ติดต่อทีมงาน
เส้นแสงสีฟ้าอมเขียวจำนวนมากพุ่งเข้าหาแผ่นกระจกฝ้าว่างเปล่าที่ลอยอยู่ทางขวา มีเพียงไม่กี่เส้นที่ผ่านออกไปเป็นแสงสีชมพูและเหลือง สื่อว่า Conversion Rate คือสัดส่วนของผู้เข้าชมที่ทำสิ่งที่ธุรกิจต้องการ

โดย Methinee Sopaเผยแพร่: อัปเดต: อ่าน 12 นาที

Conversion Rate คืออะไร คิดยังไง และเท่าไรถึงดี

Conversion Rate คือสัดส่วนของผู้เข้าชมหรือผู้ที่คลิกโฆษณาที่ทำสิ่งที่ธุรกิจตั้งเป็นเป้าหมาย เช่น ส่งฟอร์ม กดโทร ทัก LINE หรือสั่งซื้อ คิดจากจำนวน Conversion หารด้วยจำนวนเซสชัน ผู้ใช้ หรือคลิกในช่วงเวลาเดียวกัน แล้วคูณ 100 ตัวเลข 2 ชุดเทียบกันได้เมื่อนับ Conversion แบบเดียวกันและหารด้วยตัวเดียวกันเท่านั้น

ประเด็นสำคัญ

  • Conversion Rate คิดจากจำนวน Conversion หารด้วยจำนวนเซสชัน ผู้ใช้ หรือคลิก แล้วคูณ 100 ข้อมูลชุดเดียวกันให้ตัวเลขต่างกันเมื่อใช้ตัวหารต่างกัน
  • ในเว็บไซต์ลูกค้า 79 แห่งที่ Primal ดูแล ซึ่งมีอย่างน้อย 1, 000 เซสชัน มี Key Event อย่างน้อย 1 ครั้ง และมีอัตราไม่เกิน 50% เว็บไซต์ที่อยู่ตรงกลางมีเซสชันที่เกิด Key Event 2.8% ในช่วง 12 เดือนถึง 2026-09-30
  • Google Ads ระบุว่าอัตรา Conversion อาจเกิน 100% เมื่อบัญชีติดตามการกระทำมากกว่า 1 รายการหรือนับทุก Conversion ที่เกิด ก่อนเทียบตัวเลขจึงต้องรู้ว่าแต่ละฝั่งนับอะไร
  • ที่ค่าคลิกเท่าเดิม Conversion Rate ที่สูงขึ้น 2 เท่าทำให้ต้นทุนต่อ Conversion ลดลงครึ่งหนึ่ง โดยไม่ต้องเพิ่มงบโฆษณา
  • Baymard Institute รวบรวม 50 งานวิจัยและพบว่าตะกร้าสินค้าออนไลน์ถูกทิ้งไว้โดยเฉลี่ยราว 70% ร้านค้าออนไลน์จึงควรตรวจขั้นตอนชำระเงินก่อนจุดอื่น

Conversion Rate คืออะไร

Conversion Rate คือสัดส่วนของผู้เข้าชมที่ทำสิ่งที่ธุรกิจต้องการ เช่น ส่งฟอร์ม กดโทร ทัก LINE หรือสั่งซื้อ ตัวเลขนี้บอกว่าในผู้เข้าชม 100 คน มีกี่คนที่ทำสิ่งนั้น ภาษาไทยเรียกว่าอัตรา Conversion หรืออัตราการแปลง และรายงานโฆษณาบางระบบย่อว่า CVR (Conversion Rate)

ตัวเลขนี้คิดง่าย แต่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจ 2 ข้อ ข้อแรกคือจะนับอะไรเป็น Conversion ข้อที่สองคือจะหารด้วยอะไร Primal ดูข้อมูล GA4 (Google Analytics 4) ของเว็บไซต์ลูกค้าที่ Primal ดูแล ในช่วง 12 เดือนถึง 2026-09-30 จากเว็บไซต์ 79 แห่งที่มีอย่างน้อย 1,000 เซสชัน มี Key Event อย่างน้อย 1 ครั้ง และมีอัตราไม่เกิน 50% เว็บไซต์ที่อยู่ตรงกลางเมื่อเรียงตามอัตรา (ค่ามัธยฐาน) มีเซสชันที่เกิด Key Event 2.8% และครึ่งหนึ่งของเว็บไซต์ทั้งหมดอยู่ระหว่าง 0.8% ถึง 7.3%

ตัวเลขนี้ไม่รวมเว็บไซต์ 2 แบบ แบบแรกคือเว็บไซต์ที่ไม่ได้ตั้ง Key Event ไว้เลย เพราะไม่ได้วัดการกระทำใด ๆ แบบที่สองคือเว็บไซต์ที่มี Key Event ในเซสชันมากกว่าครึ่ง อัตราที่สูงขนาดนั้นหมายความว่ามีการกระทำที่เกิดขึ้นแทบทุกครั้งที่มีคนเข้าเว็บ เช่น การเปิดหน้าเว็บ ถูกตั้งเป็น Key Event

เว็บไซต์แบบที่สองแสดงผลของข้อแรกได้ชัด เว็บไซต์ที่ตั้งเฉพาะการส่งฟอร์ม การกดลิงก์ LINE และการกดโทรเป็น Key Event จะมีอัตราต่ำกว่าเว็บไซต์ที่ตั้งการอยู่บนเว็บนานและการคลิกลิงก์เป็น Key Event ด้วย แม้จะมาจากการเข้าชมชุดเดียวกัน และมีเพียงแบบแรกที่บอกว่าเว็บไซต์ได้ผู้ติดต่อมากแค่ไหน ก่อนถามว่า Conversion Rate ของคุณดีหรือไม่ ให้เลือก Conversion หลัก 1 อย่างที่นำไปสู่รายได้ เลือกตัวหาร 1 ตัว แล้วเทียบกับตัวเลขของคุณเองในเดือนก่อน ๆ เมื่อตัวเลขเชื่อถือได้แล้ว จึงเริ่มปรับหน้าเว็บเพื่อเพิ่มอัตรานี้

Conversion คืออะไร และมีกี่แบบ

Conversion คือการกระทำ 1 ครั้งที่ธุรกิจตั้งเป็นเป้าหมาย ส่วน Conversion Rate คือสัดส่วนของการกระทำนั้นเมื่อเทียบกับจำนวนผู้เข้าชมหรือจำนวนคลิก Conversion แบ่งได้ 2 แบบตามระยะห่างจากรายได้

  • Macro Conversion คือการกระทำที่นำไปสู่รายได้โดยตรง เช่น การสั่งซื้อ การส่งฟอร์มขอใบเสนอราคา การกดโทร และการทักแชตใน LINE Official Account
  • Micro Conversion คือการกระทำย่อยก่อนถึงขั้นนั้น เช่น การใส่สินค้าลงตะกร้า การสมัครรับอีเมล การดูวิดีโอจนจบ และการอยู่บนเว็บไซต์นานกว่าเวลาที่กำหนด

GA4 เรียกการกระทำที่ธุรกิจทำเครื่องหมายไว้ว่า Key Event หรือเหตุการณ์สำคัญ ส่วน Google Ads เรียกว่า Conversion Action ทั้ง 2 ระบบให้ธุรกิจเลือกเองว่าจะนับการกระทำไหน เมื่อนับ Micro Conversion รวมกับ Macro Conversion อัตราที่ได้จะสูงขึ้น แต่บอกได้น้อยลงว่ารายได้มาจากไหน

เว็บไซต์ลูกค้าทั้ง 79 แห่งในตัวอย่างด้านบนต่างเลือก Key Event ของตัวเอง และข้อมูล GA4 ชุดนี้แยกไม่ได้ว่าเป็นการส่งฟอร์ม การกดลิงก์ LINE หรือการกดโทรเท่าไร อัตราของแต่ละเว็บไซต์จึงต่างกันมาก มี 33 แห่งที่มี Key Event ในเซสชันต่ำกว่า 2% อีก 18 แห่งอยู่ที่ 2% ถึงต่ำกว่า 5% อีก 15 แห่งอยู่ที่ 5% ถึงต่ำกว่า 10% อีก 6 แห่งอยู่ที่ 10% ถึงต่ำกว่า 20% และอีก 7 แห่งอยู่ที่ 20% ขึ้นไป อัตราที่สูงเพียงอย่างเดียวจึงบอกไม่ได้ว่าเว็บไซต์ได้ผู้ติดต่อมากขึ้น หรือแค่บันทึกการกระทำย่อยมากขึ้น แผนภูมิด้านล่างแสดงการกระจายนี้

แผนภูมิแท่งของเว็บไซต์ลูกค้า 79 แห่งที่ Primal ดูแลใน GA4 แยกตามสัดส่วนของเซสชันที่มี Key Event ในช่วง 12 เดือนถึง 2026-09-30 ต่ำกว่า 2% มี 33 แห่ง 2% ถึงต่ำกว่า 5% มี 18 แห่ง 5% ถึงต่ำกว่า 10% มี 15 แห่ง 10% ถึงต่ำกว่า 20% มี 6 แห่ง และ 20% ขึ้นไปมี 7 แห่ง

Conversion Rate คิดยังไง

Conversion Rate คิดจากจำนวน Conversion หารด้วยจำนวนเซสชัน ผู้ใช้ หรือคลิกในช่วงเวลาเดียวกัน แล้วคูณ 100 เพื่อให้เป็นเปอร์เซ็นต์

Conversion Rate (%) = จำนวน Conversion ÷ จำนวนเซสชัน ผู้ใช้ หรือคลิก × 100

ตัวอย่างสมมติ Landing Page หน้าหนึ่งมีผู้เข้าชม 2,000 เซสชันในเดือนเดียว และมีการส่งฟอร์ม 40 ครั้ง อัตรา Conversion ของหน้านี้เท่ากับ 40 ÷ 2,000 × 100 = 2% หรือ 2 ฟอร์มจากทุก 100 เซสชัน

ถ้าต้องการรู้ว่าอัตราที่สูงขึ้นมีมูลค่าเท่าไรสำหรับธุรกิจของคุณ ให้ใส่จำนวนผู้เข้าชม อัตรา Conversion และมูลค่าลูกค้าของคุณลงในเครื่องคำนวณบนหน้า CRO เครื่องคำนวณจะแสดงจำนวนการติดต่อสอบถามหรือคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้น และรายได้ที่เพิ่มขึ้นต่อเดือนและต่อปี

ควรหารด้วยผู้ใช้ เซสชัน หรือคลิก

ให้เลือกตัวหารตามคำถามที่ต้องการตอบ ตัวหารแต่ละตัวให้ตัวเลขต่างกันจากข้อมูลชุดเดียวกัน

  • เซสชัน ใช้ดูว่าการเข้าชมแต่ละครั้งได้ผลแค่ไหน GA4 เรียกตัวเลขนี้ว่าอัตราเหตุการณ์สำคัญของเซสชัน คิดจากจำนวนเซสชันที่มี Key Event หารด้วยเซสชันทั้งหมด ตามคำอธิบายมิติข้อมูลและเมตริกของ Google Analytics
  • ผู้ใช้ ใช้ดูว่าคนแต่ละคนทำ Conversion หรือไม่ คนหนึ่งคนอาจเข้าเว็บไซต์หลายครั้งก่อนตัดสินใจ อัตราต่อผู้ใช้จึงมักสูงกว่าอัตราต่อเซสชัน
  • คลิก ใช้ดูผลของโฆษณา Google Ads คิดอัตรา Conversion จากจำนวน Conversion หารด้วยจำนวนการโต้ตอบกับโฆษณา เช่น คลิก ในช่วงเวลาเดียวกัน

วิธีรวมตัวเลขก็ทำให้อัตราต่างกัน ในเว็บไซต์ลูกค้า 79 แห่งชุดเดียวกันและช่วง 12 เดือนเดียวกัน เว็บไซต์ที่อยู่ตรงกลางมีเซสชันที่เกิด Key Event 2.8% แต่เมื่อรวมเซสชันของทั้ง 79 แห่งเข้าด้วยกันแล้วหารครั้งเดียว อัตราจะเป็น 8.8% เพราะเว็บไซต์ขนาดใหญ่ไม่กี่แห่งมีเซสชันเป็นส่วนใหญ่ ตัวเลข 2 ชุดที่คิดจากตัวเลขต่างกันจึงเทียบกันไม่ได้ แม้มาจากเว็บไซต์ชุดเดียวกันและเดือนเดียวกัน

Conversion Rate เปลี่ยนต้นทุนต่อ Conversion อย่างไร

ที่ค่าคลิกเท่าเดิม ต้นทุนต่อ Conversion เท่ากับค่าคลิกเฉลี่ยหารด้วย Conversion Rate อัตราที่สูงขึ้น 2 เท่าจึงทำให้ต้นทุนต่อ Conversion ลดลงครึ่งหนึ่ง

ตารางด้านล่างเป็นตัวอย่างสมมติ งบโฆษณา 40,000 บาท ค่าคลิกเฉลี่ย 20 บาท ได้ 2,000 คลิกเท่ากันทุกแถว

Conversion Rate Conversion ที่ได้ ต้นทุนต่อ Conversion
1% 20 2,000 บาท
2% 40 1,000 บาท
4% 80 500 บาท

Conversion Rate เท่าไรถึงเรียกว่าดี

Conversion Rate ที่ดีคือตัวเลขที่สูงกว่าอัตราเดิมของคุณเอง เมื่อนับ Conversion แบบเดียวกันและหารด้วยตัวเดียวกัน ตัวเลขเฉลี่ยจากแหล่งอื่นใช้เทียบได้เฉพาะเมื่อแหล่งนั้นนับแบบเดียวกับคุณ จึงต้องตรวจก่อนว่าแหล่งนั้นนับอะไรเป็น Conversion และหารด้วยอะไร

วิธีนับทำให้ตัวเลขสูงเกินจริงได้มาก Google Ads ระบุว่าอัตรา Conversion อาจเกิน 100% เมื่อบัญชีติดตามการกระทำมากกว่า 1 รายการ หรือเลือกนับทุก Conversion ที่เกิด เพราะคลิกเดียวอาจมี Conversion ได้หลายครั้ง ภาพด้านล่างคือหน้าคำอธิบายนี้ในศูนย์ช่วยเหลือของ Google Ads

หน้าคำจำกัดความของอัตรา Conversion ในศูนย์ช่วยเหลือ Google Ads ภาษาไทย ระบุสูตรจำนวน Conversion หารด้วยจำนวนการโต้ตอบโฆษณา และระบุว่าอัตราอาจเกิน 100% เมื่อนับ Conversion มากกว่า 1 รายการต่อคลิก

บัญชี Google Ads ของลูกค้าในข้อมูลของ Primal แสดงเรื่องเดียวกัน บางบัญชีได้ Conversion ไม่กี่ครั้งจากทุกร้อยคลิก อีกบัญชีหนึ่งมีจำนวน Conversion มากกว่าจำนวนคลิก ตัวเลขแบบนี้บอกวิธีนับของบัญชี และบอกจำนวนลูกค้าไม่ได้

ตั้งเกณฑ์ของคุณเองตามลำดับนี้

  1. เลือก Macro Conversion 1 อย่างเป็นตัวเลขหลัก เช่น คำสั่งซื้อสำหรับร้านค้าออนไลน์ หรือการส่งฟอร์มสำหรับธุรกิจบริการ
  2. ดูอัตราย้อนหลังอย่างน้อย 3 เดือน แยกตามช่องทางและอุปกรณ์ เพราะผู้เข้าชมจากโฆษณาและจากผลการค้นหามักมีอัตราต่างกัน
  3. เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนเมื่อธุรกิจมีฤดูกาล เช่น ช่วงลดราคาปลายปี
  4. ตั้งเป้าเป็นการเพิ่มจากอัตราเดิม แล้ววัดด้วยวิธีนับเดิมทุกเดือน

ทำไม Google Ads, Meta และ GA4 นับ Conversion ไม่ตรงกัน

แต่ละระบบนับ Conversion ด้วยวิธีของตัวเอง Google Ads และ Meta นับ Conversion ที่เกิดภายในช่วงเวลาที่กำหนดหลังจากคนเห็นหรือคลิกโฆษณาของแพลตฟอร์มนั้น ส่วน GA4 นับจากการเข้าชมเว็บไซต์และแบ่งเครดิตให้ช่องทางตามโมเดลของ GA4 เอง คำสั่งซื้อ 1 ครั้งจึงอาจปรากฏในทั้ง 3 ระบบ โดยแต่ละระบบให้เครดิตกับช่องทางต่างกัน

Meta ระบุว่าการซื้อบนเว็บไซต์จะถูกนับให้โฆษณา เมื่อเกิดขึ้นภายในจำนวนวันที่กำหนดหลังจากคนเห็นหรือคลิกโฆษณานั้น คนที่เห็นโฆษณาบน Facebook โดยไม่ได้คลิก แล้วค้นหาแบรนด์บน Google ภายหลัง จึงอาจถูกนับให้ทั้ง Meta และ Google Ads

ลูกค้ามักถามเราเรื่องนี้เมื่อรายงานโฆษณาแสดงคำสั่งซื้อมากกว่าที่ระบบหลังร้านบันทึกไว้หลายเท่า สาเหตุที่เราพบบ่อยมี 2 ข้อ ข้อแรกคือการนับคนที่เห็นโฆษณาโดยไม่ได้คลิก ข้อที่สองคือเป้าหมายการซื้อ 2 ตัวใน GA4 ที่นับคำสั่งซื้อเดียวกันซ้ำ

  1. ใช้ระบบหลังร้านหรือ CRM (Customer Relationship Management) เป็นตัวเลขจริงของคำสั่งซื้อและลูกค้า
  2. ตรวจว่าการกระทำเดียวกันไม่ได้ถูกตั้งเป็น Conversion มากกว่า 1 ครั้งในระบบเดียว
  3. ใช้ตัวเลขของแต่ละแพลตฟอร์มเทียบแคมเปญภายในแพลตฟอร์มนั้น และไม่บวกตัวเลขข้ามแพลตฟอร์มเข้าด้วยกัน
  4. ส่งข้อมูลการซื้อจากเว็บไซต์ไปยังแพลตฟอร์มโฆษณาโดยตรง เช่น ผ่าน Meta Pixel และ Conversions API เพื่อให้แพลตฟอร์มนับได้ครบขึ้น

CTR ต่างจาก Conversion Rate อย่างไร

CTR (Click-Through Rate) คือสัดส่วนของคนที่คลิกเมื่อเห็นโฆษณาหรือผลการค้นหา ส่วน Conversion Rate คือสัดส่วนของคนที่ทำ Conversion หลังจากคลิกเข้ามาแล้ว CTR บอกว่าโฆษณาทำให้คนคลิกได้มากแค่ไหน Conversion Rate บอกว่าหน้าเว็บและข้อเสนอทำให้คนลงมือได้มากแค่ไหน

ต่อจากตัวอย่างสมมติด้านบน ถ้าโฆษณาแสดง 100,000 ครั้งและได้ 2,000 คลิก CTR เท่ากับ 2% เมื่อ 2,000 คลิกนั้นได้ 40 Conversion อัตรา Conversion เท่ากับ 2% เช่นกัน การแสดงโฆษณา 100,000 ครั้งจึงได้ Conversion 40 ครั้ง

CTR สูงแต่ Conversion Rate ต่ำ มักหมายถึงข้อความในโฆษณาสัญญาสิ่งที่หน้าเว็บไม่ได้แสดง วิธีแก้คือทำ Landing Page ที่ใช้หัวข้อและข้อเสนอเดียวกับโฆษณาที่ส่งคลิกมา ผู้เข้าชมจึงเห็นทันทีว่ามาถูกหน้า

วิธีเพิ่ม Conversion Rate ด้วยการทำ CRO

การทำ CRO (Conversion Rate Optimisation) คือการหาจุดที่ผู้เข้าชมหยุดหรือออกจากเว็บไซต์ แล้วทดสอบการแก้ไขทีละจุด เพื่อให้ผู้เข้าชมที่มีอยู่แล้วทำ Conversion มากขึ้นโดยไม่ต้องเพิ่มงบโฆษณา ทำตามลำดับนี้

  1. ตรวจการวัดผลก่อน ให้ Macro Conversion แต่ละอย่างถูกบันทึกครั้งเดียว และตรงกับตัวเลขในระบบหลังร้านหรือ CRM ถ้าตัวเลขตั้งต้นผิด ผลการทดสอบทุกครั้งหลังจากนั้นจะผิดตาม
  2. หาขั้นตอนที่ผู้เข้าชมออก ดูอัตราของแต่ละขั้นใน Funnel เช่น จากหน้าสินค้าไปตะกร้า จากตะกร้าไปหน้าชำระเงิน และจากหน้าชำระเงินไปถึงการซื้อ แยกตามมือถือและคอมพิวเตอร์ ขั้นที่อัตราตกมากที่สุดคือจุดที่ควรแก้ก่อน
  3. ดูว่าผู้เข้าชมทำอะไรบนหน้านั้น Heatmap แบบ Click Map แสดงจุดที่คนคลิก Scroll Map แสดงว่าคนเลื่อนลงไปถึงไหน และ Hover Map แสดงตำแหน่งที่เมาส์ผ่าน การบันทึกการใช้งาน (Session Recording) ที่ไม่ระบุตัวตนช่วยให้เห็นจุดที่คนสับสน
  4. แก้สิ่งที่ขวาง หน้าเว็บหนึ่งหน้าควรมีปุ่ม CTA (Call to Action) หลัก 1 ปุ่ม ข้อความบนปุ่มบอกว่ากดแล้วจะได้อะไร เช่น ขอใบเสนอราคา ฟอร์มถามเฉพาะข้อมูลที่ทีมต้องใช้ติดต่อกลับ และค่าใช้จ่ายทั้งหมดแสดงก่อนถึงหน้าชำระเงิน
  5. ทดสอบแบบ A/B (A/B Testing) ทีละอย่าง แสดงหน้า 2 เวอร์ชันให้ผู้เข้าชมคนละกลุ่มในช่วงเวลาเดียวกัน และเปลี่ยนเพียง 1 อย่างต่อการทดสอบ เช่น หัวข้อหรือข้อความบนปุ่ม จึงรู้ได้ว่าการเปลี่ยนแปลงไหนทำให้ตัวเลขต่าง
  6. เก็บเวอร์ชันที่ชนะแล้วทดสอบข้อถัดไป บันทึกผลของทุกการทดสอบ รวมถึงการทดสอบที่ไม่ได้ผล ทีมจะได้ไม่ทดสอบเรื่องเดิมซ้ำ

สำหรับร้านค้าออนไลน์ ให้เริ่มดูที่ตะกร้าสินค้าและขั้นตอนชำระเงิน Baymard Institute รวบรวม 50 งานวิจัยและพบว่าตะกร้าสินค้าออนไลน์ถูกทิ้งไว้โดยเฉลี่ยราว 70% ในแบบสำรวจของสถาบันเดียวกัน ผู้ตอบ 40% ทิ้งการซื้อเพราะค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น ค่าจัดส่ง สูงเกินไป การแสดงค่าส่งตั้งแต่หน้าสินค้าจึงเป็นการทดสอบแรกที่ควรลอง

Mark McDowell ผู้ก่อตั้ง Primal เสนอการเปลี่ยนแปลงแบบนี้ให้ลูกค้า 2 อย่างในปีนี้ คนที่คลิกมาจากโฆษณามักอยากได้ข้อมูลก่อนจะพร้อมคุยกับใคร ในบาง Landing Page เราจึงให้กดขอรับข้อมูลแทนปุ่มนัดคุยกับที่ปรึกษา แล้วหน้าเว็บส่งอีเมลรายละเอียดให้ อีกอย่างคือเว็บไซต์ที่ใช้สีฟ้าเกือบทั้งหน้า ปุ่มขอใบเสนอราคาที่ใช้สีตัดกับหน้าเว็บช่วยให้คนหาเจอง่ายขึ้น และบางครั้งก็เพิ่มอัตรา Conversion ได้ การเปลี่ยนแต่ละอย่างเป็นการเปลี่ยนเพียงจุดเดียว จึงใช้ทดสอบแบบ A/B ตามข้อ 5 ได้

ถ้าต้องการให้ทีมช่วยตรวจระบบติดตามผล และทดสอบหน้าเว็บ ฟอร์ม และขั้นตอนชำระเงินของคุณ ดูรายละเอียดบริการ CRO ของ Primal ทีมเดียวกันวางแผนการทำ SEO (Search Engine Optimisation) และโฆษณาด้วย การทดสอบแต่ละครั้งจึงเริ่มจากข้อมูลแคมเปญที่มีอยู่แล้ว

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Conversion Rate

Conversion Rate แปลว่าอะไร

Conversion Rate แปลว่าอัตราการเปลี่ยนผู้เข้าชมให้เป็นผู้ที่ทำสิ่งที่ธุรกิจต้องการ ภาษาไทยมักเรียกว่าอัตรา Conversion หรืออัตราการแปลง คำว่า Conversion ในการตลาดหมายถึงการกระทำ 1 ครั้ง เช่น การสั่งซื้อหรือการส่งฟอร์ม ส่วน Rate คือสัดส่วนของการกระทำนั้นต่อจำนวนผู้เข้าชม

ลูกค้ามักถามเราว่า Conversion Rate เพิ่มขึ้น 20% หมายความว่าอย่างไร

หมายถึงอัตราเดิมเพิ่มขึ้นอีก 1 ใน 5 ของตัวเอง อัตรา 2% ที่เพิ่มขึ้น 20% จึงเป็น 2.4% ถ้าอัตราเปลี่ยนจาก 2% เป็น 22% ตัวเลขจะเพิ่ม 20 จุด และสูงเป็น 11 เท่าของเดิม เวลาตั้งเป้าหรืออ่านรายงาน ให้ระบุให้ชัดว่าพูดถึงการเพิ่มแบบไหน

ลูกค้ามักถามเราว่ามีผู้ติดต่อเข้ามามาก แต่กลายเป็นลูกค้าน้อย ควรดูตัวเลขไหน

ให้ดูอัตราจากผู้ติดต่อเป็นลูกค้า (Lead to Customer Rate) แยกจาก Conversion Rate ของเว็บไซต์ บันทึกผลของผู้ติดต่อแต่ละรายใน CRM เช่น ติดต่อไม่ได้ ไม่ตรงกลุ่ม กำลังพิจารณา หรือซื้อแล้ว แล้วดูอัตรานี้แยกตามช่องทางและแคมเปญ ช่องทางที่ได้ผู้ติดต่อมากที่สุดอาจได้ลูกค้าน้อยกว่าช่องทางอื่น เมื่อมีข้อมูลนี้แล้ว ให้ส่งผลกลับเข้า Google Ads และ Meta เพื่อให้แพลตฟอร์มหาคนที่ใกล้เคียงกับลูกค้าจริง

ทดสอบ A/B ต้องรอนานแค่ไหน

รอจนแต่ละเวอร์ชันมี Conversion มากพอที่ความต่างไม่ได้เกิดจากความบังเอิญ และให้การทดสอบครอบคลุมอย่างน้อย 1 สัปดาห์เต็ม เพื่อให้มีทั้งวันทำงานและวันหยุด หน้าที่มีผู้เข้าชมน้อยอาจต้องใช้หลายสัปดาห์ ในกรณีนั้นให้ทดสอบการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่ขึ้น เช่น ข้อเสนอหรือโครงสร้างหน้า แทนสีของปุ่ม

Methinee Sopa

Methinee Sopa

Content Writer

Methinee Sopa เป็นนักเขียนคอนเทนต์ของ Primal ที่เขียนคอนเทนต์ SEO (Search Engine Optimisation) สำหรับ Google Search และ AI Search ตั้งแต่ร่วมงานกับ Primal ในปี 2023 เธอดูแลงานตั้งแต่ Keyword Research และโครงร่างบทความ ไปจนถึงบทความบล็อกและหน้า Landing Page

เกี่ยวกับผู้เขียน

ร่วมกับผู้นำธุรกิจกว่า 20,000 คนที่รับข่าวสาร มุมมอง และเทคนิคการตลาดล่าสุดในยุค AI

คุยกัน 30 นาที

คุยกับเรา

นัดคุยสั้น ๆ เพื่อดูว่าเราช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างไร โดยไม่ต้องเปลี่ยนเอเจนซี่ไปเรื่อย ๆ ไม่ต้องรอให้ถึงปีที่ดีกว่า และไม่ต้องจ้างทีมภายในที่มีค่าใช้จ่ายสูง

  • เราทำความเข้าใจธุรกิจและเป้าหมายของคุณ
  • เราหาว่าการเติบโตของคุณมาจากช่องทางไหนได้บ้าง
  • คุณจะเห็นขั้นตอนถัดไป คือการประชุมวางกลยุทธ์ แล้วจึงเริ่มดำเนินงาน
4.9ลูกค้าของ Primal 4 ท่านที่เขียนรีวิว
บน Google

ติดต่อทีมงาน

กรอกแบบฟอร์มนี้ แล้วผู้เชี่ยวชาญของ Primal จะติดต่อกลับเพื่อทำความเข้าใจแบรนด์และเป้าหมายของคุณ

ทีมของเราจะติดต่อกลับภายใน 24 ชั่วโมง (ในวันทำการ)