ความท้าทาย
ร้านของแต่งบ้านและสินค้าไลฟ์สไตล์ระดับ Luxury ที่เลือกและนำเข้าของตกแต่งบ้านจากช่างฝีมือทั่วโลก ร้านใช้แคมเปญโฆษณาประเภทข้อความบน Facebook และ Instagram ซึ่งเป็นโฆษณาที่ชวนให้คนส่งข้อความมาคุยกับร้าน
แต่แคมเปญมีปัญหา 2 เรื่อง เรื่องแรก คอนเวอร์ชันที่เกิดขึ้นทางออฟไลน์ติดตามได้ยาก ร้านจึงไม่เห็นภาพรวมว่าลูกค้าผ่านขั้นตอนใดบ้างก่อนตัดสินใจซื้อ เรื่องที่ 2 แคมเปญบน Facebook และ Instagram แยกกันทำ ทำให้ CPM (Cost Per Mille หรือค่าโฆษณาต่อการแสดงผล 1,000 ครั้ง) และ CPA (Cost Per Acquisition หรือต้นทุนต่อคอนเวอร์ชัน 1 ครั้ง) อยู่ในระดับสูง และ ได้รับข้อความจากลูกค้าน้อย ร้านจึงสร้างการรับรู้และเพิ่มคำสั่งซื้อผ่านโซเชียลมีเดียได้ยาก

แนวทางของเรา
Primal ปรับแคมเปญใน 2 ด้าน คือกลุ่มเป้าหมายและรูปแบบโฆษณา ทีมทดสอบวิธีกำหนดกลุ่มเป้าหมายแบบใหม่ รวมถึง Advantage+ Audience ฟีเจอร์ของโฆษณา Facebook ที่ใช้ Machine Learning เพื่อขยายการเข้าถึงและเพิ่มการมีส่วนร่วม
ในเวลาเดียวกัน Primal เริ่มใช้โฆษณาแบบวิดีโอทั้งบน Facebook และ Instagram เพื่อดึงความสนใจ และชวนให้กลุ่มเป้าหมายมีปฏิสัมพันธ์กับโฆษณามากขึ้น
ผลลัพธ์ที่ได้
Primal ปรับกลุ่มเป้าหมายอย่างต่อเนื่องตลอดแคมเปญ และใช้โฆษณาวิดีโอต่อไป ข้อความจากลูกค้าเติบโต 2 เท่า และจำนวนข้อความเพิ่มขึ้น 182% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ส่วน CTR (Click-Through Rate หรืออัตราการคลิก) เพิ่มขึ้น 79% และ CPA ลดลง 57%
ผลลัพธ์นี้ชี้ว่ารูปแบบโฆษณาที่เหมาะสมและการกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ยืดหยุ่น ช่วยให้แคมเปญข้อความใช้ต้นทุนน้อยลงและได้การมีส่วนร่วมมากขึ้น
- 182%จำนวนข้อความจากลูกค้าเพิ่มขึ้น
- 2 เท่าข้อความจากลูกค้าเติบโต
- 57%CPA (ต้นทุนต่อคอนเวอร์ชัน) ลดลง
- 79%CTR (อัตราการคลิก) เพิ่มขึ้น
ข้อคิดสำคัญ
- การปรับกลุ่มเป้าหมายอย่างต่อเนื่องควบคู่กับโฆษณาวิดีโอ ทำให้ข้อความจากลูกค้าเติบโต 2 เท่า
- Primal นำโฆษณาวิดีโอมาใช้บน Facebook และ Instagram เพื่อดึงความสนใจและชวนให้คนมีปฏิสัมพันธ์กับโฆษณา
- เมื่อใช้รูปแบบโฆษณาที่เหมาะสมและกลุ่มเป้าหมายที่ยืดหยุ่น CPA ลดลง 57% ขณะที่ข้อความจากลูกค้าเพิ่มขึ้น









