เจาะลึกหน้าที่ AE ในเอเจนซี พร้อมคุณสมบัติสำคัญที่ควรมี
สรุปบล็อกนี้
Key takeaways:
Account Executive (AE) คือตำแหน่งที่เป็นหัวใจสำคัญในการประสานงานระหว่างลูกค้าและทีมงานภายในเอเจนซีให้ราบรื่นที่สุด โดยมีหน้าที่หลักคือการรับโจทย์ (Brief) จากลูกค้ามาแปลงเป็นแผนงานที่ชัดเจน บริหารจัดการงบประมาณและไทม์ไลน์ รวมถึงตรวจสอบความถูกต้องของชิ้นงานก่อนส่งมอบ เพื่อให้มั่นใจว่าผลลัพธ์ที่ได้จะตรงตามวัตถุประสงค์ทางธุรกิจ สร้างความพึงพอใจสูงสุด และรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างลูกค้าและบริษัทในระยะยาว
ด้วยวิวัฒนาการของเทคโนโลยี รูปแบบโฆษณาใหม่ ๆ และจำนวนผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ในยุคสมัยนี้ งานสายการตลาดกลายเป็นหนึ่งในอาชีพที่มาแรงที่สุดสำหรับคนรุ่นใหม่ เรียกได้ว่า “ดิจิทัลเอเจนซี (Digital Agency)” คือสถานที่ทำงานในฝันของใครหลายคนเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นคนที่เรียนจบสาขาการตลาดมาโดยตรง หรือแม้แต่คนที่จบสาขาอื่น ๆ มาก็ตาม
สำหรับหลายคนที่สนใจงานด้านนี้และได้อ่านข้อมูลมาบ้าง คงจะเคยได้ยินชื่อตำแหน่ง “Account Executive หรือ AE” กันอยู่แล้วว่าเป็นตำแหน่งหนึ่งในเอเจนซี โดยวันนี้ เราจะพาทุกคนไปเจาะลึกกันว่า Account Executive หรืองาน AE คือตำแหน่งอะไร ทำอะไร มีหน้าที่และความรับผิดชอบอะไรบ้าง
Table of Contents
งาน AE คืออะไร ?
Account Executive หรืองาน AE คือ ตำแหน่งที่ช่วยประสานงานระหว่างลูกค้าและเอเจนซี เพื่อให้เกิดความเข้าใจร่วมกันในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดแผนงานต่าง ๆ ไปจนถึงงบประมาณของแต่ละงาน เป็นตำแหน่งที่ต้องใกล้ชิดลูกค้ามากที่สุด และถือได้ว่าเป็นหน้าเป็นตาของบริษัทเลยทีเดียว
หลังจากที่ลูกค้าติดต่อเข้ามา หรือ AE ออกไปหาลูกค้าเพื่อรับโจทย์การทำงานอย่างละเอียด หน้าที่ต่อไปของ AE คือการนำสารที่ได้รับจากลูกค้ามาส่งคนในทีม เพื่อผลิตชิ้นงานให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าให้ได้มากที่สุด จากนั้นก็นำโจทย์ดังกล่าวมาวางแผนเพื่อจัดการเวลา และบริหารคนทำงาน ตลอดจนกำหนดวันส่งงานเพื่อไปนำเสนอให้ลูกค้าดูอีกครั้ง ซึ่งถ้าหากลูกค้ามีคอมเมนต์สำหรับการปรับแก้เพิ่มเติม AE ก็ต้องเป็นคนประสานงานกับทีมเช่นเดียวกัน
ตำแหน่ง Account Executive จึงเหมาะสำหรับคนที่ชอบทำงานหลากหลาย ไม่จำเจ และชอบพูดคุยกับลูกค้า เพราะในแต่ละวัน AE อาจได้งานที่ไม่ซ้ำกันเลย เนื่องจากลูกค้าแต่ละเจ้าก็มาจากหลายบริษัท ซึ่งแต่ละบริษัทก็มีความแตกต่างกัน ส่งผลให้ความรับผิดชอบต่างกันไปด้วย ดังนั้น อีกหนึ่หัวใจสำคัญของการเป็น AE คือต้องรู้จักปรับตัวให้เข้ากับลูกค้าแต่ละคนให้ได้นั่นเอง
AM คือตำแหน่งอะไร แตกต่างจาก AE อย่างไร ?
Account Executive (AE) และ Account Manager (AM) มีความคล้ายคลึงกันในการทำงานร่วมกับลูกค้า แต่ทั้งสองตำแหน่งมีความรับผิดชอบที่แตกต่างกัน โดย AE จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างลูกค้ากับทีมภายในองค์กร คอยรับบรีฟจากลูกค้า ส่งมอบงานและคอยติดตามงานให้ตรงตามความต้องการของลูกค้า มุ่งเน้นในงานประสานงานที่ต้องใช้ Soft Skills เช่น การสื่อสาร การเจรจาต่อรอง และการจัดการเวลา โดยจะรับผิดชอบเฉพาะงานในระดับปฏิบัติการ
ในขณะที่ Account Manager (AM) จะดูแลภาพรวมของหลายบัญชีลูกค้า และมีบทบาทในการวางกลยุทธ์การตลาดที่เกี่ยวข้องกับลูกค้าแต่ละราย AM มักจะต้องบริหารงานในระดับสูง ซึ่งรวมถึงการจัดการการเงิน การเจรจาสัญญา การประสานงานกับหลายทีม และรับผิดชอบในการบรรลุผลลัพธ์ในระดับองค์กร กล่าวได้ว่า AM เป็นตำแหน่งที่มีลำดับขั้นและประสบการณ์สูงกว่า AE นั่นเอง
ทักษะที่จำเป็นต้องมีของคนทำงาน AE
ทักษะการสื่อสาร (Communication Skill)
ทักษะการสื่อสารถือเป็นหัวใจหลักของตำแหน่ง AE เลยก็ว่าได้ เพราะหน้าที่หลักของ AE คือการพูดคุยกับลูกค้าและทีม Internal ดังนั้น การสื่อสารให้เข้าใจตรงกัน รับสารมาอย่างแม่นยำ เก็บทุกรายละเอียดไม่มีตกหล่น จึงเป็นสิ่งที่ AE ทุกคนต้องทำ เพื่อให้งานออกมาตรงตามความต้องการของลูกค้ามากที่สุด
ทักษะการเจรจา (Negotiation Skill)
ด้วยหน้าที่ประสานงานระหว่างลูกค้าและบริษัท ทำให้ AE ต้องเป็นตัวกลางสำหรับหลาย ๆ ฝ่าย ทักษะการเจรจาต่อรองจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ กล่าวคือ ต้องตามงานลูกค้าหรือทีมได้ ไม่ใช่ถ้าขอผัดวันก็ยอมผัดให้ตลอด จนผู้ร่วมงานทำเป็นนิสัย รวมถึงสามารถเจรจาพูดคุยกับลูกค้าที่เลื่อนจ่ายเงินหรือเบี้ยวจ่ายให้ได้อย่างเหมาะสมด้วย
ทักษะการบริการ (Service Mind Skill)
ด้วยความที่ต้องพบลูกค้าเป็นประจำ อีกหนึ่งทักษะที่คนทำงาน AE ต้องมีก็คือการบริการที่ดีเพื่อให้ลูกค้าพึงพอใจและรู้สึกดีที่ได้ใช้บริการของเรา เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าจะอยากกลับมาใช้บริการอีกในครั้งต่อ ๆ ไป
ทักษะการทำหลายสิ่งพร้อมกัน (Multitasking Skill)
หน้าที่ของ AE ไม่ได้มีแค่สื่อสารกับลูกค้าและทีมเท่านั้น เพราะนอกจากจะต้องติดต่อประสานงานกับทีมต่าง ๆ แล้ว AE จำเป็นต้องรู้และเข้าใจกระบวนการทำงานของทุกฝ่ายที่ตนเองประสานงานอยู่ด้วย AE ประสบการณ์สูงบางคนจึงสามารถทำหลายสิ่งได้ในเวลาเดียวกัน รวมถึงหากจำเป็น ยังต้องทำงานของทีมอื่น ๆ ได้ด้วย แต่งานดังกล่าวต้องไม่ใช้ทักษะเฉพาะด้านจนเกินไป ซึ่งในส่วนนี้จะช่วยให้งานเสร็จได้อย่างรวดเร็วทันใจลูกค้ายิ่งขึ้น
ทักษะการควบคุมอารมณ์ (Emotion Control Skill)
ปฏิเสธไม่ได้ว่าการทำงานกับคนเป็นงานที่ยากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาต้องรับมือกับคนหลาย ๆ คนพร้อมกัน เพราะแต่ละคนก็มีความแตกต่างกันไป บางครั้งอาจต้องรับทั้งแรงกดดัน การพูดจา น้ำเสียง อารมณ์ต่าง ๆ ในเวลาเดียวกัน AE จึงต้องมีความสามารถในการควบคุมอารมณ์และข่มใจไม่ให้พูดอะไรที่อาจทำให้เกิดการกระทบกระทั่งกัน โดยให้มองที่เป้าหมายของงานไว้ก่อนอารมณ์เสมอ เพื่อให้งานสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี
ทักษะการตรงต่อเวลา (Timetable Skill)
การรักษาเวลาเป็นทักษะที่ทุกคนต้องมีในที่ทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการนัดประชุม นัดคุยงานกับลูกค้า เวลาเซ็นเช็ค ฯลฯ เช่น หากรู้ว่าเส้นทางที่ต้องเดินทางไปหาลูกค้านั้นอยู่ไกลหรือรถติด ก็ควรไปก่อนเวลาเพื่อไม่ให้ผิดเวลานัด อันจะนำมาซึ่งความไม่ประทับใจของลูกค้าที่จะมีต่อเรา
ทักษะการนำเสนอ (Presentation Skill)
ในทุก ๆ เดือน AE จะต้องมีการนำเสนอรายงานความคืบหน้าแก่ลูกค้า หรืออาจเป็นการนำเสนอขายงานก็ได้เช่นกัน ดังนั้น จึงต้องมีทักษะในการพูดและนำเสนอเพื่อให้ลูกค้าเข้าใจในสิ่งที่เราต้องการจะสื่อเกี่ยวกับรายละเอียดของการดำเนินงาน และที่สำคัญ เราต้องรู้จริงในสิ่งที่ตนเองกำลังนำเสนอด้วย เพราะบางครั้งลูกค้าก็อาจเกิดคำถาม และเป็นหน้าที่ของ AE ที่จะต้องตอบให้ได้
ทักษะภาษาอังกฤษ (English Skill)
ภาษาอังกฤษกับการทำงานยุคนี้เป็นสิ่งที่แยกออกจากกันไม่ได้ โดยเฉพาะงาน AE ที่ต้องติดต่อสื่อสารกับผู้คนเป็นจำนวนมาก ซึ่งบางครั้งก็ไม่ใช่แค่ลูกค้าคนไทย แต่มีชาวต่างชาติด้วย AE จึงต้องมีทักษะภาษาอังกฤษในการพูดคุยโต้ตอบกับลูกค้าได้อย่างคล่องแคล่ว เพื่อการทำงานที่มีประสิทธิภาพ
ทักษะด้านงานเอกสาร (Documentation Skill)
มาถึงตรงนี้ บางคนอาจเกิดคำถามว่า AE จำเป็นต้องรู้เรื่องงานเอกสารด้วยหรือ จริง ๆ แล้ว ทักษะนี้คือสิ่งที่คนเป็น AE ขาดไม่ได้เลยทีเดียว เพราะ AE จำเป็นต้องรวบรวมข้อมูลเพื่อทำรายงานประจำเดือนหรือประจำปีให้แก่ลูกค้า จึงต้องสามารถสรุปข้อมูลออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทักษะด้านบุคลิกภาพ (Personality Skill)
AE จำเป็นต้องมีบุคลิกภาพที่ดี สร้างความน่าเชื่อถือให้แก่บริษัทได้ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตัว เสื้อผ้าหน้าผม พร้อมทั้งใช้คำพูดสุภาพ สร้างภาพลักษณ์ที่ดีและเป็นมืออาชีพ อันจะนำมาซึ่งความไว้เนื้อเชื่อใจของลูกค้าในการใช้บริการ
สรุปสิ่งที่ Account Executive ต้องทำใน 1 วัน
- รับบรีฟจากลูกค้า : AE จะเริ่มต้นวันด้วยการรับฟังลูกค้าบรีฟ เพื่อทำความเข้าใจสิ่งที่ลูกค้าต้องการและเหตุผลที่ต้องการ โดย AE จะช่วยหาวิธีแก้ปัญหาตามคำร้องขอของลูกค้าให้ตรงกับความต้องการมากที่สุด
- หาข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจลูกค้า : การศึกษาธุรกิจของลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะ AE ต้องเข้าใจลูกค้าของตนอย่างลึกซึ้ง ทั้งกลุ่มเป้าหมายที่ลูกค้าต้องการเข้าถึง รวมถึงจุดเด่นของธุรกิจเพื่อใช้ในการวางกลยุทธ์ได้ตรงจุด
- กระจายงานและบริหารเวลา : หลังจากรับบรีฟ AE จะทำการสร้างไทม์ไลน์และแบ่งงานให้ทีมที่เหมาะสม พร้อมกับกำหนดเดดไลน์ให้ชัดเจน และต้องเผื่อเวลาสำหรับการปรับแก้ไขงาน
- ติดตามงานและตรวจสอบความคืบหน้า : หน้าที่สำคัญของ AE คือต้องตามงานที่มอบหมายไปให้ทีม ตรวจสอบความคืบหน้า และทำการแก้ไขงานหากพบปัญหา เพื่อให้ลูกค้าได้รับงานที่ตรงตามที่คาดหวัง
- นำเสนอผลงาน : AE จะต้องเตรียมงานและพรีเซนต์ให้ลูกค้าดู โดยจะต้องมีทักษะการนำเสนอและการตอบคำถามจากลูกค้าอย่างมั่นใจด้วย
- ดูแลและรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้า : การรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าเป็นอีกหนึ่งหน้าที่สำคัญของ AE โดยต้องติดตามความพึงพอใจและให้บริการหลังการขายที่ดีเพื่อให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการในครั้งต่อไป
- ปรับแผนและจัดการปัญหา : AE จะต้องปรับแผนงานหรือแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในระหว่างการทำงาน โดยจะต้องทำงานร่วมกับทีมต่าง ๆ เพื่อให้โครงการสำเร็จลุล่วงอย่างมีประสิทธิภาพ
จะสังเกตได้ว่า งาน AE คืองานที่เน้นการใช้ Soft Skills มากกว่า Hard Skills ดังนั้น ไม่ว่าจะจบสาขาไหนมา หากมีความสนใจในงานด้านการตลาด มีความรับผิดชอบสูง มีทักษะที่เกี่ยวข้อง และมีใจรักในการพูดคุยกับผู้อื่น ทุกคนก็สามารถสมัครเป็น AE ในบริษัทรับทำการตลาดออนไลน์ชั้นนำได้อย่างแน่นอน
สำหรับใครที่สนใจอยากร่วมงานกับ Primal เอเจนซีแถวหน้าของไทย สามารถเข้าไปดูตำแหน่งว่างที่หน้าสมัครงาน Digital Marketing ได้เลย
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเป็น Account Executive (FAQs)
Q : Account Executive ได้เงินเดือนเท่าไร ?
A : รายได้ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และโครงสร้างของแต่ละบริษัท โดยส่วนใหญ่จะประกอบด้วยฐานเงินเดือนและค่าคอมมิชชัน ซึ่งจะได้มากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับผลประกอบการของโปรเจกต์ที่ดูแล
Q : เส้นทางการเติบโต (Career Path) ของงาน AE คืออะไร ?
A : สามารถเลื่อนขั้นเป็น Senior AE, Account Manager (AM) และ Account Director ตามลำดับ หรือผันตัวไปทำงานฝั่งลูกค้า (Brand Marketing) ก็ได้เช่นกัน
Q : AE กับ Sales ต่างกันอย่างไร ?
A : Sales มักเน้นการหาลูกค้าใหม่เพื่อปิดการขาย แต่ AE เน้นการดูแลลูกค้าที่มีอยู่ บริหารโปรเจกต์ให้สำเร็จ และรักษาความสัมพันธ์เพื่อให้เกิดการจ้างงานต่อเนื่อง
Q : KPI ของงาน AE วัดผลจากอะไร ?
A : วัดจากความพึงพอใจของลูกค้า ความถูกต้องและตรงต่อเวลาของงาน การต่อสัญญา (Retention) และความสามารถในการเพิ่มยอดขายจากลูกค้าเดิม (Upselling)
Q : ข้อควรระวังที่สุดในการทำงาน AE คืออะไร ?
A : การรับปากลูกค้าโดยไม่ปรึกษาทีม เพราะอาจทำให้ทีมทำงานไม่ได้จริงตามข้อตกลง ส่งผลเสียต่อคุณภาพงานและความเชื่อมั่นของบริษัท
Join the discussion - 0 Comment