
โดย Pimlapat Phansuathongเผยแพร่: อัปเดต: อ่าน 14 นาที
Lead Generation คืออะไร นับอะไรเป็นลีด และวัดผลอย่างไร
Lead Generation คือการทำการตลาดให้คนที่สนใจสินค้าหรือบริการทิ้งช่องทางติดต่อไว้ เช่น กรอกฟอร์ม ทัก LINE หรือโทรเข้ามา เพื่อให้ฝ่ายขายติดต่อกลับจนเป็นลูกค้า ก่อนเริ่มต้องตกลงกับฝ่ายขายว่าการกระทำแบบไหนนับเป็นลีด แล้ววัดผลถึงลีดที่ฝ่ายขายยืนยันว่าตรงกลุ่ม
ประเด็นสำคัญ
- ใน 166 บัญชี Google Ads ที่ Primal ดูแลในช่วง 12 เดือนถึง 2026-09-30 88 บัญชีใช้หาลีดเป็นเป้าหมายหลัก ส่วนบัญชีที่นับการซื้อเป็นหลักมี 32 บัญชี
- ใน 54 จาก 88 บัญชีหาลีด ลีดที่ระบบนับมากกว่าครึ่งเป็นการติดต่อ เช่น การกดปุ่มแชทหรือปุ่มโทร ซึ่งบัญชีโฆษณาไม่เห็นว่าคุยกันจริงหรือไม่
- ใน 39 บัญชีที่นับทั้งฟอร์มและการติดต่อ จำนวนลีดรวมสูงกว่าจำนวนฟอร์มราว 5 เท่าในบัญชีที่อยู่ตรงกลาง ต้นทุนต่อลีดในรายงานจึงขึ้นกับว่านับอะไร
- Meta ไม่เปิดเป้าหมายลีดที่ผ่านเกณฑ์ให้แคมเปญใหม่ที่ยังไม่ได้ส่งผลของลีดกลับไปให้ Meta ส่วน Google รับรายชื่อลีดที่กลายเป็นลูกค้าผ่าน Enhanced Conversions for Leads
- พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล มาตรา 19 กำหนดให้แจ้งวัตถุประสงค์ และแยกคำขอความยินยอมออกจากข้อความอื่นอย่างชัดเจน เมื่อเก็บข้อมูลส่วนบุคคลด้วยความยินยอม
Lead Generation คืออะไร
Lead Generation คือการทำการตลาดเพื่อให้คนที่สนใจสินค้าหรือบริการทิ้งช่องทางติดต่อไว้กับธุรกิจ คนกลุ่มนี้เรียกว่าลีด (Lead) เขาอาจกรอกฟอร์ม ทักแชททาง LINE หรือโทรเข้ามา จากนั้นฝ่ายขายติดต่อกลับและดูแลต่อจนเขาตัดสินใจซื้อ ธุรกิจที่ขายของราคาสูงหรือต้องคุยกันก่อนซื้อ เช่น อสังหาริมทรัพย์ คลินิก สถาบันการศึกษา และบริการระหว่างธุรกิจ จึงใช้วิธีนี้เป็นหลัก
ใน 166 บัญชี Google Ads ที่ Primal ดูแลในช่วง 12 เดือนถึง 2026-09-30 88 บัญชีนับลีดเป็นเป้าหมายหลัก ส่วนบัญชีที่นับการซื้อเป็นหลักมี 32 บัญชี ในบัญชีหาลีดเหล่านี้ ลีดที่ระบบนับส่วนใหญ่เป็นการกดปุ่มแชทหรือปุ่มโทร และฟอร์มที่มีชื่อกับเบอร์โทรเป็นส่วนน้อย งาน Lead Generation จึงเริ่มจากการตกลงว่าอะไรนับเป็นลีด และวัดผลถึงลีดที่ฝ่ายขายยืนยันว่าตรงกลุ่ม
กราฟด้านล่างแบ่ง 166 บัญชีตามเป้าหมายหลัก ซึ่งดูจาก Conversion หลักที่แต่ละบัญชีตั้งไว้ใน 12 เดือน

Lead คืออะไร
Lead หรือลีด คือคนที่แสดงความสนใจสินค้าหรือบริการ และให้ช่องทางที่ธุรกิจใช้ติดต่อกลับได้ เช่น ชื่อ เบอร์โทร อีเมล หรือบัญชี LINE คนที่กดถูกใจโพสต์แต่ไม่ได้ให้ช่องทางติดต่อยังไม่นับเป็นลีด เพราะธุรกิจติดต่อเขาต่อไม่ได้
ลีดจึงมี 2 ส่วนเสมอ ส่วนแรกคือความสนใจที่เขาแสดงออกมา เช่น ขอใบเสนอราคาหรือถามรายละเอียด ส่วนที่ 2 คือช่องทางติดต่อที่เขาให้ไว้
Lead กับ Prospect ต่างกันอย่างไร
Lead คือคนที่ติดต่อเข้ามาหรือให้ข้อมูลไว้ ส่วน Prospect คือลีดที่ธุรกิจตรวจแล้วว่าตรงกลุ่ม เช่น มีงบ มีความต้องการจริง และมีส่วนในการตัดสินใจซื้อ ลีดทุกรายจึงยังไม่ใช่ Prospect
หลายบริษัทแบ่งขั้นกลางไว้อีกขั้น เรียกว่า MQL (Marketing Qualified Lead) คือลีดที่ผ่านเกณฑ์ของฝ่ายการตลาดแล้ว ก่อนส่งให้ฝ่ายขายคุยต่อ เกณฑ์นี้ควรเขียนร่วมกัน 2 ฝ่าย เพราะฝ่ายขายเป็นคนรู้ว่าลีดแบบไหนปิดได้
Lead Generation ต่างจาก Lead Nurturing อย่างไร
Lead Generation คือการได้ช่องทางติดต่อของคนที่สนใจ ส่วน Lead Nurturing คือการดูแลลีดที่ยังไม่พร้อมซื้อ จนเขาพร้อมคุยกับฝ่ายขาย การดูแลทำได้ด้วยข้อความ LINE ที่ส่งตามลำดับ อีเมล บทความที่ตอบคำถามที่เขายังสงสัย และโฆษณาที่แสดงซ้ำกับคนที่เคยเข้าเว็บไซต์
ธุรกิจที่ลูกค้าใช้เวลาตัดสินใจนาน เช่น บ้านหรือบริการระหว่างธุรกิจ ต้องทำทั้ง 2 งาน เพราะลีดส่วนหนึ่งยังไม่พร้อมซื้อในวันที่ติดต่อเข้ามา
อะไรนับเป็นลีดได้บ้าง
ลีดนับได้หลายแบบ และธุรกิจต้องเลือกเองว่าจะนับแบบไหน ใน Google Ads การกระทำที่นับเป็นลีดมีหลายหมวด เช่น ส่งฟอร์ม นัดหมาย ขอใบเสนอราคา และติดต่อ หมวดติดต่อ (Contact) ตามคำอธิบายของ Google คือการโทร SMS (Short Message Service) อีเมล แชท หรือการติดต่อแบบอื่นถึงธุรกิจ
เราดูว่า 88 บัญชีหาลีดที่ Primal ดูแลนับอะไรเป็นลีดบ้าง ในบัญชีที่อยู่ตรงกลาง ราว 8 ใน 10 ของลีดที่ระบบนับเป็นการติดต่อ และใน 54 จาก 88 บัญชี การติดต่อมีมากกว่าครึ่งของลีดทั้งหมด ชื่อของ Conversion ที่บัญชีตั้งไว้บอกว่าการติดต่อส่วนใหญ่คือการกดปุ่ม LINE ปุ่ม Messenger หรือปุ่มโทรบนเว็บไซต์ กราฟด้านล่างแสดงจำนวนบัญชีที่นับการกระทำแต่ละแบบ

การกดปุ่มบอกว่าคนสนใจ แต่บัญชีโฆษณาเห็นเพียงการกด บัญชีไม่เห็นว่าเขาเพิ่มเพื่อนใน LINE หรือส่งข้อความจริงหรือไม่ ลีดที่นับจากการกดจึงมากกว่าบทสนทนาที่ฝ่ายขายได้รับ ใน 39 บัญชีที่นับทั้งฟอร์มและการกระทำแบบอื่น จำนวนลีดรวมสูงกว่าจำนวนฟอร์มราว 5 เท่าในบัญชีที่อยู่ตรงกลาง
ตัวอย่างนี้ใช้ตัวเลขสมมุติ ธุรกิจหนึ่งใช้งบโฆษณาเดือนละ 40,000 บาท ได้ฟอร์ม 20 ราย และมีคนกดปุ่ม LINE หรือปุ่มโทรอีก 80 ครั้ง
| นับอะไรเป็นลีด | จำนวนลีด | ต้นทุนต่อลีด |
|---|---|---|
| ฟอร์มอย่างเดียว | 20 | 2,000 บาท |
| ฟอร์มและการกดปุ่มติดต่อ | 100 | 400 บาท |
บัญชีเดียวกันใช้งบเท่ากัน แต่ต้นทุนต่อลีดต่างกัน 5 เท่า รายงานที่บอกต้นทุนต่อลีดจึงต้องบอกด้วยว่านับอะไร ที่ Primal เราตกลงนิยามลีดที่ผ่านเกณฑ์กับฝ่ายขายของลูกค้าก่อนเพิ่มงบ แล้วขอสถานะของลีดแต่ละรายกลับมาจากฝ่ายขาย เราจึงเห็นว่าช่องทางไหนได้ลีดที่ปิดได้จริง
Mark McDowell ผู้ก่อตั้ง Primal เจอช่องว่างนี้ในบัญชี Meta ของบริษัทซอฟต์แวร์รายหนึ่งในปีนี้ บัญชีนั้นบันทึกการสมัครแพ็กเกจที่ไม่มีค่าบริการและการขอนัดสาธิตแพ็กเกจแบบเสียเงินเป็นลีดแบบเดียวกัน ต้นทุนต่อลีดจึงดูต่ำ ทั้งที่ลีดที่สร้างรายได้จริงมีต้นทุนสูงกว่ามาก แผนของเราคือตกลงกับทีมของลูกค้าให้ชัดก่อนตั้งเป้าว่าลีดที่ผ่านเกณฑ์คืออะไร และติดตามลีดแต่ละรายตั้งแต่คลิกโฆษณาไปจนถึงการนัดสาธิต ไม่หยุดแค่การกรอกฟอร์ม การได้ลีดมากที่สุดในต้นทุนต่อลีดต่ำที่สุดเป็นเพียงขั้นแรก เป้าหมายคือรู้ว่าโฆษณาไหนพาลูกค้าที่จ่ายเงินจริงมา ซึ่งต้องใช้ข้อมูลลูกค้าของธุรกิจเอง
Lead Generation ทำผ่านช่องทางไหนได้บ้าง
Lead Generation ทำได้ทุกช่องทางที่คนเจอธุรกิจแล้วติดต่อกลับได้ ในไทยช่องทางหลักคือโฆษณา Google, โฆษณา Meta บน Facebook และ Instagram, LINE OA (LINE Official Account) และหน้าเว็บไซต์ที่คนเจอจากการค้นหา ซึ่งได้มาจากการทำ SEO (Search Engine Optimisation) แต่ละช่องทางได้ลีดคนละแบบ และระบบบันทึกลีดไม่เหมือนกัน
ทุกช่องทางใช้ 2 ระบบร่วมกัน CRM (Customer Relationship Management) คือระบบเก็บข้อมูลลูกค้าและสถานะการขาย ส่วน GA4 (Google Analytics 4) คือเครื่องมือวัดผลเว็บไซต์ของ Google ทั้ง 2 ระบบใช้ตามลีดตั้งแต่วันที่ติดต่อเข้ามาจนถึงวันที่ปิดการขาย
| ช่องทาง | คนติดต่อมาทางไหน | ระบบบันทึกอะไร | ต้องตั้งค่าอะไร |
|---|---|---|---|
| โฆษณา Google Search | ฟอร์มบนเว็บไซต์ ปุ่มโทร ปุ่ม LINE หรือฟอร์มในโฆษณา | การส่งฟอร์มและการกดปุ่มที่ตั้งเป็น Conversion | แท็ก Conversion และการนำเข้าผลจาก CRM |
| โฆษณา Meta | ฟอร์มในแอป ข้อความใน Messenger หรือฟอร์มบนเว็บไซต์ | การส่งฟอร์มและการเริ่มแชท | Pixel และการส่งผลของลีดจาก CRM กลับให้ Meta |
| LINE OA | แชทหลังเพิ่มเพื่อน | การเพิ่มเพื่อนและข้อความในแชท | ป้ายกำกับแชทและโน้ตของลีดแต่ละราย |
| SEO และบทความ | ฟอร์มหรือปุ่มติดต่อบนหน้าเว็บ | Key Event ใน GA4 | ปุ่มหรือฟอร์มในหน้าบทความ |
ฟอร์มในโฆษณา Google ทำงานอย่างไร
ฟอร์มในโฆษณา Google เรียกว่าชิ้นงานโฆษณาแบบกรอกฟอร์ม (Lead Form Asset) คนกดโฆษณาแล้วกรอกอีเมลหรือเบอร์โทรได้ทันทีโดยไม่ต้องเข้าเว็บไซต์ ใช้ได้กับแคมเปญ Search และ Performance Max และเปิดการยืนยันตัวตนด้วย OTP (One-Time Password) ได้
Google เก็บลีดจากฟอร์มนี้ไว้ 60 วัน และไฟล์ CSV (Comma-Separated Values) ดาวน์โหลดได้เฉพาะลีด 30 วันล่าสุด ธุรกิจจึงควรส่งลีดเข้า CRM ตั้งแต่วันแรก ผ่านอีเมลแจ้งเตือน Webhook, Zapier หรือ Google Ads API (Application Programming Interface) ฟอร์มนี้ต้องมีลิงก์นโยบายความเป็นส่วนตัวของธุรกิจด้วย
ฟอร์มแบบนี้ยังใช้น้อยในบัญชีที่เราดูแล ใน 166 บัญชี มีเพียง 5 บัญชีที่ได้ลีดจากฟอร์มในโฆษณาของ Google ในช่วง 12 เดือนถึง 2026-09-30 บัญชีส่วนใหญ่ส่งคนไปที่หน้าเว็บไซต์ แล้วนับฟอร์มหรือการกดปุ่มบนหน้านั้น
Lead Ads บน Facebook ควรใช้ฟอร์มในแอปหรือหน้าเว็บ
ฟอร์มในแอปเหมาะเมื่อต้องการลีดจำนวนมากจากมือถือ ส่วนหน้าเว็บเหมาะเมื่อต้องการให้คนอ่านรายละเอียดก่อนตัดสินใจติดต่อ Lead Ads ของ Meta ส่งคนไปได้ทั้ง 2 ที่ โดยตั้งในแคมเปญวัตถุประสงค์ Leads
ฟอร์มในแอปของ Meta มี 3 แบบ แบบ More volume เป็นค่าเริ่มต้นที่ออกแบบให้กรอกบนมือถือได้เร็วและได้ลีดจำนวนมาก แบบ Higher intent เพิ่มข้อความใต้ช่องข้อมูลว่าธุรกิจอาจติดต่อกลับ และเพิ่มหน้าตรวจทานข้อมูลก่อนส่ง แบบนี้แสดงเฉพาะในฟีด Facebook และ Instagram บนมือถือ แบบที่ 3 คือ Rich creative ที่ใส่รูป สีของแบรนด์ และรายละเอียดเพิ่มได้
Primal ส่งแคมเปญ Leads ไปที่ฟอร์มบนเว็บไซต์เมื่อลูกค้าต้องดูรายละเอียดก่อน เช่น ราคา พื้นที่ให้บริการ หรือสินค้าที่มี Pixel จะบันทึกฟอร์มทุกฉบับบนหน้าเว็บของธุรกิจเอง และฝ่ายขายได้ข้อมูลชุดเดียวกับลีดจากช่องทางอื่น
ถ้าธุรกิจของคุณเลือกใช้ฟอร์มในแอป ให้เริ่มจากแบบ Higher intent และใส่คำถามที่ฝ่ายขายใช้คัดลีด ขั้นตอนตั้งแคมเปญใน Ads Manager อยู่ในบทความวิธียิงแอด Facebook
LINE OA ใช้เก็บลีดได้อย่างไร
LINE OA เก็บลีดผ่านการแชท คนกดปุ่ม LINE บนเว็บไซต์หรือในโฆษณา เพิ่มบัญชีธุรกิจเป็นเพื่อน แล้วพิมพ์คำถามเข้ามา LINE ระบุว่ามีผู้ใช้ 56 ล้านบัญชีในประเทศไทย ใน 88 บัญชีหาลีดของเรา 46 บัญชีนับการกดปุ่ม LINE เป็นลีด ส่วนปุ่ม WhatsApp มี 14 บัญชี
ใน LINE OA ธุรกิจติดป้ายกำกับแชท (Chat Tag) ให้ลีดแต่ละราย เช่น “ลีดใหม่” หรือ “ส่งใบเสนอราคาแล้ว” และจดโน้ตของแต่ละรายได้ โน้ตต้องใช้ OA Chat Package ป้ายและโน้ตเหล่านี้ทำให้ฝ่ายขายนับลีดจากแชทได้จริง แทนการดูแค่จำนวนการกดปุ่มในบัญชีโฆษณา
เราแนะนำให้เทียบ 2 ตัวเลขนี้ทุกสัปดาห์ ตัวแรกคือจำนวนการกดปุ่ม LINE ในบัญชีโฆษณา ตัวที่ 2 คือจำนวนแชทใหม่ที่ติดป้ายลีดใน LINE OA ถ้าตัวเลขห่างกันมาก ให้ตรวจหน้าเว็บและข้อความต้อนรับก่อนเพิ่มงบ ฟีเจอร์และแพ็กเกจของ LINE OA อยู่ในบทความLINE OA คืออะไร
ลีดจาก SEO และ AI Search ใช้เวลานานแค่ไหน
ลีดจาก SEO และจากคำตอบของ AI (Artificial Intelligence) ในระบบค้นหา หรือ AI Search มาช้ากว่าโฆษณา เพราะหน้าเว็บต้องติดอันดับหรือถูกอ้างอิงในคำตอบก่อน คำที่มีการแข่งขันมักใช้เวลาหลายเดือน เมื่อหน้าเว็บติดอันดับแล้ว ลีดจากหน้านั้นไม่มีค่าโฆษณาต่อคลิก
คนที่ค้นด้วยคำถามมักเจอหน้าบทความ ในเว็บไซต์ลูกค้า 69 เว็บที่เราดูใน 1 สัปดาห์ หน้าบทความได้การแสดงผลจากคำค้นที่เป็นคำถามราว 9 ใน 10 ส่วนคำค้นแบบอื่นไปที่หน้าบทความราว 1 ใน 4 หน้าบทความจึงควรมีปุ่ม Call to Action หรือฟอร์มที่ตรงกับคำถามในหน้านั้น
ในวิดีโอนี้ Mark McDowell ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Primal อธิบายว่า AI Search ใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะเริ่มส่งลีดให้ธุรกิจ (ภาษาอังกฤษ)
ทำไมได้ลีดเยอะแต่ปิดการขายได้น้อย
ลีดเยอะแต่ปิดการขายได้น้อยมักเกิดเมื่อแคมเปญตั้งเป้าที่จำนวนลีด Meta อธิบายว่าเป้าหมายจำนวนลีดจะแสดงโฆษณากับคนที่มีแนวโน้มให้ข้อมูลติดต่อมากที่สุด ส่วนเป้าหมายลีดที่ผ่านเกณฑ์จะแสดงกับคนที่มีแนวโน้มเป็นลูกค้าหลังให้ข้อมูล ระบบจึงหาคนตามสิ่งที่เราบอกให้นับ
วิธีแก้ที่เราใช้มี 4 ข้อ
- ใส่คำถามคัดกรองในฟอร์ม เช่น งบประมาณ พื้นที่ หรือช่วงเวลาที่จะซื้อ คนที่ไม่ตรงกลุ่มมักไม่กรอกต่อ และฝ่ายขายเห็นข้อมูลก่อนโทร
- กรองลีดปลอมก่อนถึงฝ่ายขาย ใช้การยืนยันตัวตนด้วย OTP ในฟอร์มของ Google หรือฟอร์มแบบ Higher intent ของ Meta
- ส่งผลของลีดกลับไปที่แพลตฟอร์ม Google เรียกวิธีนี้ว่าEnhanced Conversions for Leads เว็บไซต์ส่งอีเมลของคนกรอกฟอร์มในรูปที่แฮชแล้วให้ Google จากนั้นธุรกิจนำเข้ารายชื่อลีดที่กลายเป็นลูกค้าจาก CRM ฝั่ง Meta ใช้ Conversions API สำหรับ CRM และแคมเปญใหม่ใช้เป้าหมายลีดที่ผ่านเกณฑ์ไม่ได้ถ้ายังไม่เชื่อม Conversions API
- ให้ฝ่ายขายบันทึกสถานะของลีดทุกราย เช่น ปิดได้ ยังไม่พร้อม หรือไม่ตรงกลุ่ม เราใช้รายชื่อลีดที่ปิดได้สร้างกลุ่มเป้าหมายที่คล้ายกัน และใช้รายชื่อที่ยังไม่พร้อมสำหรับโฆษณาที่แสดงซ้ำ
สำหรับข้อ 3 Meta รายงานว่าฟอร์มในแอปที่ใช้ Conversions API สำหรับ CRM คู่กับเป้าหมายลีดที่ผ่านเกณฑ์ มีต้นทุนต่อลีดคุณภาพต่ำกว่าแคมเปญที่ตั้งเป้าจำนวนลีด 21%
วัดผล Lead Generation ด้วยตัวเลขอะไร
วัดผล Lead Generation ด้วยตัวเลข 4 ตัวที่ต่อกันเป็นลำดับ เริ่มจากต้นทุนต่อลีด ต่อด้วยสัดส่วนลีดที่ตรงกลุ่ม อัตราลีดที่กลายเป็นลูกค้า และจบที่ต้นทุนต่อลูกค้าใหม่ ตัวเลขสุดท้ายคือตัวที่ใช้ตัดสินงบ
| ตัวเลข | คิดอย่างไร | บอกอะไร |
|---|---|---|
| ต้นทุนต่อลีด หรือ CPL (Cost Per Lead) | ค่าโฆษณา หารด้วยจำนวนลีด | ช่องทางไหนได้ลีดในราคาต่ำ |
| สัดส่วนลีดที่ตรงกลุ่ม | ลีดที่ฝ่ายขายยืนยัน หารด้วยลีดทั้งหมด | คุณภาพของลีดแต่ละช่องทาง |
| อัตราลีดเป็นลูกค้า | ลูกค้าใหม่ หารด้วยลีดทั้งหมด | ฝ่ายขายปิดลีดจากแต่ละช่องทางได้แค่ไหน |
| ต้นทุนต่อลูกค้าใหม่ | ค่าโฆษณา หารด้วยจำนวนลูกค้าใหม่ | ช่องทางไหนควรได้งบเพิ่ม |
GA4 มีเหตุการณ์ที่แนะนำสำหรับลีดให้ใช้ตั้งแต่ต้นจนจบ เหตุการณ์ generate_lead ใช้เมื่อมีคนส่งฟอร์ม qualify_lead ใช้เมื่อลีดผ่านเกณฑ์ และ close_convert_lead ใช้เมื่อลีดกลายเป็นลูกค้า ธุรกิจที่ส่งเหตุการณ์ครบชุดจะดูได้ว่าลีดจากแต่ละช่องทางไปถึงขั้นไหน
ตัวเลขลีดใน Google Ads, Meta และ GA4 มักไม่ตรงกัน เพราะแต่ละระบบนับและให้เครดิตต่างกัน เหตุผลและวิธีอ่านอยู่ในบทความConversion Rate คืออะไร
เก็บข้อมูลลีดต้องทำอะไรตาม PDPA
ฟอร์มลีดเก็บข้อมูลส่วนบุคคล จึงอยู่ภายใต้ PDPA (Personal Data Protection Act) หรือพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล มาตรา 19 กำหนดว่าการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลต้องได้รับความยินยอมก่อนหรือในขณะเก็บ เว้นแต่กฎหมายให้ทำได้ การขอความยินยอมต้องแจ้งวัตถุประสงค์ แยกออกจากข้อความอื่นอย่างชัดเจน และใช้ภาษาที่อ่านง่าย
ในทางปฏิบัติ ฟอร์มควรบอกว่าจะใช้ข้อมูลทำอะไร มีช่องยินยอมแยกถ้าจะส่งข่าวสารการตลาด และมีลิงก์ไปที่นโยบายความเป็นส่วนตัว ฟอร์มในโฆษณาของ Google บังคับให้ใส่ลิงก์นโยบายนี้อยู่แล้ว ข้อความในฟอร์มควรให้ฝ่ายกฎหมายของธุรกิจตรวจก่อนใช้งาน
เริ่มทำ Lead Generation อย่างไร
เริ่มทำ Lead Generation จากนิยามลีด แล้วจึงเลือกช่องทางและตั้งค่าการวัดผล ขั้นตอนที่เราใช้มี 6 ขั้น
- ตกลงนิยามลีดกับฝ่ายขาย เขียนให้ชัดว่าการกระทำแบบไหนนับเป็นลีด และลีดแบบไหนผ่านเกณฑ์ เช่น งบ พื้นที่ ขนาดบริษัท หรือช่วงเวลาที่จะซื้อ
- เลือกช่องทางตามวิธีที่ลูกค้าติดต่อ ถ้าลูกค้าค้นหาก่อนซื้อ เริ่มจาก Google Search ถ้าลูกค้าชอบทักแชท เพิ่มปุ่ม LINE และโฆษณาที่พาไปแชท
- ทำหน้า Landing Page และฟอร์มให้สั้น ถามเฉพาะสิ่งที่ฝ่ายขายใช้จริง และแจ้งวัตถุประสงค์ตาม PDPA
ภาพด้านล่างแสดง 9 ส่วนของหน้า Landing Page ที่ช่วยให้ได้ลีด โดยตัวเลขบนหน้าเว็บในภาพตรงกับรายการด้านขวา

- ตั้ง Conversion แยกตามแบบของลีด แยกฟอร์ม ปุ่มโทร และปุ่ม LINE ออกจากกัน แล้วตั้งให้ระบบประมูลทำงานกับแบบที่ฝ่ายขายปิดได้
- ส่งลีดเข้า CRM ทันที และให้ฝ่ายขายบันทึกสถานะของลีดทุกราย
- ส่งผลกลับไปที่ Google และ Meta แล้วทบทวนงบทุกเดือน ย้ายงบไปที่ช่องทางที่ต้นทุนต่อลูกค้าใหม่ต่ำกว่า
ถ้าต้องการให้ทีมช่วยวางแผน Lead Generation ตั้งแต่นิยามลีด ช่องทาง ไปจนถึงการวัดผลถึงลูกค้าใหม่ ดูรายละเอียดบริการ Lead Generationของ Primal ทีมงานประมาณ 150 คนใน 3 สำนักงานที่กรุงเทพฯ กัวลาลัมเปอร์ และสิงคโปร์ ดูแลงานค้นหา โฆษณา และ AI Search ในแผนเดียวกัน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Lead Generation
Lead Generation แปลว่าอะไร
Lead Generation แปลตรงตัวว่าการสร้างลีด หรือการหาว่าที่ลูกค้า ในงานการตลาดหมายถึงการทำให้คนที่สนใจให้ช่องทางติดต่อกับธุรกิจ คำย่อที่ใช้บ่อยคือ Lead Gen ซึ่งหมายถึงงานเดียวกัน
ลูกค้ามักถามเราว่าต้นทุนต่อลีดเท่าไรถึงจะดี
ต้นทุนต่อลีดที่ดีขึ้นกับกำไรจากลูกค้าใหม่ 1 ราย และสัดส่วนลีดที่ฝ่ายขายปิดได้ ไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้ได้กับทุกธุรกิจ เพราะแต่ละบัญชีนับลีดต่างกัน ตัวอย่างสมมุติ ถ้าธุรกิจจ่ายค่าการตลาดได้ 10,000 บาทต่อลูกค้าใหม่ 1 ราย และปิดได้ 1 ใน 10 ลีด ต้นทุนต่อลีดที่รับได้คือไม่เกิน 1,000 บาท
ลูกค้ามักถามเราว่าเดือนแรกจะได้ลีดเลยไหม
โฆษณา Google และ Meta เริ่มส่งลีดได้ในสัปดาห์แรก เมื่อการวัดผลและหน้า Landing Page พร้อม แต่ต้นทุนต่อลีดในเดือนแรกยังไม่นิ่ง เพราะระบบประมูลต้องเรียนรู้จากข้อมูลของแคมเปญก่อน เราจึงตั้งเป้าจำนวนลีดหลังมีข้อมูลจากแคมเปญจริงราว 4 สัปดาห์ ส่วนลีดจาก SEO ใช้เวลาหลายเดือน
ลูกค้ามักถามเราว่าลีดปลอมหรือคนสมัครงานกรองออกได้อย่างไร
ใส่คำถามคัดกรองในฟอร์ม และเปิดการยืนยันตัวตนด้วย OTP หรือใช้ฟอร์มแบบ Higher intent ในแคมเปญ Search ให้ใส่คำอย่าง “สมัครงาน” และ “รับสมัคร” เป็นคีย์เวิร์ดเชิงลบ และแยกหน้าสมัครงานออกจากหน้า Landing Page ของลีด จากนั้นส่งสถานะ “ไม่ตรงกลุ่ม” กลับไปที่แพลตฟอร์ม เพื่อให้ระบบเลิกหาคนแบบเดิม
Lead Scoring คืออะไร
Lead Scoring คือการให้คะแนนลีดจากข้อมูลและพฤติกรรม เพื่อเลือกว่าฝ่ายขายควรติดต่อรายไหนก่อน เช่น ให้คะแนนเพิ่มเมื่อมีงบตรงเกณฑ์หรือขอใบเสนอราคา เริ่มจากเกณฑ์ที่ฝ่ายขายใช้ตัดสินอยู่แล้ว แล้วปรับคะแนนจากลีดที่ปิดได้จริงเป็นระยะ

Content Writer
Pimlapat Phansuathong เป็นนักเขียนคอนเทนต์ของ Primal มีประสบการณ์ด้านงานเขียนกว่า 6 ปี เธอเขียนคอนเทนต์สำหรับการทำ SEO (Search Engine Optimisation) ตั้งแต่การวิเคราะห์ Search Intent และการทำ Keyword Research ไปจนถึงการวางโครงสร้างบทความ และร่วมงานกับ Primal ตั้งแต่ปี 2022
เกี่ยวกับผู้เขียน




