กลยุทธ์ CRM คืออะไร มีประโยชน์อย่างไรต่อการทำธุรกิจ ?

สรุปบล็อกนี้

Key Takeaways

CRM (Customer Relationship Management) คือ กลยุทธ์การบริหารจัดการความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับลูกค้า โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภค การทำงานของระบบ CRM มุ่งเน้นการทำความเข้าใจความต้องการเชิงลึก เพื่อนำไปพัฒนาสินค้า บริการ และแผนการตลาดให้ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายอย่างแม่นยำ เครื่องมือนี้ช่วยรักษาฐานลูกค้าเดิม ดึงดูดลูกค้าใหม่ และยกระดับความพึงพอใจสูงสุด ซึ่งส่งผลดีต่อการสร้างความภักดีต่อแบรนด์ (Brand Loyalty) และเพิ่มยอดขายในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน


เนื่องจากปัจจุบันนี้ วงการธุรกิจมีการแข่งขันที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้การมีกลยุทธ์ที่ดีกลายเป็นอาวุธชิ้นสำคัญที่จะช่วยพาเราไปสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้ แต่แน่นอนว่า การจะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีนั้นบางทีก็ต้องใช้ต้นทุนมหาศาล ซึ่งแต่ละครั้งที่เราลงทุนไปก็ไม่มีอะไรมารับประกันได้เลยว่าสิ่งที่ได้กลับมาจะคุ้มค่า

จะดีกว่าไหมหากเราทำกลยุทธ์ที่เน้นการรักษาฐานลูกค้าเดิม ไปพร้อม ๆ กับการดูแลลูกค้าใหม่ ? บทความนี้จะแนะนำให้รู้จักกับกลยุทธ์ Customer Relationship Management หรือที่รู้จักกันในชื่อ “กลยุทธ์ CRM” ว่าคืออะไร มีกี่ประเภท และสำคัญต่อการทำธุรกิจของเราอย่างไร

ระบบ CRM ช่วยสร้าง Brand Loyalty ได้

Table of Contents

ทำความรู้จักและเจาะลึกการทำงานของระบบ CRM

“ลูกค้า” มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำธุรกิจ แต่เมื่อองค์กรขยายตัว การจัดการข้อมูลลูกค้าจำนวนมหาศาลด้วยการกรอกข้อมูลหรือเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ ทำให้เข้าถึงยาก และข้อมูลกระจัดกระจาย อาจทำให้เสียโอกาสในการขายได้ ด้วยเหตุนี้ จึงนำเทคโนโลยีมาอุดรอยรั่วและยกระดับการให้บริการมากขึ้น

ระบบ CRM คืออะไร?

หากจะอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ Customer Relationship Managemen คือ กลยุทธ์และซอฟต์แวร์ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อบริหารความสัมพันธ์ โดยทำหน้าที่จัดเก็บข้อมูลและพฤติกรรมของลูกค้าอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ธุรกิจสามารถทำความเข้าใจความต้องการเชิงลึกของกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ

โดยทั่วไปแล้ว CRM System คือ เครื่องมือที่ช่วยเปลี่ยนข้อมูลดิบให้กลายเป็นแผนการตลาดที่มีประสิทธิภาพ เมื่อแบรนด์สามารถนำเสนอสินค้าหรือบริการที่ตรงใจลูกค้า ก็จะทำให้เกิดความภักดีต่อแบรนด์ (Brand Loyalty) ซึ่งช่วยลดต้นทุนในการทำการตลาดเพื่อหาลูกค้าใหม่ และสร้างโอกาสทำกำไรในระยะยาวจากการกลับมาซื้อซ้ำอย่างต่อเนื่อง

CRM ทำหน้าที่อะไร ?

ระบบนี้เปรียบเสมือนศูนย์กลางข้อมูล (Data Center) ที่รวบรวมทุกการโต้ตอบระหว่างแบรนด์กับลูกค้า โดยหน้าที่หลักประกอบด้วย

  • จัดเก็บข้อมูลพื้นฐาน เช่น ชื่อ ช่องทางการติดต่อ และประวัติการซื้อขาย
  • ติดตามสถานะการขาย (Sales Pipeline) เพื่อให้พนักงานขายทำงานได้ต่อเนื่อง
  • วิเคราะห์พฤติกรรมและความชอบของลูกค้าแต่ละราย
  • แจ้งเตือนและส่งเสริมการให้บริการหลังการขายอย่างรวดเร็วและแม่นยำ

กิจกรรม CRM มีอะไรบ้าง ?

เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระยะยาว ธุรกิจมักจะนำข้อมูลจากระบบมาสร้างสรรค์เป็นกิจกรรมทางการตลาดรูปแบบต่าง ๆ

  • การสะสมคะแนนแลกของรางวัล (Loyalty Program)
  • การส่งอีเมลหรือข้อความโปรโมชันที่ออกแบบมาเฉพาะบุคคล (Personalized Marketing)
  • การจัดระดับสมาชิก (Tier Member) เช่น Silver, Gold, Platinum เพื่อมอบสิทธิพิเศษที่แตกต่างกัน
  • การส่งข้อความอวยพรและมอบส่วนลดพิเศษในวันเกิดของลูกค้า

ประเภทของ CRM คืออะไรบ้าง ?

เมื่อได้รู้กันไปแล้วว่ากลยุทธ์ CRM คืออะไร คราวนี้เรามาทำความรู้จัก CRM แต่ละประเภทกันบ้าง โดยกลยุทธ์นี้สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภทหลัก ๆ ได้แก่

Operational CRM – เน้นการบริหารจัดการ

ในการทำธุรกิจย่อมต้องมีการบริหารจัดการที่ดี เพราะแค่นี้ก็สามารถทำให้เรามีโอกาสเหนือคู่แข่งไปมากกว่าครึ่งแล้ว โดยระบบ CRM นั้นไม่ได้เน้นแต่เพียงการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้าอย่างเดียว แต่ยังเน้นในเรื่องของ Relationship Marketing หรือการตลาดเชิงสัมพันธ์อีกด้วย กล่าวคือ ช่วยอำนวยความสะดวกในการบริหารจัดการธุรกิจ โดยเฉพาะกับฝ่ายขาย ฝ่ายการตลาด และฝ่ายบริหารลูกค้า ทำให้ผลลัพธ์ออกมามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดย Operational CRM สามารถแบ่งออกมาได้ตามรูปแบบย่อย ๆ อีก ดังนี้

  • Sale Automation ระบบการขายอัตโนมัติ เข้ามาช่วยจัดระเบียบงานขายให้ง่ายขึ้น
  • Marketing Automation ระบบการตลาดอัตโนมัติ เป็นช่องทางในการทำ PR เพื่อโปรโมตสินค้าหรือบริการ
  • Service Automation ระบบบริการอัตโนมัติ เพื่อให้ลูกค้าได้รับบริการที่ดีที่สุด ส่วนมากจะเกี่ยวกับระบบ Call Center

Analytical CRM – เน้นการวิเคราะห์ข้อมูล

มาถึงหัวใจสำคัญของกลยุทธ์ CRM กันบ้าง นั่นก็คือ Customer Relationship หรือการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้านั่นเอง ซึ่งแน่นอนว่าการที่เราจะสร้างสัมพันธ์ที่ดีได้นั้น เราจะต้องรู้ก่อนว่าความต้องการของลูกค้าคืออะไร ชอบหรือไม่ชอบอะไร โดย Analytical CRM จะช่วยให้เราสามารถวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลประวัติ ช่องทางการติดต่อกลับ สินค้าที่ลูกค้าซื้อบ่อย สินค้าไหนที่ไม่ซื้อ ตลอดจนข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมด้านการตลาดของลูกค้า เพื่อที่จะได้นำมาปรับปรุงและพัฒนาแบรนด์ให้ตรงใจกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น

Collaborative CRM – เน้นการทำงานร่วมกัน

แน่นอนว่าเบื้องหลังความสำเร็จของทุกธุรกิจต้องมาจากการร่วมมือร่วมใจกันของคนในองค์กร โดย Collaborative CRM จะเป็นการเก็บข้อมูลส่วนอื่น ๆ นอกเหนือจากงานขายเพื่อแชร์ข้อมูลให้แก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เช่น ฝ่ายการตลาด ฝ่ายซัปพอร์ตลูกค้า ฝ่ายขนส่งสินค้า ฝ่ายบัญชี ฝ่ายเทคนิค ฝ่ายคอลเซนเตอร์ เพื่อนำมาวิเคราะห์ร่วมกัน แล้วมุ่งสู่เป้าหมายขององค์กรด้วยความสำเร็จลุล่วง

Social CRM – เน้นการทำงานด้วยโซเชียลมีเดีย

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในยุคปัจจุบัน โซเชียลมีเดียเป็นอาวุธสำคัญที่ทุกธุรกิจต้องใช้ ด้วยจำนวนผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้นทุกวัน ส่งผลให้พฤติกรรมด้านการตลาดของผู้บริโภคเปลี่ยนไปด้วย ดังนั้น Social CRM จึงเป็นระบบที่เน้นในเรื่องการปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าผ่านโซเชียลมีเดีย เช่น การตั้งเวลาในการโพสต์คอนเทนต์ การตอบข้อความในอินบ็อกซ์หรือคอมเมนต์ต่าง ๆ อีกทั้งยังสามารถเก็บข้อมูลบนโซเชียลมีเดียเพื่อนำมาวิเคราะห์แผนการตลาดต่อไปได้อีกด้วย

เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างระบบจัดการในองค์กร

เมื่อองค์กรเติบโตขึ้น นอกจากการจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้าด้วยระบบ CRM แล้ว หลายธุรกิจมักจะเริ่มมองหาระบบบริหารจัดการทรัพยากรภายใน หรือที่เรียกว่า ERP (Enterprise Resource Planning) เพื่อจัดการต้นทุนและกระบวนการทำงานให้เป็นระบบ

ด้วยเหตุนี้ เมื่อพูดถึงซอฟต์แวร์ระดับองค์กร หลายคนจึงมักเกิดความสับสนระหว่างระบบ CRM และ ERP ว่าควรเลือกใช้งานระบบใดก่อน หรือทั้งสองระบบนี้ทำงานต่างกันอย่างไร การทำความเข้าใจจุดประสงค์หลักของแต่ละเครื่องมือจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันการลงทุนซ้ำซ้อน และช่วยให้เลือกเทคโนโลยีได้ตอบโจทย์กับเป้าหมายทางธุรกิจอย่างแท้จริง

ERP กับ CRM ต่างกันอย่างไร ?

แม้ว่าทั้งสองระบบจะเป็นซอฟต์แวร์ที่ช่วยขับเคลื่อนธุรกิจเหมือนกัน แต่ก็มีจุดประสงค์และกลุ่มผู้ใช้งานที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยสามารถเปรียบเทียบให้เห็นภาพรวมได้ดังตารางนี้

คุณสมบัติ ระบบ CRM (Customer Relationship Management) ระบบ ERP (Enterprise Resource Planning)
เป้าหมายหลัก เพิ่มยอดขาย สร้างความสัมพันธ์ และรักษาฐานลูกค้า ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการทำงานภายในองค์กร
จุดโฟกัส หน้าบ้าน (Front-office) เน้นการสร้างรายได้เข้าบริษัท หลังบ้าน (Back-office) เน้นการจัดการทรัพยากรและค่าใช้จ่าย
ผู้ใช้งานหลัก ฝ่ายขาย ฝ่ายการตลาด ฝ่ายบริการลูกค้า ฝ่ายบัญชี ฝ่ายบุคคล ฝ่ายผลิต ฝ่ายจัดซื้อ
ตัวอย่างข้อมูล ประวัติการซื้อ ข้อมูลติดต่อ แคมเปญการตลาด การจัดการสินค้าคงคลัง งบการเงิน การจ่ายเงินเดือน

ประโยชน์และข้อควรระวังของ CRM คืออะไร?

มาถึงตรงนี้หลายคนก็น่าจะเข้าใจระบบการทำงานของ CRM กันมากขึ้น แต่ถ้ายังอยากเห็นภาพชัดกว่านี้ว่า ระบบ CRM มีความจำเป็นมากน้อยขนาดไหนต่อธุรกิจของตนเอง เราได้รวบรวมประโยชน์และข้อควรระวังของ CRM มาไว้ให้เพื่อประกอบการพิจารณาแล้ว ดังนี้

ประโยชน์ของ CRM ที่ธุรกิจจะได้รับ

  • ทำให้รู้จักกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของตนเองมากขึ้น
  • ช่วยให้จัดการฐานข้อมูลได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น
  • ช่วยรักษาฐานลูกค้าเดิม และเพิ่มโอกาสสร้างฐานลูกค้าใหม่ในเวลาเดียวกัน
  • สร้างโอกาสในการขายมากขึ้นผ่านช่องทางต่าง ๆ
  • ช่วยคำนวณยอดขายได้อย่างแม่นยำ
  • ลดขั้นตอนในการทำงาน เพราะช่วยตัดงานที่ซ้ำซ้อนออกไปได้
  • ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการแก่ลูกค้า ทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่
  • รวบรวมข้อมูลที่จำเป็นของลูกค้า เพื่อนำมาวิเคราะห์แผนการตลาดและวางกลยุทธ์ให้ดียิ่งขึ้น

ข้อควรระวังของ CRM

  • ควรศึกษาระบบ CRM ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ก่อนนำมาใช้ เพราะการใช้เทคโนโลยีในการทำงานอาจเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลยสำหรับคนที่ไม่สันทัด ซึ่งอาจทำให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี
  • เนื่องจากการทำ CRM นั้นจะต้องทำผ่านทางออนไลน์ ดังนั้น หากอินเทอร์เน็ตล่มหรือใช้งานไม่ได้ก็จะส่งผลกระทบต่อการทำงานของระบบทันที
  • การสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า และการสร้างความรำคาญให้ลูกค้า มีเส้นบาง ๆ กั้นอยู่

เทคนิคการวางกลยุทธ์ CRM ให้ประสบความสำเร็จ

ในฐานะผู้ประกอบการ คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเราให้ความสำคัญกับลูกค้ามากที่สุด นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมการบริหารจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้าจึงสำคัญ ก็เพื่อให้พวกเขาเหล่านั้นได้รับบริการที่ดีและเกิดความพึงพอใจจนอยากอุดหนุนแบรนด์ของเราไปเรื่อย ๆ นั่นเอง ดังนั้น เราจึงต้องนำกลยุทธ์ CRM มาปรับใช้เพื่อให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ โดยเทคนิคการวางกลยุทธ์ CRM ที่เราจะมาแนะนำ มีดังนี้

กำหนดวิสัยทัศน์และเป้าหมายให้ชัดเจน

ก่อนจะเริ่มใช้ระบบ CRM สิ่งแรกที่เราต้องรู้เลยคือ วิสัยทัศน์ วัตถุประสงค์ และเป้าหมายที่ชัดเจนของตนเอง เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวช่วยขับเคลื่อนธุรกิจให้ไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ ทำให้เรารู้ว่าต้องปรับปรุงที่ตรงจุดไหนแบรนด์จึงจะดีขึ้น เช่น ต้องทำให้ลูกค้าพึงพอใจมากกว่านี้ ต้องทำให้สินค้ามีคุณภาพมากกว่านี้

กำหนดกลุ่มเป้าหมายหรือคุณสมบัติของลูกค้าที่ต้องการ

เมื่อหัวใจของระบบ CRM คือลูกค้า ดังนั้น สิ่งที่เราต้องทำก็คือ การกำหนดคุณสมบัติของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายก่อนว่าเราต้องการกลุ่มคนแบบไหน ด้วยการระบุรายละเอียดให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เช่น เพศ อายุ ศาสนา ความสนใจ การรับรู้ ลักษณะพฤติกรรม พื้นที่ที่อาศัยอยู่ ฯลฯ เพื่อให้เราสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ กล่าวคือ สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้นั่นเอง

เข้าใจ Customer Journey

เพื่อให้สามารถเข้าใจถึงปัญหาและความต้องการ ตลอดจนสร้างความไว้วางใจในตัวแบรนด์ เราจำเป็นต้องรู้ทุกขั้นตอนของ Customer Journey หรือเส้นทางของผู้บริโภคที่บอกเล่าถึงประสบการณ์ของลูกค้าตั้งแต่การรับรู้ถึงตัวตนของแบรนด์ครั้งแรก สู่กระบวนการซื้อขาย การทดลองใช้งาน ไปจนกระทั่งเกิดความภักดีต่อแบรนด์ในระยะยาว โดยการจะรู้ข้อมูลในส่วนนี้ได้นั้น เราสามารถทำได้หลายรูปแบบ เช่น การทำแคมเปญโฆษณา การทำ Email Marketing การติดต่อลูกค้าโดยตรงผ่านโทรศัพท์ หรือช่องทางการตลาดอื่น ๆ เป็นต้น

ศึกษาตลาดและรู้ตำแหน่ง (Position) ธุรกิจของตนเอง

ในขั้นตอนนี้ เราต้องรู้จุดแข็ง จุดอ่อน รวมถึงโอกาสทางธุรกิจทั้งของตนเองและของคู่แข่ง เพื่อจะได้นำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบกันและพัฒนาตนเองให้โดดเด่นเหนือแบรนด์อื่น ๆ ในอุตสาหกรรมเดียวกัน โดยสามารถทำได้ดังนี้

  • มองว่าธุรกิจของตนเองเหมาะกับตลาดนี้หรือไม่
  • จุดเด่นของสินค้าหรือบริการของเราต่างจากคู่แข่งอย่างไร อะไรที่เขามีแล้วเรายังไม่มี
  • สินค้าหรือบริการของคู่แข่งมีความโดดเด่นในตลาดมากน้อยแค่ไหน
  • โอกาสหรือช่องทางที่เราจะสามารถสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจได้มีอะไรบ้าง
  • รู้จักปรับตัวและเรียนรู้วิธีที่คู่แข่งรับมือกับ Customer Relationship หรือความสัมพันธ์กับลูกค้า
  • แนวโน้มของอุตสาหกรรมที่เราทำอยู่เป็นอย่างไร มีโอกาสเกิดปัญหาใดหรือไม่ในอนาคต แล้วเตรียมแผนรับมือ

ยกระดับการบริหารความสัมพันธ์ลูกค้าไปอีกขั้นกับ Primal

ระบบ CRM คือเครื่องมือที่ขาดไม่ได้สำหรับธุรกิจทุกประเภทที่ให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นอันดับหนึ่ง ประโยชน์ของ CRM ไม่ได้หยุดอยู่แค่การจัดเก็บและรวบรวมข้อมูลของลูกค้าปัจจุบันหรือผู้ที่มีแนวโน้มจะเป็นลูกค้าในอนาคตเท่านั้น แต่ยังช่วยระบุโอกาสในการปิดการขาย ค้นหาปัญหาที่เกิดจากสินค้าหรือบริการได้อย่างทันท่วงที รวมถึงการบริหารจัดการแคมเปญการตลาดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อสร้างรายได้และรักษาความพึงพอใจของลูกค้าในระยะยาว

การเริ่มต้นสร้างระบบที่ตอบโจทย์โครงสร้างขององค์กรอาจดูเป็นเรื่องท้าทาย แต่หากมีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษาและดูแลอย่างใกล้ชิด ย่อมช่วยให้การลงทุนคุ้มค่าและเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ที่ Primal เรามี บริการพัฒนาระบบ CRM แบบครบวงจร ที่พร้อมปรับแต่งเทคโนโลยีให้เข้ากับเป้าหมายทางธุรกิจของคุณโดยเฉพาะ สามารถดูตัวอย่างความสำเร็จจากกรณีศึกษาการพัฒนาระบบ CRM ของเราได้

นอกจากนี้ การผสานความแข็งแกร่งของระบบหลังบ้านเข้ากับกลยุทธ์ดึงดูดลูกค้าหน้าบ้านด้วยบริการรับทำ SEO และรับทำ AI Search จะช่วยผลักดันให้แบรนด์ของคุณเติบโตอย่างก้าวกระโดด รักษาฐานลูกค้าเก่า และขยายฐานลูกค้าใหม่ได้อย่างยั่งยืนในยุคดิจิทัล

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับระบบ CRM (FAQs)

คำถาม คำตอบ
ธุรกิจขนาดเล็กหรือ SME จำเป็นต้องใช้งานระบบ CRM หรือไม่ ? จำเป็นอย่างยิ่ง ธุรกิจขนาดเล็กสามารถใช้ประโยชน์จากการรวมศูนย์ข้อมูลลูกค้า เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันและการให้บริการที่รวดเร็ว ปัจจุบันมีซอฟต์แวร์ที่ออกแบบมาสำหรับ SME ในราคาที่เข้าถึงง่าย ช่วยให้ธุรกิจสามารถสเกลและเติบโตได้อย่างเป็นระบบตั้งแต่เริ่มต้น
การติดตั้งและเริ่มต้นใช้งานซอฟต์แวร์บริหารความสัมพันธ์ลูกค้าต้องใช้เวลานานแค่ไหน ? ระยะเวลาขึ้นอยู่กับขนาดขององค์กรและความซับซ้อนของข้อมูล หากเป็นธุรกิจขนาดเล็กที่ใช้ระบบสำเร็จรูป (SaaS) อาจใช้เวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ในการตั้งค่าและนำเข้าข้อมูล แต่สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องมีการปรับแต่งระบบ (Customization) และเชื่อมต่อกับโปรแกรมอื่น ๆ อาจใช้เวลาตั้งแต่ 1-6 เดือน
พนักงานต้องมีทักษะด้านไอทีขั้นสูงเพื่อใช้งานระบบนี้หรือไม่ ? ไม่จำเป็น แพลตฟอร์มส่วนใหญ่ในปัจจุบันออกแบบมาให้มี Interface ที่เป็นมิตรและเข้าใจง่าย พนักงานฝ่ายขายหรือฝ่ายการตลาดสามารถเรียนรู้การใช้งานฟังก์ชันพื้นฐานได้จากการอบรมเพียงสั้น ๆ อย่างไรก็ตาม องค์กรควรจัดเตรียมคู่มือและทีมสนับสนุนเพื่อช่วยแก้ปัญหาในช่วงแรกของการเปลี่ยนผ่านระบบ