ติดต่อทีมงาน
ริบบิ้นแสงสีฟ้าอมเขียว ส้มอมชมพู และเหลือง โค้งผ่านพื้นหลังสีครีมอ่อนเรียบ ๆ แล้วขึ้นไปทางมุมขวาบน สื่อถึง SEO KPI คือตัวเลขที่บอกว่างาน SEO ได้ผลหรือไม่

โดย Pimlapat Phansuathongเผยแพร่: อัปเดต: อ่าน 15 นาที

SEO KPI คืออะไร และ Google Search Console คืออะไร

SEO KPI คือ KPI (Key Performance Indicator) หรือตัวชี้วัดที่ใช้ตัดสินว่างาน SEO (Search Engine Optimisation) ได้ผลหรือไม่ เช่น คลิกและ CTR (Click-Through Rate) จากคำค้นหาที่ไม่มีชื่อแบรนด์ อันดับของคีย์เวิร์ดชุดที่ตกลงกันไว้ และการติดต่อจาก Organic Search ใน GA4 (Google Analytics 4) ส่วน Google Search Console คือบริการของ Google ที่แสดงการแสดงผล คลิก CTR และอันดับเฉลี่ยของเว็บไซต์บน Google Search

ประเด็นสำคัญ

  • ในข้อมูล Google Search Console ของเว็บไซต์ลูกค้า Primal 139 เว็บใน 28 วัน ค่ากลางของ CTR ทั้งเว็บอยู่ที่ราว 1.6% และเว็บครึ่งหนึ่งอยู่ระหว่าง 1.1% ถึง 2.4%
  • ในข้อมูล Search Console 1 สัปดาห์ของเว็บไซต์ลูกค้า Primal 117 เว็บ คนที่ค้นชื่อแบรนด์คลิกราว 12 ครั้งต่อการแสดงผล 100 ครั้ง ส่วนคนที่ไม่ได้ค้นชื่อแบรนด์คลิกไม่ถึง 1 ครั้ง จึงควรตั้ง KPI ของงาน SEO จากคำค้นหาที่ไม่มีชื่อแบรนด์
  • อันดับเฉลี่ยที่ดีขึ้นไม่ได้บอกว่าคลิกเพิ่ม ในเว็บไซต์ลูกค้า Primal 46 เว็บที่อันดับเฉลี่ยดีขึ้นอย่างน้อยครึ่งอันดับ มี 20 เว็บที่ได้คลิกน้อยลง จึงควรดูอันดับจากคีย์เวิร์ดชุดเดิมคู่กับการแสดงผล
  • ใน GA4 ให้ตัดสินงาน SEO จาก Key Event ที่มาจาก Organic Search เช่น การส่งฟอร์ม การกดปุ่ม LINE การกดโทร และคำสั่งซื้อ โดย Google นับการเข้าชมจาก AI Overviews และ AI Mode ไว้ในช่องทางนี้ด้วย
  • วัด AI Search ด้วยตัวเลข 2 ตัว คือการแสดงผลในรายงาน Generative AI ของ Search Console และสัดส่วนคำตอบของ AI (Artificial Intelligence) ที่อ้างอิงเว็บไซต์ ใน 285,098 คำตอบเกี่ยวกับ 171 แบรนด์ที่ Elevate, Primal's AI Visibility Tracker เก็บในเดือนที่ผ่านมา เว็บไซต์ของแบรนด์ถูกอ้างอิงราว 1 ใน 5

SEO KPI คืออะไร

SEO KPI คือตัวเลขไม่กี่ตัวที่ธุรกิจตกลงไว้ว่าจะใช้ตัดสินงาน SEO (Search Engine Optimisation) คำว่า KPI ย่อมาจาก Key Performance Indicator หมายถึงตัวชี้วัดที่มีเป้าหมายและกำหนดเวลา งาน SEO ให้ตัวเลขได้หลายสิบตัว แต่มีเพียงไม่กี่ตัวที่ควรมีเป้า

ข้อมูล Google Search Console ของเว็บไซต์ลูกค้า Primal แสดงว่าตัวเลขในรายงาน SEO ทั่วไปอ่านผิดได้ง่าย ตัวเลขรวมของทั้งเว็บผสมคน 2 กลุ่มไว้ด้วยกัน กลุ่มแรกรู้จักแบรนด์อยู่แล้วและค้นหาด้วยชื่อแบรนด์ กลุ่มที่สองยังไม่รู้จักแบรนด์ ในข้อมูล 1 สัปดาห์ของเว็บไซต์ลูกค้า 117 เว็บ คนกลุ่มแรกคลิกราว 12 ครั้งต่อการแสดงผล 100 ครั้ง ส่วนคนกลุ่มที่สองคลิกไม่ถึง 1 ครั้ง

อันดับเฉลี่ยก็อ่านผิดได้เช่นกัน เมื่อเราเทียบ 2 ช่วงเวลาของเว็บไซต์ลูกค้า 127 เว็บ อันดับเฉลี่ยดีขึ้นอย่างน้อยครึ่งอันดับใน 46 เว็บ แต่ 20 เว็บในกลุ่มนี้ได้คลิกน้อยลง

ดังนั้นให้ตั้ง SEO KPI จากคลิกที่มาจากคำค้นหาที่ไม่มีชื่อแบรนด์ ดูอันดับจากคีย์เวิร์ดชุดเดิมที่ตกลงกันไว้ และตัดสินงานจากจำนวนการติดต่อหรือคำสั่งซื้อที่มาจากการค้นหา

SEO KPI มีอะไรบ้าง และดูได้จากที่ไหน

SEO KPI แบ่งได้ตามขั้นที่คนค้นหาผ่าน ตั้งแต่ Google เห็นหน้าเว็บ คนเห็นผลการค้นหา คนคลิกเข้าเว็บ ไปจนถึงคนติดต่อหรือซื้อ ตอนนี้มีอีกขั้นหนึ่งที่ต้องวัดด้วย คือคำตอบของ AI (Artificial Intelligence) อย่าง AI Overviews ที่ Google แสดงเหนือผลการค้นหา ตัวเลขขั้นต้นเปลี่ยนเร็ว ตัวเลขขั้นท้ายเปลี่ยนช้า แต่ตัวเลขขั้นท้ายบอกว่างาน SEO คุ้มหรือไม่

ขั้น KPI ดูได้จากที่ไหน
Google เห็นหน้าเว็บ จำนวนหน้าที่อยู่ในดัชนีของ Google Search Console รายงานการจัดทำดัชนีหน้าเว็บ
คนเห็นผลการค้นหา การแสดงผล (Impressions) แยกคำที่มีชื่อแบรนด์ Search Console รายงานประสิทธิภาพ
คนเห็นผลการค้นหา อันดับของคีย์เวิร์ดชุดที่ตกลงกันไว้ เครื่องมือติดตามอันดับ หรือ Search Console กรองตามคำค้นหา
คนคลิก คลิกและ CTR (Click-Through Rate) แยกคำที่มีชื่อแบรนด์ Search Console รายงานประสิทธิภาพ
คนเข้าเว็บ เซสชันและอัตราการมีส่วนร่วมจาก Organic Search GA4 (Google Analytics 4) รายงานการได้ผู้ใช้
คนเข้าเว็บ ความเร็วและการใช้งานหน้าเว็บ (Core Web Vitals) Search Console รายงาน Core Web Vitals
คนติดต่อหรือซื้อ Key Event จาก Organic Search เช่น ฟอร์ม ปุ่ม LINE การโทร คำสั่งซื้อ GA4 และระบบ CRM (Customer Relationship Management)
คำตอบของ AI การแสดงผลใน AI Overviews และ AI Mode และการถูกอ้างอิงในคำตอบ Search Console รายงาน Generative AI และเครื่องมือติดตามคำตอบของ AI
เว็บอื่นอ้างถึง จำนวนเว็บไซต์ที่ลิงก์มา (Backlink) Search Console รายงานลิงก์ หรือเครื่องมืออย่าง Ahrefs

เลือก KPI ที่ใช้ตัดสินเพียง 1 ตัวจากแถวคนติดต่อหรือซื้อ สำหรับธุรกิจส่วนใหญ่ ตัวนั้นคือจำนวนการติดต่อหรือคำสั่งซื้อที่มาจาก Organic Search แถวอื่นใช้อธิบายว่าทำไมตัวเลขนั้นขึ้นหรือลง ส่วน Core Web Vitals และจำนวน Backlink ใช้ติดตามงานเทคนิคและงานลิงก์ที่ช่วยให้ตัวเลขแถวอื่นขึ้น

จำนวนคนเข้าเว็บมีค่ากับธุรกิจเมื่อคนเหล่านั้นรู้จักแบรนด์มากขึ้นหรือติดต่อเข้ามา จึงควรอ่านจำนวนคนเข้าเว็บคู่กับ 2 เรื่องนี้

Google Search Console คืออะไร

Google Search Console คือบริการของ Google ที่ใช้ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ใช้ตรวจว่าเว็บไซต์ปรากฏในผลการค้นหาของ Google อย่างไร และใช้แก้ปัญหาที่ทำให้หน้าเว็บไม่ขึ้น ความช่วยเหลือของ Search Console ระบุว่าเว็บไซต์ไม่ต้องสมัคร Search Console ก็ขึ้นในผลการค้นหาได้ แต่ Search Console แสดงว่าคนค้นหาด้วยคำไหน เห็นเว็บบ่อยแค่ไหน และคลิกบ่อยแค่ไหน จากข้อมูลของ Google เอง

Google ระบุว่าบริการนี้ใช้ได้ทั้งเจ้าของธุรกิจ นักการตลาด คนทำ SEO และนักพัฒนาเว็บ สำหรับ SEO KPI รายงานที่ใช้บ่อยที่สุดคือรายงานประสิทธิภาพ รายงานการจัดทำดัชนีหน้าเว็บบอกว่าหน้าไหนอยู่ในดัชนีของ Google แล้ว ส่วนรายงานลิงก์บอกว่าเว็บไหนลิงก์มาที่เว็บไซต์

ตัวเลข 4 ตัวในรายงานประสิทธิภาพหมายถึงอะไร

Google อธิบายความหมายของตัวเลขในรายงาน ไว้ในหน้าความช่วยเหลือภาษาไทย ทั้ง 4 ตัวนับจากหน้าผลการค้นหาของ Google

  • การแสดงผล (Impressions) คือจำนวนครั้งที่ผู้ใช้เห็นลิงก์ไปยังเว็บไซต์ใน Google
  • คลิก (Clicks) คือจำนวนครั้งที่ผู้ใช้คลิกลิงก์จาก Google ไปยังเว็บไซต์
  • CTR คือคลิกหารด้วยการแสดงผล
  • อันดับเฉลี่ย (Average position) คือตำแหน่งบนสุดของเว็บไซต์ในผลการค้นหา เฉลี่ยจากทุกคำค้นหาที่เว็บไซต์ปรากฏ โดย 1 คือตำแหน่งบนสุด

AI Overview นับเป็นตำแหน่งเดียวในผลการค้นหา ลิงก์ทุกลิงก์ในนั้นได้ตำแหน่งเดียวกัน และการคลิกออกไปยังหน้าเว็บนับเป็น 1 คลิก

ตัวเลขเหล่านี้มีข้อจำกัดที่ควรรู้ก่อนตั้งเป้า หน้าความคลาดเคลื่อนของข้อมูล ระบุว่าข้อมูลมักพร้อมใน 2 ถึง 3 วัน แต่ละวันนับตามเวลาแปซิฟิก และตารางแสดงได้สูงสุด 1,000 แถว คำค้นหาที่ถูกลบข้อมูลระบุตัวตนไม่อยู่ในตาราง แต่ยังรวมอยู่ในยอดของกราฟ ให้ใช้ยอดคลิกจากกราฟเป็นตัวเลขหลักของรายงาน

เริ่มใช้ Google Search Console อย่างไร

เริ่มจากยืนยันว่าเป็นเจ้าของเว็บไซต์ แบบ Domain รวมทุกโดเมนย่อยและทั้ง http และ https ไว้ในที่เดียว และยืนยันผ่าน DNS (Domain Name System) ของโดเมน จากนั้นทำตามลำดับนี้

  1. เพิ่มเว็บไซต์แบบ Domain แล้วยืนยันความเป็นเจ้าของ
  2. เปิดรายงานการจัดทำดัชนีหน้าเว็บ แล้วดูว่าหน้าที่ขายสินค้าหรือบริการอยู่ในดัชนีครบหรือไม่
  3. ส่ง Sitemap ของเว็บไซต์
  4. เปิดรายงานประสิทธิภาพ แล้วจดคลิก การแสดงผล CTR และอันดับเฉลี่ยของ 28 วันล่าสุดเป็นค่าเริ่มต้น
  5. เพิ่มสิทธิ์ให้ทีมหรือเอเจนซีที่ดูแลเว็บ โดยให้เจ้าของธุรกิจถือสิทธิ์เจ้าของไว้เอง

Search Console กับ GA4 ต่างกันอย่างไร

Search Console นับสิ่งที่เกิดบนหน้าผลการค้นหาของ Google ส่วน GA4 นับสิ่งที่เกิดบนเว็บไซต์ ตัวเลขของ 2 เครื่องมือนี้จึงมักไม่ตรงกัน และไม่จำเป็นต้องตรงกัน

Search Console นับคลิกจากผลการค้นหา GA4 นับเซสชันบนเว็บไซต์ และนับได้เฉพาะเบราว์เซอร์ที่เปิด JavaScript Search Console ยังซ่อนข้อมูลบางส่วนเพื่อความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ด้วย

ใน GA4 การเข้าชมจาก SEO อยู่ในช่องทาง Organic Search หรือการค้นหาทั่วไป คู่มือ Channel Group ของ GA4 ระบุว่าช่องทางนี้รวมการเข้าชมจาก AI Overviews และ AI Mode ของ Google ส่วนการเข้าชมจาก ChatGPT, Gemini, Copilot และผู้ช่วย AI อื่นอยู่ในช่องทางผู้ช่วย AI แยกต่างหาก

ใช้ Search Console ดูว่าคนเห็นและคลิกอะไรบน Google แล้วใช้ GA4 ดูว่าคนที่เข้ามาทำอะไรต่อ เวลาเทียบ ให้ดูว่าเส้นแนวโน้มของ 2 เครื่องมือขึ้นลงไปทางเดียวกันหรือไม่ อย่าเทียบตัวเลขทีละวัน

CTR เท่าไรถึงจะดี

CTR ที่ดีไม่มีตัวเลขเดียว ในข้อมูล Google Search Console ของเว็บไซต์ลูกค้า Primal 139 เว็บในช่วง 28 วัน ค่ากลางของ CTR ทั้งเว็บอยู่ที่ราว 1.6% และเว็บครึ่งหนึ่งอยู่ระหว่าง 1.1% ถึง 2.4%

กราฟนี้แสดงจำนวนเว็บในแต่ละช่วง CTR ใช้เป็นจุดอ้างอิงเมื่อจดค่าเริ่มต้นของเว็บไซต์ตัวเอง

กราฟแท่งจำนวนเว็บไซต์ลูกค้า 139 เว็บ แยกตาม CTR ทั้งเว็บใน 28 วัน ต่ำกว่า 1% มี 22 เว็บ 1% ถึง 2% มี 67 เว็บ 2% ถึง 3% มี 30 เว็บ 3% ถึง 5% มี 14 เว็บ และ 5% ขึ้นไปมี 6 เว็บ

เว็บที่ CTR ต่ำกว่า 1% มี 22 เว็บ 1% ถึง 2% มี 67 เว็บ 2% ถึง 3% มี 30 เว็บ 3% ถึง 5% มี 14 เว็บ และ 5% ขึ้นไปมี 6 เว็บ รวมแล้ว 119 จาก 139 เว็บต่ำกว่า 3% ช่วงนี้กว้างเพราะ CTR ทั้งเว็บขึ้นกับหลายเรื่องที่ไม่ได้บอกคุณภาพของงาน SEO โดยตรง เว็บที่มีคนค้นชื่อแบรนด์มากจะมี CTR สูง เพราะคนกลุ่มนี้คลิกบ่อยกว่าคนทั่วไปมาก อันดับของหน้าก็มีผล และสิ่งที่ Google แสดงเหนือลิงก์ เช่น AI Overview ก็มีผลเช่นกัน CTR จึงเปลี่ยนได้แม้อันดับเท่าเดิม

ให้เทียบ CTR ของแต่ละหน้ากับตัวเลขเดิมของหน้านั้น แยกคำที่มีชื่อแบรนด์ออก และอ่านคู่กับอันดับ ช่วงตัวเลขจากเว็บอื่นใช้เป็นจุดอ้างอิงได้ แต่ไม่ควรใช้เป็นเป้า

ทำไมต้องแยกคำค้นหาที่มีชื่อแบรนด์ก่อนตั้ง KPI

คำค้นหาที่มีชื่อแบรนด์วัดความต้องการที่แบรนด์มีอยู่แล้ว คำค้นหาที่ไม่มีชื่อแบรนด์วัดว่า SEO พาคนที่ยังไม่รู้จักแบรนด์มาเจอเว็บได้มากแค่ไหน 2 กลุ่มนี้ให้ตัวเลขต่างกันมาก ถ้ารวมกันจะอ่านไม่ออกว่างาน SEO ได้ผลหรือไม่

ในข้อมูล Search Console ของเว็บไซต์ลูกค้า Primal 117 เว็บใน 1 สัปดาห์ คนที่ค้นชื่อแบรนด์คลิกราว 12 ครั้งต่อการแสดงผล 100 ครั้ง คนที่ไม่ได้ค้นชื่อแบรนด์คลิกราว 0.8 ครั้ง CTR ของคำที่มีชื่อแบรนด์สูงกว่าในทั้ง 108 เว็บที่มีข้อมูลคำแบรนด์มากพอ

กราฟนี้เทียบค่ากลางของ 2 กลุ่ม

กราฟแท่งเทียบค่ากลางของ CTR ต่อเว็บไซต์ใน 1 สัปดาห์ จากเว็บไซต์ลูกค้า 117 เว็บ คำค้นหาที่มีชื่อแบรนด์ 12% และคำค้นหาที่ไม่มีชื่อแบรนด์ 0.8%

ผลคือ CTR ทั้งเว็บลดลงได้ในเดือนที่งาน SEO ได้ผล เมื่อหน้าเว็บเริ่มขึ้นในคำค้นหาใหม่ที่ไม่มีชื่อแบรนด์ การแสดงผลจากคนกลุ่มที่คลิกน้อยจะเพิ่มขึ้น สัดส่วนคลิกก็ต่างกันมากในแต่ละเว็บ เว็บครึ่งหนึ่งได้คลิกจากคำที่ไม่มีชื่อแบรนด์ระหว่างราว 3 ใน 10 ถึง 8 ใน 10 ของคลิกทั้งหมด บทความSEO คืออะไร แสดงสัดส่วนนี้จากข้อมูลชุดเดียวกัน

Search Console มีตัวกรองคำค้นหาที่มีและไม่มีชื่อแบรนด์ แต่ตัวกรองนี้ใช้ไม่ได้กับเว็บที่มีการแสดงผลน้อย และ Google ระบุว่าคำค้นหาบางคำอาจถูกจัดกลุ่มผิด ถ้าใช้ตัวกรองนี้ไม่ได้ ให้กรองคำค้นหาแบบ “ไม่มี” ตามด้วยชื่อแบรนด์ หรือใช้ตัวกรองแบบ regex ที่รวมทุกตัวสะกดของชื่อแบรนด์ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

เมื่อแยกแล้วจะเห็นว่าเว็บอยู่ในกรณีไหน ถ้าคลิกส่วนใหญ่มาจากชื่อแบรนด์ เว็บกำลังรับคนที่รู้จักแบรนด์อยู่แล้ว และ SEO ยังพาคนใหม่มาได้น้อย ถ้าคลิกส่วนใหญ่มาจากคำทั่วไปแต่คำที่มีชื่อแบรนด์ไม่เพิ่มขึ้นเลย คนที่เข้าเว็บอาจไม่ได้จำแบรนด์ ให้ตั้ง KPI ของงาน SEO จากคลิกของคำที่ไม่มีชื่อแบรนด์ และใช้คำที่มีชื่อแบรนด์ดูความต้องการที่แบรนด์มีอยู่

ทำไมอันดับเฉลี่ยดีขึ้นแต่คลิกลดลง

อันดับเฉลี่ยดีขึ้นได้แม้คลิกลดลง เพราะเป็นค่าเฉลี่ยจากเฉพาะคำค้นหาที่เว็บไซต์ปรากฏ เมื่อเว็บหายไปจากคำค้นหาที่เคยอยู่อันดับต่ำ ค่าเฉลี่ยจะดีขึ้น ทั้งที่การแสดงผลและคลิกลดลง

Google เองก็เตือนเรื่องนี้ในหน้าความช่วยเหลือภาษาไทยที่อธิบายอันดับเฉลี่ย ภาพนี้คือส่วนที่อธิบายวิธีคิดค่าเฉลี่ยและบอกว่าค่าตำแหน่งอาจทำให้เข้าใจผิดได้

ส่วนหนึ่งของหน้าความช่วยเหลือภาษาไทยของ Google Search Console เรื่องตำแหน่งเฉลี่ย ที่อธิบายว่าค่าตำแหน่งคือตำแหน่งบนสุดเฉลี่ยจากทุกคำค้นหา และค่าตำแหน่งอาจทำให้เข้าใจผิดได้

ข้อมูลของเราแสดงว่าเรื่องนี้เกิดได้บ่อย เราเทียบข้อมูล Search Console ของเว็บไซต์ลูกค้า Primal 127 เว็บ ในช่วง 28 วัน 2 ช่วงที่ห่างกันราว 3 เดือน อันดับเฉลี่ยดีขึ้นอย่างน้อยครึ่งอันดับใน 46 เว็บ แต่ 20 เว็บในกลุ่มนี้ได้คลิกน้อยลง และ 28 เว็บมีการแสดงผลลดลง

ตัวอย่างสมมติด้านล่างใช้อัตราคลิกจากข้อมูลคลิกตามอันดับในบทความ SEM หน้าเว็บอันดับ 1 ถึง 3 ได้ราว 31 คลิกต่อการแสดงผล 1,000 ครั้ง และอันดับ 11 ถึง 20 ได้ราว 4 คลิก

ช่วงที่ 1 ช่วงที่ 2
คำกลุ่มที่ 1 อยู่อันดับ 3 การแสดงผล 1,000 ครั้ง ได้ราว 31 คลิก เหมือนเดิม
คำกลุ่มที่ 2 อยู่อันดับ 15 การแสดงผล 2,000 ครั้ง ได้ราว 8 คลิก ไม่ขึ้นในผลการค้นหาแล้ว
การแสดงผลรวม 3,000 ครั้ง 1,000 ครั้ง
คลิกรวม 39 คลิก 31 คลิก
อันดับเฉลี่ย 11 3

เว็บนี้ไม่ได้อันดับดีขึ้นในคำไหนเลย อันดับเฉลี่ยเปลี่ยนจาก 11 เป็น 3 เพราะคำกลุ่มที่ 2 หายไปจากค่าเฉลี่ย ส่วนคลิกลดจาก 39 เหลือ 31

ให้ดูอันดับจากคีย์เวิร์ดชุดเดิมที่ตกลงกันไว้ตั้งแต่ต้น วิธีเลือกชุดคีย์เวิร์ดอยู่ในบทความKeyword Research ที่ Primal เราติดตามคีย์เวิร์ดชุดเดิมทุกวัน แล้วรายงานจำนวนคีย์เวิร์ดใน 3 อันดับแรก หน้าแรก และ 100 อันดับแรก เทียบกับ 30 วันก่อน คู่กับการแสดงผลของหน้าเดียวกัน

วัดผล SEO ใน GA4 ด้วย Organic Search และ Key Event

ใน GA4 ตัวเลขที่ใช้ตัดสินงาน SEO คือ Key Event ที่มาจากช่องทาง Organic Search ความช่วยเหลือของ Google Analytics ระบุว่า Key Event คือเหตุการณ์ที่วัดการกระทำสำคัญต่อธุรกิจ และเดิมเรียกว่า Conversion ใน Analytics

สำหรับธุรกิจในไทย ให้ตั้งการกระทำที่เป็นการติดต่อหรือการซื้อจริงเป็น Key Event เช่น การส่งฟอร์ม การกดปุ่ม LINE การกดโทร และคำสั่งซื้อ จากนั้นทดสอบทุกตัวด้วยการกดจริงก่อนเริ่มงาน การอยู่บนหน้าเว็บนานหรือการคลิกทั่วไปไม่ควรเป็น Key Event เพราะทำให้ตัวเลขสูงขึ้นทั้งที่ไม่มีใครติดต่อมา

อัตราการมีส่วนร่วม (Engagement rate) ใช้อ่านประกอบ GA4 นับเซสชันว่ามีส่วนร่วม เมื่ออยู่บนเว็บนานกว่า 10 วินาที มี Key Event หรือดูหน้าเว็บตั้งแต่ 2 หน้าขึ้นไป อ่านตัวเลขนี้แยกตามหน้าที่คนเข้ามาจาก Organic Search เพื่อดูว่าหน้าไหนตอบคำถามของคนที่ค้นหาได้

วัด AI Search เป็น SEO KPI อย่างไร

วัด AI Search ด้วยตัวเลข 2 ตัวแยกกัน ตัวแรกคือการแสดงผลใน AI Overviews และ AI Mode จาก Search Console ตัวที่สองคือสัดส่วนคำตอบของ AI ที่อ้างอิงเว็บไซต์ จากเครื่องมือติดตามคำตอบของ AI

รายงานประสิทธิภาพของ Generative AI ใน Search Console แสดงการแสดงผลจาก AI Overviews และ AI Mode แยกตามหน้า ประเทศ วันที่ และอุปกรณ์ แต่ไม่แยกตามคำค้นหา รายงานนี้อาจไม่ขึ้นในเว็บที่มีการแสดงผลจาก AI น้อย ส่วนคลิกจากคำตอบเหล่านี้รวมอยู่ในรายงานประสิทธิภาพปกติ

ตัวเลขที่สองใช้ดูว่าระบบ AI เลือกอ้างอิงเว็บไซต์ของคุณหรือเว็บอื่น ในเดือนที่ผ่านมา Elevate, Primal’s AI Visibility Tracker เก็บคำตอบของ AI ได้ 285,098 คำตอบ จากคำถามในหมวดของ 171 แบรนด์ เว็บไซต์ของแบรนด์ถูกอ้างอิงในราว 1 ใน 5 คำตอบ แบรนด์ครึ่งหนึ่งอยู่ระหว่างราว 8 ถึง 35 ใน 100 คำตอบ ใช้ช่วงนี้เป็นจุดอ้างอิงเมื่อจดค่าเริ่มต้น

วิดีโอจากช่อง YouTube ของ Mark McDowell ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Primal ว่าด้วยการวัดว่าระบบ AI แนะนำแบรนด์หรือไม่

ตัวเลข AI ควรอยู่ในรายงาน SEO ทุกเดือน ในข้อมูลการติดตามอันดับของ Primal หน้าผลการค้นหาของ 859 จาก 995 คีย์เวิร์ดที่ติดตามให้ลูกค้า 17 แบรนด์มี AI Overview อยู่ด้วย คนที่ค้นคำเหล่านี้จึงเห็นคำตอบของ AI อยู่เหนือลิงก์ของเว็บไซต์

3 เดือนแรกของงาน SEO ตัวเลขไหนเปลี่ยนก่อน

ตัวเลขขั้นต้นเปลี่ยนก่อน คือหน้าที่อยู่ในดัชนีและการแสดงผลของหน้าที่แก้ไขแล้ว คลิกเปลี่ยนตามมา ส่วนจำนวนการติดต่อมักเปลี่ยนช้าที่สุด เพราะคนต้องเห็นผลการค้นหาก่อนจึงคลิก และต้องเข้าเว็บก่อนจึงติดต่อ

เดือนแรกใช้จดค่าเริ่มต้นของทุก KPI และตรวจว่าการวัดผลทำงานถูกต้อง รายงานเดือนแรกควรมี 4 เรื่อง

  • ค่าเริ่มต้นของแต่ละ KPI จาก 28 วันก่อนเริ่มงาน
  • ผลทดสอบ Key Event ทุกตัวว่านับได้จริง
  • งานที่ทำเสร็จพร้อมวันที่ขึ้นจริง
  • สัญญาณแรก เช่น หน้าที่เข้าดัชนีหลังแก้ไข และการแสดงผลของหน้าที่แก้ไข

เวลาเทียบ ให้เทียบ 28 วันล่าสุดกับ 28 วันก่อนหน้า เพราะช่วง 28 วันมีวันจันทร์ถึงวันอาทิตย์อย่างละ 4 วันเท่ากันทุกช่วง เดือนปฏิทินอาจมีวันเสาร์ 4 หรือ 5 วัน ช่วงที่มีวันหยุดยาว เช่น สงกรานต์ ก็ควรจดไว้ในรายงาน เพราะเทียบกับสัปดาห์ปกติไม่ได้

Mark McDowell ผู้ก่อตั้ง Primal อธิบายให้เจ้าของธุรกิจฟังก่อนเริ่มงานว่า 3 เดือนแรกของงาน SEO เป็นอย่างไร 2 สัปดาห์แรกคือการตั้งจุดเริ่มต้น ติดตั้งระบบติดตามผลและทำรายงานตั้งต้น ตัวเลขทุกตัวหลังจากนั้นจึงมีจุดให้เทียบ งานส่วนใหญ่เกิดใน 1 ถึง 2 เดือนแรก ทั้งการแก้ปัญหาทางเทคนิคและการเตรียมเนื้อหาให้พร้อมเผยแพร่ ความเร็วขึ้นกับว่าการแก้ไขบนเว็บได้รับอนุมัติเร็วแค่ไหน หน้าที่ผมคาดว่าจะขึ้นก่อนคือหน้าที่อยู่เลยหน้าแรกของผลการค้นหาไปเพียงเล็กน้อย ซึ่งแค่แก้ Title และหัวข้อก็อาจพอ เมื่อลูกค้าถามว่าจะเห็นผลในเดือนแรกไหม คำตอบของผมคือไม่ เพราะผลใน Google และในคำตอบของ AI มักเริ่มขึ้นระหว่างเดือนที่ 4 ถึงเดือนที่ 6

ตั้ง SEO KPI ให้ใช้ตัดสินงานได้อย่างไร

SEO KPI ที่ใช้ตัดสินงานได้ต้องมีตัวเลข ค่าเริ่มต้น เป้า และวันที่ ถ้าขาดอย่างใดอย่างหนึ่ง จะบอกไม่ได้ว่างานถึงเป้าหรือไม่

  1. เลือก KPI ที่ใช้ตัดสิน 1 ตัว เช่น จำนวนการติดต่อจาก Organic Search
  2. เลือกตัวเลขประกอบ 3 ถึง 5 ตัว เช่น คลิกจากคำที่ไม่มีชื่อแบรนด์ จำนวนคีย์เวิร์ดในหน้าแรก และการแสดงผลใน AI Overviews
  3. จดค่าเริ่มต้นของ 28 วันก่อนเริ่มงาน
  4. ตั้งเป้าและวันที่จากค่าเริ่มต้น ปริมาณการค้นหาของคีย์เวิร์ดชุดที่ตกลงกัน และอันดับที่หน้าเว็บอยู่ตอนเริ่ม
  5. ตกลงคีย์เวิร์ดชุดที่จะติดตาม และใช้ชุดเดิมตลอดสัญญา

ถ้าทำงานกับเอเจนซี สัญญาควรเขียน KPI ค่าเริ่มต้น เป้า วันที่ และสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อไม่ถึงเป้าไว้ให้ชัด รายงานรายเดือนจะได้เทียบกับข้อตกลงนี้ได้ทุกเดือน

Primal ทำ SEO สำหรับทั้งผลการค้นหาของ Google และคำตอบของ AI จากสำนักงานในกรุงเทพฯ และรายงานผลด้วยชุด KPI ที่ตกลงกับลูกค้าตั้งแต่เดือนแรก ดูวิธีทำงานได้ที่หน้าบริการ SEO

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ SEO KPI

ลูกค้ามักถามเราว่ารายงาน SEO รายเดือนควรมีอะไรบ้าง

รายงานรายเดือนควรเริ่มจาก KPI ที่ใช้ตัดสินเทียบกับเป้าและค่าเริ่มต้น ตามด้วยคลิกจากคำที่มีและไม่มีชื่อแบรนด์ จำนวนคีย์เวิร์ดในแต่ละช่วงอันดับ และตัวเลข AI แล้วจบด้วยงานที่ขึ้นจริงในเดือนนั้นพร้อมวันที่ กับแผนของเดือนถัดไป รายงานที่มีแต่กราฟอันดับเฉลี่ยยังใช้ตัดสินงานไม่ได้

ลูกค้ามักถามเราว่าจะตั้งเป้าคนเข้าเว็บจาก SEO ทั้งปีได้อย่างไร

เริ่มจากค่าเริ่มต้นของคลิกจากคำที่ไม่มีชื่อแบรนด์ แล้วดูปริมาณการค้นหาของคีย์เวิร์ดชุดที่ตกลงกันและอันดับที่หน้าเว็บอยู่ตอนนี้ คลิกจากคีย์เวิร์ดชุดนั้นจะไม่เกินปริมาณการค้นหาของทั้งชุด ถ้าต้องการเป้าสูงกว่านั้น ต้องเพิ่มหัวข้อและหน้าใหม่ในแผนงาน

ลูกค้ามักถามเราว่าธุรกิจ B2B วัดผล SEO ไปถึงยอดขายได้อย่างไร

ธุรกิจ B2B (Business-to-Business) ควรส่งแหล่งที่มาของการติดต่อจากฟอร์มเข้าระบบ CRM แล้วติดตามว่าการติดต่อจาก Organic Search กลายเป็นดีลกี่ราย สำหรับการโทรและ LINE ให้ถามลูกค้าว่ารู้จักบริษัทจากที่ไหน แล้วบันทึกไว้ในระบบเดียวกันทุกครั้ง

Bounce rate ยังใช้เป็น SEO KPI ได้ไหม

ใช้อ่านประกอบได้ แต่ไม่ควรเป็น KPI ที่ใช้ตัดสินงาน ใน GA4 อัตราตีกลับ (Bounce rate) คือสัดส่วนเซสชันที่ไม่มีส่วนร่วม ซึ่งตรงข้ามกับอัตราการมีส่วนร่วม ทั้ง 2 ตัวบอกว่าหน้าเว็บตอบคนที่เข้ามาได้หรือไม่ แต่ไม่บอกว่ามีคนติดต่อหรือซื้อ

Pimlapat Phansuathong

Pimlapat Phansuathong

Content Writer

Pimlapat Phansuathong เป็นนักเขียนคอนเทนต์ของ Primal มีประสบการณ์ด้านงานเขียนกว่า 6 ปี เธอเขียนคอนเทนต์สำหรับการทำ SEO (Search Engine Optimisation) ตั้งแต่การวิเคราะห์ Search Intent และการทำ Keyword Research ไปจนถึงการวางโครงสร้างบทความ และร่วมงานกับ Primal ตั้งแต่ปี 2022

เกี่ยวกับผู้เขียน

ร่วมกับผู้นำธุรกิจกว่า 20,000 คนที่รับข่าวสาร มุมมอง และเทคนิคการตลาดล่าสุดในยุค AI

คุยกัน 30 นาที

คุยกับเรา

นัดคุยสั้น ๆ เพื่อดูว่าเราช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างไร โดยไม่ต้องเปลี่ยนเอเจนซี่ไปเรื่อย ๆ ไม่ต้องรอให้ถึงปีที่ดีกว่า และไม่ต้องจ้างทีมภายในที่มีค่าใช้จ่ายสูง

  • เราทำความเข้าใจธุรกิจและเป้าหมายของคุณ
  • เราหาว่าการเติบโตของคุณมาจากช่องทางไหนได้บ้าง
  • คุณจะเห็นขั้นตอนถัดไป คือการประชุมวางกลยุทธ์ แล้วจึงเริ่มดำเนินงาน
4.9ลูกค้าของ Primal 4 ท่านที่เขียนรีวิว
บน Google

ติดต่อทีมงาน

กรอกแบบฟอร์มนี้ แล้วผู้เชี่ยวชาญของ Primal จะติดต่อกลับเพื่อทำความเข้าใจแบรนด์และเป้าหมายของคุณ

ทีมของเราจะติดต่อกลับภายใน 24 ชั่วโมง (ในวันทำการ)