
โดย Pimlapat Phansuathongเผยแพร่: อัปเดต: อ่าน 13 นาที
วางแผน Social Media Strategy ให้แบรนด์ใน 7 ขั้นตอน
Social Media Strategy คือแผนที่บอกว่าแบรนด์ใช้โซเชียลมีเดียเพื่อเป้าหมายธุรกิจข้อไหน แต่ละแพลตฟอร์มทำหน้าที่อะไร และวัดผลด้วยตัวเลขใด การวางแผน Social Media เริ่มจากเป้าหมายและตัวชี้วัด แล้วจึงศึกษาลูกค้าและคู่แข่ง เลือกแพลตฟอร์ม กำหนดหมวดคอนเทนต์ ความถี่ และปฏิทินโพสต์ แบ่งงบระหว่างโพสต์ปกติกับโฆษณา และทบทวนตัวเลขทุกเดือน
ประเด็นสำคัญ
- Social Media Strategy กำหนดเป้าหมาย หน้าที่ของแต่ละแพลตฟอร์ม และตัวเลขที่ใช้วัดผล ส่วน Content Plan คือตารางว่าจะโพสต์อะไร ที่ไหน และเมื่อไร
- ในเพจ Facebook ของแบรนด์ 128 เพจที่ Primal วิเคราะห์ตลอด 12 เดือน เพจที่อยู่ตรงกลางโพสต์ราว 3 ครั้งต่อสัปดาห์ และเพจที่โพสต์บ่อยกว่าได้การมีส่วนร่วมรวมมากกว่า โดยการมีส่วนร่วมต่อโพสต์ไม่ได้ขึ้นหรือลงตามความถี่
- ในบัญชี Instagram ของแบรนด์ 25 บัญชีที่มี Reels อย่างน้อย 5 โพสต์ในรอบปี Reels ได้การมีส่วนร่วมสูงกว่าค่าเฉลี่ยของบัญชีตัวเองใน 21 บัญชี ส่วนบน Facebook ทุกรูปแบบโพสต์ชนะค่าเฉลี่ยของเพจในราวครึ่งหนึ่งของเพจหรือน้อยกว่า
- LINE VOOM ปิดให้บริการในไทยเมื่อ 2026-09-28 แผนที่ใช้ LINE จึงทำงานผ่านบรอดแคสต์ของ LINE Official Account และ LINE Ads
- Meta นับการเข้าถึงคนละ 1 ครั้งแม้คนนั้นเห็นทั้งโพสต์ปกติและโฆษณา ส่วนการดูนับทุกครั้งที่โพสต์แสดงบนหน้าจอ
Social Media Strategy คืออะไร และต่างจาก Content Plan อย่างไร
Social Media Strategy คือแผนที่ตอบว่าแบรนด์ใช้โซเชียลมีเดียเพื่อเป้าหมายธุรกิจข้อไหน แต่ละแพลตฟอร์มทำหน้าที่อะไร และใช้ตัวเลขใดวัดผล Content Plan คือตารางที่บอกว่าจะโพสต์อะไร บนช่องทางไหน และวันไหน การวางแผน Social Media จึงเริ่มที่ Strategy ก่อน แล้ว Content Plan จึงตามมา
เราดูโพสต์ตลอด 12 เดือนของเพจ Facebook แบรนด์ 128 เพจที่ Primal วิเคราะห์ เพจที่โพสต์บ่อยกว่าได้การมีส่วนร่วมรวมต่อสัปดาห์มากกว่า แต่การมีส่วนร่วมของแต่ละโพสต์ไม่ได้สูงขึ้นหรือต่ำลงตามความถี่ บน Facebook ยังไม่มีรูปแบบโพสต์แบบไหนที่ได้ผลกว่าแบบอื่นในเพจส่วนใหญ่ ความถี่และรูปแบบจึงอธิบายผลของแต่ละโพสต์ได้น้อย ทีมควรใช้เวลากับเนื้อหาของแต่ละโพสต์ และกำหนดว่าแต่ละโพสต์ทำหน้าที่อะไรในแผน
แผนที่ใช้ได้จริงจึงกำหนดหน้าที่ของแต่ละแพลตฟอร์มและตัวเลขที่จะใช้วัดไว้ก่อน แล้วจึงทำปฏิทินโพสต์
วางแผน Social Media Strategy ใน 7 ขั้นตอน
การวางแผน Social Media Strategy มี 7 ขั้นตอน เริ่มจากเป้าหมายและจบที่การทบทวนตัวเลขทุกเดือน
- ตั้งเป้าหมายธุรกิจและเลือก KPI (Key Performance Indicator) หรือตัวชี้วัดที่บอกว่าแผนได้ผลหรือไม่ 1 เป้าหมายหลักต่อ 1 ช่วงเวลา
- ศึกษาลูกค้าและคู่แข่ง ว่าลูกค้าถามอะไร ใช้แพลตฟอร์มไหน และคู่แข่งโพสต์อะไรแล้วได้ผล
- เลือกแพลตฟอร์มตามหน้าที่ เช่น ช่องทางให้คนใหม่รู้จักแบรนด์ และช่องทางคุยกับลูกค้าที่รู้จักแบรนด์แล้ว
- กำหนด Content Pillar หรือหมวดหัวข้อหลักที่แบรนด์จะพูดทุกเดือน
- กำหนดความถี่และรูปแบบโพสต์จากจำนวนงานที่ทีมทำได้โดยคุณภาพไม่ลดลง
- ทำปฏิทินคอนเทนต์และแบ่งงบระหว่างโพสต์ปกติกับโฆษณา
- วัดผลทุกเดือนแล้วปรับแผน โดยเทียบกับตัวเลขก่อนเริ่มแผน
ตั้งเป้าหมายและเลือก KPI ให้ตรงกับธุรกิจ
KPI ของโซเชียลมีเดียควรมาจากเป้าหมายธุรกิจ เป้าหมายต่างกันจึงใช้ตัวเลขต่างกัน แบรนด์ที่อยากให้คนรู้จักมากขึ้นดูการเข้าถึง ส่วนแบรนด์ที่ขายผ่านแชทดูจำนวนข้อความใหม่ ตารางด้านล่างจับคู่เป้าหมายกับตัวเลขที่ควรดู
| เป้าหมายธุรกิจ | KPI หลัก | ดูได้ที่ |
|---|---|---|
| ให้คนรู้จักแบรนด์มากขึ้น | การเข้าถึง (Reach) และการดู (Views) | ข้อมูลเชิงลึกใน Meta Business Suite และ TikTok Studio |
| ให้คนสนใจและมีส่วนร่วม | อัตราการมีส่วนร่วม การแชร์ และการบันทึก | ข้อมูลเชิงลึกของแต่ละโพสต์ |
| ให้คนทักแชทหรือขอข้อมูล | จำนวนข้อความใหม่และจำนวนลีด | กล่องข้อความใน Meta Business Suite และแชทของ LINE Official Account |
| ให้คนซื้อสินค้า | คลิกลิงก์และคำสั่งซื้อที่มาจากโซเชียลมีเดีย | Google Analytics และระบบร้านค้าออนไลน์ของแบรนด์ |
ยอดผู้ติดตามเป็นตัวเลขเสริม เพราะผู้ติดตามที่เพิ่มขึ้นไม่ได้บอกว่าคนเห็นหรือสนใจโพสต์ล่าสุดหรือไม่ ใน Meta Business Suite ให้ดูยอดผู้ติดตามสุทธิ ซึ่งคือผู้ติดตามใหม่ลบด้วยคนที่เลิกติดตามในช่วงเวลาเดียวกัน
การเข้าถึง การดู และการมีส่วนร่วมต่างกันอย่างไร
การเข้าถึงนับจำนวนคนที่เห็นเนื้อหา คนหนึ่งคนนับครั้งเดียว ส่วนการดูนับจำนวนครั้งที่โพสต์แสดงบนหน้าจอ คนเดียวจึงสร้างการดูได้หลายครั้ง หน้าช่วยเหลือของ Meta ระบุว่าการเข้าถึงรวมทั้งการเผยแพร่แบบออร์แกนิกและแบบชำระเงิน และนับเป็นครั้งเดียวหากคนนั้นเห็นจากทั้ง 2 ทาง ตัวเลขที่หลายคนเรียกว่า Impression ใน Meta Business Suite ตอนนี้แสดงเป็นการดู
ภาพด้านล่างคือส่วนที่ Meta อธิบายตัวเลขในข้อมูลเชิงลึกของโพสต์เป็นภาษาไทย การมีส่วนร่วมของโพสต์บน Facebook นับความรู้สึก ความคิดเห็น การแชร์ และการคลิก

อัตราการมีส่วนร่วมคือการมีส่วนร่วมหารด้วยการเข้าถึง แล้วคูณ 100 ตัวอย่างเช่น โพสต์ที่เข้าถึง 8,000 คน และได้การมีส่วนร่วม 240 ครั้ง มีอัตราการมีส่วนร่วม 3% ให้เทียบตัวเลขนี้กับโพสต์อื่นของเพจตัวเอง เพราะเพจแต่ละประเภทมีค่าปกติไม่เท่ากัน
ศึกษาลูกค้าและคู่แข่งก่อนวางแผน
ก่อนเลือกแพลตฟอร์มและหัวข้อ ให้รู้ว่าลูกค้าถามอะไร ใช้แพลตฟอร์มไหน และคู่แข่งโพสต์อะไรแล้วได้ผล คำถามของลูกค้าหาได้เร็วที่สุดจากทีมขายและทีมตอบแชท ให้ขอรายการคำถามที่เจอบ่อยในเดือนที่ผ่านมา แต่ละคำถามคือหัวข้อโพสต์ที่มีคนอยากอ่านอยู่แล้ว
สำหรับคู่แข่ง ให้เปิดเพจของแบรนด์ที่ลูกค้าเทียบกับคุณ 3 ถึง 5 แบรนด์ แล้วจดว่าโพสต์สัปดาห์ละกี่ครั้ง ใช้รูปแบบไหน และโพสต์แบบไหนมีคนแสดงความคิดเห็นหรือแชร์มาก ส่วนโฆษณาที่คู่แข่งกำลังลงดูได้ในคลังโฆษณาของ Meta ซึ่งเปิดให้ทุกคนค้นหาได้
Social Listening คืออะไร
Social Listening คือการติดตามว่าคนพูดถึงแบรนด์ คู่แข่ง และหมวดสินค้าอย่างไรบนโซเชียลมีเดียและเว็บบอร์ด เช่น Pantip ทีมใช้ข้อมูลนี้หาคำถามที่คนถามซ้ำ ข้อร้องเรียนที่ต้องตอบ และหัวข้อที่กำลังมีคนพูดถึง เริ่มได้โดยค้นชื่อแบรนด์และชื่อสินค้าบนแต่ละแพลตฟอร์มทุกสัปดาห์ เมื่อจำนวนการพูดถึงมากเกินกว่าจะอ่านเองได้ จึงใช้เครื่องมือ Social Listening แบบเสียค่าบริการ
Social Media มีอะไรบ้าง และควรเลือกแพลตฟอร์มไหน
Social Media หลักที่แบรนด์ในไทยเลือกใช้ได้มี Facebook, Instagram, TikTok, YouTube, LINE และ LinkedIn ให้เลือกจากหน้าที่ที่แต่ละแพลตฟอร์มทำในแผน และจากจำนวนแพลตฟอร์มที่ทีมดูแลได้ทุกสัปดาห์ เราแนะนำให้เริ่มจาก 2 ถึง 3 แพลตฟอร์มที่ลูกค้าใช้จริง
| แพลตฟอร์ม | หน้าที่ในแผน | รูปแบบที่ใช้บ่อย | ผู้ใช้ในไทย |
|---|---|---|---|
| ให้ข้อมูลแบรนด์ ตอบแชท และลงโฆษณา | ภาพ อัลบั้ม Reels และไลฟ์ | ราว 52 ล้านคน | |
| แสดงสินค้าและภาพลักษณ์ของแบรนด์ | Reels ภาพ และ Carousel | ราว 21 ล้านคน | |
| TikTok | ให้คนใหม่เห็นแบรนด์และค้นหาสินค้า | วิดีโอสั้นและไลฟ์ | ราว 57 ล้านคนอายุ 18 ปีขึ้นไป |
| YouTube | อธิบายสินค้าและตอบคำถามที่ต้องใช้เวลาเล่า | วิดีโอยาวและ Shorts | ราว 47 ล้านคน |
| LINE Official Account | คุยกับลูกค้าที่รู้จักแบรนด์แล้ว ส่งข่าวและคูปอง | แชทและบรอดแคสต์ | LINE มีผู้ใช้ราว 56 ล้านคน |
| ธุรกิจ B2B (Business to Business) และการรับสมัครงาน | โพสต์และบทความ | สมาชิกราว 6.5 ล้านคน |
ตัวเลขผู้ใช้มาจากรายงาน Digital 2026 Thailand ของ DataReportal ซึ่งรวบรวมจากเครื่องมือโฆษณาของแต่ละแพลตฟอร์มและตัวเลขที่ LINE ให้ไว้ แบรนด์ที่ปิดการขายผ่านแชทวางแผนได้โดยใช้ Facebook หรือ TikTok ให้คนรู้จัก แล้วพาคนที่สนใจไปคุยต่อใน LINE Official Account แบรนด์ที่สินค้าต้องเห็นการใช้งานจริงควรมีวิดีโอสั้นในแผน ซึ่งอธิบายต่อในการตลาด TikTok สำหรับแบรนด์
LINE VOOM ปิดให้บริการในไทยแล้วเมื่อ 2026-09-28 ตามประกาศของ LINE for Business แผนที่เคยโพสต์ลง VOOM ให้ใช้บรอดแคสต์ของ LINE Official Account และ LINE Ads แทน เจ้าของบัญชีดาวน์โหลดโพสต์เดิมใน VOOM ได้ถึง 2026-12-31
Content Pillar คืออะไร และควรมีกี่หมวด
Content Pillar คือหมวดหัวข้อหลักที่แบรนด์พูดซ้ำทุกเดือน แต่ละหมวดทำหน้าที่ต่างกันในแผน เราแนะนำให้เริ่มจาก 3 ถึง 4 หมวด เพื่อให้ทีมเล็กผลิตได้ครบทุกเดือน และผู้ติดตามจำได้ว่าเพจนี้พูดเรื่องอะไร
ตารางด้านล่างเป็นตัวอย่างแผน 1 เดือนของเพจ Facebook ที่โพสต์สัปดาห์ละ 3 ครั้ง สำหรับแบรนด์ที่ปิดการขายผ่านแชท โพสต์ที่ขายตรงมี 3 จาก 12 โพสต์ ที่เหลือตอบคำถาม แสดงสินค้า และแสดงคนที่อยู่หลังแบรนด์
| หมวด | หน้าที่ในแผน | ตัวอย่างหัวข้อ | โพสต์ต่อเดือน |
|---|---|---|---|
| ตอบคำถามลูกค้า | ให้คนเข้าใจสินค้าก่อนตัดสินใจ | คำถามที่ทีมแชทตอบทุกสัปดาห์ | 4 |
| สินค้าและวิธีใช้ | ให้เห็นสินค้าในการใช้งานจริง | สาธิตการใช้ ภาพก่อนและหลังใช้ | 3 |
| คนและเบื้องหลัง | ให้รู้จักคนที่ดูแลลูกค้า | ทีมงาน ขั้นตอนการผลิต | 2 |
| ข้อเสนอและกิจกรรม | ให้คนทักแชทหรือซื้อ | โปรโมชันของเดือน คูปอง | 3 |
Mark McDowell ผู้ก่อตั้ง Primal เริ่มแผนโซเชียลมีเดียจากคำถามว่าแบรนด์มีอะไรที่คนอยากพูดถึง สำหรับแบรนด์เครื่องลดความชื้นในห้องน้ำรายหนึ่ง หมวดแรกคือปัญหาที่คนมองไม่เห็น โพสต์ช่วงสร้างการรับรู้จึงแสดงเชื้อรา ผ้าเช็ดตัวที่อับชื้น และกระจกที่เป็นฝ้า ถัดมาคือเรื่องการติดตั้งจริงพร้อมภาพก่อนและหลัง โดยมีคอนเทนต์ของแบรนด์ลงคู่กันไปตลอด เราทดสอบหลายรูปแบบ แล้วดูข้อมูลทุกเดือนเพื่อเพิ่มงานให้รูปแบบที่ได้ผลดีที่สุด สำหรับแบรนด์ใหม่ โพสต์แบบไม่จ่ายเงินอย่างเดียวเข้าถึงคนได้น้อยและไม่ได้การติดต่อเร็ว เราจึงตั้งงบโปรโมตโพสต์ที่ดีที่สุดไว้ด้วย
เมื่อครบเดือน ให้ดูว่าหมวดไหนได้อัตราการมีส่วนร่วมหรือข้อความใหม่มากที่สุด แล้วเพิ่มสัดส่วนของหมวดนั้นในเดือนถัดไป หมวดที่ได้ผลต่ำ 2 เดือนติดกันให้เปลี่ยนหัวข้อหรือรูปแบบ
ควรโพสต์บ่อยแค่ไหน และโพสต์รูปแบบไหน
ให้โพสต์ในความถี่ที่ทีมรักษาคุณภาพได้ทุกสัปดาห์ ในข้อมูลของเรา เพจ Facebook ของแบรนด์ที่อยู่ตรงกลางโพสต์ราว 3 ครั้งต่อสัปดาห์ และครึ่งหนึ่งของเพจโพสต์ระหว่างราว 1.5 ถึง 6 ครั้งต่อสัปดาห์
เราดูทุกโพสต์ในรอบ 12 เดือนของเพจ Facebook แบรนด์ 128 เพจ รวม 40,001 โพสต์ และบัญชี Instagram ของแบรนด์ 27 บัญชี รวม 6,371 โพสต์ จากโปรเจกต์ที่ Primal วิเคราะห์ เพจที่โพสต์บ่อยกว่าได้การมีส่วนร่วมรวมต่อสัปดาห์มากกว่า ขณะที่การมีส่วนร่วมต่อโพสต์ไม่ได้ขึ้นหรือลงตามความถี่ การโพสต์เพิ่มจึงเพิ่มผลรวมได้ ถ้าโพสต์ที่เพิ่มยังมีคุณภาพเท่าโพสต์เดิม
สำหรับรูปแบบโพสต์ เราเทียบการมีส่วนร่วมเฉลี่ยของแต่ละรูปแบบกับค่าเฉลี่ยของบัญชีนั้นเอง วิธีนี้ทำให้เพจเล็กกับเพจใหญ่เทียบกันได้ กราฟด้านล่างแสดงสัดส่วนบัญชีที่รูปแบบนั้นได้ผลสูงกว่าค่าเฉลี่ยของบัญชี

บน Instagram Reels สูงกว่าค่าเฉลี่ยของบัญชีใน 21 จาก 25 บัญชี ส่วนภาพเดี่ยวสูงกว่าค่าเฉลี่ยเพียง 2 จาก 26 บัญชี บน Facebook ทุกรูปแบบสูงกว่าค่าเฉลี่ยในราวครึ่งหนึ่งของเพจหรือน้อยกว่า Reels จึงควรเป็นรูปแบบหลักบน Instagram ส่วนบน Facebook ให้ทดสอบรูปแบบกับเนื้อหาของเพจเอง แล้วดูผลในข้อมูลเชิงลึกของแต่ละโพสต์ ตัวเลขทั้งหมดเป็นยอดสาธารณะ จึงรวมโพสต์ที่ซื้อโฆษณาด้วย
ลูกค้ามักถามเราว่า โพสต์เดือนละ 20 กว่าโพสต์มากเกินไปไหม
ไม่มากเกินไป ถ้าแต่ละโพสต์ยังได้การเข้าถึงและการมีส่วนร่วมใกล้เคียงโพสต์อื่นของเพจ ในข้อมูลของเรา 29 จาก 128 เพจโพสต์ทุกวันหรือมากกว่านั้น ให้ดูตัวเลขต่อโพสต์ในข้อมูลเชิงลึกทุกเดือน ถ้าโพสต์ช่วงหลังได้การเข้าถึงลดลงต่อเนื่อง ให้ลดจำนวนโพสต์และใช้เวลากับหมวดที่ได้ผล
ทำปฏิทินคอนเทนต์และตั้งเวลาโพสต์
ปฏิทินคอนเทนต์ (Content Calendar) คือตารางที่บอกวันโพสต์ แพลตฟอร์ม หมวด หัวข้อ รูปแบบ คนรับผิดชอบ และสถานะการอนุมัติ ให้ทำปฏิทินของเดือนหน้าให้เสร็จและอนุมัติภายในสัปดาห์แรกของเดือนนี้ ทีมจึงมีเวลาเกือบ 1 เดือนผลิตงานก่อนวันโพสต์
ปฏิทินทำใน Google Sheets ได้ ให้มี 1 แถวต่อ 1 โพสต์ และใส่ลิงก์ไฟล์ภาพหรือวิดีโอไว้ในแถวเดียวกัน คนอนุมัติจะเห็นข้อความ ภาพ และวันโพสต์ในที่เดียว
ตั้งเวลาโพสต์ Facebook และ Instagram ได้ใน Meta Business Suite หน้าช่วยเหลือของ Meta ระบุว่าตัวเลือก Active times แนะนำเวลาโพสต์จากช่วงที่ผู้ติดตามใช้งาน Facebook และ Instagram มากที่สุดใน 7 วันที่ผ่านมา ใช้ตัวเลือกนี้แทนตารางเวลาโพสต์ทั่วไปที่หาได้ในอินเทอร์เน็ต เพราะเป็นข้อมูลของผู้ติดตามเพจคุณเอง ส่วน TikTok ตั้งเวลาโพสต์ได้ใน TikTok Studio
Organic กับ Paid Social ใช้ร่วมกันอย่างไร
Organic คือโพสต์ที่แบรนด์ลงบนเพจโดยไม่จ่ายเงิน Paid Social คือการจ่ายเงินให้โพสต์หรือโฆษณาเข้าถึงกลุ่มคนที่เลือกไว้ แผนที่ใช้ทั้ง 2 แบบให้โพสต์ปกติเป็นที่ทดสอบหัวข้อ แล้วนำโพสต์ที่ได้ผลไปโปรโมตหรือทำเป็นโฆษณา
การใช้ 2 แบบร่วมกันทำได้ใน 3 ขั้นตอน
- ลงโพสต์ตามปฏิทิน แล้วรอ 2 ถึง 3 วันให้ตัวเลขนิ่ง
- เลือกโพสต์ที่มีอัตราการมีส่วนร่วมสูงที่สุดของสัปดาห์ แล้วโปรโมตโพสต์นั้นไปยังกลุ่มคนที่ยังไม่ติดตามเพจ
- แยกงบเป็น 2 ก้อนตามเป้าหมาย ก้อนหนึ่งให้คนรู้จักแบรนด์ อีกก้อนให้คนทักแชทหรือซื้อ แล้ววัดแต่ละก้อนด้วย KPI ของตัวเอง
ในเดือนที่มีโฆษณา การเข้าถึงใน Meta Business Suite รวมคนที่เห็นโฆษณาด้วย ให้ดูตัวเลขของโฆษณาแยกในตัวจัดการโฆษณา (Ads Manager) ก่อนสรุปว่าโพสต์ปกติได้ผลดีขึ้น
ตั้งค่าเพจ Facebook ของแบรนด์ก่อนเริ่มโพสต์
ตั้งค่าเพจให้ครบก่อนโพสต์แรก ทั้งชื่อเพจ หมวดหมู่ คำอธิบาย ข้อมูลติดต่อ ตำแหน่ง เวลาทำการ รูปโปรไฟล์ รูปหน้าปก และปุ่มดำเนินการ ขั้นตอนบนคอมพิวเตอร์ตามคู่มือสร้างเพจของ Meta มีดังนี้
- เข้าสู่ระบบ Facebook คลิก “เพจ” แล้วคลิก “สร้างเพจ” เลือก “เพจสาธารณะ”
- ใส่ชื่อเพจให้ตรงกับชื่อแบรนด์ที่ลูกค้าใช้ค้นหา เลือกหมวดหมู่ และเขียนคำอธิบายว่าแบรนด์ทำอะไรให้ใคร
- เพิ่มข้อมูลติดต่อ ตำแหน่ง และเวลาทำการ
- เพิ่มรูปโปรไฟล์และรูปหน้าปก แล้วตั้งปุ่มดำเนินการ เช่น ปุ่มส่งข้อความ
- ให้สิทธิ์เข้าถึงเพจแก่คนในทีมที่ดูแลเพจ แทนการใช้บัญชีส่วนตัวของคนคนเดียว
ผู้ช่วย AI (Artificial Intelligence) ก็อ่านข้อมูลบนเพจ Facebook ด้วย ในเดือนที่ผ่านมา Elevate, Primal’s AI Visibility Tracker เก็บคำตอบของ AI 285,098 คำตอบจากราว 2,800 คำถามเกี่ยวกับ 171 แบรนด์ Facebook อยู่ใน 15 แหล่งที่ AI อ้างอิงบ่อยที่สุดของ 161 แบรนด์ ให้ข้อมูลบริการ พื้นที่ให้บริการ และเวลาทำการบนเพจตรงกับเว็บไซต์ เพราะ AI อาจหยิบข้อมูลจากเพจไปตอบคำถามเรื่องแบรนด์ เรื่องนี้อธิบายต่อในAI Search คืออะไร
ทีมของ Primal ที่สำนักงานกรุงเทพฯ วางแผนและดูแลโซเชียลมีเดียให้แบรนด์ ตั้งแต่ Content Pillar ปฏิทินโพสต์ การตอบคอมเมนต์และข้อความ ไปจนถึงรายงานผลรายเดือนเทียบกับเป้าหมาย ดูรายละเอียดได้ที่บริการดูแลโซเชียลมีเดียของ Primal
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการวางแผน Social Media
ลูกค้ามักถามเราว่า ควรมีเพจเดียว หรือแยกเพจตามธุรกิจแต่ละสาย
เริ่มจากเพจหลักของแบรนด์ 1 เพจเป็นแหล่งข้อมูลหลัก แยกเพจเพิ่มเมื่อธุรกิจสายนั้นมีลูกค้าคนละกลุ่ม และมีทีมทำคอนเทนต์ให้ทุกสัปดาห์ เพจที่แยกออกไปควรขึ้นต้นด้วยชื่อแบรนด์เดียวกันและลิงก์ไปเว็บไซต์เดียวกัน ลูกค้าจะรู้ว่าทุกเพจเป็นของแบรนด์เดียว
ลูกค้ามักถามเราว่า ถ้าต้องการแค่ให้เพจมีความเคลื่อนไหว ยังต้องมีงบโฆษณาไหม
ควรมีงบโปรโมตโพสต์แยกไว้ แม้ยังไม่ลงแคมเปญโฆษณาเต็มรูปแบบ งบนี้ใช้ให้โพสต์ที่ได้ผลดีเข้าถึงคนกลุ่มใหม่ เช่น คนในพื้นที่ที่แบรนด์ให้บริการ แคมเปญโฆษณาเต็มรูปแบบใช้เมื่อเป้าหมายคือลีดหรือยอดขาย
ลูกค้ามักถามเราว่า ตั้ง KPI ให้งานโซเชียลมีเดียอย่างไร
จำนวนโพสต์หรือจำนวนคลิปที่ทำคือขอบเขตงาน KPI คือผลที่ได้จากงานนั้น เช่น การเข้าถึง อัตราการมีส่วนร่วม หรือจำนวนข้อความใหม่ ให้จดตัวเลขก่อนเริ่มแผน ตกลงเป้าก่อนเริ่มแต่ละแคมเปญ แล้วเทียบกับตัวเลขเดิมทุกเดือน
ควรทบทวนแผน Social Media บ่อยแค่ไหน
ดูตัวเลขทุกเดือน และปรับหมวด ความถี่ และสัดส่วนงบทุก 3 เดือน รายเดือนใช้ตัดสินว่าหัวข้อไหนควรทำต่อ ส่วนรอบ 3 เดือนมีข้อมูลมากพอให้เห็นว่าแพลตฟอร์มและรูปแบบไหนได้ผลกับแบรนด์

Content Writer
Pimlapat Phansuathong เป็นนักเขียนคอนเทนต์ของ Primal มีประสบการณ์ด้านงานเขียนกว่า 6 ปี เธอเขียนคอนเทนต์สำหรับการทำ SEO (Search Engine Optimisation) ตั้งแต่การวิเคราะห์ Search Intent และการทำ Keyword Research ไปจนถึงการวางโครงสร้างบทความ และร่วมงานกับ Primal ตั้งแต่ปี 2022
เกี่ยวกับผู้เขียน




