เจาะลึกแนวทาง AI SEO พลิกธุรกิจให้พร้อมสำหรับปี 2027

สรุปบล็อกนี้

Key Takeaways

งานสัมมนา DISRUPT THE DEFAULT 2027 โดย Primal ได้สรุปเทรนด์การตลาด 2027 และกลยุทธ์การปรับตัวของธุรกิจสู่ยุค AI อย่างรอบด้าน เพื่อให้แบรนด์พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคและระบบการค้นหาใหม่ผ่านการทำ AI SEO ภายใน 90 วัน

  • 5 กฎเหล็กสู่ AI Transformation : วิธีนำ AI มาใช้ขับเคลื่อนองค์กรให้สำเร็จ โดยเริ่มจากวิสัยทัศน์ของผู้นำ
  • กลยุทธ์ ElevateSEO : กติกาใหม่ของการค้นหาที่มุ่งเน้นการตอบคำถาม การสร้างความน่าเชื่อถือ และการวัดผล AI Visibility
  • The Unpromptable Idea : การผสาน Human Insight เข้ากับ AI เพื่อสร้างสรรค์แคมเปญที่เหนือกว่าการใช้ Prompt ทั่วไป
  • บทเรียนจากแบรนด์ชั้นนำ : กรณีศึกษาจาก Aura, OWNDAYS และ Smooth E ในการลุกให้ไวและปรับตัวสู่ความสำเร็จ
  • รู้ลึกที่มาของลูกค้า : การหลีกเลี่ยงหลุมพรางคลิกราคาถูก และเน้นสร้างคอนเทนต์คุณภาพที่ตอบโจทย์ทั้ง AI และผู้อ่าน
  • วิสัยทัศน์จาก Google : ทิศทางของ AI-First Company และพฤติกรรมการค้นหาที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภคยุคใหม่
  • ก้าวต่อไปของธุรกิจ : การรักษาสมดุลระหว่างการใช้ AI เพื่อความรวดเร็ว และการใช้มนุษย์เพื่อสร้างความเชื่อมั่นกับผู้บริโภค

จบลงไปแล้วอย่างยิ่งใหญ่สำหรับงานสัมมนาสุด Exclusive “DISRUPT THE DEFAULT 2027: Marketing for the AI Era” ซึ่งจัดโดย Primal ณ โรงภาพยนตร์ One Ultra Screens, One Bangkok งานนี้ได้รวบรวมเหล่าผู้บริหาร แบรนด์ชั้นนำ และนักการตลาดกว่า 100 ท่าน มาร่วมเจาะลึกบทเรียนตลอด 10 ปี พร้อมอัปเดตเทรนด์การตลาด และทิศทางของ AI Search 2027 เพื่อเตรียมพร้อมให้ธุรกิจนำหน้าคู่แข่งในอีก 90 วันข้างหน้า

บทความนี้ได้รวบรวมสรุปสาระสำคัญจากทั้ง 7 เซสชัน พร้อมแนวคิดและกลยุทธ์จากเหล่าวีไอพีสปีกเกอร์และผู้เชี่ยวชาญไว้อย่างครบถ้วน

1. What You Do in the Next 90 Days Decides Next Year

โดย คุณ Mark McDowell (Chief Executive Officer, Primal)

คุณ Mark ได้เปิดฉากงานสัมมนาด้วยการฉายภาพความท้าทายจริงของการเปลี่ยนผ่านสู่ AI Transformation ในยุคปัจจุบัน แม้สถิติจะชี้ว่าทั้งผู้บริหารและพนักงานส่วนใหญ่มีการใช้งาน AI ในชีวิตประจำวันกันอย่างแพร่หลาย แต่กลับมีองค์กรเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถก้าวข้ามการใช้งานระดับส่วนบุคคล ไปสู่การยกเครื่องและปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานขององค์กรได้อย่างแท้จริง

เพื่อทลายข้อจำกัดดังกล่าวและเปลี่ยนให้ AI กลายเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนธุรกิจอย่างเต็มประสิทธิภาพในโค้งสุดท้ายก่อนอำลาปี 2026 องค์กรที่ต้องการปรับตัวจึงจำเป็นต้องปฏิบัติตาม 5 กฎเหล็กสู่การทำ AI Transformation ใน 90 วัน ก่อนเข้าสู่ปี 2027 อย่างเป็นทางการ ดังต่อไปนี้

  • Rule 1 (Leadership) : การเปลี่ยนผ่านสู่ AI จะหยุดชะงักทันทีหากขาดผู้นำสูงสุดในการวางเป้าหมายเพื่อมุ่งหน้าไปในทิศทางเดียวกัน CEO จึงต้องลงมาเป็นตัวขับเคลื่อนหลักด้วยตนเอง ซึ่งผลวิจัยชี้ชัดว่า เมื่อผู้นำให้การสนับสนุนอย่างจริงจัง จะช่วยเพิ่มทัศนคติเชิงบวกและการยอมรับการใช้ AI ของพนักงานในองค์กรสูงขึ้นถึง 55%
  • Rule 2 (Managers Go First) : พฤติกรรมการใช้ AI ของทีมจะดำเนินไปตามทิศทางของผู้จัดการ หากหัวหน้าทีมใช้ AI อย่างจริงจัง จะช่วยกระตุ้นให้ลูกทีมใช้งานรายสัปดาห์สูงขึ้นถึง 2.1 เท่า อีกทั้งยังช่วยย่นระยะเวลาการทำงานอย่างเห็นได้ชัด เช่น การทำ Creative Brief จาก 14 วันเหลือเพียง 1 วัน หรือการทำ Keyword Research จาก 7 วันเหลือเพียง 3 วัน
  • Rule 3 (Access for All) : การเปิดโอกาสให้พนักงานทุกคนสามารถเข้าถึงเครื่องมือ AI ได้อย่างทั่วถึง จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยดึงศักยภาพและค้นหา “AI Champions” หรือกลุ่มคนรุ่นใหม่ในองค์กรที่จะมาช่วยผลักดันเพื่อนร่วมงาน ส่งผลให้อัตราการเปิดใจใช้งาน AI ในภาพรวมพุ่งสูงขึ้นจาก 80% สู่ 98%
  • Rule 4 (Standards) : การตั้งกฎระเบียบที่ชัดเจนและการควบคุมด้วยระบบเพื่อป้องกันงานที่ไร้คุณภาพ (Anti-AI Slop) ถือเป็นสิ่งสำคัญเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อแบรนด์ เช่น การกำหนดห้ามใช้คำอวยเกินจริง (No Hype Words), ห้ามกล่าวอ้างข้อมูลโดยไม่มีแหล่งที่มาน่าเชื่อถือ (No Claim Without Source) และการสื่อสารด้วยภาษาที่กระชับและตรงไปตรงมา
  • Rule 5 (Knowledge) : สร้าง Central AI Brain หรือสมองส่วนกลางขององค์กร (Company Brain) ที่รวบรวมและเชื่อมต่อข้อมูลสำคัญทั้งระบบ CRM, แบรนด์, วิธีการทำงาน และ AI Skills ไว้ในจุดเดียว เพื่อให้ AI เรียนรู้และดึงข้อมูล Insights ได้ไวขึ้นถึง 50% โดยใช้เวลาน้อยลง และที่สำคัญคือช่วยป้องกันไม่ให้ความรู้และสินทรัพย์ทางปัญญาขององค์กรสูญหายไปเมื่อพนักงานลาออก

2. 10 Years of Search Data. One Year of New AI Rules

โดย คุณเอริค กิตติ์ธเนศ (Team Lead Client Services, Primal)

ตลอด 10 กว่าเดือนที่ผ่านมา ทีมงาน Primal ได้วิเคราะห์จุดข้อมูล (Data points) มากกว่า 1 พันล้านจุด เพื่อค้นหาคำตอบว่า “ยอดคลิกบนหน้า Search หายไปไหน ?” คำตอบที่พบคือ ผู้คนไม่ได้เลิกค้นหา แต่ระบบ AI เช่น AI Overviews สามารถประมวลผลและสรุปคำตอบให้ผู้ใช้ได้ทันทีโดยที่พวกเขาไม่จำเป็นต้องกดคลิกเข้าเว็บไซต์อีกต่อไป 

โดยข้อมูลจาก 250,000 แอกเคานต์ชี้ชัดว่า ผู้คนยังคงหาข้อมูลผ่าน Google (53.74%), YouTube (25.84%) และ ChatGPT (10.73%) เป็นหลัก เมื่อเกมเปลี่ยน แบรนด์จึงต้องเปลี่ยนวิธีการทำสู่กลยุทธ์ AI SEO หรือที่เรียกว่า “ElevateSEO” ผ่าน 5 กฎกติกาใหม่ (New Rules) ดังนี้

  • Rule 1 : Start Optimising for Questions (ตอบคำถามให้ตรงจุด) เลิกโฟกัสแค่การยัดคีย์เวิร์ด แต่เปลี่ยนมาสร้าง “Prompt Ecosystems” หรือการทำคอนเทนต์เพื่อตอบคำถาม ครอบคลุมบริบท และเป็นคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละ Prompt
  • Rule 2 : Be Worth Citing (ทำให้ AI อยากอ้างอิงถึง) ไม่ใช่แค่ทำให้บอตเข้ามาเก็บข้อมูล แต่ต้องจัดโครงสร้างคอนเทนต์อย่างเป็นระเบียบ เพื่อให้ AI สามารถสกัดเอาข้อเท็จจริงและความเชี่ยวชาญออกไปอ้างอิงและให้เครดิตได้อย่างถูกต้อง
  • Rule 3 : Now Matters Inside It (ขยายความน่าเชื่อถือข้ามแพลตฟอร์ม) การสร้างความน่าเชื่อถือไม่ได้จำกัดอยู่แค่บนเว็บไซต์ของเราเพียงแห่งเดียวอีกต่อไป แต่ต้องกระจายความน่าเชื่อถือออกไปทั่วทั้งอินเทอร์เน็ต (Across The Web) เช่น โซเชียลมีเดีย เว็บไซต์พาร์ตเนอร์ หรือ Digital PR
  • Rule 4 : It Needs to Understand You (สร้างความชัดเจนให้ตัวตนแบรนด์) SEO ยุคเดิมคือการทำ 1 หน้าเพจเพื่อ 1 คีย์เวิร์ด แต่ AI Search คือการแตก 1 Prompt ออกเป็นหัวข้อย่อย แบรนด์จึงต้องสร้าง Entity Clarity เพื่อทำให้ AI เข้าใจตัวตน ภาพรวม รวมถึงความเชี่ยวชาญทั้งหมดของแบรนด์อย่างทะลุปรุโปร่ง
  • Rule 5 : Traffic Is No Longer the Whole KPI (Traffic ไม่ใช่ตัวชี้วัดเดียวอีกต่อไป) หมดยุคของการวัดผลแค่ Traffic หรือ CTR แต่ต้องเปลี่ยนไปวัดผลที่ AI Visibility (การปรากฏตัวบน AI),“Mentions & Citations (การถูกอ้างอิง) และ Sentiment (ความรู้สึกเชิงบวกของข้อมูลที่ถูกดึงไปตอบ) ควบคู่ไปกับ Traffic

3. The Unpromptable Idea

โดย คุณนีล ธันวา (Art Director, Primal) และ คุณนัย ดนัย (Creative Director, Primal)

ในยุคที่ไม่ว่าใครก็สามารถป้อนคำสั่ง (Prompt) ให้ AI ได้เหมือนกัน คำตอบที่ได้ย่อมออกมาคล้ายคลึงกัน ความได้เปรียบจึงไม่ได้อยู่ที่ความเร็วในการ Prompt แต่อยู่ที่ “Human Insight” และ “Big Idea” ที่เป็นหัวใจหลักในการมัดใจผู้บริโภค

  • หา Insight ที่แท้จริง (Find the Tension) : แบรนด์ต้องมองให้ออกว่า ทำไมผู้บริโภคถึงอยากฟัง ก่อนจะใช้ AI มาช่วยขยายผลไอเดียข้ามแพลตฟอร์ม
  • AI คือผู้ช่วยทลายข้อจำกัด : AI ช่วยปิด Gap ด้านงบประมาณ สถานที่ และเวลา ทำให้สร้างสรรค์งานราคาสูงได้ง่ายขึ้น แต่คนยังต้องเป็นผู้กำหนด Direction, Mood & Tone และควบคุม Do’s & Don’ts ให้ชัดเจน โดยมีตัวอย่างจากแคมเปญของน้ำผลไม้ Tipco ที่ต้องการสื่อสารถึงการ “กลับคืนสู่ธรรมชาติ” ซึ่งได้ AI เข้ามามีบทบาทในการช่วยตัดต่อและเปลี่ยนพื้นหลังของวิดีโอ (Video Generation) ออกมาได้มากกว่า 30 รูปแบบ 30 สถานการณ์ ภายในเวลาและงบประมาณที่จำกัด โดยไม่ต้องยกกองไปถ่ายทำใหม่ทั้งหมด
  • Human Touch : AI สร้างสรรค์ภาพและข้อความได้ทุกอย่าง แต่ “มนุษย์” คือผู้กำหนดทิศทาง ควบคุมความถูกต้อง (Brand Voice) และเลือกจุดเชื่อมโยงทางอารมณ์ (Emotional Connection) เพื่อสร้างความแตกต่างที่แท้จริงให้แก่แบรนด์

4. Three Brands on What They Got Wrong (Client Panel Discussion)

เซสชันเสวนาพิเศษที่เปิดโอกาสให้ 3 ผู้บริหารจากแบรนด์ยักษ์ใหญ่ระดับประเทศมาร่วมเปิดอกถึงบทเรียน การตัดสินใจที่เคยผิดพลาด และการนำ Insight เหล่านั้นมาปรับใช้จนธุรกิจเติบโตแบบติดสปีด

คุณบรีม พรกมล เพชรดาษดา (CMO, Aura Wellness Group Holding ผู้ดูแล Aura Bangkok Clinic, Aura Xpress Clinic และ AURASOL) ได้แบ่งปันวิสัยทัศน์ว่า “ทุกข้อผิดพลาดมอบการเรียนรู้เสมอ” จากบทเรียนราคาแพงเมื่อครั้งทำ Consumer Product ยอดร้อยล้านที่ต้องหยุดลงเนื่องจากค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มบีบ Net Profit พร้อมย้ำการนำ Data มาใช้คู่กับ Gut Feeling ในการกล้าเป็น First Mover และการทำ Standardize คุณภาพบริการควบคู่กับ Customize Experience ให้เข้ากับคนท้องถิ่นในแต่ละสาขา

คุณโอม ปริญวัฒน์ คณาพิบูลย์ผล (Regional Marketing Data Analyst, OWNDAYS) ชี้ให้เห็นว่า “Resilience คือการล้มให้ไว ลุกให้เร็ว” จากการใช้แคมเปญเดียวกันใน 4 ประเทศแล้วได้ผลลัพธ์ต่างกันสิ้นเชิง เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคต่างกัน พร้อมแนะนำการรวม Data ทั้งยอดขาย, Social Sentiment และฟีดแบ็กหน้าร้านเข้าด้วยกัน และการปรับบทบาทนักการตลาดจากการนั่งดึง Data มาเป็นผู้ทำ Business Decision ยุค AI

คุณจูน ศุภาพิชญ์ พิทยานุกุล (CMO, Smooth E และ Siam Health Group) เน้นย้ำเรื่อง “Cost of Starting Slower” หรือราคาของการเริ่มช้า ผ่านการทำ Research เชิงลึกกับกลุ่ม Gen Z จนเข้าใจพฤติกรรมจริง นำไปสู่การปรับเปลี่ยนภาษาในการสื่อสาร การเปิดตัวสินค้าครีมซองใน 7-Eleven และการดึงคู่จิ้น GL (หลิง-ออม) มาร่วมงาน โดยที่ยังคงรักษา Core Value เรื่องความอ่อนโยนและคุณภาพเวชสำอาง ไว้อย่างเหนียวแน่น

5. Where Your Customers Actually Come From

โดย ทีมผู้เชี่ยวชาญจาก Primal คุณมิ้ล ญาณกร (Performance Marketing Manager), คุณโชกุน ณัฐนนท์ (Performance Marketing Team Lead), คุณเชษฐ์ ภูเบศ (Technical Director) และ คุณต่าย พินท์นิตา (Content Manager) ที่พาไปเจาะลึกปัญหาตัวเลขรายงานที่ดูดีแต่ธุรกิจไม่เติบโต ซึ่งมักเกิดจากการนับ Conversion ซ้ำ หรือระบบ Tracking หลังบ้านไม่ตรงกัน โดยทุกทีมต้องหันมาทำงานร่วมกันและแทร็กข้อมูลให้ตรงกัน

  • กับดักคลิกราคาถูก (Cheap Clicks Trap) : มี Case Study จากธุรกิจที่ยิงแอดแล้วได้ยอดคลิกมหาศาล ต้นทุนต่อคลิกต่ำมาก แต่เมื่อตามไปดูยอดขายจริงกลับพบว่ามีคนซื้อเพียง 5% สาเหตุเป็นเพราะระบบ AI ของโฆษณาฉลาดในการหา “คนคลิก” แต่ยังไม่รู้จัก “คนซื้อ” ที่แท้จริง ซึ่งหากแบรนด์ไม่ได้ทำการ Feed ข้อมูลลูกค้าที่แท้จริง (First-Party Data) กลับไปสอนตัวระบบ ผลลัพธ์ที่ต้องการคงไม่เกิดขึ้น
  • อุตสาหกรรม Niche ยิ่งต้องทำออนไลน์ : แม้จะเป็นธุรกิจ B2B สินค้าอุตสาหกรรม หรือสินค้ามูลค่าสูง (High-involvement) ก็จำเป็นต้องทำการตลาดออนไลน์ แต่ Content ที่ทำต้องมี 2 เลเยอร์ คือ 1. เขียนให้ AI อ่านง่ายและดึงไปจัดอันดับได้ดี และ 2. ข้อมูลต้องมีความน่าเชื่อถือสูง (Trust) สำหรับมนุษย์ที่เข้ามาอ่าน เช่น การมี Whitepaper, สเปคสินค้า, FAQ หรือใบ Certificate รับรอง
  • คุณภาพชนะปริมาณเสมอ : สิ่งที่จะไม่ได้ไปต่อในปีหน้า คือการทำคอนเทนต์ที่เน้นแต่ “ปริมาณ” แต่สิ่งที่ไปต่อได้ คือคอนเทนต์ที่ตอบสนอง User Intent ชัดเจน และสะท้อนประสบการณ์จริงจน AI มั่นใจที่จะดึงไปเป็นคำตอบแรก ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการเอาชนะสมรภูมิ AI Search ในปี 2027

6. Google: Preparing for Growth Today With Google AI

โดย คุณนาย ชลัชย์พล ตรีนงลักษณ์ (Business Acquisition Manager, Google Thailand)

ฉายภาพทิศทางตรงจาก Google ถึงการเป็น AI-First Company ที่มีผู้ใช้ Gemini ทั่วโลกทะลุ 1 พันล้านคนต่อเดือน พร้อมชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ (Super-Empowered Consumer)

  • ค้นหาซับซ้อนและยาวขึ้น : ผู้บริโภคมีพฤติกรรมการค้นหาที่หลากหลาย ทั้งใช้ภาพ (Google Lens พุ่งสูงถึง 2.5 หมื่นล้านครั้งต่อเดือน) และคำค้นหายาวมากกว่า 7 คำ (Long-tail Queries) ในไทยโตขึ้น +57% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ ฟีเจอร์ AI Overviews (AIO) ที่สรุปคำตอบมาให้ ยังเข้ามาช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อได้เร็วและมั่นใจขึ้นอีกด้วย
  • YouTube คือแหล่งอ้างอิงอันดับ 1 ของ AI : YouTube เป็นอันดับ 1 ในการดึงข้อมูลไปใช้อ้างอิง (Citation Source) ของ GenAI และ AI Overviews การทำ Long-form Video ที่มีเนื้อหาเชิงลึกจะช่วยให้ AI เข้ามา Crawl ข้อมูลไปตอบผู้ใช้ได้ดีที่สุด
  • Creator is the Future : 89% ของคนไทยยอมรับว่า Creator มีผลโดยตรงต่อการตัดสินใจซื้อ Google จึงพัฒนาฟีเจอร์อย่าง Creator Partnerships Hub และ Partnership Ads เพื่อช่วยให้แบรนด์ดึงวิดีโอของ Creator มายิงโฆษณาและเชื่อมต่อการขาย (YouTube Shopping) ได้ทันที

7. Your Next Move

โดย คุณ Ben Heuze (General Manager, Primal)

ปิดท้ายงานสัมมนาด้วยการตกผลึกแนวคิดทั้งหมด เพื่อกำหนดทิศทางก้าวต่อไปให้แก่องค์กรและนักการตลาด เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยน พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน ธุรกิจจะขยับตัวอย่างไรเพื่อชิงความได้เปรียบ

  • ค่านิยมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป : ผู้บริโภคยุคใหม่มีความฉลาดในการเลือกสรรมากขึ้น แม้พวกเขาจะมองหาตัวเลือกที่ราคาถูกหรือคุ้มค่าที่สุด แต่ในขณะเดียวกันความคาดหวังในด้านคุณภาพกลับไม่เคยลดลงเลย แบรนด์จึงต้องหาจุดสมดุลในการส่งมอบคุณค่าที่เกินราคา
  • AI ทำได้ทุกอย่าง แต่ต้องเลือกสิ่งที่จะทำ : ท่ามกลางกระแสที่ใครก็ใช้ AI ช่วยทุ่นแรง แต่แบรนด์ที่ฉลาดจะต้องรู้จักเลือกว่างานใดควรใช้ AI เพื่อเพิ่มความรวดเร็วและประหยัดต้นทุน และงานแบบไหนที่ต้องใช้มนุษย์เท่านั้น เพื่อสร้างสายใยความเชื่อมั่นกับผู้บริโภค เช่น การให้คำปรึกษาที่ต้องอาศัย Empathy และความเข้าใจเชิงลึก
  • การตัดสินใจ คือทักษะจำเป็นในอนาคต : ทักษะที่สำคัญที่สุดของคนทำงานในยุคถัดไป ไม่ใช่วิธีการใช้เครื่องมือ แต่คือวิจารณญาณในการตัดสินว่า ผลลัพธ์ที่ AI ทำออกมานั้น “ถูกต้อง” “ดีพอ” หรือ “ตรงกับภาพลักษณ์แบรนด์” แล้วหรือไม่
  • Data + Test & Learn คือจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้าย : AI จะเก่งได้เท่ากับข้อมูลที่เราป้อนเข้าไป หากคนคุมระบบไม่มี Data ที่ดีพอ หรือไม่กล้าที่จะลงมือทดสอบ เรียนรู้ และปรับปรุงอยู่เสมอ โอกาสที่จะดึงศักยภาพสูงสุดของเทคโนโลยีออกมาใช้ก็แทบจะเป็นศูนย์

“AI ไม่ได้เข้ามาเพื่อแย่งชิงหรือตัดขาดการเชื่อมต่อของมนุษย์ แต่ AI คือเครื่องมือที่ช่วยร่นระยะเวลาการทำงาน เพื่อให้พวกเรามีเวลามากพอที่จะกลับไปสร้างบทสนทนาและความเชื่อมั่น (Trust) กับลูกค้าได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น”

สรุปก้าวสำคัญสู่อนาคต

งานสัมมนาในครั้งนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การเตรียมความพร้อมไม่ได้เริ่มในอนาคต แต่ถูกสร้างขึ้นจากวิธีคิดและการลงมือทำตั้งแต่วันนี้ สำหรับองค์กรหรือธุรกิจไทยที่ต้องการวางรากฐานการตลาดดิจิทัล รื้อโครงสร้างระบบค้นหา พร้อมยกระดับประสิทธิภาพด้วย AI Search ในปี 2027 สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและวางแผนกลยุทธ์ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญรับทำ SEO ได้ที่ Primal

ขอขอบพระคุณสปอนเซอร์และพาร์ตเนอร์ผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการ

บริษัท ไพรมอล (Primal) ขอขอบพระคุณพาร์ตเนอร์และสปอนเซอร์ทั้ง 9 แบรนด์ที่ร่วมสนับสนุนให้งานสัมมนาในครั้งนี้เกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์แบบ

  • Keynote Partner : Google Thailand
  • Sponsors & Partner Brands: Aura Bangkok Clinic, OWNDAYS, Smooth E, TWOOAK, Tipco, CoffeeWORKS, Difflam, EASE (Union Micronclean) และ MASON Pattaya
  • Venue Partner : One Ultra Screens, One Bangkok