งานนี้ต้องมีเคลียร์! Google Ads Extensions ไม่แสดง เกิดจากอะไร บทความนี้มีคำตอบ

หลายครั้งที่พอทำแคมเปญโฆษณาแบบค้นหา (Search Ad) บน Google โดยมีการใส่ส่วนขยายใน Google Ads ลงไป แต่พอเข้ามาตรวจสอบโฆษณาของตัวเองกลับไม่เห็นส่วนขยายซะอย่างนั้น บทความนี้จะพาคุณมาทำความเข้าใจถึงการทำงานของระบบ ความสำคัญของ Google Ads Extensions ว่าแต่ละประเภทเหมาะกับธุรกิจหรืองานทางด้านไหน รวมถึงเทคนิคสั้นๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับแคมเปญโฆษณาของคุณไปจนถึงการทำให้ส่วนขยายใน Google Ads กลับมาแสดงให้เห็นอีกครั้ง

Ad Extension คืออะไร

อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือส่วนขยายหรือข้อมูลเพิ่มเติมจากตัวโฆษณาค้นหาของเรา โดยประโยชน์ของส่วนขยายใน Google Ads นี้คือจะช่วยเพิ่มโอกาสที่คนจะเข้ามาคลิกบนโฆษณาของเราให้สูงขึ้น (CTR) และยังทำให้พื้นที่โฆษณาของคุณเพิ่มมากขึ้นทำให้ดูโดดเด่นกว่าโฆษณาที่ไม่มีการใส่ส่วนขยายลงไป แน่นอนว่าเมื่อ CTR สูงขึ้นคะแนนคุณภาพโฆษณาของคุณย่อมต้องสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งนั่นจะส่งผลให้ค่าโฆษณาของคุณ (CPC) ถูกลงได้

ส่วนขยายใน Google Ads มีกี่ประเภท

ส่วนขยายพื้นฐาน

1. Sitelinks Extensions คือการใส่ URL เพื่อลิงก์ไปยัง Landing Page หรือหน้าเว็บไซต์ที่เราต้องการเพิ่มลงไปนอกเหนือจากหน้าหลักที่มีอยู่แล้ว (อาจะเป็นหน้าสำหรับลงทะเบียนเพื่อรับโปรโมชั่น จองสิทธิ์ต่างๆ เป็นต้น)

2. Call Extensions คือการเพิ่มเบอร์โทรศัพท์เพื่อให้ผู้สนใจติดต่อได้โดยตรง โดยหากดูโฆษณาบนโทรศัพท์มือถือก็สามารถกดโทรได้ทันที เหมาะอย่างยิ่งกับธุรกิจทีต้องมีการจอง อาทิ โรงแรม ที่พัก ร้านอาหาร ฯลฯ นอกจากนั้นความพิเศษของส่วนขยายนี้คือหากธุกิจของคุณมีหลายสาขา ก็สามารถกำหนดเบอร์ให้แต่ละสาขาได้

3. Location Extensions คือส่วนขยายที่ใช้สำหรับบอกตำแหน่งที่ตั้งของสถานที่ เหมาะอย่างยิ่งกับธุรกิจที่มีหน้าร้าน บริษัทที่มีสำนักงาน เพราะเมื่อคลิกเข้าไปที่ส่วนขยายนี้ระบบจะทำงานร่วมกับ Google Map ทันทีซึ่งหมายความว่าหากลูกค้าต้องการจะเดินทางไปยังร้านหรือบริษัทของคุณ พวกเขาก็สามารถกำหนดเส้นทางได้ในทันทีโดยไม่ต้องมานั่งเปิดแอปฯ แผนที่แล้วค้นหากันให้วุ่นวาย

*แต่คุณจะต้องทำการปักหมุดแสดงความเป็นเจ้าของตำแหน่งนั้นผ่านทาง Google My Business เสียก่อนจึงจะมีสิทธิในการโฆษณาตำแหน่งที่ตั้งนั้นได้ เป็นการเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับร้านที่ทำโฆษณา

ส่วนขยายอื่นๆ

1. Callout Text คือการเพิ่มส่วนขยายเพื่อไฮไลท์คำโฆษณาที่เราต้องการเพิ่มเข้าไป โดยจะมีจุด . เป็นตัวขั้นระหว่างแต่ละคำที่คุณใส่ลงไปด้วย จุดประสงค์เพื่อเป็นการเน้นคำที่คุณต้องการสื่อสารออกไป อาจจะเป็นประโยคสั้นๆ จุดขายของร้านค้า บริษัท เช่น ส่งฟรี ช้อปได้ 24 ชั่วโมง ช้อปก่อนคุ้มกว่า ฯลฯ แถมยังทำให้โฆษณาของคุณดูมีเนื้อหายาวขึ้นมาอีก 1 บรรทัด

2. Structured Snippets Extensions คือการจจัดหมวดหมู่ แบ่งประเภทของสินค้า บริการหรือแบรนด์เพื่อเป็นการบอกให้ลูกค้าหรือคนที่เห็นโฆษณาทราบว่าธุรกิจของคุณมีบริการหรือมีสินค้าอะไรบ้าง (ใช้ได้กับแคมเปญ Search Network with Display Select และ Search Network only เท่านั้น)

3. Message Extensions คือการเพิ่มช่องทางให้ลูกค้าสามารถส่งข้อความหาเราได้ทันที (ส่วนขยายนี้ยังไม่สามารถใช้ได้ในเมืองไทย)

4. Affiliate Location Extensions คือส่วนขยายบอกตำแหน่งที่ตั้งเช่นเดียวกัน แต่ส่วนขยายใน Google Ads อันนี้จะเหมาะสำหรับร้านค้าที่มีหลายสาขา เพราะระบบจะแสดงสาขาที่ใกล้ตัวผู้ค้นหามากที่สุดแทน

5. Price Extensions คือส่วนขยายที่ไว้ใช้สำหรับบอกราคาสินค้า บริการ เหมาะสำหรับธุกิจ E-Commerce ที่สำคัญหากคุณจะใช้ส่วนขยายนี้ หากมีโปรโมชั่นสินค้าควรตั้งเวลาโปรโมชั่นที่ชัดเจนด้วย

6. App Extensions คือส่วนขยายที่คุณสามารถเพิ่มเข้าไปเพื่อแนะนำให้คนที่เห็นโฆษณาเข้าไปโหลดแอปพลิเคชันและติดตั้งได้ จากการคลิกที่ส่วนขยายนี้ เหมาะอย่างยิ่งกับธุรกิจที่มีแอปพลิเคชันเป็นของตัวเอง

7. Review Extensions คือการอ้างอิงรีวิวจากผู้ใช้หรือกระทั่งเว็บไซต์เพื่อให้ขึ้นมาแสดงบนส่วนขยายใน Google Ads ตัวนี้ (ส่วนขยายนี้ยังไม่สามารถใช้ได้ในเมืองไทย)

Google Ads Extensions ไม่แสดงเกิดจากอะไร?

โดยปกติแล้วส่วนขยายใน Google Ads ที่ใส่ไปในโฆษณาค้นหานั้นอาจจะแสดงหรือไม่แสดงให้คุณเห็นก็ได้ นั่นเป็นเพราะการที่ระบบจะเลือกโดยอัตโนมัติว่าจะแสดงโฆษณาให้ใครคนใดคนหนึ่งเห็นหรือนั้น ขึ้นกับสถานการณ์ต่างๆ เช่น ลำดับของโฆษณา คุณภาพของโฆษณา ไปจนถึงพื้นที่ของระบบ ณ ขณะนั้นว่าจะสามารถแสดงส่วนขยายต่างๆ ได้หรือไม่ (แม้ว่าโฆษณาของคุณจะอยู่ที่ตำแหน่งบนสุดก็ตาม) ไปจนถึงข้อจำกัดอื่นๆ อย่างเช่นสถานการณ์ดังต่อไปนี้ที่อาจส่งผลให้ Google Ads Extensions ไม่แสดง

1. ลำดับของโฆษณา (Ad Rank)

การประมูลคำค้นหาหลัก (Keyword) คะแนนคุณภาพ รวมถึงคุณภาพของโฆษณา การเข้าถึง Landing Page และประสิทธิภาพของโฆษณาที่ผ่านมาล้วนส่งผลกระทบต่อตำแหน่งโฆษณาของคุณทั้งสิ้น แน่นอนว่า ส่วนขยายใน Google Ads ก็เช่นกัน โดยคุณอาจสามารถแก้ไขได้โดยการเพิ่มคุณภาพให้กับโฆษณาและปรับปรุงในส่วนของคำค้นหาหลักเพื่อให้ลำดับโฆษณาของคุณดีขึ้น เพราะส่วนขยายบางตัวจะแสดงให้เห็นเฉพาะโฆษณาที่ได้ตำแหน่งสูงสุดเท่านั้น แน่นอนว่าการแก้ไขเหล่านี้จะช่วยเพิ่มโอกาสให้โฆษณาแสดงส่วนขยายที่คุณใส่ลงไปได้มากขึ้น

2. ตรวจสอบส่วนขยายต่างๆ ว่าตรงตามนโยบายของ Google หรือไม่

ในการใช้ส่วนขยายต่างๆ นั้น Google ก็จะมีนโยบายจำกัดให้คุณได้ปฏิบัติตาม ลองมาตรวจสอบส่วนขยายต่างๆ ดังตัวอย่างส่วนขยายต่อไปนี้ ว่ามีข้อใดบ้างที่คุณควรตรวจสอบ เพราะถ้าคุณไม่ได้ตรวจสอบเรื่องเหล่านี้ให้ดีเสียก่อน ก็จะเป็นปัจจัยให้ส่วนขาย Google AdWords ไม่ขึ้นได้

2.1 Call Extensions

หากเบอร์โทรศัพท์ที่ใช้ในส่วนขยาย Call Extensions ไม่ผ่านการยืนยัน (Verified) จะส่งผลให้ไม่ผ่านการอนุมัติ ดังนั้นโปรดตรวจสอบให้มั่นใจว่าคุณได้ทำการยืนยันเบอร์โทรศัพท์ของคุณในระบบแล้ว ส่วนการยืนยันเบอร์โทรศัพท์นั้นเลือกทำได้ 1 จาก 3 ข้อดังต่อไปนี้

1. ต้องมั่นใจว่าเบอร์โทรศัพท์ที่ใช้ในส่วนขยายจะต้องมีอยู่บนเว็บไซต์ (ที่คุณใช้ในการทำโฆษณา)

2. เชื่อมต่อ Google Search Console ของคุณกับบัญชีโฆษณา

3. เพิ่มโค้ดติดตาม (Tracking Code) ที่เป็นของคุณเองเข้าไปใน Landing Page (ที่คุณใช้ในการทำโฆษณา)

2.2 Sitelink Extensions

1. Sitelink ต้องไม่ถูกปฏิเสธ (Disapproved) จากการผิดกฎต่างๆ ของ Google ไม่ว่าเหตุผลใดก็ตาม

2. คุณต้องมีการเพิ่มอย่างน้อย 2 Sitelink  Extensions สำหรับให้คนที่เห็นโฆษณาได้มีทางเลือกในการติดต่อ

2.3 Location Extensions

1. มั่นใจว่าบัญชีโฆษณาจะต้องเชื่อมต่ออยู่กับ Google My Business ของคุณ

2. คุณอาจมีการตั้งค่าตัวกรอง (Filter) ผิด ดังนั้นตรวจสอบดูว่าชื่อธุรกิจที่คุณใส่ตอนตั้งค่าตัวกรองนั้น เหมือนกับชื่อที่อยู่ใน Google My Business หรือไม่

3. ที่อยู่อาจไม่ได้ลิงก์กับ Google My Business หากผ่านไป 24 ชั่วโมงแล้วตำแหน่งที่ตั้งยังไม่ได้เชื่อมต่อกับบัญชีโฆษณาของคุณ อาจต้องทำการติดต่อสอบถามกับทาง Google อีกครั้ง

4. ต้องมั่นใจว่าคุณได้มีการยืนยันตำแหน่งที่ตั้งของคุณบน Google My Business แล้ว (ตรวจสอบด้วยว่า Local Adress ที่ผ่านการอนุมัติอยู่บน Local Page ไม่ใช่ Brand Page)

2.4 Callout Extensions

1. Callout Extensions ต้องไม่ถูกปฏิเสธ (Disapproved) จากการผิดกฎต่างๆ ของ Google ไม่ว่าเหตุผลใดก็ตาม

2. คุณต้องมีการเพิ่มอย่างน้อย 2 Callout Extensions สำหรับให้คนที่เห็นโฆษณาได้มีทางเลือกในการติดต่อ

3. Target Keyword มีการแข่งขันที่สูง

หากคุณทำการตรวจสอบตามสองหัวข้อข้างต้นแล้วโฆษณายังไม่แสดง อีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องมาดูคือ Target Keyword หรือคำค้นหาที่คุณใช้ในการทำโฆษณา หากคำ Keyword ที่คุณเลือกมีการแข่งขันที่สูงมาก Google ก็อาจเลือกแสดงผลในบางครั้งหรือหนักสุดก็ไม่แสดงผลเลย ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการใช้คำค้นหาหลักยอดนิยมก็จะช่วยแก้ไขในเรื่องนี้ได้
หากคุณตรวจสอบเรื่องเหล่านี้เรียบร้อยแล้วมั่นใจได้เลยว่าระบบจะแสดงโฆษณาของคุณอย่างถูกต้อง ถูกที่ ถูกทางที่สุดและแน่นอนว่า  ระบบจะแสดงข้อมูลบนโฆษณาของคุณมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อให้คนเข้ามาคลิกที่โฆษณา ดังนั้นหากคุณไม่อยากให้เกิดปัญหาส่วนขยาย Google AdWords ไม่ขึ้นอีกก็อย่าลืมตรวจสอบเรื่องต่างๆ ที่เราได้แนะนำไปทั้งหมดนี้ เพียงเท่านี้คุณก็สามารถทำแคมเปญโฆษณาเพื่อไปให้ลูกค้าเป้าหมายได้อย่างตรงจุดพร้อมให้ข้อมูลอย่างครบถ้วนกับใครก็ตามที่สนใจในธุรกิจ สินค้าหรือบริการของคุณ