ฟิชชิง (Phishing) คืออะไร รู้เท่าทันภัย 9 ประเภทบนโลกออนไลน์
สรุปบล็อกนี้
Key Takeaways
รู้ในเรื่องความปลอดภัยออนไลน์ โดยหัวใจสำคัญคือการหมั่นตรวจสอบความผิดปกติของลิงก์ ผู้ส่ง และเนื้อหาที่มักใช้จิตวิทยาเร่งรัดให้ตัดสินใจด้วยอารมณ์อยู่เสมอ นอกจากนี้การเสริมเกราะป้องกันด้วยการตั้งค่าการยืนยันตัวตน 2 ชั้น (2FA) และการอัปเดตซอฟต์แวร์สม่ำเสมอก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกขโมยข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ใช้งานทั่วไป เจ้าของธุรกิจ หรือแม้แต่บริษัทรับทำ SEO ที่ต้องดูแลข้อมูลสำคัญมากมาย ซึ่งการเล่นอินเทอร์เน็ตอย่างมีสติและหมั่นตรวจสอบความถูกต้องของเว็บไซต์ก่อนกรอกข้อมูลสำคัญทุกครั้ง จะช่วยให้คุณใช้งานโลกออนไลน์ได้อย่างปลอดภัยและมั่นคงในระยะยาว
ในวันที่โลกออนไลน์พัฒนาไปพร้อมกับนวัตกรรมใหม่ ๆ ความสะดวกสบายเพียงปลายนิ้วสัมผัสกลับกลายเป็น ‘ดาบสองคม’ ที่เปิดช่องว่างให้เกิดอาชญากรรมไซเบอร์ได้ง่ายขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ใช้งานทั่วไป หรือแม้แต่บริษัทรับทำ SEO และเอเจนซีต่าง ๆ ที่ต้องจัดการข้อมูลมากมายบนโลกดิจิทัล เมื่อทุกอย่างในชีวิตจัดการได้ด้วยการคลิก เหล่าผู้ประสงค์ร้ายจึงฉวยโอกาสนี้สร้างกลลวงเพื่อดักเอาข้อมูลสำคัญจากผู้ใช้งานอย่างเรา โดยเรียกการหลอกลวงประเภทนี้ว่า การฟิชชิง (Phishing) ซึ่งปัจจุบันทวีความแนบเนียนขึ้นในหลากหลายรูปแบบ จนกลายเป็นภัยใกล้ตัวที่เราทุกคนต้องรู้เท่าทัน
Table of Contents
การฟิชชิง (Phishing) คืออะไร ? ทำความรู้จักภัยเงียบที่มาในรูปแบบ “เหยื่อล่อ”
สำหรับใครที่สงสัยว่า Phishing Scams คืออะไร ? สรุปให้เข้าใจง่าย ๆ ได้ว่าการฟิชชิง (Phishing) คือรูปแบบหนึ่งของการโจมตีทางไซเบอร์ที่อาศัยจิตวิทยาหลอกล่อให้เหยื่อตายใจ โดยมิจฉาชีพจะใช้วิธีปลอมแปลงตัวตนเพื่อแอบอ้างเป็นหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ เช่น ธนาคารชั้นนำ หน่วยงานราชการ (เช่น กรมสรรพากร หรือตำรวจ) ไปรษณีย์ ตลอดจนแบรนด์ธุรกิจระดับโลก เพื่อสร้างความไว้วางใจและกระตุ้นให้ผู้ใช้งานดำเนินการบางอย่างตามที่พวกเขากำหนด
ที่มาของชื่อ Phishing
คำว่า Phishing แผลงมาจากคำว่า “Fishing” ที่แปลว่าการตกปลา ซึ่งเป็นการเปรียบเปรยถึงลักษณะการโจมตีได้อย่างเห็นภาพที่สุด
- เหยื่อล่อ (Bait) : คือสิ่งที่มิจฉาชีพสร้างขึ้น เช่น อีเมลแจ้งเตือนด่วน ข้อความ SMS ที่ดูสำคัญ หรือเว็บไซต์ปลอมที่ทำหน้าตาเลียนแบบของจริงจนแยกไม่ออก
- เบ็ด (Hook) : คือลิงก์หรือไฟล์แนบที่เป็นอันตราย เมื่อเราหลงเชื่อและคลิกเข้าไป ก็เท่ากับว่าเราเริ่ม “กินเหยื่อ” ที่วางไว้
- ปลา (Fish) : คือผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตที่ขาดความระมัดระวัง เมื่อหลงเชื่อและกรอกข้อมูลสำคัญลงไป ข้อมูลเหล่านั้นจะถูก “เกี่ยว” และส่งตรงไปยังมือของมิจฉาชีพในทันที
การโจมตีลักษณะนี้ไม่ได้เน้นการเจาะระบบด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ซับซ้อน แต่เน้นการเจาะ “ความรู้สึก” ของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นความกลัว (เช่น บัญชีถูกระงับ) ความโลภ (เช่น ได้รับรางวัลใหญ่) หรือความเห็นใจ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลส่วนตัว รหัสผ่าน หรือทรัพย์สินของเหยื่อโดยที่เจ้าตัวอาจไม่ทันรู้ตัว
จุดประสงค์ของการโจมตีโดยการ Phishing คืออะไร ?
Phishing เป็นวิธีที่ “ลงทุนต่ำแต่ได้ผลสูง” โดยมุ่งเน้นการโจมตีไปที่ความประมาทของมนุษย์เพื่อบรรลุเป้าหมายหลัก ดังนี้
- ขโมยทรัพย์สินทางการเงิน : เพื่อเข้าถึงรหัสแอปฯ ธนาคาร บัตรเครดิต หรือกระเป๋าเงินดิจิทัล (Crypto Wallet) และโอนเงินออกไปทันที
- ใช้เป็นช่องทางเจาะระบบองค์กร : เพื่อติดตั้งมัลแวร์ (Malware) หรือไวรัสเรียกค่าไถ่ (Ransomware) โดยอาศัยบัญชีของพนักงานเป็นประตูเข้าสู่ข้อมูลความลับบริษัท
- ยึดครองบัญชี (Account Takeover) : เพื่อสวมรอยเป็นเหยื่อไปหลอกยืมเงินคนใกล้ชิด หรือส่งต่อลิงก์ปลอมไปหาผู้ติดต่อรายอื่นในชื่อของคุณ
- ขายข้อมูลในตลาดมืด : นำข้อมูลส่วนตัว เช่น เลขบัตรประชาชน หรือเบอร์โทรศัพท์ ไปขายต่อให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์หรือกลุ่มอาชญากรเพื่อใช้ในการฉ้อโกงต่อไป
Phishing Attack คืออะไร และทำงานอย่างไร ?
เมื่อทราบถึงจุดประสงค์หลักของมิจฉาชีพกันไปแล้ว คำถามสำคัญที่ตามมาก็คือ “พวกเขามีวิธีการลงมืออย่างไร ?” โดย Phishing Attack มักจะมีขั้นตอนเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลสำคัญ ดังนี้
การสร้างเหยื่อล่อ (Preparation)
เริ่มต้นจากการที่มิจฉาชีพสร้างโครงสร้างพื้นฐานปลอมขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นหน้าเว็บไซต์ หรืออีเมลที่มีหน้าตาเลียนแบบองค์กรจริง เพื่อใช้เป็นเครื่องมือหลักในการสร้างความน่าเชื่อถือ
การส่งสารหลอกลวง (Delivery)
จากนั้นจะทำการกระจาย “ลิงก์อันตราย” หรือไฟล์แนบไปยังกลุ่มเป้าหมายผ่านช่องทางที่ผู้คนใช้งานเป็นกิจวัตร เช่น อีเมล SMS หรือข้อความส่วนตัวบนโซเชียลมีเดียต่าง ๆ
การกระตุ้นให้ตัดสินใจ (Trigger)
เมื่อสารส่งถึงเหยื่อ มิจฉาชีพจะใช้ข้อความที่เล่นกับอารมณ์เป็นตัวจุดชนวน เช่น การแจ้งว่า “บัญชีถูกระงับ” เพื่อให้เกิดความกลัว หรือ “คุณได้รับรางวัลใหญ่” เพื่อให้เกิดความดีใจ ซึ่งอารมณ์ที่รุนแรงเหล่านี้จะกระตุ้นให้เหยื่อรีบคลิกลิงก์เพื่อเข้าถึงเนื้อหาโดยไม่ทันระวังตัว
การเข้าถึงข้อมูล (Capture)
ในขั้นตอนสุดท้าย ทันทีที่เหยื่อกรอกข้อมูลลงในหน้าเว็บฯ ปลอม ข้อมูลเหล่านั้นจะถูกส่งตรงไปยังมิจฉาชีพในทันที เพื่อนำไปใช้โอนเงิน ขโมยข้อมูลส่วนบุคคล หรือสวมสิทธิ์ทำธุรกรรมผิดกฎหมายต่อไป
วิธีสังเกต ข้อความแบบไหนที่เป็น Phishing Attack ?
เพื่อให้คุณสามารถป้องกันตนเองและไม่พลาดท่าให้แก่มิจฉาชีพ คุณสามารถพิจารณา “สัญญาณอันตราย” เบื้องต้น ดังนี้
ตรวจสอบลิงก์ที่แนบมา
สังเกตการสะกดชื่อเว็บไซต์ให้ดี เพราะมักจะมีการสะกดผิดเพียงเล็กน้อยเพื่อตบตา เช่น shopeee.com (มี e เกินมา) นอกจากนี้ยังควรระวังการใช้บริการย่อ URL (เช่น bit.ly) ที่จงใจปกปิดโดเมนที่แท้จริงเอาไว้ด้วย
ตรวจสอบที่อยู่อีเมลผู้ส่ง
แม้จะอ้างว่ามาจากองค์กรใหญ่หรือธนาคาร แต่หากที่อยู่อีเมลยังเป็นบริการสาธารณะอย่าง @gmail.com หรือ @hotmail.com แทนที่จะเป็นโดเมนเฉพาะของบริษัท ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นอีเมลปลอม
พิจารณาความสมบูรณ์ของภาษา
เนื่องจากข้อความเหล่านี้มักสร้างขึ้นในปริมาณมาก หรือส่งมาจากต่างประเทศ จึงมักพบการใช้ภาษาที่ไม่เป็นทางการ มีคำสะกดผิดบ่อยครั้ง หรือใช้สำนวนที่ดูแปลกตาคล้ายกับการใช้โปรแกรมแปลภาษาที่ไม่เป็นธรรมชาติ
Phishing มีกี่ประเภท ? เจาะลึก 9 รูปแบบภัยออนไลน์ที่คุณควรรู้
เพื่อให้คุณรู้เท่าทันและเตรียมพร้อมรับมือ เรามาทำความรู้จักกับ Phishing 9 ประเภทที่พบบ่อยที่สุดกัน
Email Phishing : การหว่านแหผ่านอีเมล
Phishing Email คือ รูปแบบการฟิชชิงที่คลาสสิกและพบบ่อยที่สุด โดยมิจฉาชีพจะส่งอีเมลจำนวนมหาศาลแบบ “หว่านแห” โดยหวังว่าจะมีใครสักคนหลงเชื่อ ข้อความในอีเมลจะไม่มีการระบุชื่อคุณโดยเฉพาะ แต่จะใช้คำกว้าง ๆ เช่น “เรียน ลูกค้าผู้มีอุปการคุณ” และมักจะมาพร้อมกับข้อความเร่งด่วนเพื่อบีบให้คุณคลิกลิงก์ทันที
Web Phishing : เว็บไซต์ปลอมที่หน้าตาเหมือนจริง
มิจฉาชีพจะสร้างเว็บไซต์ขึ้นมาใหม่โดยคัดลอกหน้าตาจากเว็บไซต์จริง เช่น หน้าล็อกอินของ Facebook หรือธนาคาร โดยจุดที่แตกต่างเพียงเล็กน้อยคือ URL หากคุณไม่สังเกตให้ดีและเผลอกรอกรหัสผ่านลงไป ข้อมูลนั้นก็จะถูกบันทึกไว้ในฐานข้อมูลของคนร้ายทันที
Spear Phishing : การฟิชชิงแบบเจาะจงเป้าหมาย
Spear Phishing คือการมุ่งเป้าไปยัง “บุคคล” หรือ “องค์กร” เฉพาะเจาะจง ต่างจากการหว่านแหทั่วไป เพราะผู้โจมตีจะทำการศึกษาข้อมูลของเหยื่อมาเป็นอย่างดี เช่น ชื่อเล่น โปรเจกต์ที่กำลังทำ หรือชื่อเพื่อนร่วมงาน เพื่อสร้างอีเมลที่ดูเหมือนส่งมาจากคนใกล้ชิดจริง ๆ ทำให้โอกาสที่เหยื่อจะหลงเชื่อและคลิกลิงก์มีสูงมาก
Whaling Phishing : การล่าปลาวาฬตัวใหญ่
มีลักษณะคล้ายกับ Spear Phishing แต่จะพุ่งเป้าไปที่ “บุคคลระดับสูง” ขององค์กร เช่น CEO, CFO หรือผู้จัดการใหญ่ (เปรียบเหมือนปลาวาฬตัวโต) เนื้อหามักเกี่ยวข้องกับเรื่องสำคัญระดับบริษัท เช่น หมายศาล เรื่องภาษี หรือความลับทางธุรกิจ เพื่อกดดันให้ผู้บริหารตัดสินใจผิดพลาดอย่างรวดเร็ว
Vishing Phishing : ภัยร้ายผ่านเสียง (Voice Phishing)
หรือที่บ้านเราคุ้นเคยกันดีในชื่อ “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” มิจฉาชีพจะใช้โทรศัพท์ในการหลอกลวง โดยอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไปรษณีย์ หรือพนักงานธนาคาร เพื่อหลอกถามข้อมูลส่วนตัวหรือหลอกให้โอนเงินโดยตรงผ่านทางโทรศัพท์
Smishing Phishing : การหลอกลวงผ่าน SMS
การฟิชชิงผ่านข้อความ SMS ที่มักมาในรูปแบบการแจ้งสิทธิ์ เช่น “คุณได้รับเงินเยียวยา” หรือ “คะแนนสะสมของคุณกำลังหมดอายุ” พร้อมแนบลิงก์ให้คลิก ซึ่งหากเราคลิกเข้าไปก็อาจจะถูกหลอกให้กรอกข้อมูลหรือดาวน์โหลดแอปฯ ฝังมัลแวร์ได้
Angler Phishing : การสวมรอยบนโซเชียลมีเดีย
เทคนิคใหม่ที่มักเกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มอย่าง Facebook หรือ X (Twitter) โดยมิจฉาชีพจะสร้างบัญชีปลอมที่ดูเหมือนเจ้าหน้าที่ Customer Service ของแบรนด์ต่าง ๆ เมื่อเห็นเราโพสต์บ่นหรือขอความช่วยเหลือ พวกเขาจะรีบทักมาสวมรอยช่วยเหลือ เพื่อหลอกขอข้อมูลส่วนตัวหรือรหัสผ่าน
CEO Fraud Phishing : การปลอมตัวเป็นผู้นำองค์กร
มักเกิดในระดับองค์กร โดยมิจฉาชีพจะส่งอีเมลโดยแอบอ้างเป็น CEO หรือผู้บริหารระดับสูง ส่งถึงพนักงานในแผนกบัญชีหรือการเงิน เพื่อสั่งการด่วนให้โอนเงินไปยังบัญชีปลายทางที่เป็นของมิจฉาชีพ โดยอาศัยอำนาจหน้าที่และความเร่งด่วนเป็นตัวกดดัน
Search Engine Phishing : การใช้ SEO เป็นเครื่องมือ
แทนที่จะส่งอีเมลไปหาเหยื่อ มิจฉาชีพจะสร้างเว็บไซต์ปลอมและทำให้ติดอันดับต้น ๆ บน Google ผ่านการทำ SEO เมื่อเหยื่อเซิร์ชหาคำว่า “กู้เงินด่วน” หรือ “สมัครงานออนไลน์” แล้วคลิกเข้าเว็บไซต์ปลอมเหล่านั้น ก็จะถูกหลอกให้กรอกข้อมูลสำคัญทันที
แนวทางการป้องกันฟิชชิง (Phishing) และวิธีรับมือเมื่อภัยมาถึงตัว
การป้องกันภัยไซเบอร์ที่ดีที่สุดไม่ใช่เพียงแค่การพึ่งพาเทคโนโลยี แต่คือการสร้าง “ความตระหนักรู้” และความช่างสังเกตของตัวเราเอง โดยมีหลักการง่าย ๆ ดังนี้
คิดก่อนคลิก (Think Before You Click)
ทุกครั้งที่ได้รับข้อความที่ดูเร่งด่วน อย่ารีบกดลิงก์ทันที โดยเฉพาะลิงก์ย่อ (Shorten URL) ที่ปกปิดที่มา แนะนำให้มองหา URL ตัวเต็มที่เป็นทางการเพื่อตรวจสอบชื่อโดเมนว่าสะกดถูกต้องหรือไม่ นอกจากนี้ควรระวังลิงก์ที่ฝังมากับข้อความหรือรูปภาพ หากที่มาดูไม่น่าเชื่อถือ ไม่ควรคลิกหรือกดลิงก์เหล่านั้นเพื่อป้องกันการถูกนำทางไปยังเว็บไซต์อันตราย
ตรวจสอบต้นทางให้มั่นใจ
หากคุณได้รับอีเมลหรือข้อความจากองค์กรที่ดูน่าเชื่อถือแต่อ่านแล้วรู้สึกสงสัย ให้ทำการตรวจสอบโดยตรงผ่านช่องทางอื่น เช่น การโทรศัพท์ไปยัง Call Center ของหน่วยงานนั้น ๆ โดยตรง หรือการพิมพ์ชื่อเว็บไซต์ด้วยตัวเองบนเบราว์เซอร์ แทนการคลิกผ่านลิงก์ในข้อความ
สังเกตสัญลักษณ์ความปลอดภัย (HTTPS)
ก่อนที่จะกรอกข้อมูลสำคัญลงในเว็บไซต์ใด ๆ ให้สังเกตว่า URL ของเว็บไซต์นั้นเริ่มต้นด้วย https:// และมีรูปสัญลักษณ์กุญแจอยู่หน้าแถบที่อยู่หรือไม่ ซึ่งเป็นการยืนยันในเบื้องต้นว่าเว็บไซต์นั้นมีการเข้ารหัสข้อมูล แต่ต้องระวังว่าในปัจจุบันมิจฉาชีพบางรายก็สามารถทำ HTTPS บนเว็บฯ ปลอมได้เช่นกัน จึงต้องดูชื่อโดเมนควบคู่ไปด้วยเสมอ
ตั้งค่าการยืนยันตัวตนแบบ 2 ชั้น (Two-Factor Authentication: 2FA)
นี่คือด่านป้องกันที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง เพราะแม้ว่ามิจฉาชีพจะรู้รหัสผ่านของคุณไป แต่หากคุณเปิดใช้งาน 2FA (เช่น การรับรหัส OTP ทาง SMS หรือผ่านแอปฯ Authentication) พวกเขาก็จะยังไม่สามารถเข้าสู่บัญชีของคุณได้โดยง่าย
อัปเดตซอฟต์แวร์และแอนตี้ไวรัสอย่างสม่ำเสมอ
การอัปเดตระบบปฏิบัติการและเบราว์เซอร์ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดอยู่เสมอจะช่วยปิดช่องโหว่ที่มิจฉาชีพอาจใช้โจมตี รวมถึงการติดตั้งซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัสที่มีคุณภาพ ซึ่งมักจะมีฟีเจอร์ช่วยแจ้งเตือนเมื่อคุณเข้าถึงเว็บไซต์ที่อยู่ในบัญชีดำ (Blacklist) ของกลุ่ม Phishing
สร้างธุรกิจออนไลน์ให้เติบโตอย่างมั่นใจและปลอดภัย
นอกจากการมีเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งเพื่อรับมือกับภัยฟิชชิง (Phishing) แล้ว การสร้างรากฐานความน่าเชื่อถือให้แก่แบรนด์ก็เป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญที่จะช่วยครองใจลูกค้าได้ในระยะยาว หากคุณกำลังมองหาแนวทางการวางกลยุทธ์การตลาดที่เน้นทั้งความแข็งแกร่งและความปลอดภัย Primal เอเจนซีการตลาดออนไลน์ พร้อมเป็นพาร์ตเนอร์ที่จะช่วยคุณออกแบบแผนงานอย่างครบวงจร ตั้งแต่การทำ SEO เพื่อดันเว็บไซต์คุณภาพให้ติดอันดับอย่างน่าเชื่อถือ ไปจนถึงการยกระดับประสิทธิภาพด้วยบริการรับทำ AI SEO ที่แม่นยำและเน้นผลลัพธ์ได้จริง
ติดต่อปรึกษาทีมงานผู้เชี่ยวชาญของเราได้วันนี้ เพื่อให้ทุกงบประมาณการตลาดของคุณทำงานได้อย่างคุ้มค่าและปลอดภัยที่สุด
ข้อมูลอ้างอิง
- . สืบค้นเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 จาก
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภัยฟิชชิง (Phishing) (FAQs)
| คำถาม | คำตอบ |
|---|---|
| Phishing กับ Spam ต่างกันอย่างไร ? | Spam คือข้อความขยะที่ส่งต่อเป็นจำนวนมากเพื่อการโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ ซึ่งมักสร้างความรำคาญแต่ไม่เป็นอันตรายถึงขั้นขโมยข้อมูล ส่วน Phishing คือการตั้งใจ “ฉ้อโกง” โดยแอบอ้างเป็นบุคคลหรือองค์กรเพื่อเป้าหมายในการขโมยรหัสผ่าน ข้อมูลทางการเงิน หรือติดตั้งมัลแวร์ในระบบของผู้ใช้งาน |
| หากเผลอคลิกลิงก์ไปแล้วแต่ยังไม่ได้กรอกข้อมูล จะถือว่าปลอดภัยหรือไม่ ? | ไม่สามารถสรุปได้ว่าปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะในบางกรณี ลิงก์ฟิชชิงอาจถูกออกแบบให้ดาวน์โหลดมัลแวร์หรือสปายแวร์ลงเครื่องโดยอัตโนมัติทันทีที่เข้าสู่เว็บไซต์ (Drive-by Download) หากเผลอคลิกควรทำการสแกนไวรัสในอุปกรณ์ทันทีและตรวจสอบความผิดปกติของระบบ |
| เว็บไซต์ที่มีสัญลักษณ์กุญแจ (HTTPS) สามารถยืนยันว่าเป็นเว็บฯ จริงได้เสมอไปหรือไม่ ? | ไม่ได้ สัญลักษณ์กุญแจหรือ HTTPS เพียงแค่ยืนยันว่าการส่งผ่านข้อมูลระหว่างเบราว์เซอร์กับเว็บไซต์มีการเข้ารหัสความปลอดภัย แต่ไม่ได้ยืนยันว่า “เจ้าของเว็บไซต์” คือใคร ปัจจุบันมิจฉาชีพจำนวนมากจึงจดทะเบียนใบรับรองความปลอดภัย (SSL Certificate) ให้เว็บไซต์ปลอมเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือปลอมขึ้นมา |
| องค์กรควรจัดการอย่างไรเมื่อพบว่ามีอีเมล Phishing แอบอ้างชื่อบริษัทส่งไปหาลูกค้า ? | องค์กรควรประกาศแจ้งเตือนลูกค้าผ่านช่องทางที่เป็นทางการทันที เช่น หน้าเว็บไซต์หลักหรือโซเชียลมีเดีย เพื่อยืนยันว่าไม่มีนโยบายการขอข้อมูลส่วนตัวผ่านทางอีเมล พร้อมทั้งประสานงานกับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขอปิดกั้นเว็บไซต์ปลอมเหล่านั้นโดยเร็วที่สุด |
Join the discussion - 0 Comment