เพราะข้อมูลมีค่ายิ่งกว่าน้ำมัน ทำ E-Commerce Tracking ด้วย Google Analytics เครื่องมือที่ทั้งสะดวกและมีประสิทธิภาพ

ด้วยความที่ธุรกิจในยุคสมัยนี้ “เว็บไซต์” เปรียบเสมือนหน้าร้านอีกหนึ่งสาขา (หรือหลายๆ ธุรกิจก็ใช้เป็นสาขาหลัก) ของแบรนด์สินค้าและบริการไปเลย นั่นเป็นเพราะพฤติกรรมการบริโภคที่นับวันจะก้าวเข้าสู่ออนไลน์จนใกล้ 100% เข้าไปทุกที จึงทำให้ออนไลน์เป็นตัวแปรที่มีความสำคัญมากๆ กับแทบทุกธุรกิจ ดังนั้นการเก็บข้อมูลด้วยเครื่องมืออย่าง Google Analytics เพื่อนำมาวิเคราะห์และปรับปรุงแก้ไขเว็บไซต์หรือหน้าร้านออนไลน์ให้ยังคงมีประสิทธิภาพสูงสุดอยู่เสมอนั้น เป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

ในบทความนี้เราจะพาทุกคนมาทำความรู้จักเครื่องมือทรงประสิทธิภาพนี้ซึ่งถือเป็นเครื่องมือที่ทุกๆ ธุรกิจที่มีเว็บไซต์โดยเฉพาะกับคนที่ต้องการทำ E-Commerce Tracking ด้วยแล้วยิ่งไม่ควรมองข้าม

Google Analytic หรือ GA คืออะไร

Google Analytic คือเครื่องมือจาก Google ที่ให้คุณสามารถใช้งานได้ ฟรี! เอาไว้สำหรับเก็บข้อมูลผู้เข้าชมเว็บไซต์ของเรา มีวัตถุประสงค์เพื่อการนำข้อมูลเหล่านั้นไปต่อยอดใช้ในการวิเคราะห์ในงานด้านต่างๆ ตามแต่เจ้าของเว็บไซต์ต้องการ อาทิ การนำข้อมูลไปใช้ทางด้านกลยุทธ์การตลาดต่างๆ การซื้อโฆษณา หรือแม้แต่ปรับแต่งเว็บไซต์ (UX/UI Design) เพื่อให้ผู้ใช้สามารถใช้งานได้อย่างสะดวกและง่ายที่สุด

นอกจากนี้ Google Analytics ยังช่วยให้คุณรู้ได้ว่า สินค้าหรือบริการใดได้รับความสนใจ คุณสามารถแก้ปัญหาต่างๆ ได้อย่างทันท่วงทีรวมทั้งการเข้าถึงโอกาสในการเติบโตทางธุรกิจด้านอื่นๆ อีกด้วย โดยข้อมูลที่ GA สามารถเก็บได้นั้นถือเป็นข้อมูลสำคัญๆ ที่เพียงพอจะนำไปทำงานต่างๆ ต่อได้ ไม่ว่าจะเป็น เพศ อายุ อุปกรณ์ที่ใช้ในการเข้าเว็บไซต์ (จะได้รู้ว่าลูกค้าส่วนใหญ่มาจากช่องทางไหน Mobile หรือ Desktop เพื่อปรับปรุงเว็บไซต์ให้เสถียรที่สุด)

อีกทั้งยังดูได้ด้วยว่าคนที่เข้าเว็บไซต์ของคุณมาจากแหล่งใดบ้าง เช่น เข้าจากลิงก์ที่แชร์ไว้บนเพจ Facebook เสริ์ชผ่าน Google แล้วเจอลิงก์เว็บไซต์ คลิกผ่านโฆษณาบน Facebook และช่องทางอื่นๆ นอกจากนี้ถ้าดูในแง่ของพฤติกรรมผู้เข้าชมเว็บไซต์ล่ะก็ Google Analytic สามารถเก็บข้อมูลได้อย่างละเอียด ตั้งแต่

จำนวนหน้าที่ผู้ใช้เว็บไซต์เราเข้าไปดู ระยะเวลาที่พวกเขาอยู่บนเว็บไซต์ของเรา ไปจนถึงพวกเขาทำการซื้อสินค้าอะไรผ่านเว็บไซต์ของเราบ้าง หรือถ้าจะให้ลงลึกไปอีกคุณก็สามารถรู้ได้ว่า กลุ่มลูกค้าที่เข้ามาบนหน้าเว็บไซต์เป็นใคร ช่วงอายุไหนที่ซื้อสินค้าของคุณมากกว่า ซึ่งแน่นอนว่าข้อมูลเหล่านี้คุณไม่สามารถหาซื้อได้จากที่ไหน นอกซะจากว่าจะเป็นคนเก็บข้อมูลด้วยตัวเองและเป็นข้อมูลที่จะช่วยให้คุณเพิ่มประสิทธิภาพกับธุรกิจของตัวเองด้วย

และนี่ล่ะคือเหตุผลที่ว่าทำไม “คุณจึงควรใช้ Google Analytic)

***หมายเหตุ: Google Analytics เป็นเพียงเครื่องมือที่ใช้สำหรับติดตามและดูผลลัพธ์เท่านั้น หากต้องการจะติดตั้ง Tracking Code ต่างๆ จะต้องทำผ่านเครื่องมือที่ชื่อว่า Google Tag Manager (GTM)

ใน Google Analytics เมนูเหล่านี้มีไว้ทำอะไร

Real Time

ตัวเลขแสดงช่วงเวลาปัจจุบันว่า ณ ขณะที่คุณกำลังดูข้อมูลอยู่นั้นมีคนเข้าเว็บไซต์จำนวนกี่ Sessions พวกเขาเข้าเว็บไซต์หน้าไหนอยู่บ้างโดยมีการวัดผลให้เห็นเป็นกราฟแบบเรียลไทม์

* 1 Session นับเป็น 30 นาทีและใน 1 User จะมีกี่ Session ก็ได้

Audience

สำหรับดูภาพรวมของจำนวนคนที่เข้าชมเว็บไซต์เราว่ามีปริมาณเป็นอย่างไรบ้าง ช่วงอายุ ความสนใจ อาศัยอยู่ที่ไหน ใช้อุปกรณ์และระบบปฏิบัติการอะไรในการเข้าเว็บไซต์

Acquisition

ตัวที่จะบอกว่าผู้คนที่เข้ามาอยู่บนเว็บไซต์ของคุณ เขามาจากช่องทางไหน อาทิ การค้นหาใน Google (Organic Search) มาจากการคลิกโฆษณาของ Google พิมพ์ลิงก์เข้าเว็บไซต์โดยตรง หรือจะมาจาก Social Meida ต่างๆ เมื่อเราได้ข้อมูลตรงส่วนนี้มาก็สามารถนำไปใช้พัฒนาศักยภาพเพิ่มจำนวนการเข้าถึงในแต่ละช่องทางได้

Behavior

ส่วนนี้จะบอกคุณว่าผู้คนที่เข้ามาในเว็บไซต์อยู่ในหน้าไหนมากที่สุดและเมื่อเข้ามาแล้วคลิกไปที่หน้าไหนต่อ จำนวนการคลิกไปหน้าอื่นๆ มามากน้อยแค่ไหน โดยคุณสามารถเอาผลลัพธ์จากส่วนนี้ไปพัฒนาร่วมกับหน้าร้านออนไลน์ของคุณ (E-Commerce) ให้รองรับการใช้งานมากยิ่งขึ้น

ยกตัวอย่างเช่น หากลูกค้ากด “เพิ่มสินค้าลงตะกร้า” บ่อยๆ แต่ยอดการซื้อขายต่ำจนไม่สมเหตุสมผล คุณอาจจะต้องกลับมาตรวจสอบดูว่าหน้าจ่ายเงินของคุณมีปัญหาหรือไม่ เป็นต้น

Conversions

ส่วนนี้คือเป้าหมายหรือ Goals ที่คุณกำหนดเอาไว้ว่าจะนับกิจกรรมใดบนเว็บไซต์ให้เป็น Conversions บ้าง ซึ่งโดยส่วนมากหากเป็นเว็บไซต์ทั่วๆ ไป ก็มักจะนับว่า ถ้าผู้ใช้อยู่บนเว็บไซต์เกิน 3 นาที นับเป็น Conversion หรือจะเป็นกรอกแบบฟอร์ม นับเป็น Conversions เป็นต้น ส่วนถ้าเป็นเว็บไซต์ที่มีระบบ E-Commerces ด้วย ก็อาจจะไปเก็บ Conversions ตรงส่วนของปุ่ม Add To Cart หรือไม่ก็ปุ่มจ่ายเงินเลยก็ได้ 

ซึ่งคุณสามารถกำหนดได้ตามต้องการและทำการติดตามผลใน Google Analytics สูงสุดถึง 20 Conversions เลยทีเดียว โดยข้อมูลส่วนนี้จะช่วยให้คุณสามารถนำไปเป็นกลุ่มเป้าหมายสำหรับทำแคมเปญโฆษณา (Google Ads) หรือใช้สำหรับการวางแผนกลยุทธ์การตลาดต่อไปได้ โดยระบบของ Google Analytics จะคำนวณและแสดงผลออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์ (Conversions Rate) ให้คุณทำงานได้ง่ายยิ่งขึ้น

Google Analytics ใช้อย่างไร

สำหรับวิธีการสมัครใช้งานนั้นสิ่งที่คุณจะต้องมีเป็นอันดับแรกคือ บัญชี Gmail (หากไม่มี Gmail มาก่อนสามารถสร้างใหม่ได้ที่ https://mail.google.com/ ) โดย Google Analytics มีขั้นตอนการสมัครใช้งานดังต่อไปนี้

1. ไปที่ https://analytics.google.com/

2. คลิกปุ่มสีฟ้า “Set up for free”

3. ตั้งชื่อ Account Name จากนั้นคลิก Next

4. เลือกแพลตฟอร์มที่คุณต้องการจะวัดผล ในที่นี้เลือกเป็น Web จากนั้นคลิก Next

5. กรอกข้อมูลตามที่ระบบกำหนด จากนั้นคลิก Create

6. ระบบจะขึ้นหน้า Terms and Service Agreement มา ให้เลือกเป็นประเทศไทยและติ๊กยอมรับทั้ง 2 จุด จากนั้นคลิก I Accept

7. จากนั้นระบบจะแสดงหน้าตาดังรูป (เข้าได้จาก คลิกสัญลักษณ์ฟันเฟืองด้านล่างมุมซ้าย ที่แท็บ Property คลิก Tracking Info เลือก Tracking Code) คัดลอกเอา Code (Global Site Tag) ไปติดตั้งในเว็บไซต์ของคุณ

8. รอระยะเวลาให้ Google Analytics ทำการอัปเดตข้อมูลไม่เกิน 48 ชั่วโมง ก็สามารถติดตามข้อมูลในเว็บไซต์ได้แล้ว

การทำ E-Commerce Tracking

ก่อนอื่นเราขออธิบายสั้นๆ ก่อนว่า E-Commerce Tracking ก็คือการติดตามพฤติกรรมผู้บริโภคผ่านข้อมูลบนเว็บไซต์ E-Commerce ของเรานั่นเอง ซึ่งก็คือเรื่องเดียวกันกับการใช้ Google Analytics หรือ GA ในการติดตาม เพียงแต่สำหรับ E-Commerce Tracking จะเป็นการทำการติดตามผลในแง่ของการซื้อ – ขายสินค้าเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่ทางเจ้าของธุรกิจสามารถนำไปวิเคราะห์และวางแผนการตลาด การขายเพิ่มเติมเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดต่อไปโดยเราจะใช้ฟีเจอร์ที่ชื่อว่า Enhanced E-Commerce ในการติดตั้งเพื่อติดตามผล

โดยข้อมูลที่เราจะได้จากการติดตั้ง Enhance E-Commerce ก็จะมีอย่างเช่น ช่องทางที่ลูกค้าเข้ามาบนหน้าเว็บไซต์ของเรา อะไรขายดีที่สุด เรามียอดขายรวมแล้วทั้งสิ้นเป็นเงินกี่บาท ช่องทางการชำระเงินไหนที่ลูกค้านิยมที่สุด วิธีการจัดส่งที่ลูกค้าเลือก ฯลฯ หรือพูดง่ายๆ คือ ทุกๆ การกระทำของลูกค้าที่เข้ามาอยู่บนหน้าเว็บ E-Commerce ของเรา เราสามารถรู้ได้หมดว่าพวกเขาทำอะไรบ้างนั่นเอง

ทุกวันนี้อย่างที่เราต่างทราบกันดีว่า “ข้อมูล” มีความสำคัญขนาดไหน หากธุรกิจของคุณมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองเราก็อยากจะแนะนำว่าอย่าลืมตั้งตั้งเครื่องมืออย่าง Google Analytics สำหรับการเก็บข้อมูลในทุกๆ การกระทำของผู้เข้าชมเว็บไซต์ของคุณ เพราะนั่นคือขุมทรัพย์ที่คุณไม่สามารถหาซื้อที่ไหนได้ จริงอยู่ที่ข้อมูลบางประเภทมีการซื้อขายกัน แต่ข้อมูลที่เป็นของคนที่สนใจและเข้ามาในเว็บไซต์ของคุณจริงๆ คุณเท่านั้นที่สามารถเก็บได้