SEO ที่มีความเชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์ จะช่วยเปลี่ยนโอกาสเหล่านี้ให้กลายเป็นยอดขายที่จับต้องได้จริง
เตรียมโครงสร้างเว็บไซต์ให้พร้อมสำหรับ AI Search
คำค้นหา Non-Branded มักมาในรูปแบบของประโยคคำถาม หรือความต้องการเชิงลึก ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้ใช้ในยุค AI ที่มักจะพิมพ์ประโยคยาว ๆ เพื่อสนทนากับระบบ การนำกลุ่มคำถามเหล่านี้จากฐานข้อมูล มาออกแบบเป็นส่วนของ FAQ (คำถามที่พบบ่อย) หรือการจัดโครงสร้างเนื้อหาแบบให้คำตอบโดยตรง (Direct Answer) คือหัวใจสำคัญของการทำหน้าเว็บให้พร้อม ช่วยเสริมให้แบรนด์ของคุณถูกอ้างอิงและดึงไปแสดงผลเป็นคำตอบแรกในระบบค้นหายุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Google Search Console ไม่ใช่แค่เครื่องมือสำหรับดูตัวเลขคลิก แต่เป็นเข็มทิศที่ช่วยถอดรหัสเจตนาของผู้บริโภค การแยกข้อมูลคำค้นหาที่มีแบรนด์ออกจากคำทั่วไป คือกระบวนการสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจเห็นภาพความจริง แยกผลงานของการทำ Branding ออกจากการทำ SEO เพื่อนำไปสู่การจัดสรรงบประมาณการตลาดที่ถูกต้อง และสร้างการเติบโตของยอดขายได้อย่างยั่งยืน
หากธุรกิจของคุณกำลังมองหาทีมงานที่ประเมินผลลัพธ์จากคุณภาพทราฟฟิกและยอดขายเป็นหลัก Primal พร้อมให้คำแนะนำและช่วย Optimize เว็บไซต์อย่างใกล้ชิด ด้วยบริการรับทำ SEO ที่เชี่ยวชาญการรับทำ AI SEO มีระบบการทำงานชัดเจน ช่วยเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายใหม่ให้กลายเป็นลูกค้าจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการปรับโครงสร้างเนื้อหาของแบรนด์ให้สอดคล้องกับเจตนาการค้นหา เพื่อให้ธุรกิจของคุณเป็นตัวเลือกแรกที่ทั้ง Search Engine และ AI เลือกใช้อ้างอิงเสมอ
กรอกฟอร์มบนเว็บไซต์วันนี้เพื่อรับคำปรึกษาจากทีมผู้เชี่ยวชาญ ฟรี
ข้อมูลอ้างอิง
- Introducing the branded queries filter in Search Console. สืบค้นเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2569 จาก https://developers.google.com/search/blog/2025/11/search-console-branded-filter
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการวิเคราะห์คีย์เวิร์ดด้วย Google Search Console (FAQs)
| คำถาม | คำตอบ |
|---|---|
| Q : หากชื่อแบรนด์มีความหมายตรงกับคำศัพท์ทั่วไป จะตั้งค่าตัวกรองให้แม่นยำได้อย่างไร | A : ในกรณีที่ชื่อธุรกิจเป็นคำทั่วไป (Generic Word) ระบบ AI อาจสับสนได้ ธุรกิจสามารถเปลี่ยนไปใช้การตั้งค่าตัวกรองแบบ Custom (Regex) แทน เพื่อระบุรูปแบบคำค้นหาที่ต้องการนับเป็นชื่อแบรนด์อย่างเฉพาะเจาะจงมากขึ้น |
| Q : ข้อมูลการค้นหาบน Google Search Console สามารถดูย้อนหลังได้นานสูงสุดกี่เดือน | A : ปัจจุบันระบบอนุญาตให้เจ้าของเว็บไซต์สามารถเรียกดูข้อมูลประสิทธิภาพการค้นหาย้อนหลังได้สูงสุด 16 เดือน ซึ่งเพียงพอต่อการนำไปวิเคราะห์เปรียบเทียบเทรนด์แบบปีต่อปี (Year-over-Year) |
| Q : สามารถนำข้อมูลคำค้นหาจาก Google Search Console ไปเชื่อมต่อกับระบบรายงานผลอื่น ๆ ได้หรือไม่ | A : สามารถทำได้ โดยการเชื่อมต่อ API เข้ากับเครื่องมือสร้าง Data Dashboard อย่าง Looker Studio เพื่อสร้างรายงานที่แยกสัดส่วนการค้นหาแบบอัตโนมัติ และอัปเดตข้อมูลได้แบบเรียลไทม์ |
Join the discussion - 0 Comment