
โดย Panlert Champakhomเผยแพร่: อัปเดต: อ่าน 11 นาที
Google AI Mode (โหมด AI) คืออะไร และเลือกเว็บไซต์อย่างไร
โหมด AI หรือ Google AI Mode คือการค้นหาแบบถามตอบต่อเนื่องบน Google ที่แตกคำถามเป็นการค้นหาย่อยหลายรายการ แล้วสรุปคำตอบพร้อมลิงก์ไปยังหน้าเว็บที่ใช้อ้างอิง หน้าเหล่านั้นมาจากดัชนีของ Google และต้องแสดงข้อความตัวอย่างในผลการค้นหาได้ งานที่ทำให้เว็บไซต์ถูกอ้างอิงจึงเริ่มจาก SEO (Search Engine Optimisation) เดิม
ประเด็นสำคัญ
- Google เปิดโหมด AI เป็นภาษาไทยเมื่อ 2025-10-08 และระบุว่าคำถามที่คนพิมพ์ในโหมด AI ยาวกว่าการค้นหาแบบเดิมเกือบ 3 เท่า
- จาก 995 คีย์เวิร์ดในข้อมูลการติดตามอันดับของ Primal สำหรับลูกค้า 17 แบรนด์ AI Overviews ปรากฏบน 859 หน้าผลการค้นหา และผู้ค้นหากดถามต่อในโหมด AI ได้จาก AI Overview
- เอกสารของ Google ระบุว่าหน้าเว็บที่มีสิทธิ์เป็นลิงก์ในโหมด AI ต้องอยู่ในดัชนีและแสดงข้อความตัวอย่างได้ โดยไม่ต้องมีไฟล์ llms.txt หรือ Markup พิเศษ
- Search Console นับคลิกจากโหมด AI รวมกับผลการค้นหาอื่นในประเภทการค้นหาเว็บ และ Google Analytics 4 นับการเข้าชมจากโหมด AI ในช่องการค้นหาทั่วไป
- ในคำตอบของ AI 285, 098 คำตอบจากคำถามในหมวดของ 171 แบรนด์ ที่ Elevate, Primal's AI Visibility Tracker เก็บในเดือนที่ผ่านมา เว็บไซต์ของแบรนด์ถูกอ้างอิงเพียงราว 1 ใน 5 คำตอบ
Google AI Mode หรือโหมด AI คืออะไร
Google AI Mode หรือโหมด AI คือการค้นหาแบบถามตอบบน Google ผู้ค้นหาพิมพ์คำถามเป็นประโยคยาว แล้วได้คำตอบที่ AI (Artificial Intelligence) สรุปมาให้ พร้อมลิงก์ไปยังหน้าเว็บที่ใช้อ้างอิง จากนั้นถามต่อได้โดยไม่ต้องเริ่มค้นหาใหม่ Google ประกาศว่าโหมด AI ใช้โมเดล Gemini ขั้นสูงที่ปรับแต่งขึ้นโดยเฉพาะ และรองรับคำถามภาษาไทย
ข้อมูลของเราแสดงว่าคำตอบจาก AI อยู่บนหน้าผลการค้นหาส่วนใหญ่แล้ว จาก 995 คีย์เวิร์ดในข้อมูลการติดตามอันดับของ Primal สำหรับลูกค้า 17 แบรนด์ AI Overviews ปรากฏบน 859 หน้าผลการค้นหา ผู้ค้นหาที่อ่าน AI Overview แล้วอยากรู้มากขึ้น กดเจาะลึกต่อในโหมด AI ได้จากหน้าเดียวกัน
โหมด AI หยิบหน้าเว็บจากดัชนีเดียวกับ Google Search งาน SEO (Search Engine Optimisation) ที่ทำให้หน้าเว็บอยู่ในดัชนีและติดอันดับจึงยังเป็นฐาน งานที่เพิ่มขึ้นมี 2 งาน งานแรกคือหน้าบทความที่ตอบคำถามยาวของลูกค้าได้ทั้งคำถาม งานที่สองคือชื่อแบรนด์บนเว็บไซต์อื่นที่ AI อ่าน เพราะคำตอบของ AI อ้างอิงเว็บไซต์อื่นบ่อยกว่าเว็บไซต์ของแบรนด์เอง ผลของงานแรกดูได้ในรายงาน Generative AI ของ Search Console ส่วนผลของงานที่สองดูจากชุดคำถามเดิมที่ถามซ้ำทุกเดือน
โหมด AI ต่างจาก AI Overviews อย่างไร
AI Overviews หรือข้อมูลภาพรวมโดย AI ขึ้นเองบนหน้าผลการค้นหาปกติเมื่อระบบเห็นว่าช่วยผู้ค้นหาได้ ส่วนโหมด AI เป็นหน้าค้นหาแยกที่ผู้ค้นหาเลือกเปิดเอง และถามต่อได้หลายรอบ เอกสาร Search Central ของ Google ระบุว่าโหมด AI เหมาะกับคำถามที่ต้องสำรวจ ใช้เหตุผล หรือเปรียบเทียบตัวเลือก
ทั้ง 2 ฟีเจอร์อาจใช้โมเดลและเทคนิคต่างกัน คำตอบและลิงก์ที่แสดงจึงต่างกันได้แม้คำถามเหมือนกัน หน้าเว็บที่ถูกอ้างอิงใน AI Overview จึงอาจไม่อยู่ในคำตอบของโหมด AI รายละเอียดของอีกฟีเจอร์อ่านได้ในบทความAI Overviews คืออะไร
โหมด AI ต่างจาก Gemini อย่างไร
Gemini คือชื่อโมเดล AI และแอปผู้ช่วย AI ของ Google ส่วนโหมด AI คือฟีเจอร์ค้นหาใน Google Search ที่ใช้โมเดล Gemini ซึ่ง Google ปรับแต่งสำหรับการค้นหา ความต่างที่เจ้าของเว็บไซต์ต้องรู้คือการควบคุม โหมด AI อยู่ใต้การตั้งค่า Generative AI ใน Search Console ส่วนการใช้หน้าเว็บในแอป Gemini ควบคุมด้วย Google-Extended ในไฟล์ robots.txt วิธีทำให้แอป Gemini อ้างอิงเว็บไซต์อยู่ในบทความGemini SEO
วิธีเปิดโหมด AI และทำไมบางเครื่องไม่เห็นปุ่ม
โหมด AI ใช้ในประเทศไทยได้แล้ว Google เปิดให้ใช้เป็นภาษาไทยเมื่อ 2025-10-08 และหน้าความช่วยเหลือของ Google ระบุประเทศไทยและภาษาไทยไว้ในรายการที่รองรับ วิธีเปิดมี 3 วิธี
- เข้า google.com/ai โดยตรง
- พิมพ์คำถามที่ google.com แล้วแตะแท็บโหมด AI
- เปิดแอป Google แล้วแตะโหมด AI ที่หน้าจอหลัก
เมื่อเปิด google.com/ai โดยไม่ลงชื่อเข้าใช้ หน้าเริ่มต้นแสดงแท็บโหมด AI ไว้ก่อนแท็บทั้งหมด และมีช่องให้พิมพ์คำถามอยู่กลางหน้า

ถ้าไม่เห็นแท็บโหมด AI ให้เข้า google.com/ai โดยตรง หน้าความช่วยเหลือของ Google ระบุว่ากำลังปรับหน้าตาและการตั้งค่าของโหมด AI อย่างต่อเนื่อง ตำแหน่งปุ่มจึงเปลี่ยนได้ บัญชี Google ของที่ทำงานมีอีกเงื่อนไขหนึ่ง ผู้ดูแลระบบ Workspace เป็นคนเปิดหรือปิดประวัติการค้นหา ถ้าประวัติถูกปิด ยังใช้โหมด AI ได้ แต่กลับไปถามต่อจากบทสนทนาเดิมไม่ได้
โหมด AI เลือกหน้าเว็บมาอ้างอิงอย่างไร
โหมด AI แตกคำถามเป็นหัวข้อย่อย ค้นหาแต่ละหัวข้อพร้อมกัน แล้วรวมผลเป็นคำตอบเดียว Google เรียกวิธีนี้ว่าการแฟนเอาต์คำค้นหา (Query Fan-Out) หน้าที่ระบบหยิบมาตอบมาจากดัชนีของ Google Search และผ่านระบบจัดอันดับหลักชุดเดียวกับผลการค้นหาปกติ ตามคำแนะนำของ Google เรื่องฟีเจอร์ Generative AI
ตัวอย่างในคำแนะนำนั้นคือคำถามว่าจะแก้สนามหญ้าที่มีวัชพืชขึ้นเต็มอย่างไร ระบบอาจค้นต่อเรื่องยากำจัดวัชพืช การกำจัดโดยไม่ใช้สารเคมี และการป้องกันวัชพืช หน้าที่ตอบคำถามย่อยข้อใดข้อหนึ่งได้ดีจึงถูกอ้างอิงได้ แม้ไม่ได้ตอบคำถามหลักทั้งหมด
Google ระบุว่าคำถามในโหมด AI ยาวกว่าการค้นหาแบบเดิมเกือบ 3 เท่า ในการค้นหาแบบเดิม คำค้นที่เป็นคำถามไปจบที่หน้าบทความอยู่แล้ว เราดูข้อมูล Search Console ของ 69 เว็บไซต์ลูกค้าของ Primal ที่มีส่วนบทความ ช่วง 1 สัปดาห์ เมื่อดูค่ากลาง หน้าบทความได้การแสดงผลจากคำค้นที่เป็นคำถามราว 9 ใน 10 ส่วนหน้าแรกและหน้าสินค้าหรือบริการได้ไม่ถึง 1 ใน 100 เมื่อโหมด AI ใช้ระบบจัดอันดับชุดเดียวกัน เว็บไซต์ที่มีแต่หน้าแรกและหน้าบริการจึงมีหน้าให้ระบบหยิบไปตอบคำถามน้อย
เงื่อนไขของ Google มี 2 ข้อ
- หน้าเว็บต้องอยู่ในดัชนี และมีสิทธิ์แสดงในผลการค้นหาพร้อมข้อความตัวอย่าง (Snippet)
- เว็บไซต์ต้องไม่ถูกยกเว้นในการตั้งค่า Generative AI ของ Search Console ซึ่งค่าเริ่มต้นคือรวมไว้อยู่แล้ว
Google ระบุว่าไม่ต้องสร้างไฟล์ llms.txt ไม่ต้องใส่ Markup พิเศษ และไม่ต้องแบ่งเนื้อหาเป็นชิ้นเล็กเพื่อให้ AI อ่าน ในบางคำถาม ถ้าระบบไม่มั่นใจว่าคำตอบจาก AI มีคุณภาพพอ โหมด AI จะแสดงลิงก์เว็บหลายรายการแทน
ลูกค้ามักถามเราว่า ถ้าคนอ่านคำตอบในโหมด AI แล้วไม่เข้าเว็บไซต์ แบรนด์จะถูกมองเห็นได้อย่างไร
แบรนด์ถูกมองเห็นในโหมด AI ได้ 2 ทาง ทางแรกคือเป็นลิงก์อ้างอิงข้างคำตอบ ทางที่สองคือชื่อแบรนด์อยู่ในเนื้อคำตอบ ทางที่สองขึ้นกับเว็บไซต์อื่นมาก คำแนะนำของ Google ระบุว่าฟีเจอร์ Generative AI แสดงสิ่งที่ผู้คนพูดถึงสินค้าและบริการทั่วเว็บ ทั้งในบล็อก วิดีโอ และฟอรัม
ข้อมูลของเราสอดคล้องกับคำแนะนำนี้ ในเดือนที่ผ่านมา Elevate, Primal’s AI Visibility Tracker เก็บคำตอบของ AI ได้ 285,098 คำตอบ จากคำถามในหมวดของ 171 แบรนด์ เว็บไซต์ของแบรนด์ถูกอ้างอิงเพียงราว 1 ใน 5 คำตอบ ชื่อแบรนด์จึงต้องอยู่บนเว็บไซต์รีวิวและเว็บชุมชนที่ลูกค้าอ่านด้วย Google ระบุไว้ในคำแนะนำเดียวกันว่าการสร้างการพูดถึงที่ไม่จริงไม่ช่วยให้ถูกเลือก
ทำอย่างไรให้เว็บไซต์ถูกอ้างอิงในโหมด AI
เริ่มจากทำให้หน้าเว็บมีสิทธิ์ถูกอ้างอิง แล้วเขียนหน้าที่ตอบคำถามที่ลูกค้าถามจริง ทำตามลำดับนี้
- ตรวจว่าหน้าสำคัญอยู่ในดัชนีด้วยเครื่องมือตรวจสอบ URL (Uniform Resource Locator) ใน Search Console หน้าที่ไม่อยู่ในดัชนีไม่มีสิทธิ์เป็นลิงก์ในโหมด AI
- ตรวจโค้ดของหน้าว่าไม่มีคำสั่ง nosnippet หรือ max-snippet ที่ตั้งค่าไว้สั้นมาก Google ใช้คำสั่งเหล่านี้จำกัดข้อความที่แสดงในฟีเจอร์ AI ด้วย
- เปิดการตั้งค่า Generative AI ใน Search Console แล้วดูว่ายังเป็นแบบรวมเว็บไซต์ ซึ่งเป็นค่าเริ่มต้น
- เขียนหน้าที่ตอบคำถามยาวได้ทั้งคำถาม โดยใช้คำถามที่ลูกค้าถามทีมขายเป็นหัวข้อ และตอบในประโยคแรกใต้หัวข้อ วิธีเขียนหน้าแบบนี้อยู่ในบทความAEO (Answer Engine Optimisation)
- ตอบคำถามย่อยที่ระบบจะค้นต่อ เช่น ราคา ความต่างจากตัวเลือกอื่น เงื่อนไขการใช้ และพื้นที่ให้บริการ ในหน้าเดียวกันหรือในหน้าที่ลิงก์ถึงกัน
- ร้านค้าออนไลน์ส่งข้อมูลสินค้าผ่านฟีดของ Merchant Center และธุรกิจที่มีหน้าร้านดูแล Google Business Profile คำแนะนำของ Google ระบุว่าทั้ง 2 อย่างช่วยให้สินค้าและบริการแสดงในคำตอบจาก AI
- ถามโหมด AI ด้วยคำถามของลูกค้าทุกเดือน จดว่าเว็บไซต์ไหนถูกอ้างอิงและแบรนด์ไหนถูกเอ่ยชื่อ แล้วเทียบกับเดือนก่อน
Mark McDowell ผู้ก่อตั้ง Primal เคยเห็นขั้นที่ 4 ขัดกับวิธีที่บางแบรนด์อยากสื่อสาร ในบัญชีลูกค้าธุรกิจท่องเที่ยวระดับหรูรายหนึ่งเมื่อปีนี้ แบรนด์อยากให้หน้าเว็บดูมีราคาและมีความลึกลับ หน้าที่เต็มไปด้วยคีย์เวิร์ดและคำอธิบายยาว ๆ จะลดทอนภาพนั้นลง ผมบอกลูกค้าไว้แล้วว่า AI ชอบคำตอบที่เจาะจง เช่น แบรนด์มีอะไร ทำไมจึงสำคัญ และอะไรทำให้ต่างจากที่อื่น งานของทีมจึงเป็นการหาจุดกึ่งกลางระหว่างรายละเอียดที่ AI ต้องการกับน้ำเสียงที่แบรนด์อยากรักษาไว้
วัดผลจากโหมด AI อย่างไร
Search Console นับโหมด AI รวมกับผลการค้นหาอื่นในรายงานประสิทธิภาพ ประเภทการค้นหาเว็บ รายงานนี้ไม่แยกโหมด AI ออกจากการค้นหาแบบอื่น
หน้าความช่วยเหลือของ Search Console อธิบายวิธีนับในโหมด AI ไว้ดังนี้
- คลิกลิงก์ไปยังหน้าภายนอกจากโหมด AI นับเป็น 1 คลิก
- ตำแหน่งในโหมด AI คำนวณแบบเดียวกับหน้าผลการค้นหาของ Google
- คำถามต่อเนื่องในโหมด AI นับเป็นคำค้นหาใหม่ การแสดงผล ตำแหน่ง และคลิกในคำตอบใหม่จึงนับให้คำค้นหาใหม่นั้น
Search Console มีรายงานประสิทธิภาพของ Generative AI แยกอีกรายงาน รายงานนี้นับการแสดงผลของลิงก์เว็บไซต์ใน AI Overviews และโหมด AI รวมกัน แยกดูตามหน้า ประเทศ วันที่ และอุปกรณ์ได้ ให้เทียบหน้าที่ได้การแสดงผลในรายงานนี้กับคลิกของหน้าเดียวกันในรายงานประสิทธิภาพ เพื่อดูว่าหน้าไหนถูกอ้างอิงแล้วมีคนคลิกต่อ
ภาพด้านล่างมาจากหน้าเอกสาร Search Central ภาษาไทยของ Google ส่วนแรกระบุว่าการเข้าชมจากโหมด AI อยู่ในประเภทการค้นหาเว็บ ส่วนที่สองคือคำสั่งที่ใช้จำกัดข้อความจากหน้าเว็บในฟีเจอร์ AI

ลูกค้ามักถามเราว่า ดูการเข้าชมจากโหมด AI ใน GA4 ได้ไหม
Google Analytics 4 (GA4) ไม่แยกการเข้าชมจากโหมด AI ออกมา หน้าความช่วยเหลือของ GA4 ระบุว่าช่องการค้นหาทั่วไป (Organic Search) รวมการเข้าชมจาก AI Overviews และโหมด AI ไว้ด้วย ส่วนช่องผู้ช่วย AI นับการเข้าชมจาก ChatGPT, Gemini, Deepseek, Copilot และ Grok โดยไม่รวม 2 ฟีเจอร์ของ Google Search ข้อมูลที่แยกฟีเจอร์ AI ออกมาได้มีเพียงรายงาน Generative AI ใน Search Console ซึ่งนับการแสดงผลของ AI Overviews และโหมด AI รวมกัน
ปิดไม่ให้เว็บไซต์ขึ้นในโหมด AI ได้ไหม
ปิดได้ด้วยการควบคุม Generative AI สำหรับ Search ใน Search Console โดยเลือกยกเว้นเว็บไซต์ ลิงก์และเนื้อหาของเว็บไซต์จะไม่ถูกใช้ใน AI Overviews และโหมด AI และเว็บไซต์จะไม่ได้การแสดงผลหรือคลิกจากฟีเจอร์เหล่านั้น Google ระบุว่าเนื้อหาจะถูกยกเว้นภายใน 1 ถึง 2 วันหลังการตั้งค่ามีผล และบางส่วนอาจใช้เวลานานกว่านั้น การตั้งค่านี้ไม่ใช้เป็นสัญญาณจัดอันดับในส่วนอื่นของ Search และไม่มีผลต่อการฝึก AI ซึ่งควบคุมด้วย Google-Extended ถ้าต้องการจำกัดเฉพาะบางหน้า ใช้คำสั่ง nosnippet, data-nosnippet หรือ max-snippet แทน
มีโฆษณาในโหมด AI แล้วหรือยัง
Google ยังไม่ได้ระบุว่ามีโฆษณาในโหมด AI สำหรับประเทศไทย หน้าสรุปไฮไลต์ของ Google Ads ปี 2025 ระบุว่ากำลังทดสอบโฆษณาในโหมด AI ในสหรัฐอเมริกา โดยโฆษณาอาจแสดงใต้คำตอบหรือแทรกอยู่ในคำตอบ
โฆษณาใน AI Overviews เปิดในตลาดมากกว่า หน้าความช่วยเหลือของ Google Ads ระบุว่าโฆษณาแสดงด้านบนหรือด้านล่าง AI Overviews ได้ในทุกตลาดที่มี AI Overviews ส่วนโฆษณาภายใน AI Overviews มีเป็นภาษาอังกฤษใน 12 ประเทศ และไม่มีประเทศไทยในรายการ โฆษณาเหล่านี้มาจากแคมเปญ Search, Shopping และ Performance Max ที่มีอยู่ ผู้ลงโฆษณาเลือกตำแหน่งนี้โดยตรงไม่ได้ และเลือกไม่แสดงในตำแหน่งนี้ก็ไม่ได้
ลูกค้ามักถามเราว่า ทำโฆษณาอย่างเดียวแทน SEO ได้ไหม
ทำแทนกันไม่ได้ โฆษณาซื้อพื้นที่ข้างคำตอบได้ ส่วนลิงก์อ้างอิงในคำตอบของโหมด AI มาจากหน้าเว็บในดัชนีของ Google Search เท่านั้น แบรนด์ที่มีแต่โฆษณาจึงเห็นได้เฉพาะในพื้นที่โฆษณา
ทีม SEO ของ Primal ทำ 2 งานนี้คู่กัน ตั้งแต่หน้าบทความที่ตอบคำถามของลูกค้า ไปจนถึงการติดตามว่าแบรนด์ถูกอ้างอิงในคำตอบของ AI หรือไม่ รายละเอียดอยู่ที่หน้าบริการรับทำ AI SEO
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโหมด AI
โหมด AI ต้องเสียเงินไหม
การใช้โหมด AI ไม่ต้องสมัครแพ็กเกจ หน้าความช่วยเหลือของ Google กำหนดแพ็กเกจไว้เฉพาะตัวเลือกโมเดล Gemini 3 Pro ในโหมด AI ซึ่งใช้ได้เฉพาะสมาชิก Google AI Plus, Pro และ Ultra ที่อายุ 18 ปีขึ้นไป และใช้ได้เป็นภาษาอังกฤษ
ต้องทำ Schema Markup หรือไฟล์ llms.txt เพื่อให้ขึ้นในโหมด AI ไหม
ไม่ต้อง คำแนะนำของ Google ระบุว่า Google Search ไม่ได้ใช้ไฟล์ llms.txt หรือ Markup พิเศษสำหรับฟีเจอร์ AI และ Structured Data ไม่ใช่เงื่อนไขของการเป็นลิงก์ในโหมด AI Schema Markup ยังมีประโยชน์กับผลการค้นหาแบบ Rich Results ตามปกติ
ถ้าโหมด AI ตอบผิดเรื่องแบรนด์ ควรทำอย่างไร
หน้าความช่วยเหลือของ Google ระบุว่าโหมด AI อาจตีความเนื้อหาเว็บผิดหรือพลาดบริบทได้ ให้กดไม่ชอบใต้คำตอบแล้วส่งความคิดเห็นถึง Google จากนั้นเปิดลิงก์ที่คำตอบอ้างอิง ถ้าข้อมูลผิดอยู่บนหน้าเว็บของคุณ ให้แก้หน้านั้น ถ้าอยู่บนเว็บไซต์อื่น ให้ติดต่อเว็บไซต์นั้นเพื่อขอแก้
Google นำสิ่งที่พิมพ์ในโหมด AI ไปใช้อย่างไร
Google ระบุว่าใช้ข้อมูลการใช้งาน เช่น สิ่งที่ผู้ใช้ค้นหาและความคิดเห็นที่ส่ง เพื่อพัฒนาฟีเจอร์ Generative AI ใน Search ผู้ตรวจสอบที่เห็นข้อมูลจะไม่เห็นว่าเป็นของบัญชีใด และผู้ใช้ลบประวัติโหมด AI ได้จากแถบประวัติทางซ้ายของหน้าโหมด AI ทีมงานจึงไม่ควรพิมพ์ข้อมูลลับของบริษัทหรือข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าลงในโหมด AI

Senior SEO Specialist
Panlert Champakhom ทำงานด้าน SEO (Search Engine Optimisation) มาตั้งแต่ปี 2018 และเป็นผู้เชี่ยวชาญ SEO อาวุโสในทีม Technical ของ Primal งานของเขาครอบคลุม Technical SEO, Keyword Research, การ Optimise หน้าเว็บและคอนเทนต์ และการวาง Internal Link ปัจจุบันเขาโฟกัสที่ AI Search เพื่อช่วยให้แบรนด์ถูกอ้างอิงใน Google AI Overviews, ChatGPT, Perplexity และ Gemini
เกี่ยวกับผู้เขียน




