
โดย Pimlapat Phansuathongเผยแพร่: อัปเดต: อ่าน 11 นาที
SEM คืออะไร ต่างจาก SEO อย่างไร และควรเลือกแบบไหน
SEM คือ Search Engine Marketing หรือการทำการตลาดบนหน้าผลการค้นหา มี 2 ทาง คือ SEO (Search Engine Optimisation) ที่ทำให้หน้าเว็บขึ้นในผลการค้นหาแบบไม่เสียค่าโฆษณา และโฆษณาแบบจ่ายต่อคลิก หรือ PPC (Pay-Per-Click) อย่าง Google Ads ที่ขึ้นได้ทันทีที่แคมเปญเริ่ม ในข้อมูลของ Primal คลิกจากผลการค้นหาแบบไม่เสียค่าโฆษณาเกือบครึ่งไปที่หน้าอันดับ 1 ถึง 3 จึงควรใช้โฆษณากับคำที่หน้าเว็บยังไม่ถึงอันดับนั้น
ประเด็นสำคัญ
- SEM ย่อมาจาก Search Engine Marketing ซึ่งรวม SEO และโฆษณาบนการค้นหาแบบจ่ายต่อคลิก และ Google ระบุว่าการลงโฆษณากับ Google ไม่มีผลกับการแสดงเว็บไซต์ในผลการค้นหาทั่วไป
- ในข้อมูล Google Search Console ของเว็บไซต์ลูกค้า Primal 117 เว็บ หน้าเว็บอันดับ 1 ถึง 3 ได้การแสดงผลราว 1 ใน 7 แต่ได้คลิกเกือบครึ่งจากคำค้นหาที่ไม่มีชื่อแบรนด์
- ค่ากลางของคลิกต่อการแสดงผล 1, 000 ครั้งลดจากราว 31 คลิกที่อันดับ 1 ถึง 3 เหลือราว 7 คลิกที่อันดับ 4 ถึง 10 หน้าเว็บที่อยู่หน้าแรกแต่ยังไม่ถึง 3 อันดับแรกจึงได้คลิกต่อการแสดงผลน้อยกว่าหลายเท่า
- ในไทยโฆษณาแสดงด้านบนหรือด้านล่างของ AI Overview ได้ แต่ยังแสดงภายใน AI Overview ไม่ได้ เพราะ Google เปิดโฆษณาภายในคำตอบเฉพาะภาษาอังกฤษใน 12 ประเทศ ซึ่งไม่มีไทย
- ใช้โฆษณากับคำที่หน้าเว็บยังไม่อยู่ 3 อันดับแรก แล้วย้ายงบออกเมื่อหน้าเว็บขึ้นไปถึง โดยเทียบคลิกรวมในรายงานการค้นหาทั่วไปและแบบเสียค่าใช้จ่ายของ Google Ads
SEM คืออะไร
SEM คือ Search Engine Marketing หรือการทำการตลาดบนหน้าผลการค้นหาของ Google และ Search Engine อื่น งานนี้มี 2 ทาง ทางแรกคือการทำ SEO ให้หน้าเว็บขึ้นในผลการค้นหาทั่วไปที่ไม่เสียค่าโฆษณา ทางที่สองคือโฆษณาบนการค้นหา ซึ่งจ่ายเงินเมื่อมีคนคลิก เช่น โฆษณาในแคมเปญ Search ของ Google Ads
ในไทยคำนี้ถูกใช้ 2 ความหมาย บางคนใช้ SEM เรียกทั้งสองทางรวมกัน บางคนใช้เรียกเฉพาะโฆษณา คนที่ถามว่า SEO กับ SEM ต่างกันอย่างไร มักหมายถึงผลการค้นหาที่ไม่เสียเงินเทียบกับโฆษณา บทความนี้ใช้ SEM ในความหมายรวม และเรียกส่วนที่จ่ายเงินว่าโฆษณาบนการค้นหา
ข้อมูล Google Search Console ของเว็บไซต์ลูกค้า Primal 117 เว็บบอกเราว่า คลิกจากผลการค้นหาทั่วไปเกือบครึ่งไปที่หน้าเว็บ 3 อันดับแรก ทั้งที่หน้ากลุ่มนี้ได้การแสดงผลเพียงราว 1 ใน 7 การเลือกระหว่าง SEO กับโฆษณาจึงเลือกทีละคำค้นหา คำที่หน้าเว็บของคุณอยู่อันดับ 1 ถึง 3 แล้ว SEO พาคนมาเอง คำที่ยังไม่ถึง โฆษณาทำให้คุณอยู่ด้านบนของหน้าได้ตั้งแต่วันนี้ ระหว่างที่งาน SEO ขยับหน้าเว็บขึ้นไป
SEO เป็นส่วนหนึ่งของ SEM ไหม
เป็น ถ้าใช้ SEM ในความหมายรวม ซึ่งตรงกับชื่อเต็ม Search Engine Marketing ที่หมายถึงการตลาดบน Search Engine ทั้งหมด บางเอเจนซี่และบางบทความใช้ SEM หมายถึงโฆษณาอย่างเดียว ก่อนเซ็นสัญญากับใคร ให้ถามว่า SEM ในใบเสนอราคารวมงาน SEO ด้วยหรือมีแค่การดูแลโฆษณา
SEO กับ SEM ต่างกันอย่างไร
ความต่างอยู่ที่สิ่งที่คุณจ่ายเงินซื้อ งาน SEO จ่ายค่าปรับหน้าเว็บ เนื้อหา และลิงก์ แล้วระบบจัดอันดับของ Google เป็นผู้เลือกว่าหน้าไหนขึ้นก่อน โฆษณาบนการค้นหาจ่ายค่าคลิก และตำแหน่งของโฆษณาตัดสินด้วยการประมูลทุกครั้งที่มีคนค้นหา
เงินค่าโฆษณาจึงซื้ออันดับในผลการค้นหาทั่วไปไม่ได้ หน้าคุณต้องการ SEO ไหม ของ Google Search Central ระบุว่าการโฆษณากับ Google ไม่มีผลกับการแสดงเว็บไซต์ในผลการค้นหา และ Google ไม่รับเงินเพื่อจัดอันดับเว็บไซต์ ภาพด้านล่างคือย่อหน้านั้นจากหน้าภาษาไทย

ข้อมูลที่ได้จากสองทางก็อยู่คนละที่ งาน SEO ดูคำค้นหา การแสดงผล คลิก และอันดับเฉลี่ยใน Google Search Console งานโฆษณาดูคำที่คนพิมพ์ ค่าใช้จ่าย และ Conversion ใน Google Ads ตารางเทียบค่าใช้จ่ายและเวลากว่าจะเห็นผลของทั้งสองแบบอยู่ในบทความSEO คืออะไร
Pay Per Click (PPC) คืออะไร
Pay Per Click คือการจ่ายค่าโฆษณาเมื่อมีคนคลิกโฆษณาเท่านั้น โฆษณาที่แสดงแต่ไม่มีใครคลิกไม่มีค่าใช้จ่าย คนทำ SEM ใช้คำว่า PPC เรียกโฆษณาบนการค้นหาทั้งหมด เพราะโฆษณาบนการค้นหาส่วนใหญ่คิดเงินต่อคลิก
ใน Google Ads รูปแบบนี้เรียกว่าการเสนอราคาแบบต้นทุนต่อคลิก ผู้ลงโฆษณาตั้ง CPC (Cost Per Click) สูงสุด ซึ่งเป็นเงินมากที่สุดที่ยอมจ่ายต่อ 1 คลิก หน้าคำจำกัดความ CPC ของ Google Ads ระบุว่าเงินที่ถูกเรียกเก็บจริงมักน้อยกว่านั้น และเรียกราคาที่จ่ายจริงว่า CPC จริง วิธีที่ Google จัดลำดับโฆษณาในการประมูลและคิดราคาจริงอยู่ในบทความGoogle Ads คืออะไร
PPC กับ CPC ต่างกันอย่างไร
PPC คือรูปแบบการคิดเงิน ส่วน CPC คือราคาที่จ่ายต่อ 1 คลิก แคมเปญหนึ่งที่คิดเงินแบบ PPC จึงมี CPC ต่างกันไปในแต่ละคำค้นหาและแต่ละวัน CPC เฉลี่ยของแคมเปญคิดจากค่าโฆษณารวมหารด้วยจำนวนคลิก ส่วนโฆษณาที่คิดเงินตามการแสดงผล 1,000 ครั้งเรียกว่า CPM (Cost Per Mille)
โฆษณาและผลการค้นหาแบบไม่เสียเงินอยู่ตรงไหนบนหน้า Google
โฆษณาบนการค้นหามักอยู่เหนือผลการค้นหาทั่วไป Google Ads เรียกกลุ่มนี้ว่าโฆษณาในตำแหน่งบนสุด และหน้าความช่วยเหลือเรื่องโฆษณาในตำแหน่งบนสุดระบุว่ากลุ่มนี้มักแสดงเหนือผลการค้นหาทั่วไปด้านบน แต่ในบางการค้นหาอาจแสดงต่อจากผลกลุ่มนั้น โฆษณาที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มนี้แสดงที่ส่วนอื่นของหน้า
ใน 149 บัญชีที่ Primal ดูแลซึ่งมีการแสดงผลโฆษณา Search อย่างน้อย 1,000 ครั้ง บัญชีที่อยู่ตรงค่ามัธยฐานได้แสดงโฆษณา Search เหนือผลการค้นหาทั่วไปในราว 15% ถึง 17% ของการแสดงผลที่บัญชีมีสิทธิ์ได้รับ ในช่วง 12 เดือนถึง 2026-09-30
หน้าผลการค้นหาหลายคำในไทยมีข้อมูลภาพรวมโดย AI (Artificial Intelligence) หรือ AI Overview อยู่ด้านบน หน้า Google Ads เรื่องโฆษณาและข้อมูลภาพรวมโดย AI ระบุว่าโฆษณาแสดงด้านบนหรือด้านล่างของ AI Overview ได้ในทุกตลาดที่มี AI Overview ส่วนโฆษณาภายใน AI Overview เปิดเฉพาะภาษาอังกฤษใน 12 ประเทศ และรายชื่อนั้นยังไม่มีไทย

ธุรกิจในไทยจึงยังซื้อพื้นที่ภายในคำตอบของ AI Overview ไม่ได้ ทางที่จะอยู่ในคำตอบคือให้หน้าเว็บถูกอ้างอิงเป็นแหล่งข้อมูล ซึ่งเป็นงานของ SEO
หน้าเว็บต้องอยู่อันดับไหนจึงได้คลิกจาก SEO
ในข้อมูลของเรา หน้าเว็บที่อยู่ 3 อันดับแรกได้คลิกต่อการแสดงผลราว 4 เท่าของหน้าอันดับ 4 ถึง 10 เราดูคำค้นหาที่ไม่มีชื่อแบรนด์ในข้อมูล Google Search Console ของเว็บไซต์ลูกค้า Primal 117 เว็บในสัปดาห์เดียวกัน แล้วจัดกลุ่มตามอันดับเฉลี่ยของแต่ละคำ หน้าเว็บอันดับ 1 ถึง 3 ได้การแสดงผลราว 1 ใน 7 ของแต่ละเว็บไซต์ แต่ได้คลิกเกือบครึ่ง อันดับ 4 ถึง 10 ได้การแสดงผลราวครึ่งหนึ่ง และได้คลิกพอ ๆ กับกลุ่มแรก
อัตราการคลิก หรือ CTR (Click-Through Rate) แสดงความต่างนี้ได้ชัด ค่ากลางของหน้าอันดับ 1 ถึง 3 อยู่ที่ราว 31 คลิกต่อการแสดงผล 1,000 ครั้ง อันดับ 4 ถึง 10 ได้ราว 7 คลิก อันดับ 11 ถึง 20 ได้ราว 4 คลิก และอันดับ 21 ลงไปได้ราว 1 คลิก แผนภูมิด้านล่างแสดงตัวเลขชุดนี้

การขึ้นหน้าแรกของ Google จึงยังไม่พอ หน้าที่อยู่อันดับ 5 หรือ 8 ถูกเห็นบ่อย แต่ได้คลิกต่อการแสดงผลน้อยกว่าหน้าที่อยู่เหนือขึ้นไปหลายเท่า ระหว่างที่หน้าเว็บยังขึ้นไปไม่ถึง โฆษณาคือทางที่จะอยู่ด้านบนของหน้าผลการค้นหาเดียวกัน
เมื่อไรควรทำ SEO เมื่อไรควรทำ SEM
ใช้โฆษณากับคำที่คุณต้องการคลิกตอนนี้และหน้าเว็บยังไม่อยู่ 3 อันดับแรก ใช้ SEO กับคำที่คนค้นหาต่อเนื่องและหน้าเว็บมีโอกาสขึ้นไปถึง หลายธุรกิจใช้ทั้งสองอย่างพร้อมกันกับคนละกลุ่มคำ
| สถานการณ์ | เริ่มจาก | เหตุผล |
|---|---|---|
| ต้องการการติดต่อในเดือนนี้ หรือมีโปรโมชันที่มีวันจบ | โฆษณา | โฆษณาแสดงได้ทันทีที่แคมเปญได้รับอนุมัติ ส่วนอันดับจาก SEO ต้องใช้เวลา |
| คำที่ขายสินค้าหรือบริการ แต่หน้าเว็บยังไม่ติดหน้าแรก | ทั้งสองอย่าง | โฆษณาพาคนมาตอนนี้ งาน SEO ทำหน้าเว็บให้ขึ้นไปในคำเดียวกัน |
| คำที่หน้าเว็บอยู่อันดับ 4 ถึง 10 แล้ว | SEO | ในข้อมูลของเรา อันดับ 1 ถึง 3 ได้คลิกต่อการแสดงผลราว 4 เท่าของอันดับ 4 ถึง 10 |
| คำถามก่อนซื้อ เช่น X คืออะไร หรือ A กับ B ต่างกันอย่างไร | SEO และเนื้อหา | หน้าที่ตอบคำถามถูกอ้างอิงใน AI Overview ได้ และในไทยโฆษณาแสดงภายใน AI Overview ไม่ได้ |
| คำที่มีชื่อแบรนด์ของคุณ | SEO ก่อน แล้วดูว่ามีโฆษณาอื่นอยู่เหนือคุณไหม | หน้าเว็บของแบรนด์มักอยู่ 3 อันดับแรกในคำนี้อยู่แล้ว |
ควรซื้อโฆษณาบนชื่อแบรนด์ตัวเองไหม
ขึ้นกับว่ามีผู้ลงโฆษณารายอื่นแสดงเหนือชื่อของคุณหรือไม่ ในข้อมูลเว็บไซต์ลูกค้า 117 เว็บชุดเดียวกัน คำค้นหาที่มีชื่อแบรนด์ได้การแสดงผลราว 6 ใน 10 และคลิกราว 3 ใน 4 ที่อันดับ 1 ถึง 3 อยู่แล้ว ค่ากลางของคำกลุ่มนี้ที่ 3 อันดับแรกอยู่ที่ราว 154 คลิกต่อการแสดงผล 1,000 ครั้ง
คำค้นหาที่มีชื่อแบรนด์ได้คลิกต่อการแสดงผลสูงกว่าคำทั่วไปมาก ทั้งในผลการค้นหาทั่วไปและในโฆษณา เพราะคนที่ค้นหารู้อยู่แล้วว่าต้องการธุรกิจไหน ให้เปิดรายงานข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการประมูลใน Google Ads ดูว่ามีผู้ลงโฆษณารายใดแข่งในคำที่เป็นชื่อแบรนด์ของคุณ ถ้าไม่มี หน้าเว็บของคุณในผลการค้นหาทั่วไปได้คลิกจากคำนี้อยู่แล้ว และงบส่วนนี้ใช้กับคำอื่นได้
แบ่งงบ SEO และ SEM ตามระยะของธุรกิจอย่างไร
แบ่งตามจำนวนคำสำคัญที่หน้าเว็บอยู่ 3 อันดับแรกแล้ว ช่วงแรกงบส่วนใหญ่อยู่ที่ค่าคลิกโฆษณา เมื่อหน้าเว็บขึ้นไปถึงอันดับนั้นในคำไหน งบโฆษณาของคำนั้นย้ายไปที่คำใหม่หรือไปที่งาน SEO
| ระยะ | งาน SEO | งานโฆษณา | งบส่วนใหญ่อยู่ที่ |
|---|---|---|---|
| 1. เว็บไซต์ใหม่ หรือยังไม่ติดหน้าแรกในคำที่ขาย | โครงสร้างเว็บ หน้าสินค้าหรือบริการหลัก และการวัดผล | คำที่คนพร้อมซื้อหรือพร้อมติดต่อ และชื่อแบรนด์ | ค่าคลิกโฆษณา |
| 2. คำสำคัญบางคำอยู่อันดับ 4 ถึง 10 | ขยับคำเหล่านั้นขึ้น 3 อันดับแรก และเขียนหน้าตอบคำถามก่อนซื้อ | คำที่ยังไม่ถึง 3 อันดับแรก | แบ่งสองฝั่งตามจำนวนคำที่ยังต้องพึ่งโฆษณา |
| 3. คำสำคัญส่วนใหญ่อยู่ 3 อันดับแรก | รักษาอันดับ เพิ่มคำใหม่ และให้หน้าเว็บถูกอ้างอิงในคำตอบของ AI | โปรโมชัน สินค้าใหม่ ชื่อแบรนด์เมื่อมีคู่แข่งซื้อโฆษณา และคำที่ยังไม่ติดอันดับ | งาน SEO และเนื้อหา |
ก่อนเริ่มระยะแรก ให้มีเป้าหมายที่วัดได้ เช่น การติดต่อหรือคำสั่งซื้อ งบต่อวัน หน้า Landing Page ที่ตรงกับกลุ่มคำค้นหา การวัด Conversion และรายการคีย์เวิร์ดที่ทั้งทีมโฆษณาและทีม SEO ใช้ร่วมกัน
เมื่อหน้าเว็บอยู่ 3 อันดับแรกในคำไหนต่อเนื่องแล้ว ให้ทดลองลดราคาประมูลหรือหยุดโฆษณาในคำนั้น แล้วเทียบคลิกรวมจากโฆษณาและจากผลการค้นหาทั่วไปก่อนและหลัง ถ้าคลิกรวมแทบไม่ลด งบส่วนนั้นย้ายไปคำใหม่ได้ ถ้าคลิกรวมลดลงมาก โฆษณายังพาคนที่ผลการค้นหาทั่วไปพามาไม่ได้
Mark McDowell ผู้ก่อตั้ง Primal คุยเรื่องนี้กับลูกค้าที่ใช้งบ Google Ads สูงทุกเดือน เมื่อหน้าเว็บขึ้นในผลการค้นหาของ Google และในคำตอบของ AI สำหรับคำค้นไหนแล้ว ธุรกิจก็ไม่ต้องจ่ายค่าคลิกในคำนั้น เพราะลีดเข้ามาจากผลการค้นหาทั่วไปอยู่แล้ว ผลของ SEO มักเริ่มเห็นหลัง 3 ถึง 6 เดือน ระหว่างนั้นโฆษณายังพาคนจากคำค้นเหล่านี้เข้ามา เมื่อหน้าเว็บขึ้นมาแล้ว การทดสอบข้างต้นจะบอกว่าโฆษณาตัวไหนลดลงได้
วัด SEO และ SEM ให้เห็นภาพเดียวกันอย่างไร
ฝั่งโฆษณาดู CTR, CPC, อัตรา Conversion และผลตอบแทนจากค่าโฆษณา หรือ ROAS (Return On Ad Spend) ฝั่ง SEO ดูการแสดงผล คลิก CTR และอันดับเฉลี่ยใน Google Search Console สองฝั่งนี้ดูรวมกันได้ เมื่อลิงก์ Search Console กับ Google Ads รายงานการค้นหาทั่วไปและแบบเสียค่าใช้จ่าย จะแสดงผลการค้นหาทั่วไปคู่กับโฆษณาแบบข้อความในแคมเปญ Search ของคำเดียวกัน รายงานนี้คือที่ที่ใช้ทดลองย้ายงบตามวิธีด้านบน
ทีม Primal ที่สำนักงานกรุงเทพฯ ดูแลโฆษณาบน Google และงาน SEO จากรายการคีย์เวิร์ดชุดเดียวกัน รายละเอียดอยู่ที่หน้าบริการ SEM และหน้ารับทำ SEO
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ SEO และ SEM
ลงโฆษณา Google Ads ช่วยให้อันดับ SEO ดีขึ้นไหม
ไม่ช่วย Google ระบุว่าการโฆษณากับ Google ไม่มีผลกับการแสดงเว็บไซต์ในผลการค้นหาทั่วไป สิ่งที่โฆษณาให้ได้คือข้อมูล คำที่คนพิมพ์แล้วคลิกโฆษณาและติดต่อเข้ามาบอกได้ว่าควรทำหน้าเว็บสำหรับคำไหนก่อน
SEM ทำงานอย่างไร
ฝั่งโฆษณา ผู้ลงโฆษณาเลือกคีย์เวิร์ด ตั้งงบต่อวันและราคาประมูล เมื่อมีคนค้นหาคำที่ตรงกัน Google จัดการประมูลแล้วเลือกโฆษณาที่จะแสดง ผู้ลงโฆษณาจ่ายเมื่อมีคนคลิก ฝั่ง SEO Google เก็บหน้าเว็บเข้าดัชนีและเลือกหน้าที่ตอบคำค้นหาได้ตรงที่สุดขึ้นมาแสดง โดยไม่มีค่าคลิก
ลูกค้ามักถามเราว่าควรทำโฆษณาควบคู่กับ SEO ด้วยไหม
ถ้างบพอ เราแนะนำให้ทำคู่กัน โฆษณาใช้กับคำที่คนพร้อมซื้อหรือพร้อมติดต่อ โดยมีหน้า Landing Page ที่ตรงกับคำนั้นและการวัด Conversion ส่วน SEO เป็นงานระยะยาวที่ควรมีงบของตัวเอง ถ้างบมีสำหรับอย่างเดียว ให้ดูว่าลูกค้าค้นหาสิ่งที่คุณขายอยู่แล้วหรือยัง ถ้าค้นหาอยู่และรอผลได้หลายเดือน เริ่มจาก SEO ถ้าต้องการการติดต่อในเดือนนี้ เริ่มจากโฆษณา
ลูกค้ามักถามเราว่าควรรอเว็บไซต์ใหม่เสร็จก่อนค่อยเริ่มไหม
โฆษณาเริ่มได้เลยบนเว็บไซต์เดิม หรือบนหน้า Landing Page ที่ทำแยกไว้ งาน SEO ที่เกี่ยวกับโครงสร้างเว็บควรเริ่มเมื่อโครงสร้างและที่อยู่หน้าเว็บของเว็บไซต์ใหม่ลงตัวแล้ว ระหว่างนั้นให้ทำรายการคีย์เวิร์ดและเนื้อหาไว้ก่อน และวางแผนเปลี่ยนเส้นทาง (Redirect) จากที่อยู่หน้าเว็บเดิมไปที่อยู่ใหม่ เพื่อรักษาอันดับที่มีอยู่ตอนย้ายเว็บ

Content Writer
Pimlapat Phansuathong เป็นนักเขียนคอนเทนต์ของ Primal มีประสบการณ์ด้านงานเขียนกว่า 6 ปี เธอเขียนคอนเทนต์สำหรับการทำ SEO (Search Engine Optimisation) ตั้งแต่การวิเคราะห์ Search Intent และการทำ Keyword Research ไปจนถึงการวางโครงสร้างบทความ และร่วมงานกับ Primal ตั้งแต่ปี 2022
เกี่ยวกับผู้เขียน




