Topic Cluster คืออะไร? รู้จักอีกหนึ่งเทคนิคที่สำคัญต่อ SEO

ในการทำการตลาดออนไลน์หรือ Digital Marketing ยุคนี้ คงไม่มีผู้ประกอบการคนใดไม่รู้จักการทำ SEO (Search Engine Optimization) อันเป็นเทคนิคที่ช่วยให้เว็บไซต์ของเราเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้นผ่านการติดอันดับบนหน้าแรกของ Google โดยการทำ SEO ก็จะมีอยู่หลากหลายวิธีด้วยกันเพื่อให้ตรงกับคุณสมบัติเว็บไซต์ที่ Google มองหามากที่สุด และหนึ่งในนั้นคือวิธีการทำ “Topic Cluster” หรือการจัดกลุ่มคอนเทนต์ ที่วันนี้เราจะมาอธิบายให้ฟังกันว่า สิ่งที่เรียกว่า Topic Cluster คืออะไร และทำอย่างไรกันแน่

Topic Cluster และ Pillar Content คืออะไร

Topic Cluster คืออะไร?

Topic Cluster คือ การจัดระเบียบคอนเทนต์ที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกันบนเว็บไซต์ให้เป็นกลุ่ม ๆ โดยการทำ Topic Cluster นั้นจะแบ่งคอนเทนต์ออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่

  1. Pillar Content คือ คอนเทนต์หลักที่มีคุณภาพสูง สามารถโน้มน้าวใจให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกอยากซื้อสินค้าหรือบริการ และทำให้เกิด Conversion ได้ทันที ซึ่ง Pillar Content จะมีเพียง 1 คอนเทนต์เท่านั้น
  2. Cluster Content หรือ Related Content คือ คอนเทนต์เสริมที่ช่วยสนับสนุนให้ Pillar Content มีความน่าสนใจมากขึ้น กล่าวคือ เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องหรือต่อเนื่องกับ Pillar Content โดย Cluster Content นี้สามารถมีได้ไม่จำกัดจำนวน แต่สิ่งสำคัญคือต้องใส่ Hyperlink เชื่อมโยงไปยัง Pillar Content ด้วย ซึ่งจะใส่ในบทความหรือทำเป็นแบนเนอร์ก็ได้ตามความสะดวก

 

ประโยชน์ของการทำ Topic Cluster คืออะไร?

1. เพิ่มโอกาสการขาย (Conversion) ได้มากขึ้น

การทำ Topic Cluster มีจุดประสงค์เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายเข้ามาเจอ Cluster Content และนำไปสู่ Pillar Content ซึ่งถ้าหากเราสามารถสร้างคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ ดึงดูดใจผู้อ่านได้ ก็ย่อมสร้างโอกาสให้ผู้คนเหล่านั้นเกิดความรู้สึกอยากซื้อสินค้าหรือบริการ จนเกิด Conversion ได้ในที่สุด

2. เพิ่มความหลากหลายในการทำคอนเทนต์

เนื่องจากการทำ Topic Cluster คือการสร้าง Cluster Content หรือคอนเทนต์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับคอนเทนต์หลัก (Pillar Content) ขึ้นมาหลาย ๆ อัน ทำให้เรามีโอกาสเพิ่มความหลากหลายในการทำคอนเทนต์ อันจะส่งผลให้เว็บไซต์ของเราเข้าถึงผู้คนได้มากขึ้นและได้ฐานลูกค้าใหม่ ๆ เพิ่มด้วย

3. เปลี่ยนจาก “ผู้อ่าน” เป็น “ลูกค้า” ได้ง่ายขึ้น

ตามหลักของการทำ Inbound Marketing แล้ว เราจะต้องเริ่มจากการสร้างความดึงดูดใจ (Attract) ให้แก่กลุ่มเป้าหมายด้วยการสร้างคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ เพื่อเปลี่ยนให้กลุ่มเป้าหมายเหล่านั้นเข้าสู่กระบวนการถัดไป คือ การตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการ ดังนั้น การทำ Topic Cluster หลากหลายคอนเทนต์ก็เปรียบเสมือนการสร้างความดึงดูดแก่ผู้อ่านมากขึ้น ให้ผู้อ่านได้รับประสบการณ์ที่ดีจากการอ่านคอนเทนต์ที่เรานำเสนอ จนเริ่มมีความคิดที่อยากจะมาเป็นลูกค้าที่เชื่อมั่นในตัวแบรนด์ต่อไป

4. เพิ่มประสิทธิภาพในการทำ SEO

ที่สำคัญที่สุด! การทำ Topic Cluster จะช่วยเพิ่มโอกาสให้เว็บไซต์ติดอันดับ SEO เนื่องจากการทำ Cluster Content ที่เชื่อมลิงก์ถึงกันทั้งหมดและเชื่อมเข้าสู่ Pillar Content นั้นทำให้ Google Bot เข้าใจคอนเทนต์ของเราและจัดลำดับได้ง่ายยิ่งขึ้น เพราะโดยปกติแล้ว การทำ Content Marketing มักจะมีปัญหาในเรื่องของความสะเปะสะปะ ไม่เป็นระเบียบ หากเป็นเช่นนั้น Google Bot ก็จะหาเราเจอได้ยาก ตลอดจนไม่สามารถจัดอันดับให้ได้ และเมื่อคอนเทนต์ของเราไม่ติดอันดับ ก็มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะไม่มีคนเข้ามาอ่านเลย ดังนั้น การจัดระเบียบคอนเทนต์ด้วยการทำ Topic Cluster จึงเป็นวิธีแก้ปัญหานี้ อีกทั้งยังช่วยเพิ่มจำนวนคนเข้าเว็บฯ (Traffic) ได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย

 

เทคนิคการทำ Topic Cluster มีอะไรบ้าง?

1. กำหนดภาพรวมของคอนเทนต์

อันดับแรก เราต้องเริ่มจากการกำหนดหัวข้อ (Topic) ของแต่ละคอนเทนต์ใน Cluster เสียก่อน เพราะการทำการตลาดด้วย Content Marketing นั้น หัวข้อถือเป็นสิ่งสำคัญมากที่จะดึงดูดให้ผู้อื่นคลิกเข้ามาอ่าน แล้วยังส่งผลต่อการจัดอันดับ SEO ของ Google ด้วย โดยในแต่ละ Cluster Content ควรให้ประสบการณ์ที่ดีแก่ผู้อ่านในรูปแบบที่หลากหลาย ซึ่งไอเดียของการทำ Content Marketing อาจจำแนกได้คร่าว ๆ ดังนี้

  • บอกสินค้าหรือบริการที่เราต้องการขาย
  • บอกว่าลูกค้าจะได้รับประโยชน์อะไรจากสินค้าหรือบริการของเรา
  • บอกว่าสินค้าหรือบริการของเราจะแก้ไขปัญหา (Pain Points) ของลูกค้าได้อย่างไร
  • หัวข้อที่จะเขียนต้องผ่านการทำ Keyword Research มาแล้ว

อย่างไรก็ตาม ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่าหัวข้อทั้งหมดของ Cluster Content ต้องเชื่อมถึงกัน และมีความเกี่ยวข้องกับ Pillar Content ด้วย เมื่อนั้น ผู้อ่านก็จะได้กดเข้ามาที่หน้าคอนเทนต์ทั้งหมด และสร้าง Conversion หรือ Lead มาสู่ธุรกิจของเราต่อไป

2. กำหนดหัวข้อย่อย (Subtopics)

Subtopics หรือหัวข้อย่อยที่คนทำคอนเทนต์หลาย ๆ คนรู้จักกันในชื่อ H2 หรือ H3 นั้น จัดว่าเป็นอีกหนึ่งตัวกำหนดคุณภาพของคอนเทนต์ ฉะนั้น สิ่งที่จะทำให้เราได้เปรียบก็คือ การคิด Subtopics ให้ดูแตกต่าง มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แต่ยังคงคุณภาพและคำนึงถึงการมอบประสบการณ์ที่ดีให้แก่ผู้อ่านเสมอ โดยเราสามารถใช้เครื่องมือทางการตลาด เช่น Quara หรือ Buzzumo เข้ามาช่วยในเรื่องของ Social Listening ได้ด้วย เพราะเครื่องมือเหล่านี้จะทำให้เราทราบถึงความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย และจะได้ทำคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่เพื่อเพิ่ม Traffic ให้แก่เว็บไซต์

สุดท้าย ที่สำคัญมาก ๆ และขาดไม่ได้ ก็คือเรื่อง “Keyword” ของแต่ละคอนเทนต์ อันจะส่งผลต่อการทำ SEO ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

3. ร่าง Mapping สำหรับการทำ Topic Cluster

การจะทำ Topic Cluster ให้ออกมาเป็นรูปเป็นร่างได้นั้น ต้องอาศัยการร่าง Mapping ออกมาให้ชัดเจน เพื่อให้เห็นภาพรวมของการสร้างคอนเทนต์ทั้งหมด โดยวิธีการทำ Mapping นั้น ควรเอาหัวข้อหลัก (Pillar Content) ไว้ตรงกลาง และมีคอนเทนต์สนับสนุน (Cluster Content) อยู่ล้อมรอบ และทุกคอนเทนต์จะต้องมี Hyperlink เชื่อมถึงกัน ซึ่งถ้าหากใช้เครื่องมือทางการตลาดที่มี Mapping Template อยู่ เช่น Hubspot SEO Tools มาช่วยทำ ก็จะเพิ่มความสะดวกสบายในการจัดการยิ่งขึ้น รวมไปถึงมีระบบการวัดผลที่ชัดเจนด้วย

4. วัดผลคอนเทนต์อย่างสม่ำเสมอ

การเก็บข้อมูลหรือวัดผลคอนเทนต์ที่เราเขียนนั้น เป็นสิ่งที่คนทำ Content Marketing จะลืมไม่ได้เด็ดขาด เพราะการวัดผลจะช่วยให้เราประเมินได้ว่าคอนเทนต์รูปแบบใดที่สามารถพาให้ผู้อ่านคลิกเข้าไปยัง Pillar Content ได้มากที่สุด เพื่อเก็บข้อมูลไว้ปรับใช้กับคอนเทนต์อื่น ๆ อีกในอนาคต โดยเราสามารถใช้เครื่องมือเบสิกอย่าง Google Analytics ในการวัดผลแคมเปญทั้งหมดได้เลย

5. หมั่นเชื่อมลิงก์และทำ SEO On Page เป็นประจำ

การทำ Topic Cluster นั้นจะต้องหมั่นแทรกลิงก์และทำ SEO On Page Optimization เพิ่มลงไปในบทความใหม่ ๆ อยู่เสมอ เพื่อให้ Cluster Content ทั้งหมดเชื่อมโยงถึงกัน และเพื่อให้ได้ Google Ranking ที่ดีที่สุด ถึงแม้ว่าจะเสียเวลาไปสักหน่อย แต่เมื่อแลกกับผลลัพธ์ที่ได้ทั้งในด้านยอดขายและอันดับบนหน้าแรกของ Google แล้ว ก็นับว่าคุ้มค่าแน่นอน

 

สรุป

จะเห็นได้ว่า Topic Cluster คืออีกเทคนิคหนึ่งที่สำคัญซึ่งจะช่วยให้การทำ Content Marketing มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น และที่สำคัญคือสร้างประโยชน์ให้แก่ธุรกิจออนไลน์ด้วยการทำให้เว็บไซต์เป็นที่รู้จักมากขึ้นผ่านการจัดอันดับ SEO ดังนั้น ผู้ประกอบการคนใดที่กำลังทำการตลาดโดยเน้นการเขียนคอนเทนต์อยู่ ก็สามารถนำเทคนิคนี้ไปปรับใช้กับธุรกิจของตนเองเพื่อสร้างการเติบโตได้เลย!