อินโฟกราฟิกคืออะไร ? รวมตัวอย่างและเทคนิคดึงความสนใจลูกค้า

สรุปบล็อกนี้

Key Takeaways
Infographic คือ การนำข้อมูลที่มีความซับซ้อนและมีปริมาณมาก มาผ่านกระบวนการวิเคราะห์ ย่อยเนื้อหา และนำเสนอออกมาในรูปแบบของภาพกราฟิก เพื่อให้ผู้ชมสามารถทำความเข้าใจสารที่ต้องการสื่อได้ง่ายและรวดเร็วที่สุด การสร้างอินโฟกราฟิกที่มีคุณภาพไม่เพียงแต่ช่วยดึงดูดความสนใจบนโซเชียลมีเดีย แต่ยังสร้างความน่าเชื่อถือ ซึ่งระบบ AI มักนำไปใช้อ้างอิงข้อมูล ช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ในโลกที่ทุกอย่างขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven) ประกอบกับพฤติกรรมของผู้บริโภคสมัยใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความรวดเร็ว ทำให้การทำคอนเทนต์รูปแบบตัวหนังสือที่ต้องใช้เวลาและสมาธิในการอ่าน ไม่สามารถดึงดูดให้ลูกค้าสนใจเนื้อหาได้ทันที สิ่งนี้ถือเป็นเรื่องร้ายแรงสำหรับการทำธุรกิจออนไลน์อย่างมาก เพราะนอกจากลูกค้าจะไม่อยากมีส่วนร่วมในคอนเทนต์นั้น ๆ แล้ว พวกเขาอาจหันไปหาคู่แข่งที่นำเสนอคอนเทนต์ที่เข้าใจง่ายและตรงไปตรงมามากกว่าด้วย
ด้วยเหตุนี้การทำ “อินโฟกราฟิก (Infographic)” ที่นำเสนอด้วยรูปภาพหรือแผนภูมิ จึงกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เหล่านักการตลาดออนไลน์เลือกใช้ เพราะสามารถช่วยดึงดูดสายตาผู้ที่เห็นคอนเทนต์ได้มากกว่า โดยมีผลจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่า มนุษย์สามารถจดจำรูปภาพที่เห็นครั้งแรกได้ถึง 80% ทำให้อินโฟกราฟิกเพิ่มโอกาสในการดึงดูดผู้บริโภคได้มากกว่าคอนเทนต์รูปแบบอื่น ๆ
วันนี้เราจึงอยากพาทุกคนไปรู้จักว่าอินโฟกราฟิก (Infographic) คืออะไรและมีกี่รูปแบบ พร้อมตัวอย่างที่จะช่วยให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น

Table of Contents

อินโฟกราฟิกคืออะไร ? สรุปความหมายและประโยชน์ทางการตลาด

อินโฟกราฟิก (Infographic) คือการนำคำว่า “Information” ซึ่งหมายถึงข้อมูลที่ผ่านการประมวลผลแล้ว ผสมกับคำว่า “Graphic” ที่หมายถึงการแสดงผลในรูปแบบภาพ
เมื่อนำมารวมกันจึงหมายถึง การแปลงข้อมูลดิบ สถิติ หรือเนื้อหาที่มีความซับซ้อน ให้ออกมาอยู่ในรูปแบบของภาพที่มองเห็นแล้วเข้าใจได้ทันที โดยอาศัยองค์ประกอบทางศิลปะ เช่น สี เส้น ไอคอน และกราฟ เข้ามาช่วยจัดระเบียบข้อมูลให้เป็นหมวดหมู่และน่าดึงดูดสายตา

อินโฟกราฟิก VS ภาพกราฟิกทั่วไป ต่างกันอย่างไร ?

แม้ว่าภาพทั้งสองแบบนี้จะมีความคล้ายคลึงกัน แต่มีวัตถุประสงค์ในการใช้ที่แตกต่างกันออกไป ดังตารางด้านล่างนี้

หัวข้อ อินโฟกราฟิก
(Infographic)
ภาพกราฟิกทั่วไป
(General Graphic)
จุดประสงค์หลัก การให้ความรู้และการสื่อสารข้อมูล (Data Storytelling) เน้นความสวยงาม ดึงดูดสายตา หรือกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึก
ความสำคัญของข้อมูล เนื้อหาต้องมีความถูกต้อง แม่นยำ และเป็นแก่นสำคัญของภาพ ไม่จำเป็นต้องมีข้อมูลเชิงลึกหรือข้อความประกอบเสมอไป
รูปแบบการเล่าเรื่อง มีการจัดระเบียบข้อมูลเป็นหมวดหมู่ และมีลำดับการอ่านที่ชัดเจน นำเสนอแบบอิสระ เน้นความคิดสร้างสรรค์ตามจินตนาการ
สิ่งที่ผู้อ่านได้รับ ทำความเข้าใจข้อมูลที่ซับซ้อนได้ง่าย และได้รับสาระสำคัญกลับไป ได้รับความเพลิดเพลิน เสพความสวยงาม หรือเกิดความประทับใจ

อินโฟกราฟิกช่วยในการทำการตลาดออนไลน์อย่างไร ?

ในเชิงการตลาด อินโฟกราฟิกคือเครื่องมือสำคัญในการทำ Content Marketing ที่มีประสิทธิภาพสูงมาก โดยสามารถแบ่งประโยชน์หลักออกเป็น 2 มิติ ได้แก่

  • ด้านโซเชียลมีเดีย (Social Media) : ช่วยเพิ่ม Engagement ทั้งยอดไลก์ คอมเมนต์ และยอดแชร์ เนื่องจากผู้ใช้งานบนโซเชียลมีเดียมักมีเวลาจำกัด และนิยมส่งต่อเนื้อหาที่เป็นภาพสรุปข้อมูลที่สามารถเข้าใจได้ทันที
  • ด้านการปรับแต่งเว็บไซต์ (SEO) : การมีภาพกราฟิกที่ย่อยข้อมูลมาอย่างดีบนหน้าบทความ จะช่วยดึงดูดความสนใจและเพิ่มระยะเวลาที่คนอ่านอยู่บนเว็บไซต์ (Time on Page) ให้นานขึ้น นอกจากนี้ หากข้อมูลมีประโยชน์ ยังเปรียบเสมือนแม่เหล็กดึงดูดลิงก์อ้างอิง (Backlink) จากเว็บไซต์อื่น ๆ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลบวกต่อระบบ Search Engine ทำให้เว็บไซต์มีโอกาสติดอันดับบน Google ได้ง่ายขึ้น

ผู้หญิงที่กำลังออกแบบอินโฟกราฟิกให้น่าสนใจ

ประเภทของ Infographic ที่นักการตลาดต้องรู้ พร้อมตัวอย่าง

นอกจากดีไซน์ การเลือกประเภทของ Infographic ให้เหมาะสมกับคอนเทนต์ก็จะสามารถช่วยให้กลุ่มเป้าหมายเข้าใจและอยากมีส่วนร่วมได้ไม่แพ้กัน วันนี้เราจึงรวบรวม 8 ประเภทของอินโฟกราฟิก (Infographic) พร้อมภาพตัวอย่าง มาฝากนักการตลาด ดังนี้

1. รูปแบบไทม์ไลน์ (Timeline Infographics)

ตัวอย่างอินโฟกราฟิกรูปแบบไทม์ไลน์ที่ให้ข้อมูลตามลำดับเวลา
อินโฟกราฟิกรูปแบบไทม์ไลน์จะเน้นการนำเสนอข้อมูลตามลำดับเวลา เหมาะสำหรับแสดงขั้นตอนต่าง ๆ หรือเล่าประวัติความเป็นมาของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง โดยอาจสร้างโครงเรื่องด้วยหัวข้อต่าง ๆ และใช้เส้นแทนระยะเวลาร่วมด้วย
อินโฟกราฟิกประเภทนี้อาจมีข้อมูลที่ต้องนำเสนอเยอะ ดังนั้นถ้าต้องการนำมาทำคอนเทนต์ทางการตลาด ก็ควรเลือกใช้ฟอนต์ขนาดต่างกันเพื่อแยกข้อมูลให้ชัดเจน รวมถึงใช้คู่สีเพื่อเพิ่มความน่าสนใจ

2. รูปแบบเนื้อหาข้อมูล (Informational Infographics)

ตัวอย่างอินโฟกราฟิกรูปแบบเนื้อหาข้อมูล สรุปไว้เป็นเรื่องเดียว
อินโฟกราฟิกรูปแบบนี้สามารถนำเสนอเนื้อหาประเภทใดก็ได้ แต่โดยส่วนมากมักสื่อสารเป็นภาพรวม หรือสรุปเรื่องไว้ในภาพเดียว โดยเน้นที่ความกระชับของข้อมูล การจัดวางรูปภาพและตัวหนังสือให้น่าดึงดูด
แบรนด์มักใช้ในการนำเสนอสินค้า เนื่องจากไม่จำเป็นต้องมีรายละเอียดเยอะ เพียงแค่ดึงดูดผู้คนให้อ่านได้ก็เพียงพอแล้ว

3. รูปแบบเปรียบเทียบข้อมูล (Comparison Infographics)

ตัวอย่างอินโฟกราฟิกรูปแบบเปรียบเทียบ นำชุดข้อมูลมาเปรียบเทียบเพื่อให้เห็นความแตกต่าง
อินโฟกราฟิกรูปแบบนี้คือการนำชุดข้อมูลสองอันมาเปรียบเทียบกัน ไม่ว่าจะเป็นข้อดี ข้อเสีย หรือคุณสมบัติต่าง ๆ เพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นภาพความแตกต่างอย่างชัดเจน
นักการตลาดสามารถใช้อินโฟกราฟิกรูปแบบนี้ในการทำคอนเทนต์สำหรับเปรียบเทียบสินค้าหรือบริการ หรือเทียบให้เห็นว่าสินค้าของแบรนด์มีประสิทธิภาพดีกว่าอย่างไร ก็จะช่วยให้กลุ่มเป้าหมายตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น

4. รูปแบบลิสต์รายการ (List Infographics)

ตัวอย่างอินโฟกราฟิกแบบเป็นลิสต์รายการ ลดความซับซ้อน ช่วยทำให้เข้าใจง่าย
การนำเสนอข้อมูลเป็นลิสต์รายการก็เป็นอินโฟกราฟิกรูปแบบหนึ่งที่น่าสนใจ ตัวอย่างเช่น ทางแบรนด์อาจนำเสนอคุณสมบัติของสินค้าหรือนำเสนอสินค้าทั้งหมดที่แบรนด์มี ซึ่งในแต่ละลิสต์ไม่ควรมีตัวหนังสือยาวมากนัก พร้อมกันนั้นควรวิเคราะห์ด้วยว่าลิสต์รายการไหนที่สามารถรวมเป็นประเด็นเดียวกันได้ ก็จะช่วยลดความซับซ้อนของข้อมูลให้ผู้อ่านเข้าใจได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

5. รูปแบบแผนที่ (Map Infographics)

ตัวอย่างอินโฟกราฟิกรูปแบบแผนที่ นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับที่ตั้ง
อินโฟกราฟิกรูปแบบแผนที่ เหมาะกับการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ตั้ง โดยแบรนด์สามารถสร้างคอนเทนต์เพื่อแจ้งข้อมูลให้ลูกค้ารู้ว่าสินค้ามีจำหน่ายที่ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายใดบ้าง หรือร้านค้านั้น ๆ อยู่ในพื้นที่ใด เพื่อให้ลูกค้าเข้าใจได้ว่าควรไปซื้อได้ที่ไหน ถึงจะใกล้และสะดวกมากที่สุด ถือเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าได้อีกทางหนึ่ง

6. รูปแบบที่ผู้อ่านสามารถปฏิสัมพันธ์ได้ (Interactive Infographics)

ตัวอย่างอินโฟกราฟิกรูปแบบที่ผู้อ่านสามารถปฏิสัมพันธ์ได้ สามารถปรับแต่งข้อมูลได้เอง
หากต้องการให้ลูกค้าใช้เวลากับคอนเทนต์ของแบรนด์มากขึ้น รูปแบบที่ผู้อ่านสามารถปฏิสัมพันธ์ได้ (Interactive Infographics) ก็ตอบโจทย์วัตถุประสงค์เช่นกัน
แบรนด์สามารถนำเสนอในรูปแบบที่ผู้ใช้งานสามารถปรับแต่งการนำเสนอข้อมูลได้ด้วยตนเอง เช่น กดปรับจำนวนและขนาดของกราฟเพื่อดูผลลัพธ์ข้อมูล กดอินโฟกราฟิกเพื่อดูคุณสมบัติเพิ่มเติมของสินค้า กดเพื่อดูยอดขาย

7. รูปแบบข้อมูลเชิงสถิติ (Statistical Infographics)

ตัวอย่างอินโฟกราฟิกรูปแบบข้อมูลเชิงสถิติ ช่วยให้เข้าใจข้อมูลตัวเลขได้ง่ายขึ้น
การนำเสนอข้อมูลเชิงสถิติเป็นหนึ่งในรูปแบบอินโฟกราฟิกที่ได้รับความนิยมใช้งานมากที่สุดประเภทหนึ่ง โดยเน้นการนำข้อมูลต่าง ๆ มาออกแบบเป็นภาพนิ่งที่สวยงามเข้าใจง่าย เพื่อไม่ให้ผู้บริโภคเห็นตัวเลขยุบยับแล้วต้องเบือนหน้าหนี
สำหรับการทำการตลาดออนไลน์ อินโฟกราฟิกรูปแบบนี้มีประโยชน์ต่อคอนเทนต์ที่ต้องการแสดงข้อมูลจำนวนมหาศาล เช่น สถิติการเติบโตของสินค้า ซึ่งสามารถช่วยแสดงความน่าเชื่อถือของแบรนด์ได้อีกทางหนึ่ง

8. รูปแบบขั้นตอนการทำงาน (Process / How-to Infographics)

ตัวอย่างอินโฟกราฟิกรูปแบบขั้นตอนหรือ How to เพื่ออธิบายกระบวนการ
รูปแบบขั้นตอนหรือฮาวทู (How-to) จะเน้นการอธิบายกระบวนการทำงานหรือวิธีการใช้งานอย่างเป็นลำดับขั้น (Step-by-step)
รูปแบบนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการสอนใช้อุปกรณ์ อธิบายขั้นตอนการสมัครบริการ หรือย่อยกระบวนการที่ซับซ้อนให้ดูทำตามได้ง่าย ช่วยลดภาระของทีม Customer Service และทำให้ลูกค้ามองว่าแบรนด์มีความเป็นมืออาชีพ

สร้าง Infographic อย่างไร ให้ดึงดูดใจลูกค้าตั้งแต่แวบแรก !

เพื่อเป็นไกด์ไลน์สำหรับนักการตลาดที่อยากใช้อินโฟกราฟิกทำคอนเทนต์ นอกจากประเภทของ Infographic แล้ว วันนี้เรายังรวบรวมหลักการทำอินโฟกราฟิกง่าย ๆ ที่การันตี Engagement จากผู้ใช้โซเชียลมีเดียได้จริง มาฝากกันด้วย!

กำหนดธีมให้สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน

การกำหนดธีมเป็นหลักสำคัญของการออกแบบอินโฟกราฟิกที่ดีทางหนึ่ง โดยแบรนด์ควรวางแผนก่อนว่าต้องการนำเสนอภาพรวมอย่างไร จากนั้นจึงค่อยมากำหนดองค์ประกอบย่อยอื่น ๆ เช่น ธีมสี ลักษณะไอคอน การเลือกรูปภาพ หรือแม้แต่ระดับของภาษา เพราะเมื่อภาพรวมสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมดแล้ว ก็จะทำให้อินโฟกราฟิกมีเอกภาพ และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แบรนด์ได้ด้วย

ข้อมูลสั้น กระชับ เข้าใจง่าย

ทำอินโฟกราฟิกย่อยข้อมูลทั้งที ถ้าจะทำให้ดีก็ควรทำให้สั้น กระชับ และเข้าใจง่ายมากที่สุด โดยแบรนด์อาจวางแผนก่อนว่าจะนำข้อมูลส่วนไหนมาใช้บ้าง จากนั้นจึงวิเคราะห์และกลั่นกรองเฉพาะเนื้อหาสำคัญ และเมื่อได้เนื้อหาที่ต้องการสื่อสารแล้ว ก็แปลข้อมูลเหล่านั้นเป็นไอคอนหรือรูปภาพ เพื่อให้สามารถถ่ายทอดได้อย่างกระชับและมีประสิทธิภาพสูงสุด

เลือกฟอนต์ให้เหมาะสม

ฟอนต์ เป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งของอินโฟกราฟิก เพราะนอกจากจะทำให้ผู้อ่านเข้าใจหัวข้อและประเด็นต่าง ๆ ได้ง่ายมากขึ้นแล้ว รูปแบบฟอนต์ที่เหมาะสมยังช่วยดึงความสนใจจากกลุ่มเป้าหมายได้ไม่แพ้กัน โดยแบรนด์ควรเลือกฟอนต์ที่มีรูปแบบและขนาดเหมาะสม เลือกสีตาม CI ของแบรนด์ นอกจากนี้ยังควรคำนึงถึงเรื่องการวางตำแหน่ง โดยควรวางฟอนต์ให้อยู่ในตำแหน่งที่อ่านง่ายและสะดุดตา ไล่เลียงลงมาตามความเหมาะสม

คำโฆษณาพาดหัวดึงดูดสายตาผู้อ่าน

สิ่งหนึ่งที่ขาดไปไม่ได้เลยในอินโฟกราฟิกก็คือ ‘คำโฆษณาพาดหัว’ หรือ Headline เพราะสิ่งนี้ถือเป็นสิ่งแรก ๆ ที่กลุ่มลูกค้าจะตัดสินใจหยุดดูหรือไม่ แนะนำว่าหากต้องการให้น่าสนใจ ก็ควรทำให้คำโฆษณาสอดคล้องไปกับภาพหรือไอคอน อาจใช้คำที่กำลังเป็นเทรนด์หรือไวรัลอยู่ในขณะนั้นเพื่อให้เข้าถึงผู้อ่าน หรือแม้แต่ทำให้คล้องจอง มีลูกเล่น ก็จะช่วยให้ผู้อ่านสะดุดตาจนอยากใช้เวลากับคอนเทนต์อินโฟกราฟิกของแบรนด์มากขึ้นได้

รูปสวย ไอคอนสื่อสาร

อย่างที่กล่าวไปว่ามนุษย์มีแนวโน้มจดจำข้อมูลจากภาพได้มากกว่าตัวอักษร ดังนั้นการจะทำอินโฟกราฟิกให้ดี การใช้รูปสวย ๆ หรือไอคอนที่สื่อสารเข้าใจง่ายจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยแบรนด์สามารถเลือกได้ตามความเหมาะสมว่าจะใช้ภาพอย่างไร เพียงจัดวางให้เหมาะสมและสอดคล้องไปกับองค์ประกอบอื่น ๆ เท่านี้ก็จะทำให้อินโฟกราฟิกของคุณน่าสนใจมากยิ่งขึ้นแล้ว

ใช้เครื่องมือที่ช่วยให้ออกแบบง่ายขึ้น

สำหรับมือใหม่ที่ไม่ได้เชี่ยวชาญโปรแกรมกราฟิกขั้นสูง การหาข้อมูลว่า Canva คืออะไร และลองใช้งานดู จะพบว่ามีเทมเพลตอินโฟกราฟิกสำเร็จรูปที่ช่วยให้การออกแบบเป็นเรื่องง่ายและรวดเร็ว

ดาวน์โหลดคู่มือและเทมเพลตอินโฟกราฟิกฟรี

หากต้องการตัวช่วยในการเริ่มต้นสร้างสรรค์ผลงาน สามารถดาวน์โหลด Infographic Template & Guide PDF ซึ่งรวบรวมเทมเพลตและคู่มือการเลือกใช้สี ฟอนต์ และการจัดเลย์เอาต์ฉบับสมบูรณ์ เพื่อให้นำไปปรับใช้กับเครื่องมือออกแบบต่าง ๆ ได้ทันที
การออกแบบอินโฟกราฟิกต้องคิดทุกองค์ประกอบอย่างรอบคอบ

ยกระดับอินโฟกราฟิกสู่การเป็น Citation Assets สำหรับ AI Search

การทำอินโฟกราฟิกในปัจจุบันไม่เพียงมีประโยชน์ในการดึงดูดคนบนโซเชียลมีเดีย แต่รูปภาพที่มีคุณภาพ ข้อมูลแน่น และย่อยง่าย กำลังกลายเป็นสินทรัพย์ (Citation Assets) ชั้นดีที่ระบบ Search Engine ยุคใหม่ รวมถึงฟีเจอร์อย่าง AI Overviews มักจะดึงไปอ้างอิงและแสดงผลเป็นคำตอบให้แก่ผู้ใช้งาน
เมื่อระบบ AI วิเคราะห์และพบว่าอินโฟกราฟิกบนเว็บไซต์ของคุณเป็นต้นฉบับ (Original Data Visual) และมีประโยชน์ จะช่วยเพิ่มโอกาสให้เว็บไซต์ถูกมองเห็นได้มากขึ้นเหนือคู่แข่ง
หากองค์กรของคุณต้องการสร้างโครงสร้างเนื้อหาที่ตอบรับกับเทรนด์การค้นหาแห่งอนาคต การมีบริษัทรับทำ SEO ที่มีความเชี่ยวชาญมาช่วยวางแผนกลยุทธ์ ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า Primal พร้อมให้บริการรับทำ AI Search เพื่อผลักดันแบรนด์ของคุณให้เป็นแหล่งข้อมูลที่ AI และผู้บริโภคไว้วางใจ ปรึกษาเราได้เลยวันนี้!
ข้อมูลอ้างอิง

  1. What Are the 9 Types of Infographics?. สืบค้นเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 จาก https://venngage.com/blog/9-types-of-infographic-template/

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอินโฟกราฟิก (FAQs)

คำถาม คำตอบ
ขนาดของอินโฟกราฟิกที่เหมาะสมสำหรับโพสต์บนโซเชียลมีเดียคือเท่าไร ? ขนาดจะแตกต่างกันไปตามแพลตฟอร์ม สำหรับ Facebook และ Instagram แนะนำให้ใช้อัตราส่วน 1:1 (1080 x 1080 px) หรือ 4:5 (1080 x 1350 px) เพื่อให้พอดีกับหน้าจอโทรศัพท์ ส่วนบนเว็บไซต์หรือ Pinterest มักจะนิยมใช้ภาพแนวตั้งขนาดยาว เช่น 800 x 2000 px ขึ้นไป
นอกจาก Canva มีโปรแกรมหรือเว็บไซต์ไหนอีกบ้างที่ใช้สร้างอินโฟกราฟิกได้ ? มีเครื่องมือออนไลน์มากมายที่ออกแบบมาเพื่อการทำอินโฟกราฟิกโดยเฉพาะ เช่น Piktochart, Venngage, และ Visme ซึ่งเครื่องมือเหล่านี้มักจะมีเทมเพลตและไอคอนสำหรับ Data Visualization ให้เลือกใช้หลากหลายกว่าโปรแกรมแต่งภาพทั่วไป
ควรเซฟไฟล์อินโฟกราฟิกเป็นนามสกุลอะไรดีที่สุด ? การเลือกนามสกุลไฟล์ควรพิจารณาจากแพลตฟอร์มที่จะนำไปโพสต์ เพื่อให้ได้ทั้งความคมชัดและประสิทธิภาพที่ดีที่สุด ดังนี้

  • WebP (แนะนำที่สุดสำหรับเว็บไซต์) : เป็นไฟล์ฟอร์แมตยุคใหม่ที่บีบอัดขนาดไฟล์ได้เล็กกว่า PNG และ JPG ถึง 25-35% โดยยังคงความคมชัดไว้ได้ดีเยี่ยม ช่วยให้หน้าเว็บโหลดเร็วขึ้น ซึ่งส่งผลบวกต่อการทำ SEO โดยตรง
  • PNG (แนะนำสำหรับโซเชียลมีเดีย) : เหมาะสำหรับภาพอินโฟกราฟิกที่มีตัวอักษรหรือกราฟิกเยอะ เพราะเป็นไฟล์แบบไม่สูญเสียรายละเอียด (Lossless) ช่วยให้ตัวหนังสือและเส้นกราฟิกคมชัด ไม่แตกเบลอเมื่อถูกระบบโซเชียลมีเดียบีบอัด
  • JPG / JPEG : เหมาะกับรูปถ่ายบุคคลหรือวิวทิวทัศน์ ไม่แนะนำสำหรับนำมาเซฟเป็นภาพอินโฟกราฟิก เพราะกระบวนการบีบอัดของไฟล์ประเภทนี้จะทำให้ขอบตัวหนังสือเกิดรอยหยักและอ่านยาก
  • SVG : เหมาะสำหรับงานกราฟิกประเภทเวกเตอร์ โลโก้ หรือไอคอนเล็ก ๆ บนหน้าเว็บไซต์ เพราะสามารถซูมขยายได้โดยที่ภาพไม่แตกและมีขนาดไฟล์เล็กมาก