
โดย Mark McDowellเผยแพร่: อัปเดต: อ่าน 14 นาที
เผยแพร่ครั้งแรกโดย Sitvisut Anantnakarakul เมื่อ 2023-12-12 ปรับปรุงโดย Mark McDowell เมื่อ 2026-10-20
Digital Marketing คืออะไร ทำอะไรบ้าง และเริ่มต้นอย่างไร
Digital Marketing คือการทำการตลาดผ่านช่องทางดิจิทัลทุกช่องทาง ทั้ง Google, AI (Artificial Intelligence) อย่าง ChatGPT, โซเชียลมีเดีย, LINE, เว็บไซต์ และอีเมล เพื่อให้ลูกค้าเจอแบรนด์ เลือกซื้อ และกลับมาซื้อซ้ำ โดยวัดผลได้ทุกขั้น การตลาดออนไลน์คือส่วนที่ใช้อินเทอร์เน็ต ส่วน Digital Marketing กว้างกว่า เพราะรวมช่องทางที่ไม่ใช้อินเทอร์เน็ตด้วย เช่น ข้อความสั้นทางมือถือและป้ายโฆษณาดิจิทัล
ประเด็นสำคัญ
- Digital Marketing กว้างกว่าการตลาดออนไลน์ เพราะรวมช่องทางดิจิทัลที่ไม่ใช้อินเทอร์เน็ต เช่น SMS (Short Message Service) และป้ายโฆษณาดิจิทัล ส่วนการตลาดออนไลน์คือส่วนที่ใช้อินเทอร์เน็ต
- สมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) และ Kantar คาดว่างบโฆษณาดิจิทัลในไทยปี 2026 อยู่ที่ 32,339 ล้านบาท โดย Meta ได้ 25% และ TikTok ได้ 24%
- ในงานวิจัยของ Primal ที่ศึกษาการอ้างอิงของ AI กว่า 1.1 ล้านรายการเกี่ยวกับ 128 แบรนด์ แหล่งที่ AI อ้างอิงราว 8 ใน 10 เป็นเว็บไซต์ภายนอก และเป็นเว็บไซต์ของแบรนด์เองเพียงราว 4 ใน 100
- ในคีย์เวิร์ด 995 คำที่ติดตามให้แบรนด์ลูกค้าของ Primal 17 แบรนด์ หน้าผลการค้นหา Google เกือบ 9 ใน 10 มีคำตอบจาก AI อยู่ด้านบน
- พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล มาตรา 19 กำหนดให้ขอความยินยอมก่อนเก็บหรือใช้ข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่กฎหมายยกเว้น ฟอร์มลีดและรายชื่อลูกค้าจึงต้องขอความยินยอมให้ชัด
Digital Marketing คืออะไร
Digital Marketing หรือการตลาดดิจิทัล คือการทำการตลาดผ่านช่องทางดิจิทัลทุกช่องทาง ทั้งการค้นหาบน Google คำตอบจาก AI โซเชียลมีเดีย LINE เว็บไซต์ อีเมล และโฆษณาออนไลน์ เป้าหมายคือให้ลูกค้าเจอแบรนด์ เลือกแบรนด์ ซื้อ และกลับมาซื้อซ้ำ ทุกขั้นวัดผลได้ จึงรู้ว่าเงินแต่ละบาทได้อะไรกลับมา
รายงานประจำปีของ DataReportal ระบุว่าคนไทยใช้อินเทอร์เน็ตเกือบ 68 ล้านคน หรือราว 95% ของประชากร ลูกค้าเกือบทุกกลุ่มจึงอยู่บนช่องทางเหล่านี้
เมื่อ AI ตอบคำถามเกี่ยวกับแบรนด์ AI อ้างอิงเว็บไซต์ของคนอื่นมากกว่าเว็บไซต์ของแบรนด์เอง ในงานวิจัยของ Primal ที่ศึกษาคำตอบของ AI เกี่ยวกับ 128 แบรนด์ แหล่งที่ AI อ้างอิงราว 8 ใน 10 เป็นเว็บไซต์ภายนอก ส่วนเว็บไซต์ของแบรนด์เองมีเพียงราว 4 ใน 100
Digital Marketing ในวันนี้จึงเป็นงานที่ทำให้แบรนด์ถูกพบและถูกเลือกในทุกที่ที่ลูกค้าดู ทั้งช่องทางที่แบรนด์เป็นเจ้าของ (Owned Media) ช่องทางที่ซื้อโฆษณา (Paid Media) และเว็บไซต์ที่คนอื่นพูดถึงแบรนด์ (Earned Media)
Digital Marketing ทำอะไรให้ธุรกิจ
Digital Marketing ทำงาน 4 อย่างให้ธุรกิจ เรียงตามขั้นที่ลูกค้าตัดสินใจ แต่ละช่องทางถนัดคนละงาน การเลือกช่องทางจึงเริ่มจากงานที่ธุรกิจต้องการก่อน
- ทำให้ลูกค้าเจอแบรนด์ (Awareness) ด้วยโฆษณาบนโซเชียลมีเดีย คลิปวิดีโอ และการขึ้นในผลการค้นหา
- ทำให้ลูกค้าเลือกแบรนด์ (Consideration) ด้วยคอนเทนต์ที่ตอบคำถาม รีวิว และหน้าเว็บที่ให้ข้อมูลครบ
- เปลี่ยนความสนใจเป็นลีดหรือคำสั่งซื้อ (Conversion) ด้วยโฆษณาบน Google หน้าเว็บสำหรับรับลีด (Landing Page) แชตใน LINE และโฆษณาที่แสดงซ้ำกับคนที่เคยเข้าเว็บ (Retargeting)
- ทำให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ (Retention) ด้วย LINE OA (LINE Official Account) อีเมล และระบบ CRM (Customer Relationship Management) ที่เก็บประวัติการซื้อ
ธุรกิจที่ขายสินค้าหรือบริการที่คนค้นหาอยู่แล้ว เช่น ร้านซ่อมแอร์หรือคลินิกทันตกรรม เริ่มจากงานข้อ 3 ได้เลย ส่วนสินค้าใหม่ที่คนยังไม่รู้จักต้องเริ่มจากข้อ 1
Digital Marketing กับการตลาดออนไลน์ต่างกันอย่างไร
การตลาดออนไลน์ (Online Marketing) คือการทำการตลาดผ่านช่องทางที่ใช้อินเทอร์เน็ต เช่น เว็บไซต์ Google โซเชียลมีเดีย LINE และอีเมล Digital Marketing กว้างกว่า เพราะรวมช่องทางดิจิทัลที่ไม่ต้องใช้อินเทอร์เน็ตด้วย เช่น SMS (Short Message Service) ป้ายโฆษณาดิจิทัล (Digital Billboard) และทีวีดิจิทัล การตลาดออนไลน์จึงเป็นส่วนหนึ่งของ Digital Marketing
แผนภาพของ Primal ด้านล่างแบ่ง Digital Marketing เป็น 2 ฝั่ง ฝั่งซ้ายคือช่องทางออนไลน์ ฝั่งขวาคือสื่อดิจิทัลที่ไม่ต้องใช้อินเทอร์เน็ต และแอปบนมือถืออยู่ตรงกลาง เพราะแอปทำงานได้ทั้ง 2 แบบ

ในทางปฏิบัติ งาน Digital Marketing ส่วนใหญ่เกิดบนฝั่งออนไลน์ คนจึงใช้ 2 คำนี้แทนกันบ่อย ความต่างสำคัญเมื่อธุรกิจใช้ SMS หรือป้ายดิจิทัล ซึ่งวัดผลคนละแบบกับโฆษณาออนไลน์
Digital Marketing ต่างจากการตลาดแบบดั้งเดิมอย่างไร
การตลาดแบบดั้งเดิม (Traditional Marketing) ซื้อพื้นที่สื่อล่วงหน้า แล้วส่งข้อความเดียวถึงทุกคนที่ผ่านสื่อนั้น เช่น ป้ายบิลบอร์ด หนังสือพิมพ์ และใบปลิว Digital Marketing เลือกได้ว่าจะให้ใครเห็น และวัดผลได้ละเอียดกว่า ตารางนี้เทียบทีละด้าน
| การตลาดแบบดั้งเดิม | Digital Marketing | |
|---|---|---|
| วิธีซื้อสื่อ | จองพื้นที่หรือช่วงเวลาล่วงหน้า จ่ายเป็นก้อน | จ่ายตามการแสดงผล การคลิก หรือผลลัพธ์ เริ่มด้วยงบน้อยได้ |
| ใครเห็น | ทุกคนที่ผ่านสื่อนั้น | กลุ่มที่เลือกตามความสนใจ อายุ พื้นที่ หรือคำที่ค้นหา |
| การแก้แคมเปญ | ต้องรอรอบใหม่ | หยุด แก้ หรือเพิ่มงบได้ภายในวันเดียว |
| การวัดผล | ประเมินจากจำนวนคนที่น่าจะเห็น | เห็นคลิก ลีด และคำสั่งซื้อจากโฆษณาแต่ละชิ้น |
| การคุยกับลูกค้า | สื่อสารทางเดียว | ลูกค้าตอบกลับได้ทันทีผ่านคอมเมนต์และแชต |
ทั้ง 2 แบบใช้ร่วมกันได้ ป้ายโฆษณาที่มี QR Code ให้สแกนเพิ่มเพื่อนใน LINE OA คือตัวอย่างที่เห็นบ่อย
ช่องทาง Digital Marketing มีอะไรบ้าง
ช่องทางหลักของ Digital Marketing มี 6 กลุ่ม ได้แก่ การค้นหา โซเชียลมีเดียและวิดีโอ LINE คอนเทนต์ Influencer และอีเมลกับ SMS เงินโฆษณาดิจิทัลในไทยเกือบครึ่งไปที่ Meta และ TikTok สมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) หรือ DAAT (Digital Advertising Association Thailand) ร่วมกับ Kantar คาดว่างบโฆษณาดิจิทัลปี 2026 อยู่ที่ 32,339 ล้านบาท โดย Meta ได้ 25% และ TikTok ได้ 24%
ตารางนี้สรุปงานที่แต่ละช่องทางทำได้ดี วิธีจ่ายเงิน และเวลาที่เริ่มเห็นผล
| ช่องทาง | งานที่ทำได้ดี | จ่ายอย่างไร | เริ่มเห็นผล |
|---|---|---|---|
| การทำ SEO (Search Engine Optimisation) | ให้ลูกค้าเจอเว็บไซต์เมื่อค้นหาบน Google และ AI | ค่าทีมงานหรือค่าบริการรายเดือน ไม่จ่ายต่อคลิก | หลายเดือน และผลไม่หายทันทีเมื่อหยุดทำ |
| Google Ads | รับลูกค้าที่กำลังค้นหาสินค้านั้นอยู่ | จ่ายต่อคลิก | ตั้งแต่วันที่โฆษณาแสดง |
| Facebook, Instagram, TikTok, YouTube | ให้คนที่ยังไม่รู้จักแบรนด์เห็นสินค้า และแสดงซ้ำกับคนที่เคยสนใจ | จ่ายต่อการแสดงผลหรือต่อผลลัพธ์ | ภายในไม่กี่วัน |
| LINE OA และ LINE Ads | คุยกับลูกค้า ส่งข่าวและโปรโมชันถึงคนที่เพิ่มเพื่อนแล้ว | ค่าแพ็กเกจรายเดือนตามจำนวนข้อความ และค่าโฆษณา | ทันทีที่ส่งถึงฐานเพื่อนที่มีอยู่ |
| คอนเทนต์ | ตอบคำถามที่ลูกค้าถามก่อนซื้อ และเป็นฐานให้ SEO กับโซเชียลมีเดีย | ค่าเขียนและค่าผลิต | สะสมทีละชิ้น |
| Influencer หรือ KOL (Key Opinion Leader) | ให้คนที่ลูกค้าเชื่อพูดถึงแบรนด์ | จ่ายต่อโพสต์หรือคลิป หรือจ่ายค่าคอมมิชชันเมื่อขายได้ | ตามวันที่คลิปออก |
| อีเมล SMS และ CRM | ทำให้ลูกค้าเดิมกลับมาซื้อซ้ำ | ค่าระบบรายเดือนและค่าส่งต่อข้อความ | ทันทีที่ส่ง |
การค้นหาบน Google
การค้นหาเป็นช่องทางที่ลูกค้าบอกเองว่าต้องการอะไร การทำ SEO ทำให้หน้าเว็บของแบรนด์ขึ้นในผลการค้นหาโดยไม่ต้องจ่ายต่อคลิก ส่วน Google Ads ซื้อตำแหน่งโฆษณาบนหน้าเดียวกันและจ่ายเมื่อมีคนคลิก หลายธุรกิจใช้ทั้ง 2 อย่าง โฆษณาให้ผลเร็ว ส่วน SEO ลดต้นทุนต่อลูกค้าในระยะยาว
โซเชียลมีเดียและวิดีโอ
Facebook, Instagram, TikTok และ YouTube คือที่ที่ลูกค้าเจอแบรนด์ทั้งที่ไม่ได้ค้นหา งานโซเชียลมีเดียมี 2 ส่วน คือโพสต์และคลิปบนเพจของแบรนด์ กับโฆษณาที่เลือกคนดูได้ตามความสนใจ อายุ และพื้นที่ โฆษณาบน Meta ใช้ Facebook Ads และโฆษณาบน TikTok ใช้ TikTok Ads
LINE
ธุรกิจในไทยใช้ LINE OA ตอบคำถาม รับนัดหมาย รับออเดอร์ และส่งข่าวถึงลูกค้าที่เพิ่มเพื่อนแล้ว LINE Ads ช่วยหาเพื่อนใหม่และแสดงโฆษณาบนหน้าแชตและหน้าข่าวของ LINE ลูกค้าที่ทักแชตเข้ามาถามราคาอยู่ใกล้การซื้อกว่าคนที่กดถูกใจโพสต์ หลายแบรนด์จึงตั้งโฆษณาบนช่องทางอื่นให้พาคนมาทักใน LINE
คอนเทนต์และ Influencer
Content Marketing คือการทำบทความ คลิป และโพสต์ที่ตอบคำถามของลูกค้าก่อนซื้อ คอนเทนต์ชิ้นเดียวใช้ได้หลายช่องทาง บทความบนเว็บช่วย SEO และคลิปเดียวกันลงได้ทั้ง TikTok และ YouTube ส่วน Influencer Marketing หรือการใช้ KOL ให้คนที่ผู้ชมเชื่อถือรีวิวสินค้า แบรนด์จ่ายเป็นค่าโพสต์ หรือจ่ายค่าคอมมิชชันเมื่อเกิดการขายผ่านลิงก์ (Affiliate Marketing)
อีเมล SMS และ CRM
อีเมลและ SMS ใช้สื่อสารกับลูกค้าที่ให้ข้อมูลติดต่อไว้แล้ว ต้นทุนต่อข้อความต่ำ และใช้ได้ดีกับการแจ้งโปรโมชันหรือเตือนให้กลับมาซื้อ ระบบ CRM เก็บประวัติการซื้อของลูกค้าแต่ละคน แบรนด์จึงส่งข้อความที่ตรงกับสิ่งที่ลูกค้าเคยซื้อได้
เก็บข้อมูลลูกค้าอย่างไรให้ถูกตาม PDPA
ก่อนเก็บหรือใช้ข้อมูลลูกค้าเพื่อการตลาด แบรนด์ต้องได้รับความยินยอม เว้นแต่กฎหมายยกเว้น พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA (Personal Data Protection Act) มาตรา 19 กำหนดให้ขอความยินยอมก่อนหรือในขณะเก็บข้อมูล ขอโดยชัดแจ้งเป็นหนังสือหรือผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ และแจ้งวัตถุประสงค์ไปด้วย
ในงาน Digital Marketing ข้อนี้ใช้กับฟอร์มลีดบนเว็บไซต์ รายชื่ออีเมล เบอร์โทรที่จะส่ง SMS และข้อมูลที่ดึงเข้า CRM ฟอร์มที่ปลอดภัยแยกช่องยินยอมรับข่าวสารออกจากการส่งข้อมูลติดต่อ ไม่ติ๊กไว้ให้ล่วงหน้า และบอกว่าจะใช้ข้อมูลทำอะไร
ลูกค้ามักถามเราว่าช่องทางเหล่านี้เชื่อมกับเว็บไซต์อย่างไร
ทุกช่องทางพาลูกค้ามาที่จุดเดียวกัน คือหน้าเว็บหรือ LINE OA ที่ลูกค้าติดต่อหรือซื้อได้ คลิปบน TikTok ทำให้คนรู้จักแบรนด์ คนเหล่านั้นค้นชื่อแบรนด์บน Google ทีหลังและเจอหน้าเว็บผ่าน SEO คนที่เข้าเว็บแล้วยังไม่ซื้อจะเห็นโฆษณาซ้ำบน Facebook และบางส่วนกลับมาทักแชต
การเชื่อมนี้วัดได้เมื่อเว็บไซต์ติดตั้งเครื่องมือวัดผลก่อนเริ่มโฆษณา เช่น Google Analytics 4 และ Meta Pixel และทุกลิงก์ในโฆษณามีรหัสบอกแหล่งที่มา หรือ UTM (Urchin Tracking Module) ธุรกิจจึงรู้ว่าลีดแต่ละรายมาจากช่องทางไหน และช่องทางไหนช่วยก่อนลูกค้าตัดสินใจ
AI เปลี่ยน Digital Marketing อย่างไร
AI ทำให้ลูกค้าได้คำตอบก่อนเห็นลิงก์ Google แสดงข้อมูลภาพรวมโดย AI (AI Overviews) ไว้ด้านบนผลการค้นหา และลูกค้าบางส่วนถาม ChatGPT หรือ Gemini ก่อนเลือกซื้อ จากคีย์เวิร์ด 995 คำในข้อมูลการติดตามอันดับของ Primal สำหรับแบรนด์ลูกค้า 17 แบรนด์ หน้าผลการค้นหาเกือบ 9 ใน 10 มี AI Overview อยู่ด้านบน
AI อ้างอิงเว็บไซต์อื่นมากกว่าเว็บไซต์ของแบรนด์ แผนภูมิด้านล่างมาจากงานวิจัยที่ Primal นำเสนอในงาน Marketing Oops Summit ซึ่งศึกษาการอ้างอิงของ AI กว่า 1.1 ล้านรายการเกี่ยวกับ 128 แบรนด์ในช่วง 90 วัน

งานวิจัยชิ้นเดียวกันระบุแหล่งที่ AI ใช้บ่อย เช่น YouTube, Facebook, Pantip, Wongnai และเว็บรีวิว Digital Marketing ในวันนี้จึงรวมงานที่ทำให้ชื่อแบรนด์อยู่บนแหล่งเหล่านี้ ควบคู่กับหน้าเว็บที่ตอบคำถามได้ชัดตั้งแต่ประโยคแรก งานนี้คือ AI SEO
SEO ยังเป็นฐานของงานนี้ Google Search Central ระบุว่าหน้าที่จะเป็นลิงก์ใน AI Overviews ต้องอยู่ในดัชนีของ Google และแสดงพร้อมข้อมูลโค้ด (Snippet) ได้ วิดีโอด้านล่างเป็นภาษาอังกฤษ และตอบคำถามว่า SEO ยังจำเป็นหรือไม่เมื่อ AI ตอบแทน
วิดีโอจากช่อง YouTube ของ Mark McDowell ว่าด้วยข้อมูลที่แสดงว่า SEO ยังได้ผลในปี 2026
ค่าใช้จ่ายของ Digital Marketing คิดอย่างไร
ค่าใช้จ่ายของ Digital Marketing มี 2 ก้อน ก้อนแรกคือค่าสื่อที่จ่ายให้แพลตฟอร์ม ก้อนที่สองคือค่างานที่จ่ายให้ทีมที่วางแผน ทำคอนเทนต์ และดูแลแคมเปญ เมื่อเทียบใบเสนอราคา ควรแยก 2 ก้อนนี้ออกจากกัน รูปแบบการจ่ายเงินที่เจอบ่อยมีดังนี้
- จ่ายต่อคลิก หรือ CPC (Cost per Click) ใช้กับ Google Ads เป็นหลัก จ่ายเมื่อมีคนคลิกโฆษณา
- จ่ายต่อการแสดงผล 1,000 ครั้ง หรือ CPM (Cost per Mille) ใช้กับโฆษณาบนโซเชียลมีเดียและวิดีโอ
- จ่ายต่อผลลัพธ์ หรือ CPA (Cost per Action) แพลตฟอร์มคิดเงินเมื่อเกิดผลที่เลือกไว้ เช่น การติดตั้งแอป
- ค่าคอมมิชชัน จ่ายให้ Influencer หรือพันธมิตรเมื่อเกิดการขายผ่านลิงก์
- ค่าแพ็กเกจและค่าระบบรายเดือน เช่น LINE OA ระบบอีเมล และระบบ CRM
ราคาต่อคลิกและต่อการแสดงผลมาจากการประมูล แบรนด์ที่แข่งกันซื้อกลุ่มลูกค้าเดียวกันมากขึ้นทำให้ราคาสูงขึ้น ราคาจึงต่างกันมากตามอุตสาหกรรม ช่วงเวลา และกลุ่มเป้าหมาย ค่างานก็ต่างกันตามจำนวนช่องทางและจำนวนคอนเทนต์ที่ต้องผลิตต่อเดือน
วัดผล Digital Marketing อย่างไร
วัดแต่ละช่องทางด้วยตัวเลขของงานที่ช่องทางนั้นทำ ยอดไลก์บอกได้แค่ว่าคนเห็นโพสต์และกดถูกใจ ตัวเลขที่ใช้ตัดสินใจจึงผูกกับงาน 4 ข้อที่กล่าวไว้ข้างต้น
| งาน | ตัวเลขที่ใช้วัด | อ่านอย่างไร |
|---|---|---|
| ให้ลูกค้าเจอแบรนด์ | Reach, Impression, CPM | คนเห็นมากขึ้นในราคาต่อ 1,000 ครั้งที่รับได้ |
| ให้ลูกค้าเลือกแบรนด์ | CTR (Click-Through Rate), ผู้เข้าเว็บจากการค้นหา (Organic Traffic) | คนคลิกและอ่านต่อ |
| ลีดหรือคำสั่งซื้อ | CPL (Cost per Lead), Conversion Rate, ROAS (Return on Ad Spend) | ต้นทุนต่อลีดหรือต่อคำสั่งซื้อต่ำกว่ากำไรที่ลูกค้า 1 รายสร้าง |
| ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ | อัตราการซื้อซ้ำ ยอดซื้อต่อลูกค้าตลอดอายุ | ลูกค้าเดิมสร้างรายได้มากขึ้นโดยไม่ต้องซื้อโฆษณาใหม่ |
ลูกค้ามักถามเราว่ารู้ได้อย่างไรว่าใช้งบถูกทาง
เทียบต้นทุนต่อผลลัพธ์ของแต่ละช่องทางกับกำไรที่ได้จากลูกค้า 1 ราย ถ้าต้นทุนต่อลีดสูงกว่าที่ลีดนั้นทำกำไรให้ได้ ช่องทางนั้นยังขาดทุนอยู่ ค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมใช้เทียบได้คร่าว ๆ เท่านั้น เพราะราคาสินค้าและอัตราปิดการขายของแต่ละธุรกิจต่างกันมาก ตัวเลขที่ใช้ตัดสินใจจริงคือตัวเลขจากบัญชีโฆษณาของธุรกิจเอง เมื่อวัดซ้ำทุกเดือน
คำศัพท์ Digital Marketing ที่เจอบ่อย
คำศัพท์เหล่านี้เจอบ่อยในรายงานผลและในใบเสนอราคาของงาน Digital Marketing
- SEM (Search Engine Marketing) การตลาดบนหน้าผลการค้นหา มักหมายถึงโฆษณาแบบจ่ายต่อคลิก บางที่นับรวม SEO
- PPC (Pay-per-Click) โฆษณาที่จ่ายเงินเมื่อมีคนคลิก
- Impression จำนวนครั้งที่โฆษณาหรือโพสต์แสดงบนหน้าจอ
- Reach จำนวนคนที่เห็นโฆษณาหรือโพสต์อย่างน้อย 1 ครั้ง
- CTR สัดส่วนคนที่คลิกเทียบกับจำนวนครั้งที่แสดง
- Conversion การกระทำที่ธุรกิจต้องการ เช่น กรอกฟอร์ม ทักแชต หรือซื้อสินค้า
- Conversion Rate สัดส่วนคนที่เกิด Conversion เทียบกับคนที่เข้ามา
- CPL ค่าโฆษณาหารด้วยจำนวนลีด
- ROAS รายได้จากโฆษณาหารด้วยค่าโฆษณา
- ROI (Return on Investment) กำไรเทียบกับเงินทั้งหมดที่ลงไป รวมค่าสื่อและค่างาน
- Organic ผลที่ได้โดยไม่จ่ายค่าโฆษณา เช่น การเข้าเว็บจากผลการค้นหาปกติ
- KPI (Key Performance Indicator) ตัวเลขที่ตกลงไว้ว่าจะใช้วัดความสำเร็จ
เริ่มทำ Digital Marketing อย่างไร
เริ่มจากเป้าหมายที่วัดได้ แล้วเลือกช่องทางน้อยที่สุดที่ทำเป้าหมายนั้นได้ ขั้นตอนมี 5 ขั้น
- ตั้งเป้าหมายเป็นตัวเลข เช่น จำนวนลีดต่อเดือนหรือยอดซื้อออนไลน์ แล้วกำหนดต้นทุนต่อลีดหรือต่อคำสั่งซื้อที่ธุรกิจรับได้
- ดูว่าลูกค้าหาข้อมูลที่ไหน ดูคำที่ลูกค้าค้นบน Google คำถามที่ทักเข้ามาใน LINE และคำตอบที่ AI ให้เมื่อถามถึงสินค้าในหมวดของคุณ
- เตรียมเว็บไซต์และการวัดผลก่อนซื้อโฆษณา หน้าเว็บต้องเปิดเร็วบนมือถือและตอบคำถามได้ชัด ติดตั้ง Google Analytics 4 และ Pixel และมีฟอร์มที่ขอความยินยอมตาม PDPA
- เริ่มจาก 1 ถึง 2 ช่องทางที่ตรงกับเป้าหมาย เช่น Google Ads สำหรับลูกค้าที่ค้นหาอยู่แล้ว หรือ TikTok สำหรับสินค้าที่ต้องให้คนเห็นก่อน
- ทบทวนตัวเลขทุกเดือน แล้วย้ายงบไปที่ช่องทางที่ต้นทุนต่อผลลัพธ์ดีกว่า เมื่อช่องทางแรกให้ผลคงที่จึงเพิ่มช่องทางถัดไป
สำหรับแบรนด์ท่องเที่ยวระดับหรูที่เริ่มงานกับเราเมื่อปีนี้ ผมตั้งเป้าแรกไว้ที่การจองเพียงไม่กี่ครั้ง ซึ่งพอให้ลูกค้าเห็นว่างานได้ผล การติดอันดับบน Google ด้วยคำของแบรนด์นี้มีการแข่งขันสูงและทำได้ยาก ขณะที่การปรากฏในคำตอบของ ChatGPT อาจทำได้ง่ายกว่า ถ้าผมกำลังหาไอเดียท่องเที่ยว ผมก็จะไปถาม AI แผนจึงวัดผลจากอันดับบน Google หรือการมองเห็นในคำตอบของ AI อย่างใดอย่างหนึ่ง
สำหรับธุรกิจที่ต้องการทีมดูแลหลายช่องทางพร้อมกัน Primal เป็นเอเจนซี่การตลาดออนไลน์ที่มีทีมราว 150 คนใน 3 สำนักงาน คือกรุงเทพฯ กัวลาลัมเปอร์ และสิงคโปร์ บริการการตลาดออนไลน์ของ Primal วางแผน SEO, AI Search, Google Ads, Meta, TikTok และ LINE ร่วมกันโดยทีมเดียว
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Digital Marketing
e-Marketing คืออะไร ต่างจาก Digital Marketing อย่างไร
e-Marketing หรือการตลาดอิเล็กทรอนิกส์ คือการทำการตลาดผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์และอินเทอร์เน็ต ในทางปฏิบัติ e-Marketing, Online Marketing และ Internet Marketing หมายถึงงานชุดเดียวกัน Digital Marketing เป็นคำที่กว้างที่สุด เพราะรวมสื่อดิจิทัลที่ไม่ใช้อินเทอร์เน็ตด้วย
ลูกค้ามักถามเราว่าควรตั้งงบโฆษณาเท่าไร
เริ่มจากผลลัพธ์ที่ต้องการแล้วคิดย้อนกลับ จำนวนลีดที่ต้องการต่อเดือนคูณต้นทุนต่อลีดที่คาดไว้ คืองบค่าสื่อขั้นต่ำ ต้นทุนต่อลีดที่ใช้คำนวณควรมาจากบัญชีโฆษณาเดิมของธุรกิจ หรือจากการทดสอบช่วง 1 ถึง 2 เดือนแรก งบค่าสื่อนี้แยกจากค่าบริการของเอเจนซี่
ทำ Digital Marketing เองหรือจ้างเอเจนซี่ดีกว่า
ทำเองได้เมื่อธุรกิจใช้ 1 ถึง 2 ช่องทาง และมีคนที่มีเวลาดูตัวเลขทุกสัปดาห์ การจ้างเอเจนซี่เหมาะเมื่อใช้หลายช่องทางพร้อมกัน ต้องผลิตคอนเทนต์จำนวนมาก หรือต้องการคนที่เห็นข้อมูลจากหลายแบรนด์ในหมวดเดียวกัน หลายธุรกิจใช้ทั้ง 2 แบบ ทีมภายในดูแลเพจและแชต ส่วนเอเจนซี่ดูแลโฆษณาและ SEO
Digital Marketing เป็นงานอะไร
ในองค์กร Digital Marketing เป็นทั้งชื่อฝ่ายและชื่อตำแหน่งงาน งานหลักคือวางแผนช่องทาง ซื้อโฆษณา ดูแลคอนเทนต์และโซเชียลมีเดีย และรายงานผล ตำแหน่งที่พบบ่อย เช่น Digital Marketing Executive, SEO Specialist, Performance Marketing Specialist และ Content Creator
Digital Marketing ใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะเห็นผล
ขึ้นกับช่องทาง โฆษณาแบบจ่ายเงินเริ่มมีคลิกและลีดตั้งแต่วันที่โฆษณาแสดง แต่ช่วงสัปดาห์แรกต้นทุนมักยังไม่นิ่ง เพราะระบบของแพลตฟอร์มยังเรียนรู้ว่าใครตอบสนอง SEO และคอนเทนต์ใช้เวลาหลายเดือน และผลไม่หายทันทีเมื่อหยุดจ่าย แผนส่วนใหญ่จึงใช้โฆษณาเพื่อผลระยะสั้นควบคู่กับ SEO เพื่อผลระยะยาว

Founder and Chief Executive Officer
Mark McDowell เป็นผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ Primal โดยเริ่มต้นบริษัทที่กรุงเทพฯ ในปี 2015 เขาติดอันดับ Forbes 30 Under 30 Asia ปี 2020 และได้รับรางวัล Southeast Asia Young Achiever of the Year จาก Campaign Asia ในปี 2018 เขาเขียนบทความเรื่อง AI Search และการทำ SEO (Search Engine Optimisation)
เกี่ยวกับผู้เขียน



