รู้จัก Online Marketing หมดเปลือก! แนวทางหลังโควิดที่คนธุรกิจต้องรู้

ในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัล สื่อออนไลน์กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่เข้ามามีบทบาทกับชีวิตประจำวันของผู้คนในทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นในแง่การใช้เครื่องมือออนไลน์เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกต่อการทำงาน ใช้เพื่อความบันเทิง หรือแม้แต่ใช้เพื่อมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่น ๆ 

ยิ่งในยุคที่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ผู้คนไม่สามารถออกไปปฏิสัมพันธ์กันได้ หรือแม้แต่การออกไปซื้อสินค้าหน้าร้านก็ต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น ทำให้สื่อออนไลน์ถูกนำมาใช้ประโยชน์ในด้านการซื้อ-ขายสินค้า เพราะผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อสินค้าได้ง่าย ๆ เพียงใช้สมาร์ตโฟน ซึ่งในทางตรงกันข้าม นักการตลาดเองก็สามารถใช้สื่อออนไลน์ทำกลยุทธ์การตลาดที่เรียกว่า Online Marketing เพื่อช่วยเพิ่มยอดขายหรือเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้างได้ด้วย

ในบทความนี้เราจะมาไขข้อสงสัยถึงความหมายที่แท้จริงของคำว่า Online Marketing หรือการทำการตลาดออนไลน์ว่าคืออะไร และทำไมธุรกิจที่เกิดขึ้นในยุคโควิด-19 หรือแม้แต่ธุรกิจรุ่นเก่าไม่สามารถปฏิเสธการทำการตลาดในรูปแบบนี้ได้

 

ทำความรู้จัก Online Marketing แนวทางการตลาดที่ขาดไม่ได้สำหรับยุคนี้

Online Marketing ที่แปลได้ตรงตัวว่า “การตลาดออนไลน์” หรือวิธีโปรโมตธุรกิจผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ธุรกิจเป็นที่รู้จักในวงกว้าง นำไปสู่การเพิ่มยอดขายและฐานลูกค้า จนสร้างผลลัพธ์ให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว  

Online Marketing จะเกิดขึ้นบนสื่อออนไลน์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์, โซเชียลมีเดียแพลตฟอร์ม, แอปพลิเคชัน ฯลฯ และมีวิธีการทำในหลายรูปแบบ เช่น การทำโฆษณาบน Google, Facebook, Youtube หรือแม้แต่การเขียนบล็อก (Blog) ลงเว็บไซต์

 

อยากทำการตลาดออนไลน์ ใช้ Online Marketing แนวทางไหนดี?

จริง ๆ แล้ว Online Marketing สามารถทำได้หลายช่องทางมาก ๆ ขึ้นอยู่กับว่าธุรกิจของคุณมีวัตถุประสงค์ทางการตลาดอย่างไร มีงบประมาณมากน้อยแค่ไหน  รวมถึงกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการเข้าถึงเป็นใครมากกว่า วันนี้เราจึงรวบรวมช่องทางการทำ Online Matketing หลัก ๆ มาให้ดูพร้อมกัน เผื่อว่าผู้ประกอบการที่อ่านมาถึงตรงนี้จะได้นำแนวทางไปปรับใช้กับแผนธุรกิจของตนเองได้ 

  • Search Engine Marketing (SEM) คือช่องทางการตลาดบน Search Engine มีหลักการทำงานง่าย ๆ คือการทำให้เว็บฯ ติดอันดับหน้าแรก เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายสามารถค้นหาสินค้าหรือบริการของคุณได้ง่ายที่สุด โดยจะแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบคือ Paid Search หรือการซื้อโฆษณาบน Google ในรูปแบบ Pay Per Click (PPC) และ Organic Search คือการทำ SEO เพื่อให้เว็บไซต์ติดอันดับของ Google ด้วยวิธีธรรมชาติแบบไม่เสียค่าใช้จ่าย
  • E-mail Marketing คือ การทำการตลาดผ่านช่องทางอีเมลเพื่อประชาสัมพันธ์ โฆษณา และนำเสนอข่าวสารของแบรนด์ไปยังกลุ่มเป้าหมาย สำหรับวิธีนี้เป็นหนึ่งในการทำการตลาดที่ไม่ต้องใช้ต้นทุนเยอะเมื่อเทียบกับการตลาดรูปแบบอื่น ๆ อีกทั้งยังสามารถเจาะกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำและเข้าถึงได้รวดเร็วด้วย
  • Social Media Marketing คือ การทำการตลาดผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เช่น Facebook, Line, Instagram, Twitter หรือแม้แต่แพลตฟอร์ม TikTok ที่มาแรงสุด ๆ ตั้งแต่ช่วงหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ผ่านมา โดยการเลือกแพลตฟอร์มสำหรับการทำการตลาดในรูปแบบนี้ ควรดูถึงกลุ่มเป้าหมายของแพลตฟอร์มและตัวสินค้าให้ตรงกัน เพื่อที่จะได้ส่งคอนเทนต์ได้อย่างตรงใจกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด
  • Banner คือ การทำการตลาดด้วยวิธีการใช้ Banner ในการโปรโมตสินค้า โดยจะไปแปะไว้บนเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่อยู่ในแวดวงเดียวกับสินค้าของเรา เช่น การสร้าง Banner สินค้าอาหารคลีนไปแปะในเว็บฯ ของผู้รักสุขภาพ, สร้าง Banner ขายกีต้าร์ไปแปะในเว็บฯ รวบรวมคอร์ดดนตรี เป็นต้น

Digital Marketing

Online Marketing VS Offline Marketing แนวทางการตลาดที่ไม่ได้แตกต่างแค่ชื่อ

Online Marketing กับ Offline Marketing แตกต่างกันอย่างไรล่ะ?

ในการทำการตลาดทั้งสองรูปแบบมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยการตลาดแบบ Offline คือทำทุกอย่างที่มองเห็นและจับต้องได้ซึ่งไม่มีการใช้อินเทอร์เน็ตเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยจะเน้นการสื่อสารทางเดียว เช่น สื่อสิ่งพิมพ์ (นิตยสาร หนังสือพิมพ์ โบรชัวร์ โปสเตอร์ บิลบอร์ด ฯลฯ) ซึ่งแตกต่างจาก Online Marketing ที่เน้นการทำการตลาดบนสื่อออนไลน์เป็นหลัก โดยใช้ช่องทางมากมายเพื่อให้ถึงกลุ่มเป้าหมาย ผ่านทางโซเชียลมีเดียต่าง ๆ จึงสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ รวมถึงง่ายต่อการขยายฐานลูกค้าให้เพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องทุ่มงบประมาณมากมายเหมือนกับการทำการตลาดในแบบ Offline  

นั่นจึงหมายความว่า ในการทำการตลาดทั้งสองรูปแบบ มีวิธีการหรือกระบวนการที่เหมือนกัน แต่จะต่างกันตรงที่แพลตฟอร์มหรือพื้นที่ในการนำเสนอ (จริง ๆ อาจจะมีบางขั้นตอนหรือกระบวนการบางอย่างที่แตกต่างกันไปบ้าง แต่ใจความสำคัญนั้นเหมือนกัน) อีกทั้งการตลาดในแบบ Offline ยังใช้เวลาค่อนข้างนาน รวมถึงใช้งบประมาณที่สูงกว่าการตลาดแบบ Online ในหลาย ๆ แง่อีกด้วย 

 

ทิศทาง Online Marketing ในยุคหลังโควิด-19

แม้การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จะเริ่มคลี่คลาย แต่การทำการตลาดออนไลน์กลับไม่ได้ลดบทบาทลงตามไปด้วย และเพื่อให้ผู้ประกอบการรู้ถึงทิศทางในการทำ Online Marketing ในปี 2023 เราได้รวบรวมแนวทางสำหรับการทำการตลาดหลังโควิด-19 มาฝากข้างล่างนี้เลย

Online Marketing กลายเป็นกลยุทธ์ทางการตลาด ที่อิงกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

ในช่วงล็อกดาวน์ที่ร้านค้าส่วนใหญ่ปิด ผู้บริโภคจึงต้องเปลี่ยนจากการซื้อสินค้าจากหน้าร้านมาเป็นทางออนไลน์กันมากขึ้น และเมื่อสถานการณ์กลับสู่สภาพปกติ ลูกค้าบางส่วนก็ไม่กลับไปซื้อสินค้าหน้าร้านอีกต่อไป เพราะถูกใจการสั่งสินค้า รวมถึงยังสามารถรับข่าวสารผ่านช่องทางออนไลน์ได้มากกว่า ไม่ว่าจะเป็นส่วนลดหรือโปรโมชันต่าง ๆ จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ Online Marketing มีบทบาทมากขึ้น จนหลาย ๆ ธุรกิจใช้เป็นกลยุทธ์หลักในการทำการตลาดยุคนี้!

Online Marketing เป็นกลยุทธ์สำคัญที่นักการตลาดต้องโฟกัสให้มั่น! ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบคอนเทนต์ให้เหมาะสม รวมถึงการวิเคราะห์พฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายที่เปลี่ยนแปลงไป หรือแม้กระทั่งการใช้ข้อมูลลูกค้ามาทำ Re-targeting สำหรับยิงโฆษณาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพียงเท่านี้ธุรกิจของคุณก็จะอยู่รอดและเติบโตแบบก้าวกระโดดในยุคหลังโควิด-19 นี้แล้ว

มีบริการ Delivery ควบคู่ไปกับการทำ Online Marketing เพื่อธุรกิจที่ดีกว่า

ตั้งแต่ช่วงล็อกดาวน์จนถึงปัจจุบัน ทิศทางการทำ Online Marketing กับธุรกิจร้านอาหาร มักมีการใช้บริการส่ง Delivery ควบคู่ไปด้วย ดังจะเห็นได้จากร้านอาหารน้อยใหญ่ที่พร้อมใจกันเปิดหน้าร้านออนไลน์ควบคู่ไปกับการทำออฟไลน์ และใช้การ Delivery เพื่อตอบโจทย์กับลูกค้าที่ไม่สามารถมาที่ร้านได้ ทั้งการจัดส่งด้วยตนเองหรือส่งผ่านแพลตฟอร์ม Delivery อย่าง Grab, Food Panda, Line Man และอื่น ๆ

อย่างไรก็ตาม การนำบริการ Delivery เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าอาจไม่ได้เหมาะกับธุรกิจร้านอาหารทุกสไตล์ อย่างร้านอาหารที่ขายประสบการณ์การทานในร้าน เช่น โอมากาเสะหรือ Chef Table อาจไม่จำเป็นต้องมีบริการรูปแบบนี้ ซึ่งนักการตลาดควรเลือกปรับกลยุทธ์ให้เข้ากับความต้องการของลูกค้าและวัตถุประสงค์ของตนเอง ก็จะช่วยขับเคลื่อนให้ธุรกิจเติบโตมากขึ้นได้ 

Brand Loyalty ของลูกค้าลดลง

ด้วยสถานการณ์โรคระบาด ทำให้ผู้บริโภคไม่สามารถไปเลือกซื้อสินค้าด้วยตัวเองได้ ทำให้การช็อปปิงออนไลน์เป็นช่องทางที่ตอบโจทย์มากที่สุด และสิ่งนี้เองที่เป็นปัจจัยทำให้ผู้บริโภคมี Brand Loyalty ต่อสินค้าลดลง เพราะพวกเขามีเวลาว่างมากพอที่จะเลือกดูสินค้า และเปรียบเทียบกับแบรนด์อื่น ๆ รวมไปถึงได้รับข่าวสารออนไลน์จากแบรนด์คู่แข่งมากขึ้นกว่าเดิม ดังนั้น การทำ Online Marketing ในปัจจุบันนี้จึงควรโฟกัสความต้องการของผู้บริโภค เพื่อให้ Brand Loyalty ที่หายไปกลับคืนมาให้เร็วที่สุด

เทคโนโลยีมีบทบาทต่อการทำ Online Marketing มากขึ้น

ทุกวันนี้เทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญต่อการทำ Online Marketing เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่เน้น Functional Engagement ซึ่งการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าในแบบเสมือนจริงจะยิ่งสร้างความประทับใจให้กับพวกเขาได้มากกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นการใช้เทคโนโลยี VR เสมือนจริง หรือการ Live สด เพื่อช่วยให้ลูกค้าได้เห็นสินค้าโดยไม่จำเป็นต้องออกจากบ้าน ช่วยย่นระยะเวลาตัดสินใจ ทำให้ขายสินค้าได้เร็วมากยิ่งขึ้น

 Online Marketing คืออะไร

อยากทำ Online Marketing ต้องเริ่มจากอะไร?

ได้รู้กันไปแล้วว่า Online Marketing มีบทบาทมากมายขนาดไหนในยุคปัจจุบัน สำหรับผู้ประกอบการที่ยังไม่เคยทำการตลาดออนไลน์มาก่อน ควรเริ่มศึกษาเพิ่มเติมเพื่อนำมาวางแผนการตลาดได้ตั้งแต่วันนี้ อีกทั้งยังสามารถนำมาใช้กับการสร้างแบรนด์ (Branding) ว่าแบรนด์ของคุณควรเป็นอย่างไร ขายให้ใคร มีบุคลิกอย่างไร (Brand Persona) รวมถึงควรใช้แพลตฟอร์มไหนในการขับเคลื่อนธุรกิจ พร้อมกันนั้น อย่าลืมวางแผนเรื่องงบประมาณและบุคลากรด้วย แต่หากผู้ประกอบการท่านใดยังสับสนและไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร ก็สามารถปรึกษา Primal Digital Agency ของเราได้ เพราะเรามีผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมวางแผนเพื่อให้การทำ Online Marketing ของคุณคุ้มค่าและได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดแน่นอน

 

สรุป

ทุกวันนี้หลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า Offline Marketing หรือการตลาดออฟไลน์นั้นตายไปแล้ว ถ้าไม่ทำการตลาดออนไลน์ก็อยู่ไม่ได้ ซึ่งความคิดเหล่านี้มีทั้งจริงและไม่จริง ที่ว่าจริงคือหากทุกวันนี้ธุรกิจของคุณไม่ขยับเข้ามาสู่โลกออนไลน์โอกาสรอดนั้นน้อยมาก

แต่สิ่งที่ไม่จริงคือการตลาดออฟไลน์ยังไม่ได้ตายเสียทีเดียว เพราะตราบใดที่ธุรกิจของคุณมีหน้าร้าน มีสถานที่หรือเป็นธุรกิจที่ลูกค้าต้องเป็นฝ่ายเข้าหา เช่น ร้านอาหาร ที่พักโรงแรม ร้านสะดวกซื้อ ฯลฯ การทำ Offline Marketing ควบคู่กับ Online Marketing ก็ยังได้ผลมากกว่าการทำออนไลน์เพียงอย่างเดียวอยู่มากเช่นกัน

สิ่งที่จะมาบ่งชี้ได้ว่าธุรกิจของคุณควรหรือไม่ควรทำการตลาดออนไลน์นั้นจึงเป็น “จุดประสงค์” ว่าต้องการดำเนินธุรกิจไปในทิศทางใดและมีเป้าหมายอย่างไรมากกว่า เพราะหากกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่อยู่บนโลกออนไลน์ คุณก็ควรจะเริ่มทำการตลาดออนไลน์ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ก่อนที่จะโดนคู่แข่งแย่งส่วนแบ่งทางการตลาดไปเสียหมด