
โดย Pimlapat Phansuathongเผยแพร่: อัปเดต: อ่าน 16 นาที
Google Ads คืออะไร มีกี่ประเภท และเลือกแบบไหนดี
Google Ads คือระบบโฆษณาของ Google ที่ธุรกิจเสนอราคาเพื่อให้โฆษณาแสดงบน Google Search, YouTube, Gmail, Maps และเว็บไซต์พาร์ทเนอร์ แล้วจ่ายตามคลิกหรือการแสดงผล Google Ads มีแคมเปญหลัก 7 ประเภท คือ Search, Performance Max, Demand Gen, Display, Video, Shopping และ App ซึ่งเลือกตามเป้าหมายของธุรกิจ
ประเด็นสำคัญ
- Google Ads มีแคมเปญหลัก 7 ประเภท คือ Search, Performance Max, Demand Gen, Display, Video, Shopping และ App และ Google กำลังย้ายแคมเปญ Display ไปอยู่ใน Demand Gen
- ใน 166 บัญชีโฆษณา Google Ads ที่ Primal ดูแลช่วง 12 เดือนล่าสุด 150 บัญชีใช้แคมเปญ Search และราวครึ่งหนึ่งใช้แคมเปญเพียงประเภทเดียว
- ใน 71 บัญชีที่ใช้ทั้ง Search และ Performance Max คลิกจาก Search แพงกว่าราว 5 เท่าที่ค่ามัธยฐาน จึงควรเทียบแคมเปญจากต้นทุนต่อลีดหรือต่อคำสั่งซื้อ
- ตำแหน่งโฆษณาตัดสินจากลำดับโฆษณา (Ad Rank) ซึ่งรวมราคาเสนอกับคุณภาพของโฆษณาและหน้า Landing Page ส่วน Quality Score เป็นเครื่องมือวิเคราะห์ที่ Google ระบุว่าไม่ได้ใช้ในการประมูล
- บัญชีที่มีที่อยู่เรียกเก็บเงินในไทยแต่ไม่ได้ใส่เลขประจำตัวผู้เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม 13 หลัก จะถูกเรียกเก็บ VAT (Value Added Tax) 7% เพิ่มจากค่าโฆษณา
Google Ads คืออะไร
Google Ads คือโปรแกรมโฆษณาออนไลน์ของ Google ที่ธุรกิจใช้แสดงโฆษณาต่อคนที่กำลังสนใจสินค้าหรือบริการของตน โฆษณาแสดงได้บน Google Search, YouTube, Gmail, Google Maps, Discover และเว็บไซต์หรือแอปในเครือข่ายของ Google ทุกครั้งที่มีพื้นที่โฆษณาให้แสดง ระบบจะจัดการประมูลระหว่างผู้ลงโฆษณา แคมเปญส่วนใหญ่จ่ายเงินเมื่อมีคนคลิก วิธีนี้เรียกว่า PPC (Pay-Per-Click) Google Ads ไม่มีข้อกำหนดการใช้จ่ายขั้นต่ำ ธุรกิจตั้งงบเองและเลือกได้ว่าจะให้โฆษณาแสดงที่ใด
Google มีแคมเปญให้เลือก 7 ประเภทหลัก แต่ธุรกิจส่วนใหญ่ใช้เพียงไม่กี่ประเภท ใน 166 บัญชีโฆษณา Google Ads ที่ Primal ดูแลช่วง 12 เดือนล่าสุด 9 ใน 10 บัญชีใช้แคมเปญ Search และราวครึ่งหนึ่งใช้แคมเปญเพียงประเภทเดียว เราจึงแนะนำให้เริ่มจากคำที่ลูกค้าพิมพ์ค้นหา เพิ่ม Performance Max เมื่อวัด Conversion ได้ถูกต้องแล้ว และเทียบทุกแคมเปญจากต้นทุนต่อลีดหรือต่อคำสั่งซื้อ
Google Ads ใช้ทำอะไร
Google Ads ใช้หาลูกค้าจากคนที่กำลังค้นหาสินค้าหรือบริการ และใช้ทำให้คนรู้จักแบรนด์ผ่านวิดีโอและรูปภาพ ตอนสร้างแคมเปญ Google ให้เลือกเป้าหมาย เช่น ยอดขาย โอกาสในการขาย การเข้าชมเว็บไซต์ การโปรโมตแอป การเข้าชมร้านค้าและโปรโมชันในพื้นที่ และการเข้าถึง ยอดดู และการมีส่วนร่วมใน YouTube เป้าหมายที่เลือกจะกำหนดว่าระบบเสนอประเภทแคมเปญใดให้
ธุรกิจที่ลูกค้าค้นหาก่อนตัดสินใจ เช่น คลินิก อสังหาริมทรัพย์ บริการซ่อม หรือบริการระหว่างธุรกิจ มักเริ่มที่แคมเปญ Search เพราะโฆษณาแสดงตอนที่คนพิมพ์หาสิ่งที่ธุรกิจขายอยู่แล้ว ส่วนสินค้าที่คนยังไม่รู้ว่าต้องการ เช่น สินค้าแบรนด์ใหม่ มักใช้วิดีโอหรือรูปภาพเพื่อให้คนเห็นก่อน
Google Ads มีกี่ประเภท
Google Ads มีแคมเปญหลัก 7 ประเภท คือ Search, Performance Max, Demand Gen, Display, Video, Shopping และ App แต่ละประเภทแสดงโฆษณาในพื้นที่ต่างกันและใช้ชิ้นงานต่างกัน หน้าเลือกประเภทแคมเปญที่เหมาะสมของ Google แนะนำให้เลือกจากเป้าหมายทางการตลาดและเวลาที่มีสำหรับดูแลแคมเปญ
| ประเภทแคมเปญ | แสดงที่ไหน | ต้องเตรียมอะไร | เหมาะกับเป้าหมาย |
|---|---|---|---|
| Search | ผลการค้นหา Google และพาร์ทเนอร์ Search | คีย์เวิร์ดและข้อความโฆษณา | ยอดขาย ลีด และการเข้าชมเว็บไซต์จากคนที่กำลังค้นหา |
| Performance Max | Search, YouTube, Display, Discover, Gmail และ Maps ในแคมเปญเดียว | เป้าหมาย Conversion รูป ข้อความ และวิดีโอ | ยอดขายหรือลีดที่วัดผลได้ |
| Demand Gen | YouTube รวมถึง Shorts, Discover, Gmail, Maps และเครือข่าย Display | รูป วิดีโอ หรือฟีดสินค้า | ให้คนที่ยังไม่ได้ค้นหาสนใจและกดเข้ามาดู |
| Display | เว็บไซต์และแอปในเครือข่าย Display ของ Google | รูปภาพ | การรับรู้ และการติดตามผลกับคนที่เคยเข้าเว็บไซต์ |
| Video | YouTube และเว็บไซต์พาร์ทเนอร์ | วิดีโอที่อัปโหลดไว้บน YouTube | การเข้าถึง ยอดดู หรือ Conversion |
| Shopping | ผลการค้นหาและแท็บ Shopping | บัญชี Merchant Center และฟีดสินค้า | ร้านค้าที่ขายสินค้าออนไลน์หรือมีหน้าร้าน |
| App | Search, Google Play, YouTube, Discover และเว็บไซต์กับแอปในเครือข่าย | แอปที่จะโปรโมต | ยอดติดตั้งและการใช้งานแอป |
นอกจาก 7 ประเภทนี้ Google ยังมี Smart Campaign ที่ออกแบบมาให้ธุรกิจขนาดเล็กตั้งค่าได้ง่าย และแคมเปญโรงแรมสำหรับธุรกิจที่พัก รายการเก่าบางแห่งนับ Remarketing, Local หรือ Discovery เป็นประเภทแคมเปญ ทั้งสามไม่ได้เป็นประเภทแคมเปญในปัจจุบัน Remarketing คือการแสดงโฆษณาต่อคนที่เคยเข้าเว็บไซต์หรือใช้แอป ซึ่งตั้งได้ในแคมเปญ Display และแคมเปญอื่น เป้าหมายการเข้าชมร้านค้าในพื้นที่ใช้แคมเปญ Performance Max ส่วน Discovery ถูกอัปเกรดเป็น Demand Gen
Search คืออะไร
แคมเปญ Search คือโฆษณาแบบข้อความที่แสดงในผลการค้นหาของ Google เมื่อมีคนค้นหาคำที่ตรงกับคีย์เวิร์ดที่ธุรกิจเลือก Google แนะนำแคมเปญนี้สำหรับยอดขาย ลีด และการเข้าชมเว็บไซต์ เพราะโฆษณาแสดงต่อคนที่ตั้งใจค้นหาผลิตภัณฑ์หรือบริการอยู่แล้ว การตั้งค่าใช้แค่ข้อความโฆษณากับคีย์เวิร์ด และไม่ต้องมีรูปหรือวิดีโอ
Performance Max คืออะไร
Performance Max คือแคมเปญที่ใช้ AI (Artificial Intelligence) ของ Google แสดงโฆษณาได้ทุกช่องทางของ Google Ads ในแคมเปญเดียว ได้แก่ YouTube, Display, Search, Discover, Gmail และ Maps ธุรกิจใส่ชิ้นงานอย่างรูป ข้อความ และวิดีโอ กำหนดเป้าหมาย Conversion แล้วระบบเลือกเองว่าจะแสดงโฆษณาที่ใดและเสนอราคาเท่าไร ร้านค้าที่มีฟีดสินค้าใน Merchant Center ใช้ Performance Max แสดงโฆษณาสินค้าได้ด้วย
Google ออกแบบ Performance Max ให้ใช้เสริมแคมเปญ Search ที่มีอยู่ เมื่อคำที่คนค้นหาตรงกับคีย์เวิร์ดในแคมเปญ Search แคมเปญ Search จะได้สิทธิ์แสดงก่อน ระบบปรับแคมเปญตามสิ่งที่บัญชีนับเป็น Conversion ถ้าบัญชีนับการเข้าชมหน้าเว็บเป็น Conversion ระบบจะหาคนที่เข้าชมหน้าเว็บมาให้ ดังนั้นให้นับเฉพาะการส่งฟอร์ม การโทร หรือการซื้อ
Demand Gen คืออะไร และ Display ย้ายไปไหน
Demand Gen คือแคมเปญรูปภาพและวิดีโอที่แสดงบน YouTube รวมถึง Shorts, Discover, Gmail, Maps และเครือข่าย Display ของ Google ใช้เพื่อให้คนที่ยังไม่ได้ค้นหาสนใจสินค้าแล้วกดเข้ามาดู ธุรกิจเลือกได้ว่าจะให้โฆษณาแสดงในช่องทางใด เช่น แสดงวิดีโอแนวตั้งเฉพาะใน YouTube Shorts ส่วน Performance Max ระบบเป็นผู้เลือกช่องทางให้ แคมเปญ Discovery ที่หลายคนยังค้นหาคือแคมเปญรุ่นก่อนของ Demand Gen และ Google เริ่มอัปเกรด Discovery เป็น Demand Gen ในปี 2023
Google กำลังย้ายแคมเปญ Display ไปอยู่ใน Demand Gen ในชื่อเครือข่าย Display ของ Google หรือ GDN (Google Display Network) ผู้ลงโฆษณาย้ายแคมเปญ Display เดิมได้ด้วยเครื่องมือในบัญชี ต่อไปจะสร้างแคมเปญ Display ใหม่ได้ใน Demand Gen เท่านั้น และแคมเปญที่เหลือจะถูกย้ายให้อัตโนมัติ โฆษณายังแสดงบนเว็บไซต์และแอปกว่า 2 ล้านรายการเหมือนเดิม หน้าประกาศของ Google ภาษาไทยแสดงขั้นตอนไว้ดังนี้

Shopping, Video และ App ต่างกันอย่างไร
สามประเภทนี้ต่างกันที่สิ่งที่ต้องมีให้โปรโมต คือสินค้า วิดีโอ หรือแอป แคมเปญ Shopping แสดงรูปและข้อมูลสินค้าในผลการค้นหาและแท็บ Shopping และต้องมีบัญชี Merchant Center กับฟีดสินค้าก่อน แคมเปญ Video แสดงโฆษณาวิดีโอบน YouTube และเว็บไซต์อื่น Google แบ่งเป็น 6 ประเภทย่อย ตั้งแต่แคมเปญเพื่อการเข้าถึงไปจนถึงแคมเปญเพิ่มจำนวน Conversion และวิดีโอต้องอัปโหลดไว้บน YouTube ก่อน แคมเปญ App โปรโมตแอปบน Search, Google Play, YouTube, Discover และเว็บไซต์กับแอปกว่า 3 ล้านรายการ โดยใช้ข้อมูลจากแอปสร้างและปรับโฆษณาเอง
ธุรกิจส่วนใหญ่ใช้ Google Ads ประเภทไหน
ธุรกิจส่วนใหญ่ใช้แคมเปญ Search เป็นหลัก ใน 166 บัญชีโฆษณา Google Ads ที่ Primal ดูแลช่วง 12 เดือนล่าสุด 150 บัญชีใช้แคมเปญ Search และ Search เป็นแคมเปญที่ใช้งบมากที่สุดใน 138 บัญชี ราวครึ่งหนึ่ง หรือ 82 บัญชี ใช้แคมเปญเพียงประเภทเดียว ชุดที่พบบ่อยที่สุดคือ Search อย่างเดียว 68 บัญชี และ Search คู่กับ Performance Max 46 บัญชี
| ประเภทแคมเปญ | บัญชีที่ใช้ (จาก 166) | ส่วนแบ่งงบรวม |
|---|---|---|
| Search | 150 | 69% |
| Performance Max | 77 | 21% |
| Demand Gen | 26 | 6% |
| Video | 24 | 3% |
| Display | 13 | 1% |
| Shopping | 2 | ไม่ถึง 1% |
App, Smart Campaign และแคมเปญโรงแรมมีอย่างละ 1 บัญชี แคมเปญ Shopping แบบแยกมีเพียง 2 บัญชี ส่วนโฆษณาสินค้าแสดงผ่าน Performance Max ที่เชื่อมฟีด Merchant Center ได้ด้วย กราฟนี้แสดงจำนวนบัญชีที่ใช้แต่ละประเภท

ราคาคลิกของแต่ละประเภทต่างกันมาก ใน 71 บัญชีที่ใช้ทั้ง Search และ Performance Max โดยมีคลิกอย่างน้อยประเภทละ 100 คลิก คลิกจาก Search แพงกว่าคลิกจาก Performance Max ราว 5 เท่าที่ค่ามัธยฐาน และแพงกว่าในราว 9 ใน 10 บัญชี
ส่วนแบ่งงบกับส่วนแบ่งคลิกก็สอดคล้องกับตัวเลขนี้ ใน 70 บัญชีที่ Primal ดูแลซึ่งใช้ทั้ง Search และ Performance Max โดยมีการแสดงผลอย่างน้อยประเภทละ 1,000 ครั้ง บัญชีที่อยู่ตรงค่ามัธยฐานใช้งบ Google Ads กับ Performance Max 27% ในช่วง 12 เดือนถึง 2026-09-30 และครึ่งกลางของบัญชีอยู่ระหว่าง 15% ถึง 38% ใน 70 บัญชีเดียวกัน Performance Max ได้คลิกเป็นค่ามัธยฐาน 60% ของคลิกทั้งบัญชีในช่วง 12 เดือนถึง 2026-09-30 กราฟนี้แสดงค่ามัธยฐานทั้งสองค่า

คลิกที่ถูกกว่าบอกไม่ได้ว่าแคมเปญไหนคุ้มกว่า คลิกจาก Search มาจากคนที่พิมพ์หาสิ่งที่ธุรกิจขาย ส่วน Performance Max แสดงโฆษณาในวงกว้างกว่า และคลิกบางส่วนมาจาก YouTube และเว็บไซต์ในเครือข่าย Display ซึ่งคนที่เห็นโฆษณาอาจยังไม่พร้อมซื้อ ให้ตั้งการวัด Conversion ให้ถูกต้องก่อน แล้วเทียบแต่ละแคมเปญจากต้นทุนต่อลีดหรือต่อคำสั่งซื้อที่วัดได้จริง
Mark McDowell ผู้ก่อตั้ง Primal เพิ่ม Performance Max ให้บัญชีที่ใช้ Search อย่างเดียว ก็ต่อเมื่อ Search ใช้งบเพิ่มไม่ได้แล้วเท่านั้น ถ้าแคมเปญ Search ครอบคลุมคำค้นที่ธุรกิจต้องการและใช้งบได้ครบ ผมไม่แนะนำให้เพิ่ม Performance Max ควรเข้ามาเมื่อคำค้นเหล่านั้นครอบคลุมแล้วแต่ยังเหลืองบ เพราะช่วยให้โฆษณาไปถึงคนที่ยังไม่รู้จักแบรนด์บนพื้นที่ต่าง ๆ ของ Google การขยายแบบนี้ทำให้ได้ลีดคุณภาพต่ำลงบ้าง จึงต้องมีโฆษณาที่ทำมาสำหรับแต่ละกลุ่ม และ Landing Page ที่บอกชัดว่าธุรกิจเป็นใครและให้อะไร พร้อมให้คนกรอกข้อมูลมากขึ้นเล็กน้อยก่อนลีดจะส่งถึงทีมของลูกค้า
Google Ads ทำงานอย่างไร
Google Ads ใช้การประมูลทุกครั้งที่มีการค้นหาหรือมีพื้นที่โฆษณาให้แสดง ระบบคำนวณลำดับโฆษณา (Ad Rank) ของผู้ลงโฆษณาแต่ละรายเพื่อตัดสินว่าโฆษณามีสิทธิ์แสดงหรือไม่และแสดงที่ตำแหน่งใด หน้าลำดับโฆษณาของ Googleระบุปัจจัยที่ใช้ ได้แก่ ราคาเสนอ คุณภาพของโฆษณาและหน้า Landing Page เกณฑ์ขั้นต่ำของลำดับโฆษณา การแข่งขันในการประมูล บริบทการค้นหาอย่างตำแหน่ง อุปกรณ์ และเวลา และผลที่คาดว่าจะได้จากชิ้นงานโฆษณา
ลูกค้ามักถามเราว่าคู่แข่งที่มีงบมากกว่าจะได้ตำแหน่งบนสุดเสมอหรือไม่ ไม่เสมอไป หน้าเดียวกันอธิบายว่าโฆษณาที่ใช้คีย์เวิร์ดและข้อความตรงกับคำค้นหามากกว่า อาจได้ตำแหน่งสูงกว่าด้วยราคาที่ต่ำกว่า แม้คู่แข่งจะเสนอราคาสูงกว่า
ราคาต่อคลิก หรือ CPC (Cost Per Click) ที่จ่ายจริงมักต่ำกว่าราคาสูงสุดที่ตั้งไว้ Google เก็บเงินเพียงเท่าที่จำเป็นเพื่อผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำและชนะลำดับโฆษณาของคู่แข่งที่อยู่ถัดลงไป ถ้าไม่มีคู่แข่งอยู่ถัดลงไป ผู้ลงโฆษณาจ่ายเพียงราคาขั้นต่ำที่ระบบกำหนด
Quality Score คืออะไร
Quality Score หรือคะแนนคุณภาพ คือคะแนน 1 ถึง 10 ที่ Google ให้คีย์เวิร์ดแต่ละคำในแคมเปญ Search เพื่อบอกว่าโฆษณาและหน้า Landing Page เกี่ยวข้องกับคนที่ค้นหาแค่ไหนเมื่อเทียบกับผู้ลงโฆษณารายอื่น ตามหน้าคะแนนคุณภาพของ Google คะแนนคิดจากอัตราการคลิกผ่านที่คาดหวัง ความเกี่ยวข้องของโฆษณา และประสบการณ์หน้า Landing Page โดยเทียบกับผู้ลงโฆษณาที่แสดงในการค้นหาเดียวกันช่วง 90 วันที่ผ่านมา
Google ระบุว่า Quality Score เป็นเครื่องมือวิเคราะห์ และไม่ใช่ข้อมูลที่ใช้ในการประมูล การประมูลใช้คุณภาพของโฆษณาและหน้า Landing Page ในขณะนั้น ส่วน Quality Score ช่วยชี้ว่าควรแก้ส่วนไหน ถ้าส่วนใดได้สถานะต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ให้แก้ส่วนนั้นก่อน เช่น เขียนข้อความโฆษณาให้ตรงกับคีย์เวิร์ด หรือทำหน้า Landing Page ให้ตอบสิ่งที่คนค้นหาและโหลดเร็วบนมือถือ
คีย์เวิร์ดแบบกว้าง แบบวลี และแบบตรงทั้งหมด
ประเภทการทำงานของคีย์เวิร์ด (Match Type) กำหนดว่าคำค้นหาต้องใกล้กับคีย์เวิร์ดแค่ไหนโฆษณาจึงเข้าประมูลได้ หน้ารูปแบบการทำงานของคีย์เวิร์ดของ Google แบ่งไว้ดังนี้
- แบบกว้าง (Broad Match) เป็นค่าเริ่มต้นของทุกคีย์เวิร์ด โฆษณาแสดงในการค้นหาที่เกี่ยวข้องได้ แม้คำค้นหาไม่มีคำในคีย์เวิร์ด Google แนะนำให้ใช้คู่กับ Smart Bidding หรือการเสนอราคาอัตโนมัติ
- แบบวลี (Phrase Match) ใส่เครื่องหมายคำพูดคร่อมคีย์เวิร์ด เช่น “รองเท้าเทนนิส” โฆษณาแสดงในการค้นหาที่มีความหมายของคีย์เวิร์ดอยู่
- แบบตรงทั้งหมด (Exact Match) ใส่วงเล็บเหลี่ยม เช่น [รองเท้าสีแดง] โฆษณาแสดงในการค้นหาที่มีความหมายหรือจุดประสงค์เดียวกับคีย์เวิร์ด และเข้าถึงการค้นหาได้น้อยที่สุด
คีย์เวิร์ดเชิงลบ (Negative Keyword) ใช้กันไม่ให้โฆษณาแสดงในการค้นหาที่มีคำนั้น ตัวอย่างจาก Google คือร้านหมวกที่ไม่ได้ขายหมวกเบสบอล ใส่หมวกเบสบอลเป็นคีย์เวิร์ดเชิงลบ
Google Ads คิดเงินอย่างไร
Google Ads คิดเงินตามสิ่งที่แคมเปญเสนอราคา แคมเปญที่เน้นคลิก เช่น Search จ่ายต่อคลิก แคมเปญที่เน้นการรับรู้บน YouTube และเครือข่าย Display จ่ายต่อการแสดงผล 1,000 ครั้ง หรือ CPM (Cost Per Mille) และแคมเปญวิดีโอที่เน้นยอดดูจ่ายต่อการดู หรือ CPV (Cost Per View) ตามหน้ากลยุทธ์การเสนอราคาของ Google
ธุรกิจตั้งงบประมาณรายวันเฉลี่ยให้แต่ละแคมเปญ บางวันระบบใช้จ่ายได้ถึง 2 เท่าของงบรายวันเฉลี่ย แต่ทั้งเดือนจะเรียกเก็บไม่เกิน 30.4 เท่าของงบรายวันเฉลี่ยสำหรับแคมเปญส่วนใหญ่ ยกตัวอย่างด้วยตัวเลขสมมติ ถ้าตั้งงบรายวันเฉลี่ยไว้ 1,000 บาท บางวันอาจใช้ถึง 2,000 บาท แต่ทั้งเดือนจะไม่เกิน 30,400 บาท ตัวเลข 1,000 บาทใช้เพื่ออธิบายการคำนวณเท่านั้น และไม่ใช่งบที่แนะนำ
ราคาคลิกจริงต่างกันมากตามอุตสาหกรรม คีย์เวิร์ด และคุณภาพของโฆษณา ช่วงราคาที่มีการเผยแพร่และสิ่งที่ทำให้ค่าโฆษณาสูงหรือต่ำอยู่ในบทความค่าโฆษณา Google Ads ในไทย
จ่ายค่า Google Ads ในไทยอย่างไร
Google Ads หักเงินเองเมื่อบัญชีใช้การชำระเงินภายหลัง อภิธานศัพท์การเรียกเก็บเงินของ Google แบ่งการตั้งค่าการชำระเงินเป็น 3 แบบ
- ชำระเงินภายหลัง ระบบหักเงินจากวิธีการชำระเงินเองในวันที่กำหนด หรือเมื่อยอดค่าโฆษณาถึงจำนวนที่กำหนด
- ชำระเงินล่วงหน้า ธุรกิจเติมเงินเข้าบัญชีก่อน แล้วโฆษณาใช้เงินจากยอดที่เติม
- การแจ้งหนี้รายเดือน สำหรับบัญชีที่ผ่านเงื่อนไข Google ส่งใบแจ้งหนี้เดือนละครั้ง และรับชำระด้วยเช็คหรือการโอนเงินผ่านธนาคาร
วิธีการชำระเงินสำหรับ Google Ads ต่างกันตามประเทศ สกุลเงิน และการตั้งค่าการชำระเงิน บัญชีที่มีที่อยู่เรียกเก็บเงินในไทยและใช้สกุลเงินบาทเติมเงินล่วงหน้าผ่าน TrueMoney Wallet ได้ และบัตรเครดิตเป็นวิธีเดียวที่ตั้งเป็นวิธีการชำระเงินสำรองได้
Google เรียกเก็บค่าโฆษณาจากบัญชีในไทยในนาม Google Asia Pacific Pte. Ltd. ตามหน้าภาษีในประเทศของคุณ บัญชีที่มีที่อยู่เรียกเก็บเงินในไทยแต่ไม่ได้ใส่เลขประจำตัวผู้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มของไทย 13 หลักไว้ในโปรไฟล์การชำระเงิน จะถูกเรียกเก็บ VAT (Value Added Tax) 7% ธุรกิจที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มใส่เลขนี้ได้ในเมนูการเรียกเก็บเงิน ส่วนการตั้งค่า หัวข้อข้อมูลภาษีของไทย บัญชีที่ใช้การแจ้งหนี้รายเดือนต้องติดต่อทีมสนับสนุนของ Google ให้เพิ่มเลขให้
ทำไมโฆษณา Google Ads ไม่แสดง
โฆษณาที่ไม่แสดงหรือแสดงน้อยมักมาจากงบต่อวันน้อย การกำหนดเป้าหมายแคบเกินไป ลำดับโฆษณาต่ำกว่าคู่แข่ง หรือโฆษณายังไม่ผ่านการอนุมัติ หน้าแก้ปัญหาแคมเปญ Search ของ Google ยังระบุว่าแคมเปญที่ใช้การเสนอราคาอัตโนมัติแต่มีข้อมูล Conversion ไม่พอ หรือตั้งการวัด Conversion ไม่ถูกต้อง อาจแสดงโฆษณาได้จำกัด
ให้ดูคอลัมน์ส่วนแบ่งการแสดงผลที่เสียไปใน Search เพราะลำดับ เพื่อดูว่าโฆษณาแพ้การประมูลบ่อยแค่ไหน ถ้าตัวเลขนี้สูง ให้ปรับราคาเสนอ คุณภาพโฆษณา หรือหน้า Landing Page ก่อนเพิ่มงบ
ลูกค้ามักถามเราว่าทำไมค้นหาบน Google แล้วไม่เห็นโฆษณาของตัวเอง ให้ใช้เครื่องมือแสดงตัวอย่างและการวิเคราะห์โฆษณาในบัญชีแทนการค้นหาเอง เพราะเครื่องมือนี้บอกสาเหตุที่คำค้นหาหนึ่งไม่แสดงโฆษณา ผลจากเครื่องมือเป็นการจำลองการประมูลครั้งเดียว จึงควรดูจำนวนการแสดงผลและคลิกจริงในบัญชีประกอบด้วย
ก่อนเริ่มทำ Google Ads ต้องเตรียมอะไร
ก่อนเริ่มทำ Google Ads ควรมีเป้าหมายที่วัดได้ การวัด Conversion และหน้า Landing Page ที่ตอบคำค้นหา รายการนี้ใช้ตรวจก่อนเปิดแคมเปญแรก
- เป้าหมายเดียวที่วัดได้ เช่น ลีดจากฟอร์ม การโทร หรือคำสั่งซื้อ
- การวัด Conversion ที่ติดตั้งและทดสอบแล้ว และนับเฉพาะการกระทำที่มีค่าต่อธุรกิจ
- หน้า Landing Page ที่ตรงกับคำค้นหาและโหลดเร็วบนมือถือ
- รายการคีย์เวิร์ดที่ลูกค้าใช้ค้นหา พร้อมคีย์เวิร์ดเชิงลบสำหรับคำที่ไม่เกี่ยวข้อง
- บัญชีโฆษณาที่จะใช้ ซึ่งเลือกได้ทั้งบัญชีในชื่อธุรกิจเองหรือบัญชีของเอเจนซี่ แบบไหนเหมาะกว่าขึ้นกับแต่ละธุรกิจ และงบโฆษณาเรียกเก็บแยกจากค่าบริการเอเจนซี่ทั้ง 2 แบบ ถ้าใช้บัญชีในชื่อธุรกิจและจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้ใส่เลขประจำตัวผู้เสียภาษีในโปรไฟล์การชำระเงิน
- เวลาให้ระบบเรียนรู้ หน้าการเรียนรู้ของ Smart Bidding ของ Google ระบุว่าหลังการเปลี่ยนแปลงใหญ่ เช่น เริ่มใช้กลยุทธ์การเสนอราคาใหม่ ผลงานมักปรับเข้าหาเป้าหมายใหม่ภายใน 1 ถึง 2 วงจร Conversion
Google Ads กับ SEO ต่างกันอย่างไร
Google Ads ซื้อตำแหน่งโฆษณาได้ทันทีและหยุดแสดงเมื่อหยุดจ่าย ส่วนการทำ SEO (Search Engine Optimisation) ทำให้หน้าเว็บติดอันดับในผลการค้นหาปกติโดยไม่ต้องจ่ายต่อคลิก แต่ใช้เวลานานกว่าจะเห็นผล หลายธุรกิจใช้ Google Ads หาลูกค้าระหว่างที่อันดับ SEO ยังไม่ขึ้น ความต่างแบบละเอียดอยู่ในบทความSEO กับ SEM ต่างกันอย่างไร
ทีม Primal ที่สำนักงานกรุงเทพฯ ดูแลแคมเปญ Google Ads ให้แบรนด์ในไทย ตั้งแต่วางโครงสร้างบัญชีและการวัด Conversion ไปจนถึงเลือกประเภทแคมเปญจากเป้าหมายของแต่ละธุรกิจ Primal เป็น Google Premier Partner
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Google Ads
ยิงแอด Google ต้องใช้งบขั้นต่ำเท่าไร
หน้าคำจำกัดความของ Google Ads ระบุว่าไม่มีข้อกำหนดการใช้จ่ายขั้นต่ำ และธุรกิจตั้งงบเองได้ งบที่ได้ผลขึ้นกับราคาคลิกในอุตสาหกรรมและจำนวน Conversion ที่แคมเปญต้องใช้ระหว่างที่ระบบเรียนรู้
ลูกค้ามักถามเราว่า Google Ads กับ Facebook Ads ต่างกันอย่างไร
Google Ads แสดงโฆษณาตอนที่คนค้นหาสิ่งที่ต้องการ ส่วน Facebook Ads แสดงโฆษณาในฟีดตามความสนใจและข้อมูลกลุ่มเป้าหมาย คลิกจาก Search จึงมาจากคนที่มีความต้องการอยู่แล้ว ธุรกิจที่ลูกค้าค้นหาก่อนซื้อมักเริ่มที่ Google Ads ส่วนสินค้าที่คนยังไม่รู้ว่าต้องการมักเริ่มจากโฆษณาในฟีด
ลูกค้ามักถามเราว่าบัญชี Google Ads ควรเป็นชื่อใคร
ทำได้ทั้ง 2 แบบ คือใช้บัญชีโฆษณาในชื่อธุรกิจของลูกค้าเอง หรือใช้บัญชีโฆษณาของ Primal แบบไหนเหมาะกว่าขึ้นกับสถานการณ์ของแต่ละธุรกิจ และไม่ว่าแบบไหน งบโฆษณาเรียกเก็บแยกจากค่าบริการเสมอ
ลูกค้ามักถามเราว่า Google Ads เห็นผลเร็วแค่ไหน
โฆษณาเริ่มแสดงหลังผ่านการตรวจสอบ ส่วนกลยุทธ์การเสนอราคาอัตโนมัติต้องใช้เวลาเรียนรู้ Google ระบุว่าสถานะ “กำลังเรียนรู้” แสดงได้นานสุด 7 วันหลังการเปลี่ยนแปลงใหญ่ เช่น เริ่มใช้กลยุทธ์การเสนอราคาใหม่ และผลงานมักปรับเข้าหาเป้าหมายใหม่ภายใน 1 ถึง 2 วงจร Conversion ซึ่งคือเวลาตั้งแต่คลิกจนเกิด Conversion หลังจากนั้น Google แนะนำให้ประเมินผลในช่วง 2 วงจร Conversion หรือ 2 สัปดาห์ แล้วแต่ว่าช่วงไหนยาวกว่า
Google AdWords คืออะไร
Google AdWords คือชื่อเดิมของ Google Ads Google ประกาศเปลี่ยนชื่อเป็น Google Ads ในปี 2018 เพื่อให้ชื่อครอบคลุมโฆษณาทั้งบน Google Search, YouTube, Google Maps, Google Play และเว็บไซต์กับแอปพาร์ทเนอร์ บทความหรือคอร์สที่ยังใช้ชื่อ AdWords จึงมักอธิบายหน้าตาและประเภทแคมเปญรุ่นเก่า

Content Writer
Pimlapat Phansuathong เป็นนักเขียนคอนเทนต์ของ Primal มีประสบการณ์ด้านงานเขียนกว่า 6 ปี เธอเขียนคอนเทนต์สำหรับการทำ SEO (Search Engine Optimisation) ตั้งแต่การวิเคราะห์ Search Intent และการทำ Keyword Research ไปจนถึงการวางโครงสร้างบทความ และร่วมงานกับ Primal ตั้งแต่ปี 2022
เกี่ยวกับผู้เขียน




