Podcast คืออะไร รู้จักวิธีทำการตลาดแบบใหม่ ไม่น่าเบื่อ
สรุปบล็อกนี้
Key Takeaways
- Podcast คือไฟล์เสียงออดิโอดิจิทัลแบบตอน (Episodes) ที่ผู้ฟังสามารถกดรับฟังผ่านอินเทอร์เน็ตได้ทุกที่ทุกเวลา
- การทำพอดแคสต์สร้าง Brand Loyalty สูงมาก เพราะผู้ฟังตั้งใจฟังและผู้ฟังส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยทำงานที่มีกำลังซื้อสูง
- ปัจจุบันพอดแคสต์ไม่ได้มีแค่เสียง แต่ขยายไปสู่ Video Podcast บน YouTube ซึ่งช่วยเปิดโอกาสให้แบรนด์ต่อยอดคลิปสั้น ๆ ลง Shorts หรือ Reels ได้อีก
- นอกจากการผลิตคอนเทนต์เอง แบรนด์ยังสามารถดึงผู้เชี่ยวชาญหรือ KOL ที่มีฐานแฟนคลับมาร่วมเป็น Co-Host เพื่อขยายฐานลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว
เมื่ออินเทอร์เน็ตกลายเป็นช่องทางหลักที่ใช้ในการทำการตลาด โลกของเราก็เต็มไปด้วยสิ่งที่เรียกว่า “คอนเทนต์” ไม่ว่าอะไรก็ตามที่เราเลื่อนผ่านบนโซเชียลมีเดียก็กลายเป็นคอนเทนต์ไปเสียหมด ยิ่งนับวัน คนทำคอนเทนต์ก็ยิ่งมีความคิดสร้างสรรค์ขึ้นเรื่อย ๆ จนออกมาเป็นคอนเทนต์หลากหลายรูปแบบ ทั้งคอนเทนต์แบบบล็อกยาว ๆ โพสต์สั้น ๆ อินโฟกราฟิก วิดีโอ ฯลฯ ขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการให้การโปรโมตแบรนด์ของเราออกมาในรูปแบบใด แบรนด์ของเราเหมาะสมกับอะไร และมีกลุ่มเป้าหมายเป็นใคร
นอกจากรูปแบบคอนเทนต์ที่ได้กล่าวมาข้างต้นแล้ว ปัจจุบันยังมีคอนเทนต์แบบที่ไม่ใช้ภาพ ไม่ใช้ตัวหนังสือ ไม่ต้องพึ่งพาอินโฟกราฟิก เพราะใช้แค่เสียงเท่านั้น และเราเรียกสิ่งนั้นว่า “Podcast (พอดแคสต์)”
ในขณะที่เกือบทุกแบรนด์ในท้องตลาดกำลังแข่งขันกันทำคอนเทนต์รูปแบบเดิม ๆ จะดีกว่าหรือไม่หากเราหันมาใช้คอนเทนต์ใหม่ ๆ ในการทำการตลาดบ้าง ซึ่ง Podcast คือหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะใช้แค่เสียง ไม่ต้องอ่านข้อความหรือดูคลิปยาว ๆ และที่สำคัญคือ สามารถเปิดฟังเมื่อไร ที่ไหนก็ได้ ให้อารมณ์เหมือนกับการฟังเพลงที่สามารถฟังได้ตลอดทุกที่ ทุกเวลา ไม่ว่าตอนนั้นจะทำอะไรอยู่ก็ตาม
ก่อนจะไปเรียนรู้วิธีทำ Podcast เรามาทำความรู้จักกันให้มากขึ้นก่อนว่า Podcast คืออะไร เพื่อหาคำตอบว่าทำไมการทำพอดแคสต์ คือหนึ่งในเครื่องมือสำคัญทางการตลาดขององค์กรยุคใหม่ ?
Table of Contents
Podcast (พอดแคสต์) คืออะไร ?
เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงจะเคยได้ยินคำว่า Podcast ผ่านหูกันมาบ้าง บางคนก็อาจจะเคยฟัง บางคนก็อาจจะไม่เคยเลย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าในยุคปัจจุบัน Podcast ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเป็นคอนเทนต์ที่สามารถเสพได้สะดวก เปิดฟังได้ตลอดเวลา ไม่ต้องมานั่งอ่านข้อความยาว ๆ หรือเปิดคลิปดูจนจบ
หากถามความหมายของคำว่า Podcast แปลว่าอะไร ? คงจะอธิบายได้ว่า Podcast มาจากการผสมกันระหว่างคำว่า iPod กับ Broadcasting เนื่องจาก Podcast ถือกำเนิดเป็นครั้งแรกในยุคเดียวกันกับที่บริษัท Apple คิดค้น iPod ขึ้นมา และ Apple ก็เป็นบริษัทแรกที่สนับสนุน Podcast โดยในปี 2005 Apple ได้ปล่อย iTunes เวอร์ชัน 4.9 ที่มีช่อง Podcast ฟรีกว่า 3,000 ช่องให้เลือกฟัง ส่งผลให้ Podcast แพร่หลายอย่างรวดเร็วนับแต่นั้นมา
Podcast คือไฟล์เสียงออดิโอดิจิทัลที่เผยแพร่ทางแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยจะมีผู้ดำเนินรายการมาเล่าเรื่องราวต่าง ๆ อาจเป็นการให้สัมภาษณ์ แชร์ประสบการณ์ หรือให้ความรู้ก็ได้ มีลักษณะคล้ายกับการจัดรายการวิทยุ ซึ่งผู้ฟังสามารถเลือกช่องที่มีคอนเทนต์แบบที่ตนเองชอบได้ แต่ละช่องจะแบ่งเนื้อหาออกเป็นตอน ๆ ให้ผู้ฟังสามารถเปิดฟังได้สั้น ๆ ตอบโจทย์พฤติกรรมการใช้ชีวิตแบบเร่งรีบของคนสมัยใหม่
จากผลสำรวจพฤติกรรมการฟัง Podcast พบว่า คนส่วนมากมักเปิด Podcast ฟังเวลาอยู่บ้าน ออกกำลังกาย ขณะทำงาน และระหว่างการเดินทาง ด้วยความสะดวกเช่นนี้ ทำให้คอนเทนต์ประเภท Podcast ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม และคงจะเป็นการดีหากหลาย ๆ แบรนด์หันมาทำการตลาดด้วยการทำ Podcast บ้าง เพื่อให้สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้กว้างกว่าเดิม อีกทั้งยังดูทันสมัย ไม่ตกยุค
ข้อดีของการทำการตลาดด้วย Podcast คืออะไร ?
- สามารถเจาะกลุ่มเป้าหมายได้แบบเฉพาะเจาะจง เพราะแต่ละช่องก็จะมีหมวดหมู่ของคอนเทนต์ที่แตกต่างกัน ซึ่งผู้ฟังสามารถเลือกฟังได้ตามหมวดหมู่ที่ตนเองสนใจ ฉะนั้น คนที่เข้ามาฟัง Podcast ของเรา จึงหมายความว่าพวกเขาสนใจช่องทางนั้นจริง ๆ
- การทำ Podcast มีต้นทุนต่ำ ไม่ต้องลงทุนไปกับการโฆษณาและประชาสัมพันธ์มากเมื่อเทียบกับแพลตฟอร์มอื่น เพราะขณะนี้ การทำการตลาดด้วย Podcast ยังมีการแข่งขันที่ไม่สูงนัก
- เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง เพราะคนเริ่มหันมาฟัง Podcast กันเยอะขึ้น ด้วยจุดขายของแพลตฟอร์มที่สามารถเปิดฟังได้ทุกที่ ทุกเวลา ไม่ต้องหยุดอ่านข้อความหรือดูภาพ
- จากสถิติของรายการ GetTalks พบว่า กลุ่มผู้ฟัง Podcast เป็นกลุ่มเป้าหมายที่มีอายุระหว่าง 21-35 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อ เพราะอยู่ในวัยทำงาน รวมถึงอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลเป็นส่วนมาก
ทำไมธุรกิจยุคใหม่ในไทยถึงควรลงทุนทำพอดแคสต์ ?
ในมุมมองของธุรกิจ การทำพอดแคสต์ คือการสร้าง Thought Leadership (ความเป็นผู้นำทางความคิด) และ Brand Affinity (ความผูกพันกับแบรนด์) ที่สื่อรูปแบบอื่นทำได้ยาก ทำให้แบรนด์ควรลงสนามทำ Podcast ด้วยเหตุผลดังนี้
1. เปลี่ยนผู้ฟังให้กลายเป็นแฟนพันธุ์แท้
ต่างจากโฆษณาบนโซเชียลมีเดียทั่วไปที่คนมักกดข้ามภายใน 3 วินาที เพราะผู้ฟัง Podcast มีความตั้งใจฟังสูงและมักใช้เวลาอยู่กับคอนเทนต์เฉลี่ย 15 – 45 นาทีต่อ EP ซึ่งความผูกพันที่เกิดขึ้นผ่านเสียงนี้ จะช่วยสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ จนเปลี่ยนผู้ฟังให้มาเป็นลูกค้าได้ง่ายขึ้น
2. งบประมาณและผลตอบแทนเชิงธุรกิจ
การตัดสินใจทำพอดแคสต์ในเชิงพาณิชย์ของแบรนด์ ต้องพิจารณาควบคู่กันทั้งในแง่ของทรัพยากรที่ต้องจ่ายและคุณค่าระยะยาวที่แบรนด์จะได้รับ เพื่อให้เห็นภาพรวมความคุ้มค่าของการลงทุน (ROI) ก่อนเริ่มลงมือทำจริง โดยสามารถแบ่งมิติด้านการเงินและผลตอบแทนออกเป็น 2 ส่วนสำคัญ ดังนี้
- งบประมาณเริ่มต้น : การทำพอดแคสต์แบบเสียงอย่างเดียวสามารถใช้ไมโครโฟนคุณภาพดีและโปรแกรมตัดต่อฟรีในงบประมาณเริ่มต้นเพียง 5,000 – 15,000 บาท เท่านั้น แต่หากขยายเป็น Video Podcast อาจมีค่ากล้อง ไฟ รวมถึงการจัดสตูดิโอเพิ่มเติม
- ผลตอบแทน : ถึงแม้พอดแคสต์จะไม่ได้สร้างยอดขายทันทีในวันแรก แต่จะสร้าง Evergreen Asset หรือเนื้อหาที่ทรงคุณค่าอยู่ได้นานนับปี สามารถเปิดฟังย้อนหลังได้ตลอดเวลา อีกทั้งยังสามารถนำเนื้อหาไปผลิตซ้ำ หรือแยกย่อยเป็นโพสต์บนโซเชียลมีเดียได้อีกนับสิบชิ้น
ทำ Podcast เตรียมอะไรบ้าง ?
การจะเริ่มทำ Podcast นั้นไม่ยากเลย เพราะเราไม่จำเป็นต้องมีทักษะการเขียนเพื่อดึงดูดให้คนมาอ่าน ไม่ต้องทำกราฟิกสวย ๆ ให้คนหยุดดู หรือแม้แต่ทักษะการตัดต่อวิดีโอให้คลิปดูน่าสนใจ เพราะแค่มีทักษะการพูดให้น่าฟัง มีความรู้ในเรื่องที่จะพูดจริง ๆ ก็พอ
ในการทำ Podcast มีสิ่งที่ต้องเตรียม ดังนี้
- หัวข้อที่อยากพูด : ควรเป็นเรื่องใหม่ ๆ ไม่น่าเบื่อ จำเจ เพื่อดึงดูดให้คนเข้ามาฟังเยอะ ๆ จากนั้นให้แบ่งหัวข้อดังกล่าวออกเป็นตอน ๆ ประมาณ 10 ตอนหรือมากกว่านั้น
- อุปกรณ์อัดเสียง : บางคนอาจจะคิดว่าแค่มีโทรศัพท์มือถือเครื่องเดียวก็สามารถบันทึกเสียงได้แล้ว แต่ความจริงที่หลายคนชอบมองข้าม คือ อุปกรณ์อัดเสียงนั้นมีความสำคัญอย่างมากต่อการทำคอนเทนต์ประเภทเสียง เพราะอุปกรณ์ดี ๆ จะช่วยให้น้ำเสียงเราดังฟังชัด น่าฟังขึ้น แล้วยังมีตัวช่วยลดเสียงรบกวนรอบข้าง ไม่ให้เสียงเหล่านั้นเข้ามาแทรกขณะที่เรากำลังบันทึกเสียงอยู่ด้วย ดังนั้น หากอยากทำ Podcast ให้ดูเป็นมืออาชีพ อุปกรณ์อัดเสียงจึงถือเป็นเครื่องมือที่ขาดไม่ได้
- รูปหน้าปกรายการ Podcast : ถึงจะไม่ต้องทำอินโฟกราฟิกคอนเทนต์ แต่ก็ต้องมีรูปหน้าปกรายการที่สวยงาม สามารถดึงดูดให้กลุ่มเป้าหมายเข้ามาฟังได้ และที่สำคัญ รูปต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกับมู้ดแอนด์โทนของแบรนด์ และคอนเทนต์ของเราด้วย
- ช่องทางการเผยแพร่ : เมื่อทำไฟล์เสียงเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการเผยแพร่ลงบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ โดยเราสามารถเลือกเฉพาะแพลตฟอร์มที่เหมาะสมกับแบรนด์ของเราได้ ด้วยการดูว่ากลุ่มเป้าหมายของเราส่วนมากมักใช้แพลตฟอร์มใดเป็นหลัก โดยแพลตฟอร์ม Podcast ที่ได้รับความนิยมจะประกอบไปด้วย SoundCloud, Spotify, Anchor, Apple Podcasts, YouTube เป็นต้น
ตัวอย่างองค์ประกอบสำคัญในการทำ Video Podcast ยุคใหม่
การทำ Video Podcast บนแพลตฟอร์มอย่าง YouTube หรือ Spotify ไม่จำเป็นต้องซับซ้อน แต่ควรมีการวางโครงสร้างเนื้อหา (Script Structure) ให้กระชับเพื่อตรึงคนดูไว้ตั้งแต่ต้นจนจบ โดยคลิปวิดีโอที่มีประสิทธิภาพควรประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ดังนี้
- ส่วนดึงดูดและเกริ่นนำ (Hook & Intro) : ช่วง 30 วินาทีแรกคือช่วงสำคัญที่สุด ควรเปิดด้วยการคัดไฮไลต์เด็ด หรือคำถามชวนคิดเพื่อกระตุ้นความสนใจ (Hook) ตามด้วยการแนะนำรายการและประเด็นสำคัญที่จะพูดคุยใน EP นั้น ๆ เพื่อให้ผู้ฟังทราบทันทีว่าจะได้รับประโยชน์อะไร
- ส่วนเนื้อหาหลัก (Main Content) : ช่วงการพูดคุยความรู้หรือสัมภาษณ์ ควรจัดวางมุมกล้องสลับระหว่างผู้ดำเนินรายการและแขกรับเชิญ พร้อมแทรกภาพกราฟิกสรุปประเด็นสำคัญ (Graphic Bullet Points) บนหน้าจอ เพื่อช่วยให้ผู้รับชมเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายและไม่รู้สึกเบื่อ
- ส่วนสรุปและกระตุ้นการกระทำ (Call to Action & Outro) : ช่วงท้ายรายการ ควรทำการสรุปประเด็นสำคัญสั้น ๆ พร้อมทั้งฝากช่องทางการติดตาม (Subscribe) และใส่ Call to Action เชิญชวนให้ผู้ฟังเข้ามามีส่วนร่วม เช่น การคอมเมนต์แลกเปลี่ยนความคิดเห็น หรือการติดต่อแบรนด์เพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติม
เทคนิคการทำ Podcast ให้น่าฟัง
การทำพอดแคสต์ให้ประสบความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับอุปกรณ์ราคาแพงเพียงอย่างเดียว แต่หัวใจสำคัญคือวิธีจัดวางเนื้อหาและการถ่ายทอดที่ดึงดูดใจผู้ฟังอย่างมีทิศทาง สำหรับแบรนด์หรือครีเอเตอร์ที่ต้องการสร้างรายการให้น่าติดตามและมีผู้ฟังประจำอย่างต่อเนื่อง สามารถนำ 5 เทคนิคสำคัญนี้ไปปรับใช้ได้ทันที
รู้จักและเข้าใจกลุ่มเป้าหมายอย่างแท้จริง
เริ่มต้นด้วยการกำหนดผู้ฟังให้ชัดเจน แน่นอนว่าสิ่งสำคัญในการทำการตลาด ไม่ว่าจะใช้กลยุทธ์ใดก็ตาม คือการรู้จักกลุ่มเป้าหมายของตนเองให้ดีเสียก่อน ว่าเป็นใคร อายุเท่าไร ชอบอะไร หรือไม่ชอบอะไร กับการทำ Podcast ก็เช่นกัน เราต้องรู้ก่อนว่าเราจะจัดรายการให้ใครฟัง อย่าพยายามหว่านแหด้วยการพูดหัวข้อที่เอาใจทุกคนบนโลก หรือเน้นประเด็นกว้าง ๆ ที่คาดว่าน่าจะถูกใจคนทุกเพศ ทุกวัย แต่ให้เลือกเรื่องที่เฉพาะเจาะจง และสามารถนำเสนอแบรนด์ของเราออกมาให้ผู้ฟังรับรู้ได้ การทำเช่นนี้ นอกจากจะได้กลุ่มผู้ฟังที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นลูกค้าของเราจริง ๆ แล้ว ยังเป็นการแสดงถึงความเชี่ยวชาญที่เรามีในสิ่งที่พูดด้วย เพราะถ้าหากเราเป็นแบรนด์เครื่องสำอาง แต่ถ้าจะไปพูดประเด็นกว้าง ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับเครื่องสำอางเลย ก็จะดูไม่น่าเชื่อถือ
วางโครงสร้างสคริปต์ก่อนการอัดรายการ
วางลำดับเรื่องราวเพื่อการสื่อสารที่ไม่หลุดประเด็น โดยหลังจากได้หัวข้อที่ต้องการเล่าเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่ควรทำในลำดับถัดไป คือการเขียนสคริปต์ หรือเอาต์ไลน์ (Outline) เพื่อคุมทิศทางรายการและป้องกันการพลาดขณะอัดรายการ โดยเฉพาะสำหรับมือใหม่ที่ยังไม่ชำนาญด้านการพูดแบบด้นสด การวางโครงเรื่องว่าจะเล่าเรื่องอะไร แบ่งเนื้อหาเป็นกี่ส่วน และแต่ละส่วนใช้เวลาเท่าไร จะช่วยให้การดำเนินรายการในแต่ละ EP เป็นไปอย่างเรียบร้อย อย่างไรก็ตาม ผู้ดำเนินรายการยังคงต้องสอดแทรกความยืดหยุ่น เช่น การแทรกเกร็ดความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เพิ่งนึกขึ้นได้พอดี หรือใส่อารมณ์ขันลงไปในน้ำเสียงเพื่อไม่ให้รายการดูน่าเบื่อเกินไปได้เช่นกัน
ตัดต่อคลิปเสียงให้ได้จังหวะและมีความน่าสนใจ
เติมมิติให้เนื้อหาด้วยการปรับแต่งเสียง ซึ่งโดยเบื้องต้น การตัดต่อคลิปเสียงสำหรับพอดแคสต์ไม่ได้ยากและซับซ้อนเท่าการตัดต่อวิดีโอ จึงไม่จำเป็นต้องใช้ทักษะขั้นสูงแบบนักตัดต่อวิดีโอมืออาชีพก็สามารถเริ่มต้นทำได้ทันที โดยแอปพลิเคชันที่แนะนำคือ Anchor เพราะใช้งานง่าย เหมาะสำหรับมือใหม่ สามารถใส่เพลง ใส่ซาวนด์สนุก ๆ แทรกให้ดูน่าสนใจ หรือจะ Import เสียงที่เราชอบมาใส่ก็ได้เช่นกัน อีกทั้งยังมีฟีเจอร์ให้เราสามารถอัดเสียงพร้อมเพื่อนได้ด้วย หรือหากทำเป็น Video Podcast ก็สามารถเลือกใช้แอปตัดต่อวิดีโอ บนสมาร์ตโฟนเพิ่มเติมได้เช่นกัน
หา Co-Host หรือแขกรับเชิญมาร่วมสร้างสีสัน
เพิ่มความหลากหลายและขยายฐานผู้ฟังใหม่ เพื่อไม่ให้รายการดูจำเจเกินไปจึงอาจต้องมี Co-Host หรือ KOL ที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละหัวข้อมาพูดคุยร่วมกันบ้าง เพื่อช่วยให้บรรยากาศของพอดแคสต์มีความลื่นไหลและเป็นธรรมชาติเหมือนบทสนทนาในชีวิตจริง ซึ่งหากถามว่าประโยชน์ของการใช้ผู้เชี่ยวชาญ หรือ KOL คืออะไร ? คือตอบ คือการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับเนื้อหา พร้อมทั้งช่วยดึงดูดฐานแฟนคลับเดิมของแขกรับเชิญให้ข้ามมารู้จักแบรนด์ของเราได้ในทันที
ติดตามและวัดผลอย่างสม่ำเสมอ
ต่อยอดรายการให้เติบโตด้วยข้อมูลจริง โดยขั้นตอนสุดท้ายที่ขาดไม่ได้ คือการประเมินผลลัพธ์ของแต่ละคอนเทนต์อย่างใกล้ชิด ทั้งยอดการรับชม ระยะเวลาในการฟัง (Audience Retention) และประเด็นที่ผู้ฟังให้ความสนใจ เพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นมาปรับปรุงการวางแผนเนื้อหาใน EP ถัดไป ซึ่งสำหรับมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้น การมีจำนวนผู้ฟังน้อยในระยะแรกถือเป็นเรื่องปกติของการทำ Content Marketing ขอเพียงรักษาความต่อเนื่อง คอยวัดผล และพัฒนารายการอย่างสม่ำเสมอ การเติบโตของฐานผู้ฟังที่เพิ่มขึ้นอย่างมั่นคงจะกลายเป็นเครื่องยืนยันความสำเร็จของแบรนด์ในระยะยาว
ปรับตัวสู่ยุคคอนเทนต์เสียง เปลี่ยนผู้ฟังให้เป็นลูกค้าไปกับ Primal
ปัจจุบัน ยังมีแบรนด์จำนวนไม่มากนักที่หันมาทำการตลาดด้วย Podcast ซึ่งหากเราเริ่มวันนี้ เราก็จะได้เป็นแบรนด์แรก ๆ ที่โปรโมตธุรกิจและสร้างฐานผู้ฟังผ่านช่องทางดังกล่าว สำหรับใครที่มีทักษะด้านการพูด หรือสนใจคอนเทนต์ลักษณะนี้อยู่แล้ว แนะนำให้ทำเลยตอนนี้ เพราะ Podcast ใช้ต้นทุนไม่สูงมาก ทั้งยังสามารถดึงดูดกลุ่มเป้าหมายได้แบบเฉพาะเจาะจงและแม่นยำ อย่างไรก็ตาม ควรจำไว้ว่า Podcast ไม่เหมาะกับคอนเทนต์แคมเปญที่มีระยะเวลาจำกัด เนื่องจากพฤติกรรมของผู้ฟังมักชอบมาเปิดฟังย้อนหลังมากกว่าเปิดฟังแบบเรียลไทม์ การเน้นทำ Evergreen Content ที่สามารถเปิดฟังได้เรื่อย ๆ แม้เวลาจะผ่านไปนานแล้ว จึงจะช่วยสร้างผลตอบแทนระยะยาวได้ดีที่สุด
ยิ่งในยุคปัจจุบันที่ระบบการค้นหาพัฒนาไปสู่ยุค AI Search และ Voice Search การวางโครงสร้างคอนเทนต์และระบบหลังบ้านให้พร้อมสำหรับการถูกค้นพบจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง หากแบรนด์ต้องการยกระดับเว็บไซต์และคอนเทนต์ให้ค้นหาง่ายขึ้น สามารถเลือกใช้บริการรับทำ AI Search ร่วมกับการวางกลยุทธ์กับ Primal บริษัทรับทำ SEO และการตลาดชั้นนำของไทย ให้เราได้ช่วยคุณในทุกแง่มุมของการทำธุรกิจ เพื่อผลลัพธ์และความสำเร็จที่แม้แต่คุณเองยังคาดไม่ถึง !
ติดต่อทีมผู้เชี่ยวชาญของเราเพื่อรับแผนกลยุทธ์ฟรีได้เลย
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทำพอดแคสต์ (FAQs)
| คำถาม | คำตอบ |
|---|---|
| Podcast กับ Broadcast ต่างกันอย่างไร ? | Podcast (พอดแคสต์) คือการจัดรายการที่ผู้ฟังสามารถเลือกกดฟังตอนใด เวลาใด หรือย้อนหลังได้ตามความสะดวกผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ในขณะที่ Broadcast (การกระจายเสียงสด) คือการถ่ายทอดสัญญาณวิทยุหรือโทรทัศน์แบบเรียลไทม์ตามตารางเวลาที่กำหนดไว้ ผู้ฟังไม่สามารถกดข้ามหรือเลือกฟังย้อนหลังได้ทันทีตามใจชอบ |
| Podcast ใน YouTube คืออะไร ? | Podcast ใน YouTube คือการนำรายการออดิโอพอดแคสต์มาต่อยอดเป็น Video Podcast โดยการบันทึกภาพบรรยากาศขณะจัดรายการ บรรยากาศห้องอัด หรือใส่ภาพกราฟิกประกอบไฟล์เสียง แล้วอัปโหลดลงบนฟีเจอร์ YouTube Podcasts ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการค้นหาพบได้มากขึ้น |
| การฟัง Podcast มีจุดประสงค์เพื่ออะไร ? | ผู้ฟังส่วนใหญ่เลือกฟัง Podcast ด้วยวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ ได้แก่
|
| ทำไม Podcast ถึงตอบโจทย์ผู้คนในยุคเร่งรีบ ? | พอดแคสต์ คือเพื่อนคู่คิดดิจิทัลของคนยุคใหม่ที่ไม่มีเวลาอ่านหนังสือ หรือนั่งดูคลิปยาว การฟังพอดแคสต์จึงเป็นทางเลือกการเสพคอนเทนต์ที่ให้สาระความรู้สูง ใช้เวลาคุ้มค่า และเปิดรับฟังได้ทุกสถานการณ์โดยไม่รบกวนภารกิจประจำวัน |
ข้อมูลอ้างอิง
- What is a podcast?.สืบค้นวันที่ 28 สิงหาคม 2569 จาก https://www.bbc.co.uk/sounds/help/questions/getting-started-with-bbc-sounds/what-are-podcasts
Join the discussion - 0 Comment