รวมให้แล้ว! ระบบ Content Management Systems ที่น่าสนใจปี 2023

เพราะเราอยู่ในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา การสร้างและจัดการกับเว็บไซต์จึงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เพราะในปัจจุบันมี Content management systems (CMS) หรือโปรแกรมสำเร็จรูปมากมายที่ออกแบบมาเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้กับนักสร้างเว็บฯ ทั้งมือเก๋าและมือใหม่ ไม่ว่าจะเป็น โปรแกรมที่มาพร้อมฟีเจอร์สร้างเว็บไซต์ตั้งแต่ต้นจนจบครบในทุกขั้นตอน โปรแกรมที่เหมาะสำหรับสร้างเว็บไซต์ E-commerce หรือแม้แต่โปรแกรมที่เหมาะกับการปรับแต่งเนื้อหา SEO (Search Engine Optimization) โดยเฉพาะ ซึ่งนับว่าเป็นประโยชน์กับธุรกิจในปี 2023 ที่ต่างแข่งขันกันใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยขับเคลื่อนธุรกิจ 

และด้วยปี 2023 มีโปรแกรม CMS ออกมาตอบสนองความต้องการของนักสร้างเว็บฯ มากมายจนเลือกไม่ถูก เราจึงได้รวบรวม Content management systems ที่น่าสนใจประจำปี 2023 ฉบับอัปเดตมาฝากนักสร้างเว็บฯ ทุกคน! บอกเลยว่าโปรแกรมแต่ละตัวถือว่าเป็นตัวเด็ด และสามารถตอบโจทย์การทำธุรกิจออนไลน์ในปี 2023 ได้อย่างแน่นอน!

 

ทำความรู้จัก Content Management Systems (CMS)

ก่อนไปดู Content Management Systems น่าสนใจในปี 2023 เรามาย้อนทำความรู้จักความหมายและความสำคัญของโปรแกรมนี้กันก่อน

Content Management Systems (CMS) คือแพลตฟอร์มหรือโปรแกรมสร้างเว็บไซต์สำเร็จรูปที่สามารถสร้างขึ้นได้ง่าย ๆ โดยไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ดขึ้นมาใหม่ โดยแพลตฟอร์ม CMS แต่ละอันจะมาพร้อมรูปแบบและเครื่องมือที่ครบครันสำหรับใช้งานได้ทันทีเมื่อติดตั้ง โดยในช่วงแรกเริ่มของการใช้อินเทอร์เน็ต กว่าที่จะสร้างเว็บไซต์ขึ้นมาได้แต่ละเว็บฯ จะต้องมีการเขียนโค้ดอย่าง HTML, JavaScript และ CSS ขึ้นมา ซึ่งจะมีความยุ่งยากและต้องอาศัยความรู้ความเชี่ยวชาญเป็นอย่างมาก แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป อินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีที่พัฒนากลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้คน ด้วยเหตุนี้โปรแกรม Content Management Systems จึงถือกำเนิดขึ้นเพื่อเป็นตัวช่วยและลดความยุ่งยากเหล่านี้ไป 

cms มีอะไรบ้าง

ข้อดีของ Content Management Systems 

ใช้งานง่าย

Content Management Systems (CMS) เป็นแพลตฟอร์มที่คิดค้นขึ้นมาเพื่อลดความยุ่งยากต่าง ๆ ที่เคยเกิดขึ้นกับการสร้างเว็บไซต์สมัยก่อน และด้วยฟีเจอร์สร้างเว็บฯ ที่มีอย่างครบครัน ทำให้เหมาะสำหรับนักสร้างเว็บฯ มือใหม่ ที่ไม่จำเป็นต้องมีความรู้เกี่ยวกับการเขียนโค้ดหรือชำนาญด้านไอทีเลยแม้แต่นิดเดียว พร้อมกันนั้นยังช่วยอำนวยความสะดวกสบายให้กับนักสร้างเว็บฯ มืออาชีพได้สามารถปรับแต่งเว็บไซต์เพิ่มเติมจากฟีเจอร์ของแพลตฟอร์มได้เลย 

ประหยัดเวลา

เมื่อตัดความยุ่งยากในการเขียนโค้ดออกไปแล้ว Content Management Systems (CMS) จะช่วยให้นักสร้างเว็บฯ ประหยัดเวลาไปอย่างมาก อีกทั้งยังสามารถช่วยให้แก้ไขหรือปรับเปลี่ยนเว็บไซต์ได้อย่างสะดวก ทำให้สามารถนำเวลาตรงนี้ไปปรับปรุงงานส่วนอื่น ๆ ได้

มีเครื่องมือที่ครบครัน

ตัวโปรแกรม Content Management Systems (CMS)  มีเครื่องมือหลากหลายและครบครันสำหรับการสร้างเว็บไซต์ และหากไม่พอใจ ก็สามารถดาวน์โหลดปลั๊กอินเพิ่มเติม เพื่อให้เหมาะกับธุรกิจในแต่ละประเภทอีกด้วย

 

รวมที่สุดของ Content management systems น่าสนใจปี 2023 

เพื่อให้เลือกใช้แพลตฟอร์ม Content Management Systems (CMS) ได้อย่างตอบโจทย์มากที่สุด เราได้รวบรวม Content Management Systems น่าสนใจในปี 2023 มาฝากทุกคน! แต่ละแพลตฟอร์มจะมีจุดเด่นและเหมาะกับจัดการเว็บไซต์แบบใดบ้าง มาหาคำตอบไปพร้อมกันได้เลย!

1.   WordPress

WordPress เป็นโปรแกรม Content Management Systems (CMS) สำหรับสร้างและจัดการเว็บไซต์ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายมากที่สุดตัวหนึ่งในปี 2023! ยืนยันได้จากการที่ WordPress ออกมาระบุว่ากว่า 36% ของเว็บไซต์บนโลกสร้างมาจากแพลตฟอร์มของพวกเขา ความโดดเด่นของ WordPress อยู่ที่ฟีเจอร์สำคัญที่ให้คุณสามารถเพิ่มตัวเลือก Extensions and Plugins ได้อย่างอิสระ เพื่อปรับเปลี่ยนและตกแต่งหน้าเว็บไซต์ให้แตกต่างจากเว็บฯ อื่น ๆ  

เหมาะกับใคร: การใช้ WordPress อาจต้องอาศัยความรู้ ความเข้าใจทางด้านเทคนิคในการสร้างเว็บไซต์ในระดับหนึ่ง จึงอาจไม่ใช่ตัวเลือกที่เหมาะสำหรับมือใหม่หรือผู้ที่ไม่มีความรู้พื้นฐานด้านการเขียนโค้ดและสร้างเว็บไซต์มาก่อน อย่างไรก็ดี ก็ไม่ได้ยากเกินความสามารถจนเกินไป เพราะนักสร้างเว็บมือใหม่ สามารถอ่านข้อมูลการใช้จากโปรแกรมหรือช่องทางอื่น ๆ ได้เช่นกัน

ค่าใช้จ่าย: WordPress ติดตั้งได้ฟรีแต่อาจมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เพิ่มเติมตามวัตถุประสงค์การใช้งาน นอกจากนี้หากไม่มีความเชี่ยวชาญในด้านการเขียนโค้ดหรือสร้างเว็บไซต์ อาจจำเป็นต้องจ้างผู้เชี่ยวชาญดูแลเว็บฯ เพิ่มด้วย

2.   HubSpot CMS Hub

HubSpot CMS Hub คือโปรแกรมสร้างเว็บไซต์ที่มีฟีเจอร์และระบบจัดการเนื้อหาอย่างครบถ้วน จึงทำให้สามารถปรับแต่งหน้าเว็บไซต์ได้อย่างอิสระ โดยโปรแกรม HubSpot CMS Hub ได้ถูกออกแบบมาสำหรับการทำงานด้านการตลาดและธุรกิจโดยเฉพาะ พร้อมด้วยระบบรักษาความปลอดภัยที่ติดตั้งมาพร้อมกับโปรแกรม

เหมาะกับใคร: เนื่องจาก HubSpot CMS Hub ถูกออกแบบมาเพื่องานด้านการตลาดและธุรกิจโดยเฉพาะ จึงเหมาะกับนักการตลาดหรือผู้ประกอบการในทุกระดับมากกว่า อย่างไรก็ดี HubSpot CMS Hub ไม่ได้ใช้งานยุ่งยากหรือต้องใช้ความรู้ทางด้านเทคนิคเฉพาะแต่อย่างใด จึงสามารถนำมาใช้กับงานทั่วไปได้ รวมถึงยังนำมาใช้ปรับแต่ง SEO เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเว็บไซต์ได้อีกด้วย 

ค่าใช้จ่าย: สามารถทดลองใช้ฟรีได้ 14 วัน หลังจากนั้นมีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นที่ $25/เดือน และเพิ่มขึ้นตามแพ็กเกจแต่ละประเภท

3.   Joomla

Joomla เป็นอีกหนึ่งโปรแกรม Content Management Systems (CMS) ที่มาแรงในปี 2023 เช่นกัน ด้วยฟีเจอร์ที่มีให้เลือกใช้งานมากมาย มาพร้อม Extensions และเทมเพลตหลากหลายให้เลือกสรร ทำให้สามารถปรับแต่งเว็บไซต์ได้อย่างมีเอกลักษณ์ โดดเด่นและเข้าได้กับทุกแบรนด์ นอกจากนี้ Joomla ยังมีฟีเจอร์ที่สร้างเว็บไซต์ได้ซับซ้อนประหนึ่งเขียนโค้ดเองอีกด้วย

เหมาะกับใคร: Joomla เหมาะกับผู้ใช้งานที่มีความเชี่ยวชาญระดับปานกลางไปจนถึงสูง เพราะด้วยระบบที่เอื้อต่อการสร้างเว็บไซต์ที่มีความซับซ้อน ทำให้ต้องมีความรู้ความเข้าใจทางด้านการจัดการเว็บไซต์พอสมควร ดังนั้นจึงไม่ใช่ตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับนักสร้างเว็บฯ ฝึกหัดเท่าไหร่นัก 

ฟรีไหม: เริ่มต้นใช้งานได้ฟรี แต่อาจมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น ซื้อชื่อโดเมน ติดตั้ง Plugin เพิ่มเติมนอกเหนือจากที่มาพร้อมกับโปรแกรม

4.   Wix

Wix เป็นโปรแกรมสร้างเว็บไซต์สำเร็จรูปที่ใช้ง่ายและมีฟังก์ชั่นปรับแต่งหลากหลายมากที่สุดเว็บฯ หนึ่งในขณะนี้ โดยสามารถใช้ Wix สร้างเว็บฯ ตั้งแต่ต้นจนจบ เช่น การเลือกโดเมน ปรับแต่งเว็บไซต์ เลือกใช้เทมเพลต ฯลฯ และยังสามารถใช้เป็นเครื่องมือเขียนและปรับแต่ง SEO รวมไปถึงใช้ปรับขนาดเว็บไซต์เพื่อให้เหมาะสมกับหน้าจอบนอุปกรณ์อื่น ๆ นอกเหนือจากคอมพิวเตอร์ นอกจากนี้ Wix ยังเหมาะสำหรับสร้างเว็บฯ ธุรกิจ E-commerce ในปี 2023 อย่างมาก เพราะนอกจากจะมีรูปแบบรองรับกับการสร้างร้านค้าออนไลน์ ยังมาพร้อมกับระบบตรวจสอบและยืนยันการชำระเงินด้วย

เหมาะกับใคร: Wix เหมาะสำหรับมือใหม่ที่ไม่มีประสบการณ์ในการเขียนโค้ดหรือสร้างเว็บไซต์มากนัก รวมถึงผู้ที่ไม่ต้องการเว็บไซต์ที่มีโครงสร้างหรือรูปแบบซับซ้อน

ค่าใช้จ่าย: เริ่มต้นใช้งานได้ฟรี แต่หากต้องการใช้งานแบบเต็มรูปแบบ ทาง Wix ก็มีแพ็กเกจให้เลือกตามความเหมาะสมของธุรกิจ โดยแพ็กเกจสำหรับเว็บไซต์ทั่วไปเริ่มต้นที่ $12.5 ต่อเดือน และสำหรับเว็บไซต์ E-commerce เริ่มต้นที่ $17 ต่อเดือน

5.   Adobe Commerce

Adobe Commerce หรือชื่อเก่าคือ Magento คือโปรแกรมจัดการเนื้อหาที่พัฒนาโดยเครือ Adobe บริษัทซอฟท์แวร์ชื่อดัง ความโดดเด่นของ Adobe Commerce อยู่ที่ความสามารถปรับแต่งเว็บไซต์ได้อย่างไร้ขีดจำกัด นอกจากนี้ยังสามารถติดตั้ง Plugins เพิ่มได้ด้วย โดยระบบของ Adobe Commerce ถูกออกแบบมาสำหรับสร้างเว็บไซต์เพื่อขายของออนไลน์หรือธุรกิจ E-commerce โดยตรง จึงสามารถเพิ่มช่องการการชำระเงินได้อย่างสะดวก ไม่ว่าจะผ่านบัตรเครดิต หรือ PayPal เป็นต้น

เหมาะกับใคร: เหมาะกับผู้ประกอบการธุรกิจขนาดใหญ่หรือแบรนด์ที่สนใจทำ E-commerce 

ค่าใช้จ่าย: แพ็คเกจเริ่มต้นของการใช้งานเริ่มที่ $22,000 ต่อปี

6.   Shopify

Shopify คือแพลตฟอร์มสร้างร้านค้าออนไลน์หรือเว็บไซต์ E-Commerce แบบสำเร็จรูป โดยมีเทมเพลตให้เลือกใช้มากมายหรือจะนำมาต่อยอดปรับแต่งให้เข้ากับแบรนด์สินค้าของตัวเองก็ได้เช่นกัน

เหมาะกับใคร: นอกจากเหมาะกับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ หรือผู้ประกอบการขนาดเล็กที่ต้องการมีเว็บไซต์ E-commerce เป็นของตนเองแล้ว Shopify ยังมีระบบรองรับที่เหมาะกับธุรกิจขนาดใหญ่ โดยจะเห็นได้จากบริการเสริมที่เรียกว่า Shopify POS Lite และ Shopify POS Pro (ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มจากราคาแพ็กเกจปกติ) สำหรับรองรับการขายที่ต้องการประสิทธิภาพในการจัดการมากขึ้น

ค่าใช้จ่าย: สำหรับแพ็กเกจเริ่มต้น Shopify Lite ราคา $9 ต่อเดือน และแพ็กเกจที่ครอบคลุมฟีเจอร์ทั้งหมด Shopify Plus เริ่มต้น $2,000 ต่อเดือน

7.   Squarespace

Squarespace คือโปรแกรมสร้างและจัดการเว็บไซต์ที่ออกแบบมาให้ใช้งานง่ายและสามารถปรับแต่งหน้าเว็บไซต์ได้โดยไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ดเช่นกัน แต่ความน่าสนใจของแพลตฟอร์มนี้ที่พิเศษกว่าเจ้าอื่น ๆ อยู่ที่เทมเพลตดีไซน์สวยที่มีให้เลือกหลากหลายตามจุดประสงค์ และด้วยดีไซน์ที่มีความโมเดิร์นเน้นความสวยงาม จึงเหมาะอย่างมากสำหรับสายอาร์ตที่เน้นสร้างเว็บฯ เป็นพอร์ตโฟลิโอเก็บผลงาน หรือใช้สร้างเว็บฯ ธุรกิจที่เน้นงานภาพ งานคราฟต์ ช่างแต่งหน้า รูปภาพ วิดีโอ ฯลฯ

เหมาะกับใคร: Squarespace เหมาะอย่างมากสำหรับ Blogger, Content creator, Graphic Designer หรือธุรกิจ B2C ที่เน้นการสื่อสารด้วยงานภาพหรือเน้นงานดีไซน์ที่สวยงามเป็นหลัก สามารถเริ่มใช้ได้ตั้งแต่มือใหม่ เพราะสามารถอ่านไกด์ไลน์การออกแบบและดูแลเว็บไซต์จากในโปรแกรมได้เลย 

ค่าใช้จ่าย : สามารถทดลองใช้ฟรีได้ 14 วัน หลังจากนั้นมีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นที่ $16 ต่อเดือน และเพิ่มขึ้นตามแพ็กเกจแต่ละประเภท

Best CMS 2023

สรุป

ในโลกปี 2023 ที่เทคโนโลยีพัฒนาอย่างต่อเนื่อง มีโปรแกรม Content Management Systems เกิดขึ้นมากมาย ซึ่งในแต่ละโปรแกรมก็มีจุดเด่นแตกต่างกันไปตามวัตถุประสงค์และความเหมาะสมของการใช้งาน ดังนั้น นอกจากต้องคำนึงถึงฟีเจอร์ต่าง ๆ ที่ตอบโจทย์กับธุรกิจแล้ว ผู้ประกอบการและนักสร้างเว็บไซต์ ยังต้องคำนึงถึงเรื่องงบประมาณในการสร้างเว็บฯ ให้เหมาะสมกับขนาดธุรกิจของตนเองด้วย

แต่ถ้าหากไม่รู้ว่าจะใช้โปรแกรมไหนสร้างเว็บไซต์ธุรกิจถึงจะเหมาะสมที่สุด ติดต่อ Primal Digital Agency ของเราได้เลย เรามีผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้บริการการตลาดแบบครบวงจร พร้อมแล้วก็กรอกรายละเอียดเพื่อปรึกษาแผนการตลาดได้ฟรีวันนี้!