พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ 13 ข้อสำคัญที่สายการตลาดออนไลน์ต้องรู้
สรุปบล็อกนี้
Key Takeaways
พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ เป็นกฎหมายสำคัญที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทุกคนและนักการตลาดออนไลน์ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด โดยเน้นลงโทษการแฮกระบบ การเผยแพร่ข้อมูลเท็จ หรือการตัดต่อภาพที่ก่อให้เกิดความเสียหาย รวมถึงการส่งสแปมก่อความเดือดร้อนรำคาญ เช่น การฝากร้าน การยิง SMS หรือส่ง Marketing Email โดยไม่มีช่องทางให้ผู้รับปฏิเสธหรือบอกเลิก (Unsubscribe) ได้โดยง่าย ซึ่งมีโทษปรับสูงสุดถึง 200,000 บาท
ทั้งนี้ ในส่วนของผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม เช่น โซเชียลมีเดีย หรือผู้ให้บริการโฮสติง หากยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจให้มีการโพสต์ข้อมูลผิดกฎหมาย ต้องรับโทษเท่ากับผู้กระทำความผิด แต่จะได้รับการยกเว้นโทษหากมีกระบวนการรับแจ้งเตือนและนำข้อมูลนั้นออกจากระบบ (Notice and Takedown) ตามที่กฎหมายกำหนด
ดังนั้น สำหรับแบรนด์หรือนักการตลาดที่ต้องการทำการตลาดออนไลน์อย่างปลอดภัยยั่งยืน จำเป็นต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ควบคู่ไปกับกฎหมาย PDPA เสมอ
ทุกวันนี้ โซเชียลมีเดีย (Social Media) กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปแล้ว หลายคนโพสต์ แชร์ คอมเมนต์ หรือส่งต่อข้อมูลกันอย่างรวดเร็ว โดยไม่ทันได้คิดว่าบางการกระทำอาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย ซึ่งมีทั้งโทษจำคุกและโทษปรับหนักกว่าที่คิด
“พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์” จึงเป็นกฎหมายที่มีการบัญญัติขึ้นเพื่อบังคับใช้กับทุกคนที่ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นบุคคลทั่วไป คอนเทนต์ครีเอเตอร์ (Content Creator) รวมถึงผู้ประกอบธุรกิจ แบรนด์สินค้าต่าง ๆ
ดังนั้น การทำความเข้าใจว่า พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์มีอะไรบ้าง จะช่วยให้แบรนด์สามารถทำการตลาดออนไลน์ได้อย่างมั่นใจ ไม่เสี่ยงต่อการทำผิดจนต้องรับบทลงโทษ พร้อมชี้ให้เห็นว่าธุรกิจควรระวังเรื่องใดเป็นพิเศษ เพื่อรักษาภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่แบรนด์อย่างยั่งยืน
Table of Contents
พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ คืออะไร ?
พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ มีชื่อเต็มว่า “พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์” เป็นกฎหมายที่กำหนดว่าการกระทำใดบนระบบคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตถือเป็นความผิดทางอาญา พร้อมกำหนดบทลงโทษไว้อย่างชัดเจน
ประเทศไทยมีการประกาศใช้กฎหมายฉบับนี้มาแล้ว 2 ครั้ง ฉบับแรกออกในปี พ.ศ. 2550 เพื่อรองรับการเติบโตของอินเทอร์เน็ตในยุคนั้น ส่วนฉบับปี 2560 ซึ่งถือเป็น พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฉบับล่าสุดที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน มีผลตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2560 ได้มีการปรับปรุงเนื้อหาให้ทันสมัยและครอบคลุมพฤติกรรมบนโซเชียลมีเดียมากขึ้น เช่น การส่งสแปม การเผยแพร่ภาพตัดต่อ การดูแลความรับผิดของแอดมินเพจ รวมถึงผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตให้ชัดเจนและเป็นธรรมมากขึ้น
โครงสร้างของกฎหมาย
โครงสร้างหลักของ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ 2560 แบ่งออกเป็น 2 หมวดสำคัญ คือ
- หมวดที่ 1 ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (มาตรา 5-17) เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับประชาชนและนักการตลาดโดยตรง กำหนดพฤติกรรมความผิด เช่น การแฮกระบบ การดักจับข้อมูล การโพสต์ข้อมูลเท็จ การตัดต่อภาพ และการส่งสแปม
- หมวดที่ 2 พนักงานเจ้าหน้าที่ (มาตรา 18-31) กำหนดขอบเขตอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐในการสืบสวน ตรวจสอบ และดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด
กฎหมายคอมพิวเตอร์มีอะไรบ้าง ?
สำหรับโทษของ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ สามารถแบ่งประเภทความผิดหลักออกเป็นดังนี้
ความผิดเกี่ยวกับระบบและข้อมูลคอมพิวเตอร์ (มาตรา 5-13)
การเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยไม่มีสิทธิ์ เช่น การแฮกบัญชีหรือระบบของบุคคลอื่น มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
การล่วงรู้มาตรการป้องกันการเข้าถึงและนำไปเปิดเผย เช่น การนำรหัสผ่าน (Password) เข้าสู่ระบบของผู้อื่นไปโพสต์บอกบุคคลภายนอก มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
การเข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยไม่มีสิทธิ์ เช่น แอบเข้าไปเปิดดูไฟล์เอกสารส่วนตัวหรือฐานข้อมูลลับของผู้อื่นที่ตั้งรหัสผ่านไว้ มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
การดักรับข้อมูลของผู้อื่นโดยไม่มีสิทธิ์ เช่น การดักรหัสผ่าน Wi-Fi หรือข้อมูลที่ส่งผ่านเครือข่าย มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
การทำให้ข้อมูลของผู้อื่นเสียหาย เช่น การลบหรือแก้ไขข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
การรบกวนหรือขัดขวางระบบคอมพิวเตอร์ เช่น การยิงทราฟฟิกก่อกวน (DDoS Attack) จนทำให้เว็บไซต์หรือระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นล่ม ไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
การส่งข้อมูลหรืออีเมล ก่อความเดือดร้อนรำคาญ หรือสแปม เช่น การส่งอีเมลโฆษณาขายของ หรือข้อความ SMS สแปม โดยไม่มีช่องทางให้ผู้รับปฏิเสธการรับข่าวสาร (Unsubscribe) ได้โดยง่าย มีโทษปรับไม่เกิน 200,000 บาท
การกระทำความผิดต่อระบบความมั่นคง หากแฮกหรือทำลายระบบคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ สาธารณูปโภค หรือเศรษฐกิจ มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท และหากเป็นเหตุให้เกิดอันตรายต่อบุคคล ทรัพย์สิน หรือเป็นเหตุให้มีผู้ถึงแก่ความตาย มีโทษจำคุกตั้งแต่ 5-20 ปี และปรับตั้งแต่ 100,000-400,000 บาท
การจำหน่ายหรือเผยแพร่ชุดคำสั่งเพื่อใช้กระทำความผิด เช่น การสร้างและขายโปรแกรมแฮกสำเร็จรูป (Hack Tools) หรือไวรัส เพื่อนำไปใช้เจาะระบบของผู้อื่น มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่ถ้าหากเป็นชุดคำสั่งที่จัดทำขึ้นเพื่อนำไปใช้ทำลายระบบความมั่นคง มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมทั้งหากนำไปใช้กระทำความผิดจริง ผู้จำหน่ายหรือเผยแพร่ต้องร่วมรับโทษสูงขึ้นด้วย
ความผิดด้านการเผยแพร่ข้อมูล (มาตรา 14-17)
การนำเข้าข้อมูลเท็จที่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือศีลธรรมอันดี รวมถึงข้อมูลเท็จที่สร้างความเสียหายต่อบุคคล มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท
ในส่วนของผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม เช่น โซเชียลมีเดีย หรือผู้ให้บริการโฮสติง หากยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจให้มีการโพสต์ข้อมูลผิดกฎหมาย ต้องรับโทษเท่ากับผู้กระทำความผิด แต่หากมีระบบรับแจ้งเตือนและนำข้อมูลออก (Notice and Takedown) ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด จะได้รับการยกเว้นโทษ
การเผยแพร่ภาพตัดต่อหรือภาพดัดแปลงที่ทำให้ผู้อื่นเสียหาย เช่น ภาพ Deepfake มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท ซึ่งนี่ก็เป็นส่วนหนึ่งของโทษ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ที่หลายคนอาจไม่ทราบมาก่อน
หากผู้กระทำความผิดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ กระทำความผิดนอกประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือคนต่างด้าว หากส่งผลกระทบต่อรัฐบาลไทย ประชาชนไทย หรือระบบคอมพิวเตอร์ในไทย ผู้กระทำความผิดนั้นจะต้องรับโทษภายในราชอาณาจักรด้วยเช่นกัน
พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ 13 ข้อที่ต้องรู้ แบบฉบับเข้าใจง่าย
เพื่อให้การทำการตลาดออนไลน์ไม่เสี่ยงต่อบทลงโทษจาก พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ เราได้สรุป 13 กำหนดสำคัญมาจากฉบับ พ.ศ. 2560 เพื่อให้ผู้ใช้โซเชียลมีเดียทั่วไปและธุรกิจออนไลน์ สามารถหลีกเลี่ยงการกระทำเหล่านั้นได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้น
- การฝากร้านในคอมเมนต์ Facebook/Instagram ของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต ถือเป็นการก่อความเดือดร้อนรำคาญ มีโทษปรับสูงสุด 200,000 บาท
- การส่ง SMS Marketing หรือข้อความโฆษณา ต้องจัดให้มีช่องทางปฏิเสธหรือบอกเลิกรับข้อความ (Opt-out) ได้โดยง่าย หากไม่มี ถือเป็นสแปม มีโทษปรับสูงสุด 200,000 บาท
- การส่ง Marketing Email หากไม่มีปุ่มกดระงับหรือยกเลิกการรับข่าวสารได้โดยสะดวก จะเข้าข่ายการส่งสแปมตามกฎหมาย มีโทษปรับสูงสุด 200,000 บาท
- การกด Like โดยทั่วไปไม่ผิด ยกเว้นเนื้อหาที่เกี่ยวกับสถาบัน ซึ่งอาจเสี่ยงผิดมาตรา 112 หรือมาตรา 14
- การกด Share ถือเป็นการเผยแพร่ หากเนื้อหาที่แชร์กระทบบุคคลที่สาม แชร์ข้อมูลเท็จ ข้อมูลที่กระทบความมั่นคง ผู้แชร์อาจรับผิดเท่ากับผู้โพสต์ต้นทาง
- หากพบข้อมูลผิดกฎหมายในระบบ ผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม โซเชียลมีเดีย หรือโฮสติ้ง ต้องรับโทษเท่ากับผู้กระทำความผิด แต่จะได้รับการยกเว้นโทษหากมีกระบวนการรับแจ้งเตือนและนำข้อมูลนั้นออกจากระบบ (Notice and Takedown) ตามที่กฎหมายกำหนด
- หากมีการโพสต์หรือคอมเมนต์ข้อความที่ผิดกฎหมาย แอดมินเพจหรือผู้ดูแลระบบที่เปิดให้แสดงความคิดเห็น ต้องรับโทษเท่ากับผู้กระทำความผิด แต่จะได้รับการยกเว้นโทษ ถ้าพิสูจน์ได้ว่ามีการระงับการเผยแพร่ และลบข้อมูลออกจากระบบ
- การโพสต์สิ่งลามกอนาจารที่เผยแพร่สู่ประชาชน มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท
- การโพสต์เกี่ยวกับเด็กและเยาวชนต้องปิดบังใบหน้า ยกเว้นกรณีเชิดชูอย่างให้เกียรติ
- การให้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้เสียชีวิตต้องไม่ทำให้เกิดความเสื่อมเสีย ญาติมีสิทธิ์ฟ้องร้องได้
- การโพสต์ด่าว่าผู้อื่นด้วยข้อมูลเท็จหรือภาพตัดต่อ มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท
- การละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นข้อความ เพลง รูปภาพ หรือวิดีโอ ถือเป็นความผิดทั้งตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์และกฎหมายลิขสิทธิ์
- การแชร์รูปภาพอวยพร เช่น การ์ดวันเกิดหรือสวัสดีปีใหม่ ไม่ผิด ตราบใดที่ไม่นำไปใช้เชิงพาณิชย์
พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ที่นักการตลาดและเจ้าของธุรกิจต้องระวัง
เมื่อได้รู้จัก พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์กันมากขึ้นแล้ว ในมุมของนักการตลาดและเจ้าของธุรกิจออนไลน์ มี 5 จุดเสี่ยงที่ต้องเน้นย้ำ เพราะมักจะเผลอทำผิดกันบ่อยที่สุด ได้แก่
- การส่ง Marketing Email/SMS โดยไม่มีช่องทางบอกเลิก (Opt-out): การส่งข้อความโฆษณาขายของหรือส่งอีเมลแคมเปญ โดยไม่จัดให้มีปุ่ม “ยกเลิกรับข่าวสาร” (Unsubscribe) หรือไม่มีช่องทางให้ปฏิเสธการรับข้อมูลได้โดยง่าย ถือเป็นความผิดฐานส่งสแปม และหากนำฐานข้อมูลมาใช้โดยไม่ขอ Consent จะผิดกฎหมาย PDPA ควบคู่ไปด้วย
- แอดมินเพจละเลยการดูแลคอมเมนต์: หากปล่อยให้คอมเมนต์ใต้โพสต์โฆษณาของเรามีเนื้อหาผิดกฎหมาย สแปม ลามกอนาจาร หรือด่าทอบุคคลอื่น โดยไม่ระงับการเผยแพร่และจัดการลบออก แอดมินเพจหรือเจ้าของแพลตฟอร์มอาจเข้าข่ายยินยอมให้มีความผิดในระบบ และต้องรับโทษร่วมกับผู้โพสต์
- การใช้ภาพ เพลง หรือวิดีโอติดลิขสิทธิ์: การเซฟรูปจาก Google มาทำกราฟิกโฆษณา หรือนำเพลงฮิตมาใส่ในคลิป Reels/TikTok ของแบรนด์โดยไม่ได้ซื้อลิขสิทธิ์พาณิชย์ แม้จะเป็นความผิดหลักตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ แต่หากมีการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยดัดแปลงแก้ไขลายน้ำหรือลบข้อมูลลิขสิทธิ์ ก็สุ่มเสี่ยงมีความผิดเกี่ยวเนื่องตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ได้เช่นกัน
- การโพสต์รีวิวเท็จหรือโอ้อวดเกินจริง: การใช้กลยุทธ์สร้างรีวิวปลอม (Fake Review) หรือเคลมสรรพคุณสินค้าที่เป็นเท็จ เข้าข่ายความผิดมาตรา 14 นำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ
- การนำภาพบุคคลอื่นมาตัดต่อหรือดัดแปลงเพื่อการค้า: การตัดต่อภาพลูกค้า หรือแต่งภาพดัดแปลงบุคคลอื่น รวมถึงการใช้ AI/Deepfake เพื่อใช้ในโฆษณา แล้วทำให้ผู้อื่นนั้นได้รับความอับอาย เสียชื่อเสียง หรือถูกดูหมิ่น ถือเป็นความตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์
PDPA กับ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ใช้ควบคู่กัน
ในยุคดิจิทัล พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ไม่ได้ทำงานเพียงลำพัง แต่ต้องใช้ควบคู่กับ PDPA (พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
หาก พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ คือกฎหมายที่เน้นการลงโทษการกระทำความผิดบนระบบคอมพิวเตอร์ PDPA ก็คือกฎหมายที่เน้นการปกป้องสิทธิ์ในข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า ดังนั้น การทำการตลาดออนไลน์ที่ปลอดภัยและถูกต้องในยุคนี้ ธุรกิจต้องจัดทำระบบ Consent Management System มีนโยบายความเป็นส่วนตัว (Privacy Policy) ที่ชัดเจน และจัดให้มีช่องทาง Opt-out ให้ผู้รับสามารถกดเลิกติดตามข่าวสารได้ทุกเมื่อ เพื่อให้การทำการตลาดโปร่งใสและถูกต้องตามกฎหมายทั้งสองฉบับ
ทำการตลาดออนไลน์อย่างถูกต้อง เริ่มต้นจากกลยุทธ์ที่ดี
เพราะการตลาดที่ประสบความสำเร็จ ต้องมาพร้อมกับความถูกต้องตามกฎหมายและกลยุทธ์ที่แม่นยำ การส่งข้อความหาคนจำนวนมากแบบหว่าน หรือการใช้ทางลัดที่ไม่ถูกต้อง อาจสร้างผลกระทบต่อภาพลักษณ์และงบประมาณของแบรนด์จากโทษปรับที่คาดไม่ถึง
หากคุณกำลังมองหาพาร์ตเนอร์ที่จะมาช่วยวางกลยุทธ์และรับทำการตลาดออนไลน์อย่างมืออาชีพ Primal คือ Digital Marketing Agency ชั้นนำที่พร้อมดูแลการตลาดดิจิทัลแบบครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นการทำ SEO, การบริหารจัดการ Google Ads, Social Media Marketing ตลอดจนการลุยตลาดด้วย AI Search Services โดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์จริง พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจของคุณให้เติบโตอย่างยั่งยืน ปลอดภัย และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุด
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับข้อกำหนดและโทษของ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ (FAQs)
| คำถาม | คำตอบ |
|---|---|
| พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ 2550 กับ 2560 ต่างกันอย่างไร ? | จุดแตกต่างสำคัญอยู่ที่การปรับปรุงบทบัญญัติให้เข้ากับบริบทโซเชียลมีเดียและความเป็นจริงในปัจจุบัน โดยฉบับปี 2560 มีการเปลี่ยนแปลงหลัก ๆ ดังนี้
|
| หากโดนแฮกบัญชีโซเชียลมีเดีย แล้วแฮกเกอร์นำไปโพสต์ผิดกฎหมาย เจ้าของบัญชีเดิมจะมีความผิดหรือไม่ ? | เจ้าของบัญชีเดิมไม่มีความผิด หากสามารถพิสูจน์ได้ว่า ณ เวลาที่เกิดเหตุ บัญชีนั้นถูกเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต (ถูกแฮก) อย่างไรก็ตาม เมื่อรู้ตัวว่าถูกแฮก เจ้าของบัญชีควรรีบดำเนินการกู้คืนระบบ แจ้งความลงบันทึกประจำวันกับตำรวจไว้เป็นหลักฐาน และประกาศแจ้งเตือนในช่องทางอื่นทันทีเพื่อความบริสุทธิ์ใจ |
| การแคปหน้าจอแชตส่วนตัวไปโพสต์ประจานลงโซเชียลมีเดียผิด พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์หรือไม่ ? | มีความเสี่ยงผิดกฎหมายอย่างมาก หากการแคปแชตนั้นมีการเปิดเผยชื่อ ใบหน้า หรือข้อมูลที่ระบุตัวตนบุคคลอื่น จนส่งผลให้ผู้นั้นได้รับความเสียหาย ถูกดูหมิ่น หรืออับอาย อาจเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ เรื่องการนำเข้าข้อมูลที่สร้างความเสียหายแก่บุคคลอื่น และยังเสี่ยงผิดกฎหมาย PDPA เรื่องการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลอีกด้วย |
| คดีตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ มีอายุความกี่ปี ? | อายุความของคดีตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ จะคำนวณตามอัตราโทษจำคุกสูงสุดของแต่ละมาตรา อ้างอิงตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 ดังนี้
หมายเหตุ: หากเป็นความผิดอันยอมความได้ เช่น การตัดต่อภาพตามมาตรา 16 ผู้เสียหายต้องดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์ ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องและรู้ตัวผู้กระทำความผิด มิฉะนั้นคดีเป็นอันขาดอายุความ |
| หากถูกละเมิดหรือพบการกระทำผิดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ต้องรวบรวมหลักฐานและแจ้งความที่ไหน ? | การเตรียมหลักฐานและแจ้งความสามารถทำได้ตามขั้นตอน ดังนี้
|
Join the discussion - 0 Comment