พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ 13 ข้อสำคัญที่สายการตลาดออนไลน์ต้องรู้

สรุปบล็อกนี้

Key Takeaways

พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ เป็นกฎหมายสำคัญที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทุกคนและนักการตลาดออนไลน์ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด โดยเน้นลงโทษการแฮกระบบ การเผยแพร่ข้อมูลเท็จ หรือการตัดต่อภาพที่ก่อให้เกิดความเสียหาย รวมถึงการส่งสแปมก่อความเดือดร้อนรำคาญ เช่น การฝากร้าน การยิง SMS หรือส่ง Marketing Email โดยไม่มีช่องทางให้ผู้รับปฏิเสธหรือบอกเลิก (Unsubscribe) ได้โดยง่าย ซึ่งมีโทษปรับสูงสุดถึง 200,000 บาท

ทั้งนี้ ในส่วนของผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม เช่น โซเชียลมีเดีย หรือผู้ให้บริการโฮสติง หากยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจให้มีการโพสต์ข้อมูลผิดกฎหมาย ต้องรับโทษเท่ากับผู้กระทำความผิด แต่จะได้รับการยกเว้นโทษหากมีกระบวนการรับแจ้งเตือนและนำข้อมูลนั้นออกจากระบบ (Notice and Takedown) ตามที่กฎหมายกำหนด

ดังนั้น สำหรับแบรนด์หรือนักการตลาดที่ต้องการทำการตลาดออนไลน์อย่างปลอดภัยยั่งยืน จำเป็นต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ควบคู่ไปกับกฎหมาย PDPA เสมอ


ทุกวันนี้ โซเชียลมีเดีย (Social Media) กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปแล้ว หลายคนโพสต์ แชร์ คอมเมนต์ หรือส่งต่อข้อมูลกันอย่างรวดเร็ว โดยไม่ทันได้คิดว่าบางการกระทำอาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย ซึ่งมีทั้งโทษจำคุกและโทษปรับหนักกว่าที่คิด

“พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์” จึงเป็นกฎหมายที่มีการบัญญัติขึ้นเพื่อบังคับใช้กับทุกคนที่ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นบุคคลทั่วไป คอนเทนต์ครีเอเตอร์ (Content Creator) รวมถึงผู้ประกอบธุรกิจ แบรนด์สินค้าต่าง ๆ

ดังนั้น การทำความเข้าใจว่า พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์มีอะไรบ้าง จะช่วยให้แบรนด์สามารถทำการตลาดออนไลน์ได้อย่างมั่นใจ ไม่เสี่ยงต่อการทำผิดจนต้องรับบทลงโทษ พร้อมชี้ให้เห็นว่าธุรกิจควรระวังเรื่องใดเป็นพิเศษ เพื่อรักษาภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่แบรนด์อย่างยั่งยืน

นักการตลาดกำลังศึกษา พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ 13 ข้อสำคัญ

พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ คืออะไร ?

พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ มีชื่อเต็มว่า “พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์” เป็นกฎหมายที่กำหนดว่าการกระทำใดบนระบบคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตถือเป็นความผิดทางอาญา พร้อมกำหนดบทลงโทษไว้อย่างชัดเจน

ประเทศไทยมีการประกาศใช้กฎหมายฉบับนี้มาแล้ว 2 ครั้ง ฉบับแรกออกในปี พ.ศ. 2550 เพื่อรองรับการเติบโตของอินเทอร์เน็ตในยุคนั้น ส่วนฉบับปี 2560 ซึ่งถือเป็น พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฉบับล่าสุดที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน มีผลตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2560 ได้มีการปรับปรุงเนื้อหาให้ทันสมัยและครอบคลุมพฤติกรรมบนโซเชียลมีเดียมากขึ้น เช่น การส่งสแปม การเผยแพร่ภาพตัดต่อ การดูแลความรับผิดของแอดมินเพจ รวมถึงผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตให้ชัดเจนและเป็นธรรมมากขึ้น

โครงสร้างของกฎหมาย

โครงสร้างหลักของ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ 2560 แบ่งออกเป็น 2 หมวดสำคัญ คือ

  1. หมวดที่ 1 ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (มาตรา 5-17) เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับประชาชนและนักการตลาดโดยตรง กำหนดพฤติกรรมความผิด เช่น การแฮกระบบ การดักจับข้อมูล การโพสต์ข้อมูลเท็จ การตัดต่อภาพ และการส่งสแปม
  2. หมวดที่ 2 พนักงานเจ้าหน้าที่ (มาตรา 18-31) กำหนดขอบเขตอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐในการสืบสวน ตรวจสอบ และดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด

กฎหมายคอมพิวเตอร์มีอะไรบ้าง ?

สำหรับโทษของ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ สามารถแบ่งประเภทความผิดหลักออกเป็นดังนี้

ความผิดเกี่ยวกับระบบและข้อมูลคอมพิวเตอร์ (มาตรา 5-13)

การเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยไม่มีสิทธิ์ เช่น การแฮกบัญชีหรือระบบของบุคคลอื่น มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

การล่วงรู้มาตรการป้องกันการเข้าถึงและนำไปเปิดเผย เช่น การนำรหัสผ่าน (Password) เข้าสู่ระบบของผู้อื่นไปโพสต์บอกบุคคลภายนอก มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

การเข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยไม่มีสิทธิ์ เช่น แอบเข้าไปเปิดดูไฟล์เอกสารส่วนตัวหรือฐานข้อมูลลับของผู้อื่นที่ตั้งรหัสผ่านไว้ มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

การดักรับข้อมูลของผู้อื่นโดยไม่มีสิทธิ์ เช่น การดักรหัสผ่าน Wi-Fi หรือข้อมูลที่ส่งผ่านเครือข่าย มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

การทำให้ข้อมูลของผู้อื่นเสียหาย เช่น การลบหรือแก้ไขข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

การรบกวนหรือขัดขวางระบบคอมพิวเตอร์ เช่น การยิงทราฟฟิกก่อกวน (DDoS Attack) จนทำให้เว็บไซต์หรือระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นล่ม ไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

การส่งข้อมูลหรืออีเมล ก่อความเดือดร้อนรำคาญ หรือสแปม เช่น การส่งอีเมลโฆษณาขายของ หรือข้อความ SMS สแปม โดยไม่มีช่องทางให้ผู้รับปฏิเสธการรับข่าวสาร (Unsubscribe) ได้โดยง่าย มีโทษปรับไม่เกิน 200,000 บาท

การกระทำความผิดต่อระบบความมั่นคง หากแฮกหรือทำลายระบบคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ สาธารณูปโภค หรือเศรษฐกิจ มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท และหากเป็นเหตุให้เกิดอันตรายต่อบุคคล ทรัพย์สิน หรือเป็นเหตุให้มีผู้ถึงแก่ความตาย มีโทษจำคุกตั้งแต่ 5-20 ปี และปรับตั้งแต่ 100,000-400,000 บาท

การจำหน่ายหรือเผยแพร่ชุดคำสั่งเพื่อใช้กระทำความผิด เช่น การสร้างและขายโปรแกรมแฮกสำเร็จรูป (Hack Tools) หรือไวรัส เพื่อนำไปใช้เจาะระบบของผู้อื่น มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่ถ้าหากเป็นชุดคำสั่งที่จัดทำขึ้นเพื่อนำไปใช้ทำลายระบบความมั่นคง มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมทั้งหากนำไปใช้กระทำความผิดจริง ผู้จำหน่ายหรือเผยแพร่ต้องร่วมรับโทษสูงขึ้นด้วย

ความผิดด้านการเผยแพร่ข้อมูล (มาตรา 14-17)

การนำเข้าข้อมูลเท็จที่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือศีลธรรมอันดี รวมถึงข้อมูลเท็จที่สร้างความเสียหายต่อบุคคล มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท

ในส่วนของผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม เช่น โซเชียลมีเดีย หรือผู้ให้บริการโฮสติง หากยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจให้มีการโพสต์ข้อมูลผิดกฎหมาย ต้องรับโทษเท่ากับผู้กระทำความผิด แต่หากมีระบบรับแจ้งเตือนและนำข้อมูลออก (Notice and Takedown) ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด จะได้รับการยกเว้นโทษ

การเผยแพร่ภาพตัดต่อหรือภาพดัดแปลงที่ทำให้ผู้อื่นเสียหาย เช่น ภาพ Deepfake มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท ซึ่งนี่ก็เป็นส่วนหนึ่งของโทษ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ที่หลายคนอาจไม่ทราบมาก่อน

หากผู้กระทำความผิดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ กระทำความผิดนอกประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือคนต่างด้าว หากส่งผลกระทบต่อรัฐบาลไทย ประชาชนไทย หรือระบบคอมพิวเตอร์ในไทย ผู้กระทำความผิดนั้นจะต้องรับโทษภายในราชอาณาจักรด้วยเช่นกัน

พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ 13 ข้อที่ต้องรู้ แบบฉบับเข้าใจง่าย

เพื่อให้การทำการตลาดออนไลน์ไม่เสี่ยงต่อบทลงโทษจาก พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ เราได้สรุป 13 กำหนดสำคัญมาจากฉบับ พ.ศ. 2560 เพื่อให้ผู้ใช้โซเชียลมีเดียทั่วไปและธุรกิจออนไลน์ สามารถหลีกเลี่ยงการกระทำเหล่านั้นได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้น

  1. การฝากร้านในคอมเมนต์ Facebook/Instagram ของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต ถือเป็นการก่อความเดือดร้อนรำคาญ มีโทษปรับสูงสุด 200,000 บาท
  2. การส่ง SMS Marketing หรือข้อความโฆษณา ต้องจัดให้มีช่องทางปฏิเสธหรือบอกเลิกรับข้อความ (Opt-out) ได้โดยง่าย หากไม่มี ถือเป็นสแปม มีโทษปรับสูงสุด 200,000 บาท
  3. การส่ง Marketing Email หากไม่มีปุ่มกดระงับหรือยกเลิกการรับข่าวสารได้โดยสะดวก จะเข้าข่ายการส่งสแปมตามกฎหมาย มีโทษปรับสูงสุด 200,000 บาท
  4. การกด Like โดยทั่วไปไม่ผิด ยกเว้นเนื้อหาที่เกี่ยวกับสถาบัน ซึ่งอาจเสี่ยงผิดมาตรา 112 หรือมาตรา 14
  5. การกด Share ถือเป็นการเผยแพร่ หากเนื้อหาที่แชร์กระทบบุคคลที่สาม แชร์ข้อมูลเท็จ ข้อมูลที่กระทบความมั่นคง ผู้แชร์อาจรับผิดเท่ากับผู้โพสต์ต้นทาง
  6. หากพบข้อมูลผิดกฎหมายในระบบ ผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม โซเชียลมีเดีย หรือโฮสติ้ง ต้องรับโทษเท่ากับผู้กระทำความผิด แต่จะได้รับการยกเว้นโทษหากมีกระบวนการรับแจ้งเตือนและนำข้อมูลนั้นออกจากระบบ (Notice and Takedown) ตามที่กฎหมายกำหนด
  7. หากมีการโพสต์หรือคอมเมนต์ข้อความที่ผิดกฎหมาย แอดมินเพจหรือผู้ดูแลระบบที่เปิดให้แสดงความคิดเห็น ต้องรับโทษเท่ากับผู้กระทำความผิด แต่จะได้รับการยกเว้นโทษ ถ้าพิสูจน์ได้ว่ามีการระงับการเผยแพร่ และลบข้อมูลออกจากระบบ
  8. การโพสต์สิ่งลามกอนาจารที่เผยแพร่สู่ประชาชน มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท
  9. การโพสต์เกี่ยวกับเด็กและเยาวชนต้องปิดบังใบหน้า ยกเว้นกรณีเชิดชูอย่างให้เกียรติ
  10. การให้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้เสียชีวิตต้องไม่ทำให้เกิดความเสื่อมเสีย ญาติมีสิทธิ์ฟ้องร้องได้
  11. การโพสต์ด่าว่าผู้อื่นด้วยข้อมูลเท็จหรือภาพตัดต่อ มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท
  12. การละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นข้อความ เพลง รูปภาพ หรือวิดีโอ ถือเป็นความผิดทั้งตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์และกฎหมายลิขสิทธิ์
  13. การแชร์รูปภาพอวยพร เช่น การ์ดวันเกิดหรือสวัสดีปีใหม่ ไม่ผิด ตราบใดที่ไม่นำไปใช้เชิงพาณิชย์

นักการตลาดทำความเข้าใจบทลงโทษของ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์

พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ที่นักการตลาดและเจ้าของธุรกิจต้องระวัง

เมื่อได้รู้จัก พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์กันมากขึ้นแล้ว ในมุมของนักการตลาดและเจ้าของธุรกิจออนไลน์ มี 5 จุดเสี่ยงที่ต้องเน้นย้ำ เพราะมักจะเผลอทำผิดกันบ่อยที่สุด ได้แก่

  1. การส่ง Marketing Email/SMS โดยไม่มีช่องทางบอกเลิก (Opt-out): การส่งข้อความโฆษณาขายของหรือส่งอีเมลแคมเปญ โดยไม่จัดให้มีปุ่ม “ยกเลิกรับข่าวสาร” (Unsubscribe) หรือไม่มีช่องทางให้ปฏิเสธการรับข้อมูลได้โดยง่าย ถือเป็นความผิดฐานส่งสแปม และหากนำฐานข้อมูลมาใช้โดยไม่ขอ Consent จะผิดกฎหมาย PDPA ควบคู่ไปด้วย
  2. แอดมินเพจละเลยการดูแลคอมเมนต์: หากปล่อยให้คอมเมนต์ใต้โพสต์โฆษณาของเรามีเนื้อหาผิดกฎหมาย สแปม ลามกอนาจาร หรือด่าทอบุคคลอื่น โดยไม่ระงับการเผยแพร่และจัดการลบออก แอดมินเพจหรือเจ้าของแพลตฟอร์มอาจเข้าข่ายยินยอมให้มีความผิดในระบบ และต้องรับโทษร่วมกับผู้โพสต์
  3. การใช้ภาพ เพลง หรือวิดีโอติดลิขสิทธิ์: การเซฟรูปจาก Google มาทำกราฟิกโฆษณา หรือนำเพลงฮิตมาใส่ในคลิป Reels/TikTok ของแบรนด์โดยไม่ได้ซื้อลิขสิทธิ์พาณิชย์ แม้จะเป็นความผิดหลักตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ แต่หากมีการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยดัดแปลงแก้ไขลายน้ำหรือลบข้อมูลลิขสิทธิ์ ก็สุ่มเสี่ยงมีความผิดเกี่ยวเนื่องตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ได้เช่นกัน
  4. การโพสต์รีวิวเท็จหรือโอ้อวดเกินจริง: การใช้กลยุทธ์สร้างรีวิวปลอม (Fake Review) หรือเคลมสรรพคุณสินค้าที่เป็นเท็จ เข้าข่ายความผิดมาตรา 14 นำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ
  5. การนำภาพบุคคลอื่นมาตัดต่อหรือดัดแปลงเพื่อการค้า: การตัดต่อภาพลูกค้า หรือแต่งภาพดัดแปลงบุคคลอื่น รวมถึงการใช้ AI/Deepfake เพื่อใช้ในโฆษณา แล้วทำให้ผู้อื่นนั้นได้รับความอับอาย เสียชื่อเสียง หรือถูกดูหมิ่น ถือเป็นความตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์

PDPA กับ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ใช้ควบคู่กัน

ในยุคดิจิทัล พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ไม่ได้ทำงานเพียงลำพัง แต่ต้องใช้ควบคู่กับ PDPA (พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

หาก พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ คือกฎหมายที่เน้นการลงโทษการกระทำความผิดบนระบบคอมพิวเตอร์ PDPA ก็คือกฎหมายที่เน้นการปกป้องสิทธิ์ในข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า ดังนั้น การทำการตลาดออนไลน์ที่ปลอดภัยและถูกต้องในยุคนี้ ธุรกิจต้องจัดทำระบบ Consent Management System มีนโยบายความเป็นส่วนตัว (Privacy Policy) ที่ชัดเจน และจัดให้มีช่องทาง Opt-out ให้ผู้รับสามารถกดเลิกติดตามข่าวสารได้ทุกเมื่อ เพื่อให้การทำการตลาดโปร่งใสและถูกต้องตามกฎหมายทั้งสองฉบับ

ทำการตลาดออนไลน์อย่างถูกต้อง เริ่มต้นจากกลยุทธ์ที่ดี

เพราะการตลาดที่ประสบความสำเร็จ ต้องมาพร้อมกับความถูกต้องตามกฎหมายและกลยุทธ์ที่แม่นยำ การส่งข้อความหาคนจำนวนมากแบบหว่าน หรือการใช้ทางลัดที่ไม่ถูกต้อง อาจสร้างผลกระทบต่อภาพลักษณ์และงบประมาณของแบรนด์จากโทษปรับที่คาดไม่ถึง

หากคุณกำลังมองหาพาร์ตเนอร์ที่จะมาช่วยวางกลยุทธ์และรับทำการตลาดออนไลน์อย่างมืออาชีพ Primal คือ Digital Marketing Agency ชั้นนำที่พร้อมดูแลการตลาดดิจิทัลแบบครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นการทำ SEO, การบริหารจัดการ Google Ads, Social Media Marketing ตลอดจนการลุยตลาดด้วย AI Search Services โดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์จริง พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจของคุณให้เติบโตอย่างยั่งยืน ปลอดภัย และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุด

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับข้อกำหนดและโทษของ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ (FAQs)

คำถาม คำตอบ
พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ 2550 กับ 2560 ต่างกันอย่างไร ? จุดแตกต่างสำคัญอยู่ที่การปรับปรุงบทบัญญัติให้เข้ากับบริบทโซเชียลมีเดียและความเป็นจริงในปัจจุบัน โดยฉบับปี 2560 มีการเปลี่ยนแปลงหลัก ๆ ดังนี้

  • การส่งสแปม (Spam): ฉบับปี 2560 เพิ่มบทลงโทษเรื่องการส่งข้อมูลรบกวนผู้อื่น (สแปม) เช่น การฝากร้านหรือส่งอีเมลหรือ SMS โฆษณาโดยไม่มีช่องทางบอกเลิกหรือปฏิเสธการรับข้อมูล (Unsubscribe) ได้โดยง่าย มีโทษปรับสูงสุด 200,000 บาท
  • ความรับผิดชอบของแอดมินหรือผู้ให้บริการ: เพิ่มมาตรการยกเว้นโทษ (Safe Harbor) ให้ผู้ให้บริการ หรือผู้ดูแลระบบหรือแอดมินเพจ โดยหากพบเนื้อหาผิดกฎหมายในพื้นที่ของตน แล้วดำเนินการระงับการแพร่หลายและลบออกจากระบบตามเกณฑ์ที่กำหนด (Notice and Takedown) จะได้รับการยกเว้นโทษ ซึ่งฉบับปี 2550 ไม่ได้ระบุข้อยกเว้นนี้ไว้อย่างชัดเจน
  • การแยกความผิดฐานหมิ่นประมาท: ฉบับปี 2560 ระบุชัดเจนว่าความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ให้ไปใช้กฎหมายอาญาปกติ ไม่นำมาฟ้องร้องเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ มาตรา 14(1) เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการนำกฎหมายคอมพิวเตอร์ไปใช้ฟ้องร้องแกล้งกัน
หากโดนแฮกบัญชีโซเชียลมีเดีย แล้วแฮกเกอร์นำไปโพสต์ผิดกฎหมาย เจ้าของบัญชีเดิมจะมีความผิดหรือไม่ ? เจ้าของบัญชีเดิมไม่มีความผิด หากสามารถพิสูจน์ได้ว่า ณ เวลาที่เกิดเหตุ บัญชีนั้นถูกเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต (ถูกแฮก) อย่างไรก็ตาม เมื่อรู้ตัวว่าถูกแฮก เจ้าของบัญชีควรรีบดำเนินการกู้คืนระบบ แจ้งความลงบันทึกประจำวันกับตำรวจไว้เป็นหลักฐาน และประกาศแจ้งเตือนในช่องทางอื่นทันทีเพื่อความบริสุทธิ์ใจ
การแคปหน้าจอแชตส่วนตัวไปโพสต์ประจานลงโซเชียลมีเดียผิด พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์หรือไม่ ? มีความเสี่ยงผิดกฎหมายอย่างมาก หากการแคปแชตนั้นมีการเปิดเผยชื่อ ใบหน้า หรือข้อมูลที่ระบุตัวตนบุคคลอื่น จนส่งผลให้ผู้นั้นได้รับความเสียหาย ถูกดูหมิ่น หรืออับอาย อาจเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ เรื่องการนำเข้าข้อมูลที่สร้างความเสียหายแก่บุคคลอื่น และยังเสี่ยงผิดกฎหมาย PDPA เรื่องการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลอีกด้วย
คดีตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ มีอายุความกี่ปี ? อายุความของคดีตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ จะคำนวณตามอัตราโทษจำคุกสูงสุดของแต่ละมาตรา อ้างอิงตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 ดังนี้

  • ความผิดที่มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี เช่น การเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์โดยมิชอบ มีอายุความ 5 ปี
  • ความผิดที่มีโทษจำคุกเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 5 ปี เช่น การนำเข้าข้อมูลเท็จหรือฉ้อโกง มีอายุความ 10 ปี
  • ความผิดที่มีโทษจำคุกเกิน 5 ปี แต่ไม่เกิน 10 ปี เช่น กรณีส่งผลกระทบต่อความมั่นคง มีอายุความ 15 ปี

หมายเหตุ: หากเป็นความผิดอันยอมความได้ เช่น การตัดต่อภาพตามมาตรา 16 ผู้เสียหายต้องดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์ ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องและรู้ตัวผู้กระทำความผิด มิฉะนั้นคดีเป็นอันขาดอายุความ

หากถูกละเมิดหรือพบการกระทำผิดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ต้องรวบรวมหลักฐานและแจ้งความที่ไหน ? การเตรียมหลักฐานและแจ้งความสามารถทำได้ตามขั้นตอน ดังนี้

  1. รวบรวมหลักฐาน: แคปภาพหน้าจอที่เห็นข้อความหรือรูปภาพ ความคิดเห็น URL ของโพสต์ วันเวลา และชื่อบัญชีผู้กระทำผิดให้ชัดเจน
  2. เก็บลิงก์ (URL): คัดลอก URL ของหน้าเว็บหรือโพสต์ต้นทางไว้ใช้ในการสืบค้นทางเทคนิค
  3. เข้าแจ้งความ: นำหลักฐานไปแจ้งความได้ที่สถานีตำรวจใกล้บ้าน หรือร้องเรียนโดยตรงที่ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการสืบหาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมาย